รัฐผุดแผนแก้จนครบวงจร พุ่งเป้าสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรทุกพื้นที่

แบ่งปัน

“สมคิด” ประสานสิบทิศสางปมเกษตรแบบครบวงจร บูรณาการภาคการผลิตร่วมการตลาด เดินหน้ามาตรการเพิ่มรายได้คนยากจน ลั่นราคายางพาราต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ขณะที่กระทรวงเกษตรฯจับมือมหาดไทย พาณิชย์ ธ.ก.ส. ประกาศขจัดความยากจนให้เกษตรกรทั่วประเทศ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีรับสั่งให้รัฐบาลดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจำนวน 30 ล้านคน ให้มีความสุข จึงได้ประสานหน่วยงานต่างๆมาร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างครบวงจร ซึ่งการมามอบนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯครั้งนี้ไม่ได้มาล้วงลูก หรือแทรกแซงการทำงาน แต่จะมาร่วมกับภาคเกษตรบูรณาการการทำงาน ทั้งภาคการผลิต และการตลาด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ปี 2561 ทุกภาคส่วนต้องกระจายรายได้ลงสู่ระดับฐานราก โดยเร่งผลักดันมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรระหว่างรอการเก็บเกี่ยว เพื่ออัดเงินลงสู่ฐานรากให้เร็วที่สุด

“ธนาคารโลกออกรายงานว่า ปัญหาความยากจนของไทยเริ่มดีขึ้น จึงทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจของไทยกับอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย น้อยลง ขณะนี้สัดส่วนมูลค่าการเกษตรของไทยอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หากเทียบกับจำนวน เกษตรกรถือว่าน้อยมาก จึงต้องเร่งอุดช่องว่าง สร้างรายได้ให้มากขึ้น โดยช่วงที่เกษตรกรว่างจากการเก็บเกี่ยว เพื่อรอผลผลิตรอบใหม่ ภาครัฐจะต้องเข้าไปฝึกอบรมเกษตรกรทำอาชีพอื่น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ไม่ใช่ให้เกษตรกรปลูกมาแล้วไม่รู้จะขายใคร”

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ ปัญหาราคายางพารา โดยในระยะสั้นต้องประคองราคายางพาราให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ราคายางพารานั้นไม่ควรต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯกำลังหารือกับผู้ประกอบการเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ส่วนในระยะยาวจะสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราให้มากขึ้น

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือ เรื่องฐานข้อมูล จะต้องแชร์ข้อมูลกันทุกหน่วยงาน ไม่หวงข้อมูลระหว่างกรม หรือกระทรวง เพราะปัญหาการเกษตรของไทยคือ เรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ปีไหนดีก็ปลูกกันเยอะ ราคาตลาดโลกไม่ดีก็ไม่รู้เรื่อง พาณิชย์ไม่ได้วางแผนกับกระทรวงเกษตรฯ ไม่แชร์ข้อมูลกัน ดังนั้นจึงได้ให้นโยบายไปว่าพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และผลไม้ จะต้องมีเจ้าภาพที่ระบุตัวบุคคลได้รับผิดชอบดูแล

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางพาราอยู่ที่ กิโลกรัม (กก.) ละ 46-47 บาท ซึ่งในสัปดาห์หน้า หากราคายางพาราไม่ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะติดต่อกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ส่งออก เร่งรัดเอกชนให้ซื้อยางพาราให้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะเร่งรัดให้ส่วนราชการใช้ยางพาราให้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาส่วนราชการใช้ยางพาราประมาณ 33,000 ตัน ได้ตั้งเป้าให้ใช้ยางพาราไม่น้อยกว่า 50,000- 80,000 ตัน ทั้งนี้ จะหารือกับกระทรวงคมนาคม ให้ใช้ในโครงการซ่อมแซมถนนและปรับปรุงถนนสายรอง และถนนหมู่บ้านตามชนบท ที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบอยู่

นอกจากนี้ กยท.จะจัดเตรียมงบประมาณเพื่อซื้อยางกับชาวสวนยางโดยตรงหากราคายังตกต่ำ โดยคิดว่าถ้าดำเนินการทั้ง 3 ส่วนข้างต้น จะทำให้ราคายางขยับขึ้น ส่วนยางในสต๊อกที่เก็บไว้จำนวน 104,000 ตัน จะไม่นำมาขายในตลาด แต่จะให้ หน่วยงานราชการซื้อไปใช้ในหน่วยงานต่างๆแทน

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศความร่วมมือขจัดความยากจนให้เกษตรกรทั่วประเทศ โดยจะทำงานเชิงรุกเข้าหาเกษตรกร ภายใน 2 สัปดาห์นี้จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่ออนุมัติแผนงาน เบื้องต้นจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนคนจนของกระทรวงการคลัง ที่มีเกษตรกรจำนวน 3.96 ล้านคน ที่ยากจนและมีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี

“โครงการร่วมขจัดความยากจนครั้งนี้ จะบรรเทาความเดือดร้อนด้านหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพ โดยได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำงานเชิงรุกลงลึกในรายพื้นที่ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน จะทำให้ทราบรายละเอียดภาระหนี้สินของเกษตรกร รวมทั้งภาระหนี้สินนอกระบบด้วย ถ้าเป็นหนี้ในระบบของ ธ.ก.ส. ก็จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยขอให้รัฐบาลมาช่วย”.




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 2415 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics