“พิพิธภัณฑ์ รัชกาล ๙” จากยอดเขาถึงท้องทะเล..ใหญ่สุดในเอเชียและ ๑ ใน ๓ ของโลก

แบ่งปัน

 

ปีพุทธศักราช 2559 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 70 ปี

องค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงถือเป็นฤกษ์สำคัญ ดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ จะถูกเนรมิตขึ้นบนเนื้อที่ 42 ไร่ หรือ 30,000 ตารางเมตร บริเวณเทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

บริเวณพื้นที่เชื่อมต่อกับสระเก็บน้ำพระรามเก้า ที่มีพื้นที่ประมาณ 2,800 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริด้านบริหารจัดการน้ำ

รวมทั้งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ

“พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” หรือ “พิพิธภัณฑ์รัชกาล 9” จึงนับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียและใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก

โดย “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” หรือ “พิพิธภัณฑ์รัชกาล 9” เป็นโครงการต่อเนื่อง ที่จะจัดสร้างเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.9) 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 1,890 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2557 ในการดำเนินการก่อสร้างภายใต้หัวข้อหลักในการนำเสนอ คือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักการคิด วิธีการทรงงานและกระบวนการค้นหาคำตอบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำไปแก้ปัญหาหรือพระราชทานแก่พสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ

และเพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศของโลกและประเทศไทย

 

การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มีเหตุผลอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ คือ

-โครงการนี้มีการคิดมานานกว่า 20 ปี เนื่องจากเราเชื่อว่าโลกไม่มีอาณาเขต สิ่งแวดล้อมของไทยสามารถกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของขั้วโลกเหนือได้

หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไรที่ประเทศหนึ่ง สามารถเกิดผลกระทบทั้งโลกได้

– เหตุผลข้อต่อมาคือช่วงหลังเรามองเห็นว่าโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ภัยพิบัติก็แรงขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่าสิ่งแวดล้อมจะช่วยได้หรือไม่

ถึงแม้จะพบว่า ไม่มีทางช่วยได้ แต่สามารถบรรเทาให้มันเบาลงได้ เพราะองค์ความรู้ต่าง ๆ นี้ จะทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักและปรับตัวเองให้สามารถอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้

– สุดท้ายมองว่า พิพิธภัณฑ์อยู่ติดบึงพระรามเก้า ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่และลึกมากสามารถรับน้ำได้มาก

โดยน้ำจาก จ.พระนครศรีอยุธยา จะไหลมาพักที่บึงแห่งนี้ก่อนระบายลงสู่ทะเล เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวง คือ การแก้ไขสิ่งแวดล้อมประเภทหนึ่ง

ทำให้คิดว่า ควรมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9

พิพิธภัณฑ์นี้จึงเป็นของในหลวงรัชกาลที่ 9 และใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า เนื่องจากอยู่ติดบึงพระรามเก้า

“..ที่สำคัญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยเสด็จทรงงานและทอดพระเนตรแบบจำลองพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

ทรงสนพระทัยรวมทั้งมีพระราชดำรัสว่า ภายในพิพิธภัณฑ์ควรมีเนื้อหาการจัดในรูปแบบ “จากยอดเขาถึงท้องทะเล”

คือ ทรงอยากให้จัดแสดงสิ่งแวดล้อมไทย ได้แก่ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ดิน ต้นไม้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของจริงทั้งหมดให้ผู้คนทั้งอาเซียนหรือเออีซี รวมทั้งเด็กไทยที่อยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ได้มาเห็นการเชื่อมโยงกันของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมไทย ตั้งแต่ยอดเขาถึงใต้ท้องทะเล ว่าเป็นอย่างไร ในสถานที่นี้ที่เดียว..”  

 

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า เป็นสถานที่ที่นำเสนอแนวความคิดว่า เราในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จะสร้างสมดุลของการอยู่ร่วมกันกับทุกชีวิตบนโลกนี้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น เรื่องราวภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ทำการร้อยเรียงความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความสมดุลของชีวิตบนโลก

นับตั้งแต่การเกิดขึ้นของจักรวาลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง มาจนถึงการก่อตัวของดาวเคราะห์ที่เรียกว่า โลก

การเกิดขึ้นของเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อการเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตทั้งแสง อุณหภูมิ ชั้นบรรยากาศ ภูมิประเทศ

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงภายในและระหว่างชีวนิเวศหลัก จากเหนือสุดไปยังใต้สุด ได้แก่ เขตขั้วโลก เขตทันดร้า เขตไทก้า เขตอบอุ่น เขตทะเลทรายและเขตศูนย์สูตร

“…การเรียงร้อยเรื่องราวดังกล่าวดำเนินอยู่บนแกนความคิดซึ่งถอดมาจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

ที่ได้พระราชทานองค์ความรู้อันพัฒนาขึ้นบนกระบวนทรรศน์แบบวิทยาศาสตร์ วิธีในการศึกษามนุษย์ สิ่งแวดล้อม

และแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนซึ่งผู้ชมจะได้เรียนรู้ภายในห้องจัดแสดงหลักที่ถือเป็นหัวใจของพิพิธภัณฑ์….”  

 

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า แบ่งเป็น 5 โซน สำหรับการจัดแสดง ได้แก่

โซนที่ 1 โลกและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้ผู้ชมมีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องภูมิหลังเกี่ยวกับโลกและการปรับตัวของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในอดีตและตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตต่างปรับตัวและมีวิวัฒนาการสอดรับกันไปการปรับตัวจึงเกิดขึ้นในบริบทของสิ่งแวดล้อมเสมอ

โซนที่ 2 ระบบนิเวศและความสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจกลไกการทำงานและความสัมพันธ์เชื่อมโยงของระบบนิเวศของโลกและระบบนิเวศในส่วนย่อยของโลก และได้สัมผัสความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเกิดจากการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในระบบนิเวศที่สำคัญของโลก โซนนี้จำลองระบบนิเวศของเขตขั้วโลก มีขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ เขตทันดร้า เขตไทก้า การแสดงระบบนิเวศของป่าเขตอบอุ่น ระบบนิเวศเขตร้อนเอเชีย ซึ่งใช้ระบบ 4D ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเข้ามาผจญภัยจริงๆด้วย

โซนที่ 3 การจัดการน้ำ คุณสมบัติของน้ำ รู้คุณค่า รู้จักใช้ และรู้จักอนุรักษ์น้ำ รู้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของน้ำและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โซนที่ 4 การจัดการดิน การกำเนิดของดินในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก และรู้คุณค่า รู้จักใช้ และรู้จักการอนุรักษ์ดิน

โซนที่ 5 หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงถึงหลักการทรงงาน พระวิสัยทัศน์ และกระบวนการศึกษาปัญหาในธรรมชาติอันเป็นที่มาของโครงการในพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ และสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์อันเป็นประโยชน์

และเพื่อให้ผู้ชมรับทราบถึงการเฉลิมพระเกียรติจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลกต่อโครงการในพระราชดำริ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในพระปรีชาสามารถและผลประโยชน์ของโครงการต่อภูมิภาคต่างๆทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

 

“..คอนเซปต์โซนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า คือ นิทรรศการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 โดยจะนำงานของพระองค์ท่านที่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาจัดแสดง ซึ่งการแสดงพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติในหลวงนั้น

ถ้านำทั้งประเทศมารวมกันถือว่าใหญ่ที่สุดแล้ว ด้วยการจัดทำในรูปแบบของบอร์ดจัดแสดงว่ามีโครงการพระราชดำริอะไรบ้าง

เช่น โครงการห้วยฮ่องไคร้ มีประชากรได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง

เราจึงมีโจทย์ขึ้นมาว่าทำอย่างไร จึงจะให้เกิดห้วยฮ่องไคร้ขึ้นในสถานที่อื่น ๆ อีก 20 แห่ง และก็สามารถตอบโจทย์ได้

ยกตัวอย่างเช่น นำโครงการห้วยฮ่องไคร้มาแสดงแต่จะนำเสนอว่าในหลวงทรงคิดอย่างไรจึงมาเป็นโครงการนี้

และพระองค์นำหลักทางวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างไร ไม่ใช่นำเสนอว่าในหลวงทรงทำอะไร….”  

ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า เมื่อ 18 ส.ค.2559

โดยพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า จะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3 ปี คือ สามารถใช้งานได้ในปี 2561 นี้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้ว

ยังเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวบรวมนำเสนอข้อมูลทรัพยากรน้ำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการจัดแสดงระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ

ที่จะทำให้พื้นที่บริเวณเทคโนธานีเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สำคัญที่สุด คือ เป็นการแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของปวงชนชาวไทย

และแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”

และได้รับการถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชาติ” จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ.

………………………………………

ที่มา : ทีมข่าววิทยาศาสตร์ จากไทยรัฐฉบับพิมพ์ เมื่อ 1 ม.ค. 2559 เรื่อง เนรมิต พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ถวาย “ในหลวง” รับปีมหามงคล 2559

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics