อดีต ผอ.ไทยพีบีเอส-คณะบริหาร แพ้คดียกแรกฟ้องถูกเลิกจ้าง

แบ่งปัน

Cr.คมชัดลึก

 

ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ 25 ก.ย.60 – นายชัชชัย ยอดมาลัย ตุลาการศาลปกครองเจ้าของสำนวน และองค์คณะรวม 5 คนที่มีนายวุฒิ มีช่วย อธิบดีตุลาการศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการหัวหน้าคณะ มีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำ 463/2558 ที่ นายสมชัย สุวรรณบรรณ อดีต ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส , นายมงคล ลีลาธรรม กับ นายสุพจน์ จริงจิตร อดีต รอง ผอ.ฯ , นายพุทธิสัตย์ นามเดช กับนางสมถวิล จรรยาวงษ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการทีมบริหารของนายสมชัย และ น.ส.วิภา เหลืองมณี ผอ.สำนักทรัพยากรมนุษย์ ร่วมกันยื่นฟ้อง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส , คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ก.น.ย.) และ ประธาน ก.น.ย. ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 เรื่องกระทำการไม่ชอบ ในการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่เป็นธรรมโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

 

 โดยคดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 ต.ค.58 ที่นายสมชัยและพวก ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสาม ร่วมกันชดเชยค่าตอบแทนให้กับนายสมชายและพวกรวม 6 คนที่เป็นผู้ฟ้องคดี ตามสัญญาจ้างที่มีการบอกเลิกสัญญาจ้างก่อนที่จะครบกำหนด 4 ปี ซึ่งขณะฟ้อง ยังเหลือเวลาการจ้างตามสัญญาอีก 1 ปีที่จะสิ้นสุดเดือน ต.ค.59 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเยียวยาต่อความเสียหายในชื่อเสียง รวมมูลค่ากว่า 12,046,750 บาท

      

 จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ต.ค.58 โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ก.น.ย. มีมติเลิกจ้างนายสมชัย สุวรรณบรรณ จากตำแหน่ง ผอ.ส.ส.ท. ตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค.เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่า นายสมชัย ทำผิดสัญญาจ้างในการอนุมัติโครงการที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาทโดยที่ไม่ได้รับการอนุมัติจาก ก.น.ย.ซึ่งขัดต่อระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2553 และไม่ปฏิบัติตามแผนงาน ทำให้รองผู้อำนวยการ 3 คน คือ นายมงคล ลีลาธรรม , นายสุพจน์ จริงจิตร และคณะกรรมการบริหารในทีมพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย ซึ่งการบอกเลิกจ้างนั้นไม่ป็นธรรม เพราะการตรวจสอบข้อเท็จจริงขณะนั้นยังไม่แล้วเสร็จจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าผู้ฟ้องผิดจริงหรือไม่ โดยการเลิกจ้างนั้นทำได้ในกรณีที่ระบุตามสัญญาคือ แผนงานไม่ผ่านการพิจารณา , ผลปฏิบัติงานไม่ผ่านการประเมิน , กรณีเจ็บป่วยหรือทุพพลลาภจนไม่อาจปฏิบัติงานได้อีกต่อไป

       

 ขณะที่องค์คณะพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว เสียงข้างมากเห็นว่า เหตุที่อ้างบอกเลิกสัญญาเรื่องการอนุมัติโครงการกว่า 50 ล้านบาทนั้น ที่ประชุม ก.ย.น.เคยมีมติปี 2556 อนุมัติงบประมาณและการใช้งบประมาณโครงการโทรทัศน์ดิจิทอล 862,236,000 บาทในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ซึ่งเป็นเพียงแต่การอนุมัติเงินเท่านั้นและให้นายสมชัย ผู้ฟ้องซึ่งเป็นผอ.ขณะนั้น มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดคุณลักษณะ จัดหา ตรวจรับ สำหรับโครงการที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาทตามระเบียบ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการมีมติให้นายสมชัย มีอำนาจอนุมัติจัดหาพัสดุที่วงเงินเกิน 50 ล้านบาท ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสมชัย ผู้ฟ้องและ รอง ผอ. ผู้ฟ้องที่ 2 ได้อนุมัติการจัดหาอุปกรณ์จริงที่ถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจาก ก.น.ย.ซึ่งขัดต่อระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2553 จึงไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในสัญญา และยังฟังได้ว่าผู้ฟ้องไม่ได้จัดทำรายงานผลปฏิบัติการเสนอ ก.น.ย.ทุก 3 เดือน ดังนั้นจึงเป็นการทำผิดข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในสัญญา การที่ ส.ส.ท.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยไม่จ่ายค่าเสียหายให้ก็เป็นไปโดยชอบตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มาตรา 10 ซึ่งในส่วนของผู้ฟ้องที่เหลืออีก 5 รายก็เช่นกันถือว่าต้องพ้นจากตำแหน่งโดยผลกฎหมายเดียวกัน

        

อย่างไรก็ดี คดีในองค์คณะ 5 คนนั้นปรากฏว่า มีเสียงข้างน้อย 1 เสียงคือ นายประเวศ รักษพล ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ที่มีความห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาด้วย โดยเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นไม่ชอบ เนื่องจากในการประชุม ก.น.ย.ปี 2556 นั้นไม่ปรากฏว่า ส.ส.ท.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้รับความเสียหาย และ ก.น.ย.ไม่ทักท้วงรูปแบบการรายงานผลปฏิบัติงานของนายสมชัย ผู้ฟ้อง ที่ใช้การรายงานต่อที่ประชุม จึงยังฟังไม่ได้ว่าผิดสัญญา

        

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ศาลปกครองกลาง จะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีในวันนี้ แต่ตามกฎหมายนายสมชัย อดีต ผอ.ไทยพีบีเอส และอดีตคณะบริหาร ยังสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีกภายใน 30 วัน นับแต่วันออกคำพิพากษาวันนี้

 

ขอขอบคุณ คมชัดลึก

https://goo.gl/wH3RjP

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 11537 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics