พระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ : ตอบแทนพระคุณแผ่นดินแม่

แบ่งปัน

0fddebb0055ae8719b5abf712527c2f0

ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ

     ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อนำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความผาสุก ร่มเย็น ทรงรักและห่วงใยประเทศชาติและประชาชนเหมือน “แม่ที่รักและห่วงใยลูกอยู่ตลอดเวลา”

     ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในปีนี้ ผมขอเริ่มต้นโดยกล่าวถึงพระราชประวัติในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระราชปณิธานเพื่อแผ่นดินไทย ด้วยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้ครับ

     สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระราชสมภพ ณ บ้านพักของท่านพระยาวงษานุประพันธ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “สิริกิติ์”

1292821543

     สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงศึกษาในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินีล่าง แล้วย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังต์ ซีสซาเวียร์ ตำบลสามเสน และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้เสด็จตามพระราชบิดาซึ่งไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกรุงปารีส และโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก และทรงศึกษาด้านภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นอย่างดี

     สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชครั้งแรก ณ ฟองเทนโบล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๔๙๒ จนเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงประกอบพิธีหมั้นกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และทรงให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวังสระปทุม เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ พร้อมทั้งมีพระบรมราชโองการดำรัสให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

     เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีให้ทรงฐานันดรเพิ่มขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี และเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาได้ทรงผนวช สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอย่างดีทุกประการ

      ต่อมาได้ทรงรับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” นับเป็นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถองค์ที่สองแห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

t0002_0005_01_0

     พระราชกรณียกิจมากมายหลายด้านที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงบำเพ็ญด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยะ อุตสาหะและขันติธรรม ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงเมตตาและทรงห่วงใยในพสกนิกรและแผ่นดินเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ ของราษฎร

      และนำมาซึ่งโครงอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการช่วยเหลือราษฎรมากมาย เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังที่ได้ทรงเคยมีพระราชดำรัสถึงเหตุที่ต้องทรงงานหนัก พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๒ ความตอนหนึ่งว่า

     “…ความจริงที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจและกำลังกายที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ก็เนื่องด้วยเหตุนึกถึงคำของพ่อที่สอนมาตั้งแต่เล็กๆ และก็เมื่อแต่งงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกิดมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทนให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ… พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้ารู้สึกว่า ทำงานเท่าไรก็ยังไม่คุ้ม ยังไม่สมกับที่บรรพบุรุษของเผ่าไทยทั้งหลาย ผู้มีพระคุณ ผู้ที่ได้ปกป้องยึดผืนแผ่นดินนี้ได้มาตลอด แล้วดูตามประวัติศาสตร์แล้ว ท่านทั้งหลายได้ประสบความทุกข์ยากอย่างมากมาย ท่านทั้งหลายก็แน่วแน่ในปณิธานที่จะทำนุบำรุงผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้เป็นแผ่นดินที่ร่มเย็น เป็นแผ่นดินที่ทุกคน มีอิสระเสรีที่จะมีความเชื่อถือในศาสนาใดก็ได้ มีความสงบสุขอยู่ในศาสนาของตนโดยที่ไม่มีการข่มเหงรังแกบีบคั้น อันนี้เป็นลักษณะประเสริฐของบรรพบุรุษของไทยทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้าอยากขอให้ทุกท่านนำคำพูดของข้าพเจ้าไปคิดดูให้ดี แล้วก็จะเห็นว่า ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ดีวิเศษอะไรเลย เพียงแต่ว่าเมื่อนึกถึงพระคุณอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยิ่งพยายามที่จะทำให้สุดความสามารถ…”

1_464

     พระราชกรณียกิจในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีหลายด้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ทรงล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความห่วงใยในประชาราษฎร์และแผ่นดินไทย ดังพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการอาสาสมัครและอาสาสมัครสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๑๐ ความตอนหนึ่งว่า

     “…เรามีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิตหวังของประโยชน์ส่วนรวมย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ…”

376838_344531868949179_1477317949_n

     พระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ ความตอนหนึ่งว่า

     “…เราเรียกแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินแม่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิด และเลี้ยงดูคนไทยมากว่า ๗๐๐ ปี ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ ถ้าเรามัวแต่ตักตวงผลประโยชน์จากผืนดิน… สักวันหนึ่งแผ่นดินแม่คงตายจากเราไป โดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา คงเหลือไว้ซึ่งพื้นดินที่แห้งแล้ง สิ้นสภาพจากการเป็นดินที่จะทำการเพาะปลูกได้คงจะมีแต่ฝุ่นตลบไปหมด เสมือนแผ่นดินที่ไร้วิญญาณไร้ความหมายใดๆ ต่อชีวิตบนผืนโลก ขณะนี้เรายังมีเวลาและโอกาสที่จะฟื้นฟูรักษาแผ่นดินแม่…”

20090723-002

    ด้วยพระราชปณิธานข้างต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด หรือต้องทรงงานโดยใช้เวลายาวนานเท่าใด จะทรงรับฟังทุกข์สุขของพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้าฯ และรับเสด็จอย่างตั้งพระทัย และพระราชทานแนวทางการแก้ไขให้หน่วยงานราชการต่างๆ รับไปดำเนินการ

04_20

     จากการเรียนรู้การทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พบว่า ในการช่วยเหลือพสกนิกรในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายนั้น “ทรงทำตามและยึดหลักแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญ ๕ ประการ

     ได้แก่ ประการแรก ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นฐานของประเทศ อันได้แก่ “ชนบท” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหาร และ “เกษตรกร” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

     ประการที่สอง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มี “คน” เป็นศูนย์กลาง

     ประการที่สาม ทรงให้ความสำคัญกับ “โอกาส” ของราษฎรที่จะได้รับการพัฒนาหรือมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในภูมิภาคใดของประเทศ นับถือศาสนา หรือพูดภาษาใดก็ตาม ไม่ทรงแบ่งแยกหรือเน้นเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทรงเห็นว่าราษฎรนั้นมีศักยภาพและความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่ให้โอกาสเขาได้ใช้ความรู้ความสามารถเท่านั้น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้

     ประการที่สี่ ทรงให้ความสำคัญกับการ“พัฒนาด้านจิตใจ” ของคนในชาติให้มีคุณธรรมและจริยธรรม นำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ประการที่ห้า ทรงให้ความสำคัญกับการทรงงานพัฒนาเพื่อ “เสริมและสนับสนุน” งานพัฒนาของรัฐบาล

n01

     ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น และในโอกาสอันเป็นมหามงคลเวียนมาบรรจบเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาในครั้งนี้

     ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ และทรงสถิตเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

……………………………………..




ความเห็น


Spam protection by WP Captcha-Free




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 10275 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics