ฟื้นความทรงจำ..เล่าจากผู้ถวายงาน “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ”

แบ่งปัน

king

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“…อย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อน แล้วก็อย่าให้ใครมาหากินกับโครงการนี้…”

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ มนุชญ์ วัฒนโกเมร รองประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง เขาได้มีโอกาสถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช นั่นคือการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โดยได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่บอกว่า “อย่าให้ประชาชนของฉันเดือดร้อน แล้วก็อย่าให้ใครมาหากินกับโครงการนี้” มาเป็นแนวปฏิบัติในการทำงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจสำคัญในการย้ายชุมชน 3,000 กว่าครัวเรือน ออกจากพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อน ซึ่งจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม เพราะนั่นถือเป็นการเยียวยาที่สำคัญ

v57mchwlbnpdirfmoc6valnwzn51

-ช่วยเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพราะตอนนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี?

เมื่อผมย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ก่อนมารับตำแหน่งก็ได้รับทราบจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ตอนนั้นท่านเป็นเลขาธิการสำนักงานประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกว่าที่จังหวัดลพบุรีมีโครงการพระราชดำริโครงการใหญ่

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ที่จะให้โครงการนี้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษาของพระองค์ท่าน

ดร.สุเมธ บอกผมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2537

สาระสำคัญของพระราชกระแสรับสั่งคือ “โครงการป่าสักเนี่ยมีประโยชน์ ทำให้เสร็จ ฉัน อายุ 72 แล้วยังเดินไหว จะไปเปิดเขื่อนป่าสัก” (เป็นคำถ่ายทอดอีกที) คำว่า 72 ปีแล้วยังเดินไหว แสดงว่าก็คือปี 2542 นั่นเอง แล้วท่านก็มีพระราชกระแสรับสั่งต่อว่า…

“…เมื่อโครงการมีประโยชน์ทำให้เสร็จแล้วเนี่ย แต่มีข้อแม้อย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อน แล้วก็อย่าให้ใครมาหากินกับโครงการนี้…”

เมื่อผมมารับผิดชอบสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชกระแสรับสั่ง หัวใจสำคัญก็คืออย่าให้ราษฎรเดือดร้อน สองอย่าให้ใครมาหากินกับโครงการ การไม่ให้ราษฎรเดือดร้อน เราก็ต้องมาดูว่าเมื่อราษฎร อพยพไปแล้ว เขาเสียที่ดินไปแล้ว เขาจะมีเงินเพียงพอไปหาที่อยู่ที่ทำกิน ประกอบอาชีพ ต่อไปได้ไหม ซึ่งพื้นที่โครงการเขื่อนป่าสักทั้งหมดประมาณแสนไร่เศษๆ อยู่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีประมาณ 96,000 กว่าไร่ อยู่ในสระบุรีอีกประมาณ4,000-5,000 ไร่

DCIM100MEDIADJI_0084.JPG

-ก็คือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็คือจังหวัดลพบุรีที่จะต้องย้าย?

ใช่ อยู่ใน 3 อำเภอมีพัฒนานิคม ชัยบาดาล และท่าหลวง มี 13 ตำบล 60 หมู่บ้าน ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 3,000 ครอบครัว จากการที่ไปเก็บข้อมูล ก็พบว่าขนาดถือครองที่ดินของประชาชนครอบครัวละประมาณ 10-12 ไร่ มีประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์หรอกที่มีมากกว่า 12 ไร่ขึ้นไป ในพื้นที่ 95,000 ไร่ จะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ประมาณ 75% อีก 25% เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ สำหรับที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

ราคาประเมินเพื่อการเรียกจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ มูลค่าต่อไร่ประมาณ 7,000 บาท แล้วพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ราคาสี่ห้าหมื่นขึ้นไปจนถึงเป็นแสนก็มี เฉพาะในเขตเมืองและเขตสุขาภิบาล แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ถือครองที่ดินประมาณ 12 ไร่ ไร่ละ 7,000 บาท ก็จะได้ครอบครัวละ 86,000 บาท เป็นค่าชดเชยที่ดิน ขนาดของครอบครัวมี 5-6 คน ตรงนี้เราก็รู้ว่าเขาอยู่ไม่ได้ เขาจะไปทำอะไรกิน เราก็มองเห็น ตรงนี้คือความเดือดร้อนของราษฎร งั้นที่รับสั่งว่าอย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อน หัวใจใหญ่ก็คืออยู่ที่เรื่องการชดเชยที่ดิน

-แล้วแก้ปัญหาอย่างไร กรณีที่มันเกิดขึ้น ทำอย่างไรคะ

เรื่องค่าที่ดิน เรื่องแปลงอพยพ ผู้ว่าไม่มีอำนาจ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ผมก็ต้องเก็บข้อมูล หาเหตุผลว่าราคาที่เหมาะสม ที่จะจ่ายชดเชยให้แก่ราษฎร ควรเป็นราค่าเท่าไหร่ เพราะอะไร จะต้องเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ เราก็คำนวณออกมาได้ว่าราคาที่เหมาะสมคือ ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จ่ายชดเชยให้ไร่ละ 50,000 บาท ส่วนในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์จ่ายให้ไร่ละ 70,000 บาท โดยเราให้เหตุผลอย่างนี้

สมมติว่าไร่ละ 50,000 ค่าเฉลี่ยการถือครอง 12 ไร่ ก็จะได้ครอบครัวละประมาณ 600,000 บาท เขาพอจะไปหาที่ปลูกบ้านได้ ส่วนเรื่องที่ทำกินประชาชนบอกว่าเขาอยากจะรวมกันไปจัดหาเอง เขาขอเงินที่จะมาชดเชยแทนแปลงอพยพให้ ซึ่งเราจ่ายค่าทำกินตามหลักของกระทรวงเกษตรที่ได้รับอนุมัติจากครม.ก่อนหน้าก็คือที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ที่ดินทำกิน 10 ไร่ ซึ่งเราก็คำนวณออกมาว่าให้ครอบครัวละ 900,000 บาทเศษๆ แล้วสมาชิกในครอบครัวที่มีอยู่5-6 คน ก็จะมีครอบครัวย่อยอยู่ในนั้นมี พ่อ แม่ ลูก แล้วก็มีครอบครัวย่อยอีก เราก็คำนวณเงินเพื่อที่จะช่วยเหลือเขา แล้วก็เอาตัวเลขนี้มาคุยกับประชาชน แล้วก็คำนวณเงินที่จะของบประมาณเพิ่มเติม

-สรุปแล้วเบ็ดเสร็จต้องจ่ายค่าชดเชยให้ราษฎรครอบครัวละเท่าไหร่คะ

เฉลี่ย 1,500,000 บาทต่อครอบครัว แต่ก็เริ่มติดปัญหาตอนจะซื้อและจ่ายแปลงแรก พอจะจ่ายเงินถึงได้รู้ว่าต้องเสียภาษี ผมก็เชิญคลังจังหวัด สรรพากรจังหวัด และที่ดินจังหวัด มาคุยกันว่าจะหาทางออกอย่างไรที่ไม่ต้องเก็บภาษี สรรพากรจังหวัดก็บอกว่าต้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศยกเว้นเป็นประกาศโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรที่จะยกเว้นภาษี เราจึงเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการบริหารโครงการเขื่อนป่าสัก เมื่อคณะกรรมการฯเห็นด้วยก็เสนอเรื่องต่อไปที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อครม.ให้ความเห็นชอบก็ส่งให้กระทรวงพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอที่จังหวัดลพบุรีเสนอไป

แต่มันจะต้องจ่ายเงินแล้ว กระบวนการที่จะให้กระทรวงการคลังประกาศออกมาต้องใช้เวลาต่ออีกสี่ห้าเดือน ผมก็เชิญคลังจังหวัด สรรพากรจังหวัด ที่ดินจังหวัดมาคุยกันว่าช่วงที่รอประกาศกระทรวงการคลัง ผมอยากจะขอความร่วมมือว่าอย่าไปหักภาษี ให้จ่ายเขาเงินเต็มไป พอได้รับการประกาศยกเว้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาแล้วก็จบไป ที่ดินจังหวัดก็บอกว่าแล้วถ้าเผื่อไม่ออกหล่ะ

ผมบอกว่าผมเชื่อว่ามี สุดท้ายสามท่านบอกว่าเป็นโครงการพระราชดำริที่มีประโยชน์ ทั้งสามท่านพร้อมเสี่ยงที่จะไม่เก็บและไม่ทวงถามกันเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่วนการไม่ให้ใครมาหากินกับโครงการ ก็ได้มีการดำเนินคดีหลายเรื่อง เราก็ใช้กฎหมายดำเนินคดีทุกรายไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชน

3386dd8e

-ตอนที่ทำโครงการก่อสร้างเขื่อนป่าสักได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไหมคะ

ไม่ได้เข้าเฝ้าครับ ผมใช้วิธีการรายงานผ่านไปยังดร.สุเมธ ท่านสุเมธก็นำไปกราบบังคมทูล ผมได้เข้าเฝ้าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 วันที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ประมาณสองทุ่ม ดร.สุเมธก็ลงมาถามหาว่าผู้ว่ามนุชญ์อยู่ไหน ผมก็บอกอยู่ตรงนี้

ท่านก็มาเดินมาบอกว่า ในหลวงรับสั่งหาว่า ผู้ว่ามนุชญ์อยู่ไหน ผมก็ขึ้นไปเข้าเฝ้าตอนนั้น พระองค์ท่านก็รับสั่งหลายอย่างแต่ตอนนั้นผมหูอื้อตาลายไปหมด เพราะคิดไม่ถึงว่าพระองค์ท่านยังนึกถึงเรา เราก็ทำงานไม่ได้เข้าเฝ้ามา พระองค์ท่านก็ไม่ได้ทรงรู้จักเรามาก่อน คิดไม่ถึงว่าพระองค์ท่านจะรับสั่งหา ขึ้นไปก็น้ำตาไหล แล้วพระองค์ท่านเรียกชื่อผู้ว่ามนุชญ์ จำได้เลาๆ พระราชดำรัสตอนนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกว่า…

“..เป็นความภาคภูมิใจของผู้ว่ามนุชญ์นะ..”

ผมก็บอกว่าข้าพระพุทธเจ้าก็ทูลเกล้าฯ ถวายเพราะเป็นโครงการพระราชดำริ พระองค์ท่านก็มีพระราชดำรัสว่า…

“…นั่นหล่ะถ้าเผื่อมนุชญ์ไม่ทุ่มเทก็ไม่สำเร็จนะ ต้องขอบใจด้วย…”

แล้วพระองค์ท่านก็ชี้ให้ดู “..สวยนะ มนุชญ์ดูสิ สวยนะ…”

เพราะปรัมพิธีก็อยู่ริมอ่างแล้วเมื่อมองไปน้ำเต็มเขื่อน ตอนนั้นสองทุ่มแล้ว ก็มีแสงจันทร์มองไปเงาต่างๆก็ดูสวย พระองค์ท่านตรัสว่า…

“สวยมาก เก็บไว้เป็นความภูมิใจนะ…”

9804694

ตอนหลังพระองค์ท่านก็รับสั่งอีกหลายเรื่องแต่ตอนนั้นผมก็หูอื้อตาลาย ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วสำเร็จไปลุล่วงได้ดี

ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ผมได้มีจังหวะมีโชคไปทำงานใหญ่ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเพราะทราบดีว่า โครงการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ อยากให้สำเร็จ และอยากเห็นผลของโครงการว่าจริงอย่างที่พระองค์ทรงคิดไว้ ในวันที่ได้เข้าเฝ้าวันนั้นผมก็ได้ลอบชำเลืองดูสีพระพักตร์ เราก็มีความตื้นตันเพราะสีพระพักตร์ท่านมีความสุขมากที่ได้เห็นผลงานที่มาจากความคิด ความไตร่ตรองของท่าน

เราก็ถือว่าอย่างน้อยก็ไม่เสียชาติเกิด รับราชการมาอย่างน้อยก็มีผลงานชิ้นสำคัญ ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมแก่ประเทศชาติ ก็เป็นความภาคภูมิใจของเราว่า

อย่างน้อยเราก็มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้รับใช้พระมหากษัตริย์ซึ่งถือว่าเป็นบิดาของคนทั้งประเทศ

พระมหากษัตริย์ซึ่งอุทิศพระวรกายเพื่อการอยู่ดีกินดีของเหล่าพสกนิกร ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง.

33866fe4

อดีตผู้ว่าฯ จ.ลพบุรี .ท่าน มนุชญ์ วัฒนโกเมร.ผู้ถวายงาน รัชกาลที่ 9 และ ผู้เล่าเรื่องนี้

……………………..

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม 2559 ธนานุช สงวนศักดิ์ เนชั่นทีวี : เรื่อง/ภาพ http://oknation.nationtv.tv/blog/thananuch/2016/12/09/entry-1

เนชั่นโดรนทีม : ภาพมุมสูง

ที่มา : เพจ นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม

 

 




ความเห็น


Spam protection by WP Captcha-Free




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 10234 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics