ศิลปาชีพ.. ธำรงมรดกไทย เสริมรายได้ประชาชน

แบ่งปัน

 

             พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ทรงพบเห็นชีวิตความเป็นอยู่อันยากจน อดอยาก ขาดแคลน เจ็บป่วย และปัญหาอีกนานัปการของราษฎร โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทั้งสองพระองค์จึงทรงมุ่งมั่นประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น

           พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชปรารภกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่าการแจกของแก่ผู้ประสบภัยนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไม่เพียงพอให้เขาได้อยู่รอด ควรหาวิธีอื่นที่ช่วยเหลือให้ราษฎรพึ่งตนเองได้

           ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมุ่งงานด้านชลประทาน เกษตรกรรม และการพัฒนาชนบท แนวทางประการหนึ่งที่ พระองค์ทรงให้ความสำคัญ คือทรงเน้นมิให้เกษตรกรพึ่งพาอยู่กับพืชเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะจะเกิดความเสียหายง่าย เนื่องจากความแปรปรวนของตลาดและความไม่แน่นอนของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเกษตรกรควรจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากภาคเกษตร เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงปากท้องและสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ดังนั้น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ จึงกำเนิดขึ้น โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อดำเนินการสนับสนุนงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั่นเอง ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๕ ความว่า

         …การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตัวเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี  ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น ทำให้ชาวนาชาวไร่มักยากจน…และได้พบด้วยความยินดีว่าชาวนาชาวไร่เหล่านี้มีฝีมือทางหัตถกรรมสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษแล้ว โดยที่หัตถกรรมส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาใช้สอยอยู่ในชีวิตประจำวัน…สิ่งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าเริ่มงานส่งเสริมการทอผ้าไหมขึ้น เพื่อให้ชาวนาชาวไร่นำความสามารถของเขาเองมายกระดับความเป็นอยู่ รวมทั้งเพิ่มพูนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในงานของเขา จนในที่สุดเกิดเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ…”

            ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเห็นถึงศักยภาพของราษฎร ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงความงดงามของศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น จึงทรงเริ่มฟื้นฟูและพัฒนางานฝีมือพื้นบ้านเหล่านั้นภายใต้ชื่อ “ศิลปาชีพ” เพื่อช่วยให้ราษฎรมีรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้พระองค์ยังทรงฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมแขนงอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การถมทอง ถมเงิน คร่ำ การแกะสลัก หนังตะลุง ตุ๊กตาชาววัง งานจักสาน เย็บปักถักร้อย การปั้นดินเผา และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก โดยมีศิลปาชีพเป็นอาชีพเสริม

            หลังจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจส่งเสริมศิลปาชีพมานานกว่า ๑๐ ปี ทรงจัดตั้ง โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาขึ้นภายในเขตพระราชฐานสวนจิตรลดา เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนแขนงต่างๆ และเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นงานจากทั่วประเทศ

            โรงฝึกศิลปาชีพ สอนเปิดสอนงานหัตถกรรมหลากหลายแขนง เช่น แผนกถมเงินและถมทอง คร่ำเงินและคร่ำทอง จักสานย่านลิเภา จักสานไม้ไผ่ แกะสลักไม้ ทอผ้าไหม งานปั้น เขียนลาย เป็นต้น ซึ่งได้ผลิตผลงานออกมามากมาย ต่อมาได้มีการก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพในภาคต่างๆ  เช่น ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผาทักษิณราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

            สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้นำในการใช้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพอยู่เสมอ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนทั่วไปให้เห็นถึงคุณค่าและความงามของศิลปหัตถกรรมของไทย ดังจะเห็นได้จากฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าปักของชาวไทยภูเขา กระเป๋าถือจากย่านลิเภา หรือเครื่องเงินเครื่องฝีมือนักเรียนศิลปาชีพ

            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อคนไทยตลอดมา ช่วยให้ราษฎรสามารถนำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัว พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ฝีมือช่างของคนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

            ———————————————————————-

ข้าพระพุทธเจ้า มูลนิธิบุคคลพอเพียง ชมรมคนรักในหลวง

 

***ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถนักพัฒนา เพื่อปวงประชาสุขศานต์

โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 12119 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics