พระเมตตา“พระราชินีฯ”ชุบชีวิต..หลุดหนี้สิน

แบ่งปัน

                                                                                    เสกสรร  สิทธาคม

        ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีของดีที่บรรพชนสร้างสรรค์ไว้ได้รับการสืบทอดมาอวดความดีงามหรือความเป็นเอกลักษณ์ไทยต่อชาวโลกหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นเครื่องแสดงถึงภูมิปัญญาแสดงให้ปรากฏว่ามีความเจริญงอกงามทางด้านวิถีชีวิตมากมายมหาศาล ไม่เป็นลองประเทศที่เรียกตัวเองว่าอารยะเลยแม้แต่น้อย

        อย่างหนึ่งที่กำลังจะบอกคนไทยให้หันมาภาคภูมิใจ  ได้ระลึกถึงบรรพชนไทยให้ความสำคัญกับมรดกตกทอดจนเป็นเอกลักษณ์เป็นผลผลิตสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ผู้สร้างสรรค์หรือผู้สืบสานงานจนถูกยกย่องให้เป็นผู้มีฝีไม้ลายมือผลิตงานดังกล่าวออกมา

งานทอผ้าที่เป็นทั้งเพื่อใช้เองและเป็นอาชีพ  สร้างรายได้นั่นเองครับ ไม่ว่าจะทอผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมก็ตามวันนี้เรียกงาน ศิลปหัตถกรรมพี่น้องไทยเราทุกภูมิภาค เกือบจะเรียกว่าทุกพื้นถิ่น ได้รับมรดกฝีมือการทอผ้ามาจากปู่ย่าตายายสายต้นตระกูล  ฝีมือของแต่ละพื้นถิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่บ่งชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงามโดยวิถีแห่งคุณธรรมจริยธรรม

        มรดกอันเป็นเอกลักษณ์ไทยที่หลายชาติหลายภาษาไม่มีอย่างเรา  หรือที่ทำให้เราก็ไม่ด้อยไปกว่าชาติใดในโลก  แล้วที่ทำให้คนไทยภาคภูมิใจกับมรดกของเราเป็นอย่างยิ่งก็เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  ทรงเห็นคุณค่าวิถีการทอผ้าของไทยเรา 

ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทุกหนแห่ง  สิ่งหนึ่งทรงสนพระราชหฤทัย คือผ้าทอ  ก็จะทรงชื่นชมราษฎรของพระองค์ที่รักษาสืบสานมรดกฝีมือแห่งบรรพชนนี้  ทรงส่งเสริมสนับสนุนและทรงนำเผยแพร่ด้วยพระองค์เองให้คนทั่วโลกได้ยอมรับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทยในฐานะงานที่เป็นอาชีพได้ด้วย

        ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพเพื่อส่งเสริมทั้งวิชาการ  การตลาด  เป็นศูนย์รับซื้องานของชาวบ้าน  อันนำไปสู่การสร้างงาน  สร้างอาชีพ  สร้างรายได้ 

อย่างน้อยที่สุดก็อาชีพเสริม  มีรายได้เสริม  เมื่อท้องพอที่จะมีงานมีอาชีพมีรายได้ย่อมสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้มีทางเลือกที่จะอยู่ท้องถิ่นไม่ต้องดิ้นรนไปทำงานที่อื่น  สำคัญเหนืออื่นใดคือการเป็นกำลังสืบสานเผยแพร่เอกลักษณ์ไทยสู่โลกภายนอกโดยกระบวนการเชิงธุรกิจควบคู่กันไป

        นางเอือม  แยบดี หรือวันนี้ใครต่อใครเรียก ครูเอือม แล้ว เพราะได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นครูภูมิปัญญาไทยรุ่น 3 ประจำปี 2546 ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม(ทอผ้า) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

        ครูเอือมวันนี้วัย 58 ปี อยู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เอกลักษณ์ผ้าทอมือของครู คือ ผ้าไหมในรูปแบบต่างๆ ที่ใครต่อใครสนใจเรื่องผ้าทอจะรู้ว่านี่เป็นฝีมือ  เป็นลายเอกลักษณ์ของพื้นบ้านย่านนี้ ที่แตกต่างไปจากพื้นถิ่นอื่น  แต่ฝีมือเยี่ยมๆ พอกัน

        ผมเป็นคนไม่รู้เรื่องผ้าทอ  ไม่รู้ว่าลายไหนเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นใด  ก็คงยกตัวอย่างได้ตามที่ครูเอือมบอก  ผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งคือ ผ้าอัมปรม  ผมเดาว่าน่าจะเป็นภาษากวยหรือเขมร

ถามความหมายจากครูบอกว่าน่าจะหมายถึง มัดหมี่ทอยืนนั่นเอง แล้วก็มีผ้าสมอ ผ้าโสร่ง  ผ้าอันลุยซึม(ก็ไม่รู้อีก) ผ้าหางกระรอก(หลายท่านคงรู้จัก) คราวนี้ก็พัฒนาลายจากลายดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์รักษาไว้แล้วครูทำจนชำนาญแล้วก็ฝึกทอผ้ามัดหมี่หน้านาง ลายนาค ลายผีเสื้อลายนกยูง แล้วก็ใครสั่งทอลายใดทอได้หมด

        ต่อมาได้คิดค้นพัฒนาวิธีการทอผ้าขึ้นเรื่อยๆ  เช่น ฝึกทอผ้ายกดอก 4 ตะกอ เรื่อยไป 9 ตะกอจนถึง 15 ตะกอ ครูเอือมเล่า     

        ครูบอกว่าพื้นฐานความรู้ดั้งเดิมจบแค่ป.4  เพราะช่วงเวลานั้นการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลถึงบ้านเขวายังแทบไม่มีใครรู้เลยว่าจบ ป.4  แล้วเรียนต่อยังไง  ยิ่งครอบครัวใดยากจน แน่นอนที่สุดเรียนจบป.4 แล้วต้องไปเป็นแรงงานให้ครอบครัวคือทำนา แต่เพราะครูขยัน ได้เห็นการทอผ้าของพ่อแม่แล้วก็บ้านข้างเคียงทำให้ซึมซับและสนใจ

จนอายุ  13 จึงอยากฝึกเพราะรู้สึกว่าทำนาเหนื่อยหนัก จึงเริ่มเรียนทอผ้าจริงๆจังๆ ผ้าทอจะต้องมีการย้อมคู่กันไปก็ได้เรียนรู้เรื่องย้อม วัสดุที่ใช้ย้อมก็จากธรรมชาติเปลือกไม้ ดอกไม้ใบไม้ แก่นไม้ แล้วก็เรียนรู้ทดลองพัฒนาจนชำนาญ มีองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการทดลองฝึกฝนของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผ่านพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาของบรรพชนนั่นเอง

        สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูเอือมย้ำคือการเป็นคนบ้านนอกดีตรงที่ถูกปลูกฝังหล่อหลอมด้วยหลักคุณธรรมจริยธรรม เช่น ขยัน  อดทน  อดออม  กตัญญูกตเวที  พึ่งพาสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 

ครูบอกว่าที่สุดแนวคำสอนของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย  มาเป็นอันเดียวกับหลักการตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงได้น้อมนำเอามาเป็นหลักใช้ในชีวิตทุกวันนี้  ลูกๆที่เรียนจบมามาช่วยทำผ้าต่อก็ปลูกฝังให้เดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยเฉพาะไม่ให้ตั้งอยู่ในความโลภ  อย่าใช้อบายมุขแก้ปัญหา 

        ที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอีกก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงให้ความสำคัญผ้าทอไทย  ทรงส่งเสริมสนับสนุนแล้วก็ทรงให้พวกเรารักษาสืบสานไว้ 

แล้วก็ยังเป็นบุญเป็นสิริมงคลในชีวิตคือพระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรผ้าไหมของบ้านเขวาที่ครูเป็นคนทอ  ครั้งเสด็จฯมายังจังหวัดสุรินทร์เมื่อปี 2537  โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและพระองค์โสมฯ เสด็จฯ ด้วยในคราวนั้น  ก็ได้ทอดพระเนตรเช่นกัน ครูกล่าวสีหน้าภาคภูมิใจ

ครูเป็นแบบอย่างของคนในท้องถิ่น  คนไทยทั้งประเทศก็เอาอย่างได้โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนพร้อมให้ความรู้ถ่ายทอดวิถีดังกล่าวแก่ทุกคนที่สนใจได้รับการยกย่องเชิดชูจากหลายหน่วยงาน  ผ้าชนะการประกวดหลายแห่ง  ได้รับการมอบปริญญาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์  ได้รับประกาศยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทยรุ่น3 ปี2546  และได้รับพระราชทานเครื่องราชดิเรกคุณาภรณ์เป็นเกียรติยศและสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูลสืบไป

       จากความยากจนต้นทุนของครอบครัว  บวกหนี้ที่มีในช่วงชีวิตหนึ่งเพราะวิชาทอผ้าไหม  ภูมิปัญญาของบรรพชนที่ทิ้งไว้ให้วันนี้ไม่มีหนี้และมีกินมีเก็บมีแบ่งปันมีความสุขอย่างยั่งยืนแล้ว.

 ………………………..

ที่มา : สยามรัฐ




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10302 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics