พ่อหลวงผู้สอนลูกจับปลา ปลดหนี้อย่างยั่งยืน

แบ่งปัน

“เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้” พ่อหลวงผู้สอนลูกจับปลา ปลดหนี้อย่างยั่งยืน

 

จากชีวิตที่เคยสิ้นหวัง กลับฟื้นคืนรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าได้อีกครั้ง จากพสกนิกรที่เคยแบกหนี้สินท่วมหลัง กลับได้รับชีวิตใหม่ที่ยั่งยืนอีกหน ด้วยแสงเทียนนำทางจากองค์พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเสด็จไปปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ประชาชน จนส่งให้แผ่นดินไทยในวันแห่งความทุกข์ยาก กลับกลายเป็นแผ่นดินทองมาได้ถึงทุกวันนี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรง “ปิดทองหลังพระ” มาตลอด 70 ปี

…“พวกเรามาอยู่ที่นี่ ก็เพราะที่นี่ขาดน้ำทำกิน เรามาสู้กับความยากจนนานาประการ เพื่อให้คนไทย เป็นไทแก่ตนอย่างแท้จริง ให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยที่ท่านทั้งหลายก็สนับสนุนอยู่มิใช่หรือ”…

 

นี่คือถ้อยคำที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยรับสั่งเอาไว้ เมื่อครั้งนักข่าวสัญชาติอังกฤษซักถามเกี่ยวกับการเสด็จมาทรงงานในพื้นที่ชายแดนของประเทศ ด้วยถ้อยคำซักไซ้ทีเล่นทีจริงที่ว่า “เสด็จมาทำอะไรกัน มีทหารล้อมหน้าล้อมหลัง จะมาสู้กับคอมมิวนิสต์หรือ”

       

พระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ในขณะนั้น ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า กษัตริย์ผู้ทรงงานด้วยหัวใจอย่างสุดพระปรีชาสามารถผู้นี้ ไม่เคยมองผู้ใดเป็นศัตรูเลย มีเพียง “ความยากจน” เท่านั้นที่พระองค์ทรงต้องการต่อสู้และเอาชนะให้ได้ เพื่อพสกนิกรและแผ่นดินที่เปรียบเหมือนชีวิตของพระองค์เอง

 

…จากนั้นพระองค์ทรงเปิดแผนที่เพื่อทอดพระเนตรต้นเหตุของปัญหา เพื่อชี้ให้เห็นว่าเส้นทางปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรุบาเจาะ ปล่อยน้ำผ่านแม่น้ำกอตอซึ่งเป็นจุดที่เลี้ยงปลากะพงบริเวณจุดเกิดเหตุนี้อย่างไร ทรงศึกษาหาวิธีป้องกันการปล่อยน้ำเปรี้ยวลงจุดเดิมอย่างจริงจัง พร้อมทั้งทรงมอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบวางแผนระยะยาว ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์จากวันนั้น จึงทำให้นายอูเซ็งและชาวบ้านอีกหลายหลังคาเรือน ไม่ต้องมีทั้ง “ปลา” และ “คน” ร้องไห้อีกต่อไป

…แม้ในวันที่พระองค์ไม่อาจเสด็จไปเยี่ยมเยือนประชาชนเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้เหมือนเคย แต่พระราชดำริของพระองค์ที่ทรงคิดค้นเป็นศาสตร์แห่งการยังชีพเอาไว้ ก็ยังคงช่วยปลดหนี้และสร้างความอบอุ่นใจให้แก่ปวงชนชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ลืมตาอ้าปากได้เพราะ “ศาสตร์ของพระราชา”

             

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เลี้ยงทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่เลี้ยง หากเหลือส่งขาย” เพียงเริ่มปฏิบัติตามโมเดลเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงฝากเอาไว้ให้เป็นมรดกแผ่นดิน ลุงตี๋-สุรชัย แซ่จิว ก็สามารถปลดหนี้กว่าครึ่งล้านลงได้ภายในเวลาเพียง 3 ปี แถมทุกวันนี้ยังกลายเป็น “ปราชญ์เกษตร” ที่ได้รับรางวัลกว่า 50 ครั้ง จึงพูดได้อย่างเต็มปากและเต็มใจว่า ที่ลืมตาอ้าปากและปลดหนี้ได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะพระบารมีของในหลวงของ

“พระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง” คือแสงตะเกียงนำทางชีวิตให้เกษตรกรอีกรายอย่าง อ.ธงไชย คงคาลัย สามารถปลดหนี้ 50 ล้านได้เช่นกัน จากวันที่ต้องแบกหนี้เพราะน้ำท่วมฟาร์มไก่และบ่อปลา กลับได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อได้ฟังพระราชดำรัสในปี 2539 ของพระองค์ จนทุกวันนี้ นำชุดความรู้จากพ่อหลวงไปปรับใช้ จนเปิดเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรสมดุลสวนธงไชย-ไร่ทักสม” ถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นอย่างยั่งยืนได้แล้ว

         

“ผมฟังแล้วทึ่งมาก เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาเราเดินผิดทาง เพราะมัวพึ่งพาระบบทุน ที่ผ่านมาเราหลงเชื่อฝรั่ง ทำเกษตรแบบซื้อปุ๋ยซื้อยา ซื้อทุกอย่าง ทั้งที่ฝรั่งเขาอยู่คนละทวีปกับเรา ไปเชื่อเขาได้อย่างไร บ้านเมืองเขามีแต่หิมะ ไม่มีทรัพยากร ผลิตอะไรก็ไม่ได้ เลยต้องซื้อทุกอย่าง แต่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์มาก มีทรัพยากรเต็มไปหมด สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ย เป็นยา เป็นอาหารสัตว์ แต่เราไม่ได้นำมาใช้

ในหลวงไม่ได้ทรงจับปลาให้แก่ประชาชน เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน แต่พระองค์ทรงสอนให้เราจับปลา คือทรงแนะวิธีพึ่งพาตนเองให้แก่พวกเรา ให้เรารู้จักนำทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า ศาสตร์พระราชาจึงเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราชนะทุนนิยม ชนะคนทั้งโลก”

“…เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้…” คือพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ส่งให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริครั้งแรกขึ้นมา โดยเริ่มจากโครงการพัฒนาชนบท สร้างถนนให้ชุมชนบ้านห้วยมงคล ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2495 ด้วยตั้งพระราชหฤทัยเอาไว้ว่า จะ “ตัดเส้นทาง” เปิดประตูสู่พื้นที่ชนบท เพื่อสร้างความมั่นคงผาสุกและความร่มเย็นอย่างยั่งยืนให้แก่สยามประเทศของเรา

อย่างที่บ้านห้วยมงคล แม้จะเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญไม่ถึง 20 กม. แต่กลับไม่มีถนนจากหมู่บ้านสู่ตลาดหัวหิน ส่งให้ประชาชนได้รับความยากลำบากในการเดินทางติดต่อกับโลกภายนอกอย่างมาก พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินเพื่อไปบุกเบิกพื้นที่ กระทั่งวันหนึ่งรถพระที่นั่งเกิดติดหล่มขณะเสด็จกลับ ลุงรวย งามขำ เกษตรละแวกนั้นจึงเข้ามาช่วย ก่อนพบว่าผู้ประทับอยู่ภายในรถคือองค์เหนือหัวและองค์ราชินีของปวงชนนั่นเอง

 

“…ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้รับสั่งถามถึงปัญหาของหมู่บ้าน และทรงทราบว่าสิ่งที่ชาวบ้านห้วยมงคลต้องการมากที่สุดคือถนน…”

            

…พระองค์ทรงใช้เส้นทางซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเหล่านั้น ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกเกือบ 4,000 โครงการ กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ส่งให้พสกนิกรไทยทั้งในชนบทและชุมชนเมือง พึ่งพาตนเองได้อย่างพอเพียงและยั่งยืนจวบจนวันนี้

 

พระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่เพียงปกเกล้าปวงชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายองค์ความรู้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว, พม่า, ภูฏาน และอีกหลายประเทศทั่วโลก ให้เข้ามาศึกษาดูงานในโครงการหลวง

…โดยเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยปลูกฝิ่นยังชีพด้วยความยากจน ให้กลายเป็นปลูกพืชในโครงการหลวงแทน จนได้รับการถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด จากสหประชาชาติ (UNDCP) ให้เป็น “โครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก” และบรรทัดต่อจากนี้คือคำบอกเล่าจาก ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งถวายงานรับใช้องค์เหนือหัวมากว่า 40 ปีแล้ว

 

“โครงการของเราเป็นแห่งเดียวในโลกที่ทำแล้วสำเร็จ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้คือชาวบ้านรวย บ้านเมืองเจริญ มีถนน ไฟฟ้า และคนข้างล่างได้ประโยชน์ได้กินของอร่อยๆ ป่าไม้บนดอยไม่ถูกทำลาย นี่คือความสำเร็จของโครงการหลวงจากพระเมตตาของพระเจ้าอยู่หัว

…เมื่อทรงทราบว่า “ชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน” จึงทรงมีพระราชดำริให้ตั้งโครงการหลวงขึ้นเมื่อปี 2512 ซึ่งเป็น “โครงการส่วนพระองค์”โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 2 แสนบาท สำหรับซื้อที่บริเวณดอยปุยหลังพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ใช้เป็นที่เริ่มต้นทำสถานีวิจัยผลไม้เมืองหนาว เป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และจัดซื้อที่ดิน

 

 ณ วันนี้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงมีทั้งหมด 38 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ตามดอยในภาคเหนือตอนบน บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และพะเยา

              

พระองค์รับสั่งให้ทำงานโครงการหลวงแบบ “ปิดทองหลังพระ” คือตั้งใจทำงานอย่างเงียบๆ ไม่โฆษณาออกตัว เพราะเป็นโครงการส่วนพระองค์ และเป็นโครงการต้นแบบที่ทรงริเริ่มเพื่อให้รัฐบาลเอาไปสานต่อ”

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ

MGR Online Live goo.gl/jH88BC

ตามรอยพ่อ(กปอ.29) goo.gl/7DSyVK

 

 




ความเห็น


Spam protection by WP Captcha-Free




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 12109 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics