(ประวัติศาสตร์) ความสัมพันธ์ สยาม – เยอรมัน ในยุคของ รัชกาลที่ ๕

แบ่งปัน

  ………. ไกรฤกษ์ นานา
นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

     ประเทศไทย และเยอรมันีกำลังนับถอยหลังสู่การฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๑๕๐ ปี  จุดเริ่มต้นของมิตรภาพนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากศูนย์ โดยในปี ค.ศ. ๑๘๖๒ สยามในฐานะประเทศเล็กๆ อ่อนแอ และหวาดเกรงมหาอำนาจยุโรป  กลับได้รับการติดต่อจากชาติมหาอำนาจอย่าง ปรัสเซียที่ต้องการผูกมิตรด้วย ปรัสเซียได้กลายเป็นพี่เลี้ยง และที่พึ่งยามยากให้สามารถยืนหยัดอย่างทระนงบนเวทีการเมืองโลกตลอดยุคจักรวรรดินิยม แต่เหตุการณ์บางอย่างก็ทำลายความแข็งแกร่งของปรัสเซียลงจนแม้แต่สยามเองก็จำต้องตีตัวออกห่าง ทั้งที่มีใจให้แต่แรก อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เสื่อมลง เรื่องราวต่อไปนี้บอกเล่าเบื้องหลังประวัติศาสตร์ที่มิได้บันทึกไว้ในหนังสือความสัมพันธ์ทั่วๆไป
เยอรมนี เป็นประเทศมหาอำนาจจากยุโรปชาติหลังๆ ที่มีความสัมพันธ์ไทยช้ากว่าอื่นๆ หลายร้อยปี  เช่น ช้ากว่าโปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ไม่ต่ำกว่าชาติละ ๓๕๐ ปี และเปรียบเทียบไม่ได้เลยกับศักยภาพที่เด่นกว่าของโปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต่อไทยในเชิงความเจนจัดด้านการทูตและการพาณิชย์นาวี แต่เยอรมนีก็ผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลกอย่างรวดเร็ว จนสมัยหนึ่งล้ำหน้าประเทศเหล่านั้นแบบเทียบกันไม่ติด ถึงขนาดที่ชาติมหาอำนาจยุโรปผนึกกำลังกันต้านเยอรมนีอย่างไรก็ยังสู้ไม่ค่อยจะได้ ขนาดที่ยุโรปทั้งยุโรปเกือบจะยอมจำนนต่อเยอรมนีมาแล้วในสงคราม โลกถึงสองครั้งสองครา

หนังสือพิมพ์เยอรมันอายุ ๑๕๐ ปี ออกเมื่อปี ค.ศ.  ๑๘๖๑ สดุดีรัชกาลที่ ๔ (ด้วยภาพสเก๊ตช์วาดคู่กับพระบรมราชเทวี) และสรรเสริญนโยบายต่างประเทศของปรัสเซีย แจ้งข่าวเมื่อคณะราชทูตปรัสเซียเดินทางเข้ามาทำสนธิสัญญาฉบับแรกกับชาวเอเชีย ปูทางไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับสยามภายใต้ภาพลักษณ์อันโดดเด่นนี้ มีข้อมูลเชิงลึกที่จะเป็นปัจจัยทำให้สถานการณ์พัฒนาต่อไปอย่างเหลือเชื่อ ผู้เขียนค้นพบที่เยอรมนีและได้ซื้อกลับมาเป็นที่ระลึก สันนิษฐานว่้ามีอยู่เพียงฉบับเดียวในเมืองไทย (ภาพจาก IIIustrirte Zeitung, วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๑๘๖๑)


เบื้องหลังภาพลักษณ์อันโดดเด่นของเยอรมนีที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้ายุโรปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ภาวะผู้นำอันแข็งแกร่งของเยอรมนีเองที่สื บทอดกันมาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนโยบายอันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และมีเอกภาพ แต่ขาดอยู่ในตัวผู้นำของประเทศต้นแบบมหาอำนาจที่เคยครองยุโรปมาก่อน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ความทระนงใจถึง และกล้าได้เสียนี่เองที่จะกลายเป็นจุดแข็งของผู้นำเยอรมันที่เข้าไปมีบทบาทในเวทีการเมืองโลกดังที่จะกล่าวต่อไป
ทว่าภายใต้ภาวะผู้นำที่กล้าหาญแต่ไร้ญาติขาดมิตรนี่เองที่ส่งให้เยรมนีต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่สุดก็ถูกทอดทิ้งให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง ท่ามกลางความเดียวดายนี้  เยอรมนีกลับได้รับความเห็นใจจากประเทศเล็กๆ และถูกยุโรปรังแกอยู่เสมอ มีอาทิ ตุรกี โมร็อกโก และสยาม ในกรณีของสยามนั้นเยอรมนีได้กลายเป็นมิตรแท้ในยามยากที่พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงเปิดเผยอย่างไม่เกรงใจใครว่า ต้อง การคบค้ากับเยอรมนี ทั้งที่รู้ว่าคนเยอรมันเป็นที่รังเกียจในหมู่ชาวยุโรปด้วยกัน
เหตุที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นไม่ใช่แต่จะยกจุดแข็ง และความเด่นของความสัมพันธ์นี้ให้ปรากฏอย่างเดียว แต่ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ยังต้อง  เปิดเผยจุดอ่อน และความเปราะบางของความสัมพันธ์นี้ด้วยเพื่อจะได้เข้าใจถึงโอกาสและวิกฤติที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ความสัมพันธ์พัฒนาไปจะได้ เห็นภาพรวมและแง่มุมต่างๆ ที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงมาก่อน

รัชกาลที่ ๔ ทรงประทับใจ
คนเยอรมันมากกว่าชาวยุโรปอื่นๆ
       การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ นั้น ทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษเติบโต อย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปเป็นแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม อันเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของเงินทุนจากศูนย์กลางในยุโรปไปสู่ดินแดนโพ้นทะเล เมื่อเกิดความต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องการขายสินค้าออกไปทั่วโลกอังกฤษซึ่งมีลู่ทางมากกว่าใคร เพราะเป็นชาตินักเดินเรือ และเติบโตมาจากเครือข่ายพาณิชย์นาวี เริ่มแสวงหาแหล่ง ลงทุนใหม่ เพื่อหาตลาดการค้าและแหล่งวัตถุดิบ เหตุการณ์นี้กระทบโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดี
นโยบายการค้าแบบเสรีของอังกฤษ และการบังคับให้ประชาชาติเอเชียยกเลิกการผูกขาด เก็บภาษีในจีน ส่งผลให้อังกฤษก่อสงครามฝิ่นในจีนถึง ๒ ครั้ง และเป็นฝ่ายมีชัยชนะ (สงครามฝิ่นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๓๙-๔๒ และครั้งที่ ๒ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๗-๖๐) สามารถกดดันให้จีนยอมทำสนธิ สัญญาการค้าโดยเป็นฝ่ายเสียเปรียบอังกฤษ เป็นตัวการกระตุ้นให้มหาอำนาจยุโรปอื่นๆ ดาหน้ากันเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในเอเชียตามอย่างอังกฤษบ้าง

บิสมาร์คทูลเสนอกับไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ ถึงความจำเป็นที่
จะต้องรวมชาติเยอรมัน โดยใช้ความแข็งแกร่งและอิทธิพล
ของปรัสเซีย สร้างเยอรมนีให้เป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรป

ภาพล้อบิสมาร์คเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังสันนิบาตสาม
จักรพรรดิ (รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี ปรัสเซีย) อันเป็น
กลุ่มพันธมิตรกลุ่มแรกตั้งขึ้นเืพื่อคานอำนาจอังกฤษ-ฝรั่งเศส
( ภาพจาก PUNCH, วันที่ ๒๐ กันยายน ๑๘๘๔)


ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศสยาม เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษการบีบบังคับจีนให้เปิดเสรีการค้า และความปราชัยของจีน ในสงครามฝิ่น มีผลกระตุ้นความตื่นตัวของราชสำนักสยามให้ต้องเร่งทำสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษ  เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติดังที่จีนประสบโดยสยามได้ทำสัญญาฉบับแรกในรัชกาลที่ ๔ กับอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ (เรียกสนธิสัญญาเบาริ่ง) กระแสแห่งความสำเร็จของอังกฤษ ส่งเสริมให้ชาวยุโรปอื่นๆ เดินทางเข้ามาทำสนธิสัญญาในลักษณะเดียวกันเพื่อมิให้น้อยหน้าอังกฤษ เช่น สัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๘๕๖ และกับปรัสเซียในปี ค.ศ. ๑๘๖๒
ในสมัยนั้นยังมิได้เกิดการรวมชาติเป็นเยอรมนีดังเช่นทุกวันนี้ แต
่สมาพันธรัฐเยอรมันยังประกอบด้วยรัฐใหญ่ ๑๑ รัฐด้วยกัน คือปรัสเซีย ออสเตรีย บาวาเรีย แซกโซนี เมคเลนบูร์ก ฮันโอเวอร์ วูทเทมแบร์ก นัสเซา บาเดน ซักซ์ไวมาร์ และเฮสส์ โดยมีปรัสเซียเป็นรัฐใหญ่และทรงอิทธิพล ที่สุดและต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๗๑ สมาพันธรัฐเยอรมันจึงได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นเยอรมนีโดยมีรัฐ ปรัสเซียเป็นหัวหอก ดังจะได้พบต่อไป
ความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาการค้า และพาณิชย์ของอังกฤษและฝรั่งเศสในเอเชีย ทำให้ผลกำไรทางการค้าตกเป็นของชาวยุโรปโดยตรง และบรรดาประชาชาติเอเชียก็ต้องตกอยู่ในฐานะกึ่งอาณานิคม มีสภาพเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของยุโรป ชาวต่างด้าวสามารถเข้ามาควบคุมและ บงการระบบเศรษฐกิจของเอเซีย โดยเฉพาะการส่งสินค้าขาออกทั้งหมดตกอยู่ในมือชาวตะวันตก และเอเชียต้องซื้อเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมาก่อน ที่สำคัญคือ เอเชียได้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ของการระบายสินค้าจากยุโรปซึ่งเป็นศูนย์กลางการปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ชาวยุโรปจะบ่ายหน้ามายังเอเชีย โดยมีนัยยะทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางการค้ารอคอยอยู่
แต่ชาวปรัสเซีย (เยอรมัน) ก็มีทีท่าอ่อนโยนกว่าชาวอังกฤษและฝรั่งเศส พวกเขามิได้แสดงความโอหังที่จะกอบโกยผลประโยชน์ และแสดงความความเหี้ยมโหดด้วย การหักหาญน้ำใจเจ้าของบ้านอย่างเดียว แต่ชาวปรัสเซียได้แสดงความสนใจที่จะทำการค้าอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้พ่อค้าปรัสเซีย ดังนั้น ในมุมมองของสยามแล้ว การคว้าโอกาสที่จะได้คบค้ากับปรัสเซีย ถือว่าเป็นการดึงชาติที่ ๓ เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของอัง กฤษ และฝรั่งเศศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถึงแม้สยามจะต้องเสียประโยชน์ทางการเมือง เช่น สิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปด้วยก็ตาม แต่การที่สยามยอมให้ปรัสเซียเข้ามาเจริญรอยตามรูปแบบของการทำสนธิสัญญาการค้าเช่นมหาอำนาจอื่นๆ ด้วย เท่ากับเป็นการประกาศความเป็นอิสระ และความเสมอภาคเคียงบ่าเคียงไหล่ชาติตะวันตกทั้งหลายที่เข้ามาติดต่อด้วยในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นในเวลานั้น
ในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๑๘๖๑ รัฐปรัสเซียได้ส่งคณะทูตประกอบด้วย เคานต์กราฟ ฟริตซ์ ซูออยเลนบวร์ก (Graf Fritz Zu Eulenburg) เป็นอัครราชทูตพิเศษผู้มีอำนาจเต็มเป็นหัวหน้า และนายซานลีไบเซลเป็นอุปทูตคณะทูตได้เข้าเผ้ารัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๑๘๖๑ การต้อนรับเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรี รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับจำนวนเรือรบที่คณะทูตนำเข้ามา นอกจากนี้ การสนทนาบางตอนแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยในภาวะทางการเมือง และนโยบายการต่างประเทศของปรัสเซียอย่างมาก เป็นต้นว่า ตรัสถามเกี่ยวกับเรื่องเมืองขึ้นของปรัสเซีย การที่ทรงไต่ถามเรื่องที่อ่อนไหวเช่นนี้ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนหวาดกลัวในระยะนั้น สืบเนื่องจากการที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนก็ยังถูกอังกฤษโค่นลงได้โดยไม่ลำบากนัก สร้างความครั่นคร้ามไปทั่วเอเชีย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกังวลพระทัยของพระองค์ที่จดจ่ออยู่กับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศสำคัญ ทั้งยังเป็นการหยั่งเจตนารมณ์ของผู้แทนปรัสเซียด้วย
อัครทูตปรัสเซียได้กราบทูลอย่างชาญฉลาดว่า ปรัสเซียไม่ต้องการเมืองขึ้นทางเขตร้อน คำตอบนี้ย่อมสบพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ ๔ อย่างยิ่ง เมื่อได้ทีพระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสอย่างเป็นกลางว่า การล่าอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปจะเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิด นำไปสู่ภาวะของสงครามโดยไม่จำเป็น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านโยบายก้าวแรกของปรัสเซียสามารถชนะใจชาวสยามได้แล้วในการขอเข้าเฝ้าเพียงครั้งแรก นำไปสู่การลงนามของผู้แทนรัฐบาลทั้ง ๒ ฝ่ายในสนธิสัญญาฉบับแรกเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๑๘๖๒
ก่อนที่จะเดินทางกลับไปปรัสเซีย เคานต์ซู ออยเลน บวร์ก ได้ขอให้ เซอร์โรเบิร์ต ชอมเบิร์ก กงสุลอังกฤษในขณะนั้นช่วยดูแลผลประโยชน์ของชาวปรัสเซีย จากนั้นจึงได้แต่งตั้ง นายปอล เลสเลอร์ (Herr Paul Lessler) ให้เป็นกงสุลคนแรกประจำกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๑๘๖๖
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระหว่างนี้อังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในราชสำนักไทยยังมิได้ระแวง หรือแสดงปฏิกิริยาใดๆ ต่อปรัสเซีย อาจจะเป็นเพราะฐานะ และท่าทีของปรัสเซียทางด้านยุโรปในเวลานั้นยังไม่เข้มแข็งพอที่จะคุกคามอำนาจของอังกฤษได้ ทว่านโยบายของปรัสเซียกำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้าหลังจากนี้

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ เสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดา
ยังมีบิสมาร์คเป็นพี่เลี้ยงในระยะแรก ในภาพบิสมาร์ค
(ยืนถือหมวก) ยืนหยัดอยู่เคียงข้างราชบัลลังก์เสมอ

วารสารล้อการเมือง วาดภาพบิสมาร์คขุนศึกผู้เฒ่า (คนซ้าย)
มอบหมายภารกิจสำคัญแก่ไกเซอร์องค์ใหม่(วิลเฮล์มที่ ๒)
ให้คุมบังเหียนรัฐนาวา ในการบริหารประชาคมยุโรปต่อไป

ปัจจัยที่เปลี่ยนใจปรัสเซียให้แข่งกับอังกฤษ-ฝรั่งเศส
       ดังได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่า ภาพลักษณ์ของเยอรมนีเป็นภาพลักษณ์ที่ได้รับการส่งเสริม และผลักดันนโยบายโดยผู้นำที่มีความสามารถซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ของไทย ผู้นำปรัสเซียในระยะที่ความสัมพันธ์ไทย-เยอรมัน ก่อตัวขึ้นนี้ ยังได้รับการกระตุ้นจากกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรปเป็นกระแสหลัก
ในปี ค.ศ. ๘๖๑ เมื่อคณะราชทูตจากปรัสเซียเดินทางมาสยามนั้นเป็นปีแรกของรัชกาลใหม่ และนโยบายใหม่ๆ ของปรัสเซีย ซึ่งเป็นรัฐผู้นำของสมาพันธรัฐเยอรมัน โดยมีประมุของค์ใหม่ คือ
ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ (บางที่ก็เรียกวิลเลียมที่ ๑ – ผู้เขียน) เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ปรัสเซีย องค์ใหม่ ในต้นปีเดียวกันนี้เองก็เป็นระยะที่กระแสผู้นำประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกอัน ได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศสแผ่ขยายเข้าไปสู่ทวีปเอเชียจนเลยเถิดไปเป็นสงครามฝิ่นซึ่งอังกฤษ และฝรั่งเศสกระทำต่อจีน
ปรัสเซียซึ่งเป็นมหาอำนาจจากยุโรปอันดับ ๓ รองจากอังกฤษ และฝรั่งเศสไม่รอให้นาทีทองเช่นนี้ผ่านเลยไป ก่อนหน้านี้เล็กน้อยกระแสของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของ ปรัสเซียขยายตัวอย่างกว้างขวางขึ้น อุตสาหกรรมได้พัฒนาอย่างรวดเร็วจนทำให้ปรัสเซียเติบโตแบ บก้าวกระโดดไล่ตามหลังอังกฤษ โดยเฉพาะภายหลังการรวมชาติเป็นประเทศเยอรมนีแล้ว ทำให้ได้ครอบครองแหล่งทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ในทวีปยุโรปที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและถ่านหิน ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในแคว้นอัลซาซ-ลอเรน (Alsace Lorraine) แคว้นซาร์ (Saar) อัพเปอร์ไซลีเซีย (Upper Silesia) และโดยเฉพาะในเขตแม่น้ำรูว์ (Ruhr) ซึ่งอยู่ในดินแดนเยอรมนี
การขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อให้เกิดนโยบายการค้าเสรี การปฎิรูประบบภาษีอากร และการตั้งกำแพงภาษี ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของ ปรัสเซีย เริ่มมีผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศด้วยรัฐบาลของไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ ๑ ถูกประชาชนกดดันให้ดำเนินนโยบายแสวงหาอาณานิคมโดยแข่งขันกับมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ อันได้แก่ อังกฤษ-ฝรั่งเศส ในการยึดครองดินแดนโพ้นทะเลตามกระแสจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งอังกฤษเป็นผู้บุกเบิกไว้

วารสารล้อการเมือง วาดภาพไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ มอบดาบ
ฝักทองคำเป็นของขวัญแก่ขุนศึกผู้เฒ่า (บิสมาร์ค) ในวาระ
ครบรอบวันเกิด ๘๐ ปี การถ่ายโอนอำนาจเมื่อขึ้นรัชกาลใหม่
จะทำให้เยอรมนีโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นแตกต่างออกไปจากสมัย
ของบิสมาร์ค

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ จักรพรรดิเยอรมันองค์ใหม่ (มีลักษณะเด่น
คือ ทรงไว้พระมัสสุเป็นเขี้ยวโง้ง) มีนโยบายที่จะทำให้เยอรมนี
เติบโตเป็นเจ้ายุโรป ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับอังกฤษ-ฝรั่งเศส ที่
เคยเป็นเจ้ายุโรปมาก่อน


การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เจริญก้าวหน้าของปรัสเซีย ทำให้การผลิตสินค้ามีปริมาณมากเกินความต้องการสำหรับใช้ภายในประเทศ และก่อให้เกิดความจำเป็นในการแสวงหาตลาดการค้า และแหล่งลงทุนใหม่ๆ นอกประเทศ การลงทุนในต่างประเทศจะนำมาซึ่งผลกำไรอันมหาศาล เนื่องจากมีวัตถุดิบจำนวนมากและแรงงานราคาถูก ดังนั้น ธุรกิจ พ่อค้า และนายธนาคารเยอรมันจึงสนับสนุน (และกดดัน) ให้รัฐบาลแสวงหาอาณานิคมน อกทวีปยุโรป เพื่อจะได้ใช้เป็นตลาดใหม่ และแหล่งการลงทุนเพื่อผลกำไร ความคิดเกี่ยวกับการแสวงหาอาณานิคมจึงกลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของปรัสเซีย ตามอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
ตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จักรวรรดินิยมตะวันตกมักจะมุ่งไปยังแอฟริกาก่อน เพราะอยู่ใกล้กัน จากนั้นจึงคืบคลานมายังทวีปเอเชีย จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งทางการเมือง เนื่องจากการแสวงหาอาณานิคม เป็นการแข่งขันกันขายอิทธิพล และอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย และนอกจากการแข่งกันหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังหมายถึง การแย่งชิงจับจองดินแดนเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติ รวมถึงการใช้อาณานิคมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับใช้เป็นฐานทัพเรือคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ หรือใช้เป็นดินแดนกันชนเพื่อสกัดกั้นอำนาจของชาติคู่แข่งด้วย ก่อให้เกิดการแข่งขันกันสร้างแสนยานุภาพด้านกองทัพและอาวุธ ตลอดจนการปลุกระดมสร้างความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนของตน ส่งผลให้มหาอำนาจตะวันตกขัดแย้ง และแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างกันเองในที่สุด
นโยบายของปรัสเซียก็เช่นกัน ถึงแม้จะเริ่มต้นด้วยท่าทีที่เป็นมิตรกับคู่แข่งอย่างอังกฤษ แต่พลันต้องเปลี่ยนไปภายหลังที่ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ ทรงแต่งตั้ง
บิสมาร์ค (Otto Von Bismarck) ให้ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีพร้อมกับภาระในเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นนโยบายใหญ่ของพระองค์ให้สำเร็จ
บิสมาร์คมีความเชื่อว่าความสำเร็จในการรวมชาติเยอรมนีอยู่ที่การสร้างความเข้มแข็ง และชัยชนะทางการทหาร เขาต้องการให้ปรัสเซียเป็นผู้นำในการรวมรัฐเยอรมันที่ยังแตกแยกเข้าด้วยกัน และการที่จะดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ นั่นคือ อาศัยการทูตที่ฉลาด และการทหารที่เข้มแข็ง และต้องฉวยโอกาสโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์และคุณธรรมใดๆ
ความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอันยอกย้อนของบิสมาร์ค เท่ากับเป็นความสำเร็จในฐานะผู้จัดการยุโรปของปรัสเซียด้วย โดยเริ่มต้นได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับปรัสเซีย เพื่อป้องกันพรมแดนตะวันออกให้ปลอดจากการถูกโจมตี จากนั้นก็นำปรัสเซียเข้าสู่สงครามถึง ๓ ครั้ง เพื่อทำลายอุปสรรคในการรวมรัฐเยอรมันเข้าด้วยกัน คือ ๑. ผนวก
แคว้นซาลสวิก และโฮลชไตน์ จากเดนมาร์ก ๒.กำจัดออสเตรียออกจากสมาพันธรัฐเยอรมันได้สำเร็จ และในสงครามครั้งที่ ๓ เขาได้ใช้จุดอ่อนของฝรั่งเศสเกี่ยวกับสเปนเป็นชนวนให้เกิดสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War) ในปี ค.ศ. ๑๘๗๐-๗๑
สงครามกับฝรั่งเศสทำให้ปรัสเซียสามารถโค่นล้มราชวงศ์โบนาปาร์ต ซึ่งเคยเป็นเจ้าอิทธิพลใน ยุโรปลงได้ ทำให้คนเยอรมันเกิดความภูมิใจในเชื้อชาติของตน ภายหลังสงครามจึงได้รวมตัวกันโดย ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ ได้ทรงประกาศสถาปนาจักรวรรดิเยอรมันขึ้น ทำให้บิสมาร์คได้รับยกย่องเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของเยอรมนี
หลังจากนี้บิสมาร์คก็ได้ตั้งตนเป็นผู้จัดระเบียบทวีปยุโรป โดยจัดตั้งสันนิบาตสามจักรพรรดิ (Dreikaiserbund) ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๗๓ สมาชิกประกอบด้วย
 เยอรมนี รัสเซีย และออสเตรีย-ฮังการี เพื่อป้องกันการล้างแค้นของฝรั่งเศส ทำให้เยอรมนีกลายเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดบนภ าคพื้นยุโรป และมีคู่แข่งอยู่เพียงหนึ่งเดียว คือ อังกฤษเท่านั้น
เพื่อรองรับสถานะจักรวรรดินิยมใหม่ของตนเองในปี ค.ศ. ๑๘๘๔ เยอรมนีได้เข้าแย่งชิงดินแดนในแอฟริกากับมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ และสามารถครอบครอง
แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้, โตโกแลนด์ และแคเมอรูน รวมทั้งแอฟริกาตะวันออกด้วย การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในแอฟริกาก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจยุโรป และเริ่มขัดแย้งกับอังกฤษซึ่งมีอาณานิคมอยู่ในแอฟริกา ความเป็นนักการเมือง และนักการทูตที่มีแผนการยอกย้อนของบิสมาร์ค ทำให้ผู้นำมหาอำนาจยุโรประแวงท่าทีของเขา แต่ในมุมกลับจักรวรรดิเยอรมันกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมื องระหว่างมหาอำนาจยุโรปไปโดยปริยายและในระหว่างที่บทบาทของปรัสเซียมีไม่มากนักในเอเฃีย แต่ก็ยังสามารถสร้างฐานะให้ตนเองโดยประกาศความสัมพันธ์กับสยามเป็นใบเบิกทาง เมื่อได้สร้างฐานอำนาจให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นในยุโรปแล้ว บทบาทใหม่ของปรัสเซียในชื่อใหม่ว่า เยอรมนี ยังได้ส่งเสริมให้เกลียวสัมพันธ์กับสยามแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก ทั้งชาวสยามก็มั่นใจยิ่งขึ้นที่มีคนเยอรมันเป็นมิตร แต่ก็กลายเป็นความหวาดระแวง ของชาติตะวันตกที่เห็นอิทธิพลของเยอรมนีในสยามเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

เยอรมนีช่วยให้สยามดูดีขึ้นบนเวทีโลก
       การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมในแอฟริกา ตลอดจนปัญหาของประเทศทางยุโรปตะวันออกกดดันให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกเรียกร้อง ให้มีการประชุมร่วมกัน เพื่อจัดดุลอำนาจในการบริหารอาณานิคม และผู้นำส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องให้บิสมาร์ค ซึ่งในเวลานั้นเป็นรัฐบุรุษผู้มีประสบการณ์สูงทางการเมือง โดยเฉพาะผลงานของบิสมาร์ค ที่สามารถโค่นล้มราชวงศ์โบนาปาร์ตของฝรั่งเศสที่เคยวางอำนาจข่มเหงประชาคมยุโรปมายาวนานลงได้ ให้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งต่างๆ เพื่อชาติมหา อำนาจจะได้รอมชอมกันแทนที่จะประหัตประหารกัน และบรรดาสมาชิกต่างก็เห็นด้วยใ ห้เยอรมนีเป็นโต้โผจัดการประชุมนัดสำคัญขึ้น เพื่อขจัดความบาดหมางต่างๆ เกิดเป็นการประชุมใหญ่แห่งเบอร์ลิน (Congress of Berlin) ขึ้น โดยมีเยอรมนีเป็นคนกลางในปี ค.ศ. ๑๘๗๘ และปี ค.ศ. ๑๘๘๕
การประชุมในระดับสากลทั้ง 2 ครั้งที่มีเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ บ่งชี้ว่าเยอรมนีกำลังมีบทบาทด้านการเมือง และการต่างประเทศในการดำเนินนโยบายของมหาอำนาจยุโรป ประจวบกับความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ของบิสมาร์ค ส่งเสริมให้เยอรมนีกลายเป็นศูนย์กลางทางก ารทูต และการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจยุโรป ซึ่งในทางอ้อมเท่ากับทำให้ประเทศพันธมิตรของเยอรมนี หรือประเทศที่เยอรมนีสนับสนุนและสมาคมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สยามประเทศก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีภาพลักษณ์ดีขึ้นตามไปด้วยบนเวทีการเมืองโลก
อนึ่ง ตั้งแต่หนังสือพิมพ์เยอรมันชื่อ Illustrirte Zeitung ปี ค.ศ. ๑๘๖๑ (ดูรูปเปิดบทความรูปแรก) ตีแผ่เรื่องความสำเร็จของสยามและปรัสเ ซียในการทำสัญญาการค้า และพาณิชย์ถูกเผยแพร่ออกไปเป็นครั้งแรก ภาพลักษณ์ของสยามก็ออกสู่สายตาชาวยุโรป พร้อมกับกิตติศัพท์ของรัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงมีพระทัยกว้าง และสัมพันธภาพที่ดีบนรากฐานแห่งความเข้าอกเข้าใจ และเอื้ออาทรของปรัสเซียที่จะยั่งยืนต่อไปในรัชกาลที่ ๕
รัชกาลที่ ๕ ซึ่งเสด็จขึ้นเสวยราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ ทรงตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ ดังนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสก็จะทรงกำหนดเป็นแนวนโย บายให้อัครราชทูตสยาม ติดตามความเคลื่อนไหวของเยอรมนี และสถานการณ์ทางการเมืองที่มีชาวเยอรมันเป็นตัวแปรอย่างใกล้ชิด
รายละเอียดจากแฟ้มราชการลับของ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฏางค์ว่าด้วยภารกิจด้านการทูตในทวีปยุโรปช่วงปี ค.ศ.๑๘๘๐-๘๖ (พ.ศ. ๒๔๒๓-๒๙) ตอกย้ำความสำคัญของมิตรภาพกับการเยอรมนีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนี้
“ตั้งแต่พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ได้เสด็จไปยังทวีปยุโรป ใน ค.ศ. ๑๘๗๐ (พ.ศ. ๒๔๑๓) ในฐานะนักเรียนจนกระทั่งได้รับพระบรมราชโองการแ ต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตสยามผู้มีอำนาจเต็มประจำทวีปยุโรปเป็นเวลารวม ๑๖ ปี ท่านได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจต่างๆ ในยุโรป และก่อนที่จะเดินทางกลับสยามในปีสุดท้ายก็ยังมีงานของสถานทูตอีกอย่างหนึ่งที่ค้างอยู่ นั่นคือ การจัดตั้งสถานกงสุลสยามในประเทศมหาอำนาจลำดับที่ ๓ ในยุโรป [แห่งแรกตั้งอยู่ในลอนดอน แห่งที่ ๒ อยู่ในปารีส – ผู้เขียน] ซึ่งท่านได้ไตร่ตรองมานานแล้ว ในการเลือกสรร มหาอำนาจประเทศที่ ๓ เพื่อถ่วงดุลอำนาจของอังกฤษฝ่ายหนึ่ง กับฝรั่งเศสอีกฝ่ายหนึ่ง ประจวบกับในเวลานั้น กองทัพเยอรมันได้รับชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (ค.ศ. ๑๘๗๐-๗๑) ดังนั้น ชาติเยอรมันและกรุงเบอร์ลินเมืองหลวง จึงสมควรด้วยประการทั้งปวงที่จะเป็นที่ตั้งของกงสุลสยามที่เหมาะสมที่สุด จึงทรงเร่งเสนอคำวินิจฉัยนี้เข้าไปทางกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๘๕ รัฐบาลสยามก็ได้อนุมัติและเห็นชอบด้วยการเลือกเยอรมัน”
       ในระยะเดียวกันนี้รัฐบาลสยามยังได้ส่งพระองค์เจ้าปฤษฏางค์ไปภารกิจพิเศษถึงในเยอรมนีเพื่อกรุยทางในการทำสัญญาฉบับแรกสมัยรัชกาล ที่ ๕ เรียกสนธิสัญญาว่าด้วยภาษีสุรา อันเป็นการแก้ไขความเสียเปรียบที่รัชกาลที่ ๔ ทรงตั้งอัตราภาษีขาเข้าไว้เพียงร้อยชัก ๓ ตั้งแต่ครั้งเซอร์จอห์น เบาริ่งเข้ามา ให้สามารถเก็บเพิ่มได้เป็น ๑๐ เปอร์เซนต์ โดยที่ทางเยอรมันก็ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ เป็นการตอบแทนเช่นบางประเทศ ภารกิจนี้สำเร็จด้วยดี ณ กรุงเบอร์ลินในวันที่ ๑๖ มีนาคม ๑๘๘๔

ภาพล้อการเมือง รูปการแข่งขันในระหว่างผู้นำจักรวรรดินิยมยุโรป มีรูปไกเซอร์อยู่ในลำดับที่ ๓
ของผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุโรปตามหลังอังกฤษและรัสเซียเสมอ (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าหายา่ก พบที่ปารีส)


ข้อควรสังเกต  คือ การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งพระองค์เจ้าปฤษฏางค์ไปยุโรป และเยอรมนีครั้งนี้ อันที่จริงแล้วมิใช่จะเพื่อขอแก้ไขอัตราภาษีศุลากรดังกล่าวแต่อย่างเดียวเท่านั้นแต่เพื่อถือโอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์กับเยอรมนีด้วยเพื่อให้ถ่วงดุลอิทธิพลอังกฤษ และฝรั่งเศสในประเทศไทย พระองค์คงจะทรงทราบว่าขณะนั้น เยอรมนีกำลังมีข้อขัดแย้งทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่กับอังกฤษ ดังที่พระองค์เจ้าปฤษฏางค์มีพระราชสาสน์มากราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕ ว่า 
“เวลานี้อังกฤษ กับเยอรมนีอยู่ช้างจะกัดกันอยู่…” เพื่อส่งเสริมทางพระราชไมตรีระ หว่าง ๒ ประเทศ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ทรงได้รับมอบหมายจากรัชกาลที่ ๕ ให้ทูลทาบทามจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ เกี่ยวกับการที่ประเทศไทยขอตั้งทูตไทยไปประจำที่กรุงเบอร์ลิน มีผลให้พระยาดำรงพลขันธ์ (นกแก้ว คชเสนี) ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตสยามคนแรกประจำเยอรมนีในปี ค.ศ. ๑๘๘๗ (พ.ศ. ๒๔๓๐) และในปีต่อมารัฐบาลเยอรมันก็ได้เลื่อนตำแหน่งนายเกมเปอร์แมนน์ (Kemprmann) จากกงสุลเยอรมันประจำประเทศสยามขึ้นเป็นราชทูต ระหว่างนั้นรัฐบาลเยอรมันยังได้แสดงไมตรีจิต ด้วยการชักชวนให้สยามเข้าร่วมประชุมสหภาพไปรษณีย์สากล (Postal Union) ที่กรุงเบอร์ลินในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ (พ.ศ. ๒๔๒๘) และให้เข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งสยามตอบสนองคำชวนเป็นอย่างดี
การกระชับทางพระราชไมตรีระหว่าง ๒ ประเทศดังกล่าว มีผลให้รัฐบาลอังกฤษเกิดความวิตกกังวล เนื่องจากอังกฤษเคยเป็นชาติที่มีอิทธิพลมากที่สุดในราชสำนักไทยมาก่อน อังกฤษคาดไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเยอรมนีจะแน่นแฟ้น และก้าวหน้าไปรวดเร็วเช่นนี้ นอกจากนี้ เหตุการณ์ต่อมายังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เช่น ในระหว่างพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหวชิรุณหิศ รัชกาลที่ ๕ ก็โปรดเกล้าฯ ให้อัครราชทูตเยอรมัน เป็นผู้ทำพิธีถวายทรงเจิมแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อัครราชทูตเยอรมันรู้สึกประทับใจในเกียรติยศครั้งนี้มาก และถือว่าเป็นการแสดงถึงพระราชไมตรีที่รัชกาลที่ ๕ ทรงมีต่อจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ และต่อรัฐบาลเยอ รมัน เมื่อจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ ทรงได้รับรายงานเกี่ยวกับพระราชพิธีนี้ก็พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อินทรีแดงชั้นหนึ่งแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร รัชกาลที่ ๕ ทรงรู้สึกปีติยินดีในพระราชไมตรีครั้งนี้ของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ มาก และเชื่อมั่นว่าคง 
“พอจะอวดอังกฤษได้บ้าง” ปรากฏว่า ร้อยเอกโจนส์ (Captian Jones) ราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้รายงานเรื่องนี้ไปยังรัฐบาลอังกฤษทันที สม ดังที่รัชกาลที่ ๕ ทรงคาดไว้

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ (คนกลาง) กับการรวมกลุ่มผู้นำยุโรปใหม่เรียกกลุ่มไตรภาคี
(ประกอบด้วย อิตาลี เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี) หรือ Triple Alliance แต่ใน
ทัศนะของคนฝรั่งเศสแล้ว ผู้นำกลุ่มนี้มีท่าทีโฉ่งฉ่างและอึกทึกครึกโครมไม่ต่าง
จากวงดนตรีืที่ส่งเสียงหนวกหูเมื่อออกโชว์ตัว (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าหาดูยาก)

ภาพล้อการเมือง รูปไกเซอร์สามารถกำจัดผู้นำประเทศมหาอำนาจได้ใน
คราวเดียวกัน ดั่งขุนศึกผู้ชาญชัย (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าหาดูยาก)


กิจกรรมหนึ่งซึ่งพระราชวงศ์ทางยุโรปมักจะกระทำอยู่เสมอๆ คือ การอุปการะพระบรมราชวงศานุวงศ์ชั้นเล็ก เพื่อกระชับสายใยทางเครือข่ายพระราชวงศ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเมื่อมีข่าวในปี ค.ศ. ๑๘๙๕ (พ.ศ. ๒๔๓๘) ว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตนั้น พระอนุชาของพระองค์คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธก็ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมารแทน จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ ทรงแสดงพระราชไมตรีจิตด้วยการส่งพระราชสาส์นมาถวายความยินดี พร้อมกันนี้อัครราชทูตเยอรมันได้ทูลเสนอให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมนี แต่ในขณะนั้นพระองค์กำลังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ
ระหว่างนั้น รัชกาลที่ ๕ ทรงตะหนักถึงภยันตรายอันจะเกิดจากมหาอำนาจตะวันตก และความจำเป็นที่จะต้องมีกองทัพอันเข้มแข็ง โดยเฉพาะหลังวิกฤติการณ์ร.ศ. ๑๑๒ ในปี ค.ศ. ๑๘๙๓ (พ.ศ. ๒๔๓๖) เมื่อฝรั่งเศสส่งเรือรบเข้ามากรุงเทพฯแล้วปิดล้อมอ่าวไทยพระองค์จึงทรงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศสยามควรจะพัฒนากองทัพบกและกองทัพเรือ จึงทรงตัดสินพระทัยส่งพระราชโอรส และนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการทหาร ณ ปร ะเทศเยอรมนี เช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ทรงเดินทางไปศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนโกรสลิชเตอร์เฟล์ด 
(Grosslitichtgeld) นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการทหารบก ณ ประเทศเยอรมนีปีละ ๒ คน ตามข้อเสนอแนะของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้บัญชาการกองยุทธการด้วยในขณะเดียวกันยังทรงสนับสนุนให้คนไทยไปศึกษาวิชาแขนงอื่นๆ ในเยอรมนีด้วย เช่น ทรงพระกรุณาโ ปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์เสด็จไปศึกษาวิชาการศึกษาระหว่างปี ค.ศ.๑๘๙๙-๑๙๑๒ (พ.ศ. ๒๔๔๒-๔๕) ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ (พ.ศ. ๒๔๕๑) และยังพระราชทานทุนให้นักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการทหารเรือในปี ค.ศ.๑๙๐๖ (พ.ศ. ๒๔๔๙) และยังพระราชทานทุนให้นักเรียนไทยไปศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์อีกด้วยการที่รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งพระราชโอรสเจ้านายในพระราชวงศ์ และนักเรียนไทยไปศึกษา ณ ประเทศเยอรมนีนั้น นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้คนไทยแสวงหาความรู้ที่ก้าวหน้าทัน สมัยในสาขาวิชาการต่างๆ แล้ว พระองค์คงจะมีพระราชประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ใช้เยอรมนีเป็นเครื่องถ่วงดุลอิทธิพลมหาอำนาจตะวันตกไปในตัว ด้วยการกระจายคนไทยไปศึกษาหาความรู้ในประเทศต่างๆ ของยุโรป
ความเสียเปรียบในข้อสัญญา ร.ศ. ๑๑๒ ทำให้รัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเสด็จประพาสฝรั่งเศส เพื่อเปิดการเจรจาโดยตรงในอันที่จะลดหย่อนความเสียเปรียบ และขอร้องให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากจันทบุรี และสาเหตุจากการสูญเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส ใน ร.ศ. ๑๑๒ นี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกปี ค.ศ. ๑๘๙๗ (พ.ศ. ๒๔๔๐) ของรัชกาลที่ ๕ เกิดขึ้น

รัชกาลที่ ๕ ทรงฉายพร้อมด้วยเจ้านายและนายช่างใหญ่ชาวเยอรมัน
เมื่อเสด็จฯไปทรงเปิดทางรถไฟสายเพชรบุรี ภายใต้การควบคุมและ
ก่อสร้างโดยชาวเยอรมันทั้งหมด (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าหาดูยาก)

รถไฟขบวนแรกของอุษาคเนย์เกิดขึ้นในสยาม ในยุคที่ภูมิภาคส่วนนี้ของโลกยัง
เป็นป่าดงพงไพร ล้วนเป็นผลงานอันน่าภาคภูมิของชาวเยอรมันในสยามทั้งสิ้น
ภาพแบบนี้ช่วยให้สยามดูดีขึ้นและชาวตะวันตกเชื่อว่าที่นี่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว


ผลพลอยได้จากการเสด็จฯ ครั้งนี้คือ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีโอกาสเยือนราชสำนักเยอรมัน การได้ทรงพบปะและมีพระราชปฏิสันถารกับไกเซอร์เ ป็นส่วนพระองค์ เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่สยามกับฝรั่งเศสมีต่อกันย่อมตอกย้ำการถือหางข้างเยอรมนีอยู่ในเชิง เพราะในเวลานั้น
ฝรั่งเศสกับรัสเซีย มีข้อตกลงร่วมกันในสัญญาทวิภาคี (Dual Alliance) ส่วนเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี ก็รวมตัวกันเป็นพันธมิตรอีกขั้วหนึ่งในสัญญาไตรภาคี (Triple Alliance) ซึ่งเป็นคนละขั้วกัน และมีนโยบายต่อต้านกัน
ดังนั้น เหตุการณ์ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงให้น้ำหนักต่อการเสด็จฯ ครั้งนี้ไปยังจุดหมายสำคัญ ๓ แห่ง คือ รัสเซีย เยอรมนี-ฝรั่งเศส ย่อมส่งผลทำให้บรรยากาศของการเสด็จฯ ซึ่งได้รับการสร้างภาพอย่างครึกโครมจากฝ่ายไทยว่าเพื่อทอดพระเนตรความเจริญในอารยประเทศ และเพื่อเป็นการสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้นำในทวีปยุโรปเท่านั้น กลับกลายเป็นการปลุกกระแสความเชื่อว่า แท้ที่จริงแผนการเสด็จฯ แอบแฝงอยู่ด้วยเหตุผลทาง การเมืองที่ซ่อนเร้นอย่างจงใจ
การที่รัสเซียเป็นพันธมิตรอยู่กับฝรั่งเศสส่วนไกเซอร์ เยอรมันก็เป็นคู่แข่งทางการเมืองของฝรั่งเศสนั้นทำให้การตัดสินพระทัยบางอย่างในการขอร้องผู้นำยุโรปของรัชกาลที่ ๕ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหากับทางฝรั่งเศส จำเป็นต้องใช้ความคิดเห็น หรือ Second opinion ของบุคคลที่ ๓ ในที่นี้ก็คือ บิสมาร์ค หรืออดีตอัครมหาเสนาบดี ผู้เป็นมิตรที่ดีกับสยามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เพราะเหตุนั้นในโอกาสที่เสด็จฯ ไปถึงเยอรมนีจึงได้ทร งอุตส่าห์เสด็จฯ ไปเยือนบิสมาร์คถึงบ้านของท่านแล้ว ทรงพระราชวิจารณ์กลับมายังเสด็จพระราชินีความว่า 
“แต่เรื่องไมตรีเยอรมันกับรัสเซียนี้ ฉันได้ถามความเห็นปรินซบิสมาร์ก ท่านกล่าวว่าเห็นหายั่งยืนไม่”
       การที่พระราชดำรัสถามคนนอกแต่เคยคลุกวงในมาก่อน และมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงอย่างบิสมาร์ค ชี้ให้เห็นว่า ทรงเอาพระทัยใส่เกี่ย วกับท่าทีของซาร์ และไกเซอร์เกี่ยวกับทัศนะด้านการต่างประเทศอยู่ไม่น้อย และภาพของการเยือนบิสมาร์คนอกรอบในครั้งนี้ก็ได้รับการตีแผ่ในหน้าหนังสือพิมพ์อังกฤษด้วย ความอยากรู้อยากเห็นของสื่อมวลชนไม่น้อยเช่นกัน (ดูภาพประกอบ)
การเสด็จฯ เยอรมนีในปี ค.ศ ๑๘๙๗ มีความสำคัญยิ่งในทางการเมือง เพราะเป็นการรณรงค์หาข้อมูล ถามหาทัศนะ และสร้างความมั่นใจที่อาจชี้นำท่าทีของผู้นำยุโรปบนเวทีต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ และขยายผลในทางปฏิบัติต่อไปหลังจากนั้น กระแสของความสนิทสนมในภา วะที่ไม่ปกติของชาวสยามและคนเยอรมันเช่นนี้ สร้างความระแวงสงสัยให้รัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสไม่น้อย รัฐบาลไทยออกจะเชื่อว่าถ้าเยอรมนีเข้ามามีบทบาททางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสยามแล้วก็อาจจะช่วยให้สยามรอดพ้นจากการคุกคามของมหาอำนาจจักรวรรดินิยมได้

ไกเซอร์เสนอที่จะค้ำประกันอิสรภาพของสยาม
       การเสด็จประพาสเยอรมนีครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๙๗ นั้น เป็นการตอกย้ำจุดยืนของหลักการเดิมที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ และมาเข้ม ข้นอีกภายหลังที่พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ ทรงเสนอให้ตั้งสถานทูตสยามขึ้นที่เบอร์ลินในปี ค.ศ. ๑๘๘๓ รัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักว่าชาวเยอรมันน่าจะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศและสร้างปัจจัยพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคง เช่น พัฒนากองทัพ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งไทยยังขาดแคลน และชาวยุโรปเข้ามาทดแทนได้รัฐบาลสยามซึ่งเห็นว่าชาวเยอรมันมิได้ผูกขาดอยู่เฉพาะกับคู่กรณีของไทย (เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส) จึงได้รณรงค์ให้มีการว่าจ้างชาวเยอรมันเข้ามาดำเนินกิจการพื้นฐานของประเทศอย่างกว้างขวาง  ในตำแหน่งที่ไม่ปรารถนา จะใช้ชาวยุโรปชาติอื่น ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเหตุผลด้านความมั่นคง มีอาทิ การไปรษณีย์ การรถไฟ การพาณิชย์นาวี และการธนาคาร
สำหรับอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งมีผลประโยชน์มากอยู่ในสยาม และแถบประเทศใกล้เคียงเริ่มไม่พอใจกับการตัดสินใจในการที่สยามให้สิทธิพิเ ศษกับชาวเยอรมันซึ่งเป็นคู่แข่งของพวกตน หากเป็นเฉพาะกิจการไปรษณีย์ หรือ พาณิชย์นาวีนั้น อาจจะพอรับได้ แต่กิจการรถไฟและระบบขนส่งซึ่งเป็นสายเลือดใหญ่ของการพัฒนาการคมนาคมขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลนั้นเป็นการกระทบ กระเทือนเสถียรภาพด้านการทหาร และความมั่นคงในภูมิภาคนี้โดยตรง ซึ่งเยอรมนีไม่เคยมีบทบาทหรืออิทธิพลมาก่อน อังกฤษและฝรั่งเศสจึงไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า และหาทางขัดขวางตลอดเวลา
การว่าจ้างชาวเยอรมันให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ดังกล่าวนี้ เป็นการช่วยส่งเสริมอิทธิพลทางการเมือง และการค้าของเยอรมนีในประเทศสยาม และที่สำคัญก็คือ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายวงการ โดยเฉพาะจากอังกฤษซึ่งถือว่าการว่าจ้าง แฮร์ เบทเก (Herr Karl Bethge) ชาวเยอรมันเป็นเจ้ากรมรถไฟคนแรก แสดงให้เห็นว่ากรมรถไฟตกอยู่ใต้อิทธิพลของเยอรมนีโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ อังกฤษยังเชื่อว่า เจ้ากรมรถไฟย่อมมีอิทธิพล มากในการตัดสินใจซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างทางรถไฟ หนังสือพิมพ์ไทมส์ (Times) จากลอนดอนก็รายงานว่าในการสร้างทางรถไฟครั้งนี้ กรมรถไฟจะต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ผลิตในเยอรมนีมากกว่าจะใช้ของอังกฤษแน่ๆ นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังพิจารณาว่าการว่าจ้างชาวเยอรมันให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พวกเยอรมันได้ฉกฉวยผลประโยชน์ไปจากวิศวกรชาวอังกฤษซึ่งทำการสำรวจเส้นทางร ถไฟมาก่อน อังกฤษเริ่มรู้สึกว่าเยอรมนีได้กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของตนแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เป็นตัวเร่งให้อังกฤษเกิดความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนในประเทศสยาม

วารสารเยอรมันเผยแพร่ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๙๗ ในรัชสมัยที่มีชาวเยอรมันเข้ามารับราชการกับราชสำนักไทยมากเป็นอันดับ ๑ รองลงไปเป็นอังกฤษ อิตาลี และเดนมาร์ก (ภาพจาก Die Gartenlaube, ค.ศ. ๑๘๙๗)


ส่วนฝรั่งเศสเองก็ไม่คาดฝันว่าเยอรมนีซึ่งเพิ่งจะเริ่มเป็นประเทศที่มีความสำคัญประเทศหนึ่งในสยามจะมีอิทธิพลต่อการสร้างทางรถไฟมาก และรวดเร็วถึงเพียงนั้น ฝรั่งเศสตระหนักว่าการสร้างทางรถไฟสายนี้ ย่อมจะมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อกิจการค้าภายในลาวอันเป็นเขตอิทธิพลฝ รั่งเศส สินค้าจากลาวเป็นจำนวนมากย่อมหลั่งไหลไปสู่ตลาดใหม่คือกรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ อองชู (Anjou) แสดงความเห็นว่าการจ้าง แฮร์ เบทเก เป็นที่ปรึกษาของกรมรถไฟไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐบาลสยามต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์รถไฟจากเยอรมนีมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะทำให้จำนวนวิศวกรเยอรมันในประเทศสยามทวีขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสมีความเห็นว่าอัครราชทูตเยอรมันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสยามในการว่าจ้าง แฮร์ เบทเก และยั งอ้างว่าเหตุการร์ที่ปรากฏขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเยอรมันได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงในกิจการของกรมรถไฟสยาม อันที่จริงแล้วการว่าจ้างชาวเยอรมันนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย เพื่อความอยู่รอดของสยาม รัฐบาลสยามไม่พึงประสงค์ที่จะปล่อยให้อังกฤษ และฝรั่งเศสมีอิทธิพลในสยามมากจนเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียต่อสยามได้ ถ้ารัฐบาลสยามยินยอมให้ฝรั่งเศสดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟแล้ว ฝรั่งเศสอาจจะเรียกร้องสิทธิพิเศษ ต่างๆ บางประการ หรือถ้ารัฐบาลสยามยินยิมให้อังกฤษเข้าควบคุมทางรถไฟแล้ว ผลประโยชน์ย่อมตกอยู่ในมือของพ่อค้าชาวอังกฤษมากกว่ารัฐบาลสยาม ที่สำคัญก็คือ ถ้าฝรั่งเศสหรืออังกฤษก็ตามได้รับสัมปทานแล้วก็อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง เกี่ยวกับผลประโยชน์ขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจนี้ อันจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศสยามตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๖๒ แล้ว  เยอรมนีไม่เคยแสดงท่า ทีคุกคามประเทศสยาม นอกจากนี้ เยอรมนียังเป็นประเทสที่ไม่มีอาณานิคมในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อเยอรมนีได้กลายเป็นชาติมหาอำนาจในยุโรป (หลังจากรบชนะฝรั่งเศสในสงครามฟรังโก-ปรัสเซียแล้ว) อังกฤษและฝรั่งเศสก็ติดตามการเคลื่อนไหวของเยอรมนีในภูมิภาคต่างๆ ด้วยความสนใจและความกังวลใจยิ่ง

หนังสือพิมพ์อังกฤษเปิดเผยภารกิจลับระหว่างการเสด็จ
ประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ ๕ ในเยอรมนี เสด็จฯ
ไปเยี่ยมเยือนบิสมาร์ครัฐบุรุษอาวุโสถึงบ้านของท่าน เพื่อ
ขอคำวินิจฉัยเรื่องการเมืองในยุโรป (ภาพจาก London
News, วันที่ ๒๕ กันยายน ๑๘๙๗)

       ในที่สุดการสร้างรถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช ก็เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ๑๘๙๐ (พ.ศ. ๒๔๓๓) และเสร็จสิ้นทันได้ใช้งานขนส่งทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ในแนวหน้าเมื่อรบกับ ฝรั่งในปี ค.ศ. ๑๘๙๓ หรือในวิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ดังที่ฝรั่งเศสเคยวิตกจริตมาแล้ว
นักประวัติศาสตร์อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภายหลังการเปลี่ยนแผ่นดินในปี ค.ศ. ๑๘๘๘ เมื่อไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นจักรพรรดิเยอรมันองค์ใหม่แล้ว พระองค์ทรงมีนโยบายทางการเมือง และการต่างประเทศแตกต่างออกไปจากบิสมาร์คมาก ทรงเล็งเห็นว่ากองทัพจะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่เยอรมนีได้ จึงทรงมุ่งมั่นที่จะใช้สมร รถภาพของกองทัพในการขยายอำนาจ และอิทธิพลของเยอรมนีออกไปทั่วโลก ซึ่งเป็นการขัดต่อแนวคิด และอุดมกาณ์ของบิสมาร์คที่พยายามจะหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ และการแข่งขันกับมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ
พระองค์ได้ทรงประกาสใช
้โครงการเทอร์พิตซ์ (Tirpitz Plan)ในปี ค.ศ. ๑๘๙๘ เพื่อสร้างแสนยา นุภาพทางทะเลและขยายตลาดการค้าของเยอรมนีในเอเชียในเวลานั้น เยอรม นีมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นการใหญ่ และขยายอาณานิคมจากทวีปแอฟริกาไปสู่ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมหา สมุทรแปซิฟิกด้วย ซึ่งเท่ากับประกาศตนเป็นคู่แข่งทางจักรวรรดินิยมอย่างเต็มตัว และจะทำทุกวิถีทางที่จะปะทะกับการต่อต้านของอังกฤษและฝรั่งเศส
และเพื่อควบคุมเส้นทางพาณิชย์ และชยายแสนยานุภาพทางเรือของตน เยอรมนีพยายามแสวงหาสู่ทางสร้างฐานทัพเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นเหตุให้อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เกิดปฏิกิริยาทันทีอย่างเปิดเผย และทำการต่อต้านเยอรมนีในการขยายอิทธิพลทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ
ในปี ค.ศ. ๑๘๙๐ รัฐบาลอังกฤษจากหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด (Standard) ว่ารัฐบาลเยอรมันกำลังวิ่งเต้นขอเช่าที่ดินใกล้าเกาะปีนังจากสยามเพื่อใช้เป็นสถานีเชื้อเพลิง ข่าวนี้สร้างความกังวลใจแก่วงการอังกฤษมาก เป็นการยากที่อังกฤษจะยินยอมให้มหาอำนาจชาติใดมาตั้งสถานีเชื้อเพลิงใ กล้เขตอิทธิพลของตนในอ่าวเบงกอล อังกฤษถือว่าการที่เยอรมันจะสร้างสถานีเชื้อเพลิงในบริเวณดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะเพิ่มอิทธิพลทางการค้า และการเมืองให้แก่เยอรมนีเท่านั้น แต่อังกฤษยังเกรงว่าเยอรมนีอาจจะใช้สถานีเชื้อเพลิงดังกล่าวเป็นบันไดก้าวไปช่วงชิงผลประโยชน์ของอังกฤษในแหลมมลายูซึ่งมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
แม้ว่ารัฐบาลสยามจะปฏิเสธข่าวนี้อย่างแข็งขันก็ตาม  กระทรวงอาณานิคมอังกฤษก็ยังไม่คลายความสงสัย และกลับมีความเห็นว่าถ้าเยอรมนี ตั้งสถานีเชื้อเพลิงในแหลมมลายูได้สำเร็จ เยอรมนีก็จะอยู่ในฐานะที่จะใช้สถานีเชื้อเพลิงนี้เป็นที่มั่นก้าวไปยึดอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน
เพื่อเป็นการสกัดกั้นความทะเยอทะยานของเยอรมนีอังกฤษ และฝรั่งเศสจึงได้รวมหัวกันทำข้อตกลงขึ้นมาฉบับหนึ่งเรียก
ปฏิญญาระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๔๓๙ (Anglo-French Declaration 1896) ใจความสำคัญก็คือประกันความเป็นกลางและอธิปไตยเหนือบริเวณภาคกลาง ของสยาม เพื่อป้องกันกันมิให้ชาติอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีขยายอิทธิพลเข้าไปสู่บริเวณดังกล่าว เท่านั้นยังไม่พออังกฤษซึ่งเกรงว่าปฏิญญาดังกล่าวประกันเฉพาะภาคกลางของสยามเท่านั้น แต่เยอรมนีอาจล่วงล้ำเข้าไปยังภาคใต้ที่อุดมไปด้วยดีบุก และทรัพยากรอีกมาก อังกฤษ จึงขอให้สยามทำสัญญาลับเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗) เพื่อผูกมัดสยามว่าจะไม่ยินยอมให้ประเทศใด (หมายถึงเยอรมนี) ซื้อ เช่า หรือถือกรรมสิทธิ์ดินแดนสยามตั้งแต่บริเวณใต้ตำบลบางสะพานประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลอังกฤษก่อน เพื่อเป็นการตอบแทน รัฐบาลอังกฤษ จะให้ความช่วยเหลือแก่สยามถ้าลูกชาติอื่นรุกราน จะเห็นได้ว่าอนุสัญญาลับฉบับนี้ เปิดโอกาสให้อังกฤษเป็นชาติเดียวที่มีอิทธิพลทั้งการเมือง และทางเศรษฐกิจตั้งแต่ได้ตำบลบางสะพานลงไปจนตลอดแหลมมลายู
ในการลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ อังกฤษมุ่งมั่นที่จะสกัดกั้นอิทธิพลของเยอรมนีทุกวิถีทางให้พ้นไปจากแหลมมลายู แต่ประเทศที่ต้องเป็นฝ่า ยเสียเปรียบมากคือสยาม เพราะต้องเป็นฝ่ายสูญเสียอำนาจอธิปไตยในดินแดนดังกล่าว นอกจากนี้ เมื่อสยามลูกฝรั่งเศสเรียกร้องให้ยกดินแดนบนฝั่งขาวของแม่น้ำโขงให้ตนในปี ค.ศ. ๑๙๐๓ อังกฤษก็มิได้ช่วยเหลือสยามเลย แต่ที่รัฐบาลสยามยอมลงนาม ในอนุสัญญาฉบับนี้ก็เพราะนายคลีเมนต์สมิท ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสเตรตส์เซ็ตเทิลเมนต์ส เคยสอนให้อังกฤษขยายดินแดนจากมลายูขึ้นไปถึงตำบลบางสะพาน รัฐบาลสยามจึงเห็ ตนว่าควรให้อังกฤษเป็นผู้ค้ำประกันดินแดนแถบนี้ดีกว่าที่จะให้อังกฤษมายึดครองไปเฉยๆ นอกจากนี้ รัฐบาลสยามรู้สึกพอใจที่อังกฤษเป็นผู้ค้ำประกันดินแดนของตน เพราะตนเองไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านมหาอำนาจที่สามใดๆ ได้ (ในที่นี้หมายถึง ฝรั่งเศส-ผู้เขียน)
หากย้อนกลับไปพิจารณาปฏิญญาระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสฉบับปี พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. ๑๘๙๖) แล้วก็จะพบว่าถึงแม้ทั้ง ๒ ชาติจะทำทีว่าเคา รพเอกราช และบูรณภาพของดินแดนสยาม แต่ฝรั่งเศสก็ยังคงคุกคามที่จะยึดดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ใต้การปกครองของสยามในขณะนั้น ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ แห่งเยอรมนีทรงแนะนำให้รัชกาลที่ ๕ ทรงขอความร่วมมือจากประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียประกันเอกราชและบูรณภาพของอาณาเขตของสยาม รัชกาลที่ ๕ ทรงหยั่งความเห็นของรัฐบาลอังกฤษในเรื่องนี้ แต่อังกฤษไม่เห็นด้วย นายโรแลง เชเกอแมง (Rolin Jacquemyns) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของสยาม ซึ่งเป็นชาวเบลเยียมจึงวางแผนการที่จะเดินทางไปยังเยอรมนีเพื่อเฝ้าไกเซอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยกเลิกแผนการนี้ในที่สุด เนื่องจากถูกอังกฤษขัดขวาง อังกฤษกลัวว่าถ้าเยอรมนีตกลงประกันเอกราชของสยามแล้ว รัฐบาลสยามอาจจะตอบแทนรัฐบาลเยอรมันด้วยการอนุญาติให้สร้างสถานีเชื้อเพลิงที่เกาะใดเกาะหนึ่งของประเทศก็ได้ อังกฤษไม่มีวันที่จะยินยอมได้ ความล้นเห ลวของแผนการของ นายโรแลง เชเกอแมง ครั้งนี้ มีผลทำให้สยามจำต้องยกดินแดนบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสไปในปี ค.ศ. ๑๙๐๓

หนังสือพิมพ์อังกฤษประชาสัมพันธ์มิตรภาพของไกเซอร์เยอรมันและพระเจ้าซาร์รัสเซียว่าทรงสนิทสนม
กลมเกลียวกันยิ่งนัก แต่ในเชิงลึกแล้วบิสมาร์กกลับทูลรัชกาลที่ ๕ ว่า มิตรภาพของทั้ง ๒ ผู้นำจะไม่ยั่งยืนถาวร
และก็เป็นจริงดังนั้นตามคำขอของบิสมาร์ค (ภาพจาก THE GRAPHIC, วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๑๙๐๓)


ในยุโรป ความสัมพันธ์ระหว่างกับอังกฤษกับเยอรมนีไม่ราบรื่น เนื่องจากเยอรมนีพยายามทุกวิถีทางที่จะแข่งกับอังกฤษในการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางเรือของตนให้เป็นที่หนึ่งในโลก เพื่อการนี้เยอรมนีประกาศใช้กฏหมายนาวีฉบับที่ ๒ ในปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ผลก็คือ อังกฤษตัดสินใจยกเลิ ก “นโยบายอยู่อย่างโดดเดี่ยว” ของตนแล้วหันไปแสวงหาพันธมิตรทันที อีก ๒ ปีต่อมา อังกฤษก็ผูกไมตรีกับญี่ปุ่นได้สำเร็จ โดยลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรต่อกัน (Anglo-Japanese Alliance) และอีก ๒ ปีต่อมา อังกฤษและฝรั่งเศสสามารถแก้ไขกรณีพิพาทระหว่างกันได้เป็นผลสำเร็จ และลงนามในความเข้าใจฉันมิตร (Entente Cordiale) ต่อกัน ตั้งแต่นี้ไปทั้ง ๒ ประเทศถือว่า ภาคตะวันออกของสยามเป็นเขตอิทธิพลของฝรั่งเศส ส่วนภาคตะวันตกและภาคใต้ของสยามเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ ต่างฝ่ายต่างจะไม่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในเขตอิทธิพลของอีกฝ่ายหนึ่ง การที่อังกฤษทำความตกลงฉันมิตรกับฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นศัตรูคู่แข่งของอังกฤษมาก่อนครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลสยามตระหนักว่าต่อไปนี้สยามคงจะหวังพึ่งความช่วยเหลือจากอังกฤษอีกต่อไปไม่ได้ ระหว่างนั้นไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ซึ่งทรงปรารถนาดีต่อสยาม และทรงประสงค์จะช่วยเหลือสยามให้พ้ นจากการคุกคามของมหาอำนาจอื่น ทรงเสนอว่า  ถ้าสยามถูกคุกคามโดยมหาอำนาจใดๆ ก็ตาม เยอรมนีจะจัดให้มีการประชุมทำนองเดียวกับการประชุมที่เมืองอัลเจอซิรัส (Algeciras Conference) ซึ่งเยอรมันเคยเป็นเจ้าภาพมาก่อน
การประชุมที่อัลเจอซิรัสเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ เมษายน ๑๙๐๖ นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่เยอรมนีเข้าไปแสดงบทบาทตุลาการเพื่อแก้ไขปัญหาภายในประเทศโมร็อกโกในอันที่จะขัดขวางมิให้ฝรั่งเศสเป็นเพียงมหาอำนาจชาติเดียวที่ปกครองประเทศนั้น แต่ให้มีชาติที่เป็นกลางอื่ นๆ เช่น สวิส และสเปนเข้าไปมีอำนาจในการปกครองด้วย ที่สำคัญคือ เยอรมนีได้ทดสอบความแข็งแกร่งของความตกลงฉันมิตรระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศสว่าจริงใจต่อกันแค่ไหน
ดังนั้น การที่ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ทรงเสนอการประชุมทำนองเดียวกันในกรณีของสยามก็เท่ากับท้าทายอังกฤษ-ฝรั่งเศส ไม่ให้ทำตัวเป็นนักเลงข่มเหงประเทศเล็ก ประเทศน้อยตามอำเภอใจ   และถึงแม้ว่าการประชุมจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เยอรมนีก็ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ และความมีใจกว้างที่จะปกป้องเอกราช และอธิปไตยมิได้หวังผลตอบแทน

สรุป : ข้อดี-ข้อเสีย
ของอิทธิพลงเยอรมันในสยาม
       อาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาของปรัสเซียตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๖๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้นได้สร้างความประทับใจให้ชาวสยามเป็นอย่างมากและสยาม ได้ใช้จังหวะนั้น ตีสนิทกับปรัสเซียทันทีที่ทราบว่ายังมีประเทศมหาอำนาจยุโรปที่มีคุณธรรมอยู่บ้างในจิตใจ   และมิได้มุ่งแต่จะคิดร้ายดังเช่นภาพ พจน์ของอังกฤษและฝรั่งเศสในเวลานั้น ความตั้งใจที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของรัฐบาลสยามคือ ใช้ปรัสเซียคานอำนาจของฝรั่งเศส ดังจะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายของการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศทั้งสอง สวนทางกันอย่างเห็นได้ชัดเจนกล่าว คือ รัฐบาลสยามมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะใช้ปรัสเซียคานอำนาจของฝรั่งเศสในขณะที่รัฐปรัสเซียมีจุดประสงค์ที่จะแสวงหาตลาดการค้ามากกว่าที่จะแผ่อิทธิพลทางการเมือง เพราะในปี ค. ศ. ๑๘๖๒ รัฐปรัสเซียเป็นรัฐที่ยังไม่มีอิทธิพลงในการเมืองโลกอย่างใดต่อมาใน ปี ค.ศ. ๑๘๗๑ รัฐปรัสเซียได้เป็นผู้นำใกนารรวามรัฐเยอรมันต่างๆ ให้เป็นประเทศเยอรมนี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงได้เริ่มมีบทบาททางการเมืองโลกเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ไกเซอร์เยอรมันพลิกสถานการณ์ในโมร็อกโก ทำให้อังกฤษ-ฝรั่งเศสตกเป็นเบี้ยล่าง (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่า)

จะเห็นได้ว่าจุดประสงค์เดิมของเยอมนีคือ การมีตลาดการค้าในประเทศสยามในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เยอรมนีได้พยายามสร้างอิทธิพลทางการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และความสำเร็จอย่างงดงามตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ด้วยความสนับสนุนของกองทัพเรือตามแผนการเทอร์พิตซ์ นอกจากอิทธิพลทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ความพยายามของเยอรมนีที่จะสถาปนาอิทธิพลทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศส ยาม เป็นปัจจัยที่ทำให้เยอรมนีต้องการมีฐานทัพเรือในน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับเป็นโชคดีของสยามที่แม้นว่าเยอรมนีจะปรับเปลียนนโยบายมาเป็นจักรวรรดินิยมเต็มรูปแบบเมื่อขึ้น รัชกาลที่ ๕ จากเป้าหมายเดิมคือ แสวงหาตลาดการค้ามาเป็นแสวงหาอิทธิพลทางการเมืองในสยามก็ตาม แต่รัฐบาลเยอรมันก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เคยบุ่มบ่ามหรือสร้างความตะขิดตะขวงให้เกิดขึ้นกับรัฐบาลสยาม ทั้งยังทำตัวเป็นกรรมการคอยตัดสินเมือเห็นสยามถูกข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็น ธรรม และยังไม่เคยเรียกร้องขอสิ่งตอบแทนที่ทำให้สยามต้องลำบากใจเลย
ความพยายามครั้งสำคัญของเยอรมนีในการเสนอให้มีการประกันเอกราช และบูรณภาพแห่งดินแดนระหว่างนานาชาติคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ตามข้อเสนอแนะของไกเซอร์ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากได้รับการขัดขวางทันทีของอังกฤษ ซึ่งอ้างว่า ข้อตกลงระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสปี ค.ศ. ๑๘๙๖ สามารถประกันเอกราช และบูรณภาพแห่งดินแดนของสยามได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่ างยิ่งปฏิญญาลับปี ค.ศ. ๑๘๙๗ ซึ่งอังกฤษศัญญาที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างรัฐบาลสยามเพื่อต่อต้านมหาอำนาจใดๆ ก็ตามที่จะรุกรานสยาม ประกอบรัฐบาลสยามขาดผู้ประสานงาน และรับนโยบายต่อจาก นายโรแลง เชเกอแมง ทำให้นโยบายที่จะให้มหาอำนาจเหล่านั้นร่วมประกันเอกราช และบูรณภาพของสยามบรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ดีที่รัฐบาลสยามกระตือรือร้นที่จะทาบทามเยอรมนีเพื่อกิจการดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นกุศโลบายหนึ่งที่รัฐบาลสยามได้ดำเนินตามนโยบายอยู่รอดมาตลอด เพราะว่าทำให้รัฐบาลอัง กฤษและรัฐบาลฝรั่งเศสตระหนักถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสยามกับรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งจะต้องทดแทนด้วยผลประโยชน์ที่สองประเทศดังกล่าว อาจจะต้องสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น
สิ่งที่ควรมองให้ลึกลงไปอีกคือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นเยอรมนีช่วยรักษาเอกราชของสยามไว้ได้มากน้อยเพียงไร ในระหว่างวิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เยอรมนีมิได้แสดงตัวที่จะช่วยกองทัพสยามรบกับฝรั่งเศส เพราะเยอรมนีไม่กล้าเสี่ยงต่อผลประโยชน์ของชาติเพื่อผลประโยชน์ที่มองไม่เห็น แต่ที่น่าประหลาดก็คือ การที่เยอรมนีเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างผิวเผินนั้น ได้กลายเป็นตัวเร่งให้อังกฤษและฝรั่งเศสดำเนินมาตรการต่างๆ กับสยาม เช่น การตกลงระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสปี ค.ศ.๑๘๙๖ หรือ การที่อังกฤษดำเนินแผนการอย่างซ่อนเร้นแต่ได้ผลคือ การทำปฏิญญาลับกับสยามในปี ๑๘๙๗ เพื่อเป็นการขัดขวางมิให้เยอรมนีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า และสถาปนาอิทธิพลทางการเมืองในสยามมากเกินไป ซึ่ งจะเป็นอันตรายต่อเขตอิทธิพลงของอังกฤษในมลายู อิทธิพลทางการค้าและการเมืองของเยอรมนีในสยามได้เพิ่มอย่างรวดเร็วในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ยิ่งกลับทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสต้องหันมาจับมือกันลงนามข้อตกลงฉันมิตร ค.ศ. ๑๙๐๔ ก็เพื่อขัดขวางมิให้เยอรมนีทำงานได้ถนัด

 

ภาพประธานาธิบดีฝรั่งเศสและกษัตริย์อังกฤษ ในไปรษณียบัตรที่ระลึกเมื่อร่วมลงนามในความตกลงฉันมิตร
(L, Entente Cordiale) โดยมีจุดประสงค์ก็เพื่อโดดเดี่ยวไกเซอร์ และกีดกันผลประโยชน์ของเยอรมนีในสยามประเทศ


ข้อตกลงและปฏิญญาดังกล่าวข้างต้น ล้วนแต่มีทีท่าว่าจะเป็นอันตรายต่อเอกราช และบูรณภาพแห่งดินแดนของสยามทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้เสมอ  ดูเหมือนว่าเยอรมนีมีนโยบายจะช่วยรักษาเอกราชของสยามอย่างจริงจัง  เมื่อไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ได้ทรงประกาศที่จะช่วยรักษาเอกราช ของสยามให้รอดพ้นจากการคุกคามของมหาอำนาจอื่นอย่างเด็ดขาดเหมือนกับที่เยอรมันได้หาทางออกให้กับประเทศโมร็อกโก ซึ่งแม้นว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะถูกต่อต้านอย่างหนักก็ตาม แต่แผนการดังกล่าวก็ซื้อใจชาวสยามอย่างหมดหัวใจ
หากจะประมวลข้อดี-ข้อเสีย ของอิทธิพลเยอรมันในสยามแล้วก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย พอจะจำแนกออกได้ดังนี้
ข้อดี : ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งวางอำนาจอยู่ทั่วเอเชียเกิดความกังวลด้านอุปทานว่าเยอรมนีจะเข้ามาช่วยสยามกำจัดอำนาจของตน จึงไม่ก ล้าที่จะแสดงความเป็นปฏิปักษ์หรือเผด็จศึกกับสยามอย่างจริงจังดังที่กระทำต่อจีน อินเดีย และเวียดนาม นอกจากนี้ สยามยังมีตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพคือ ชาวเยอรมันซึ่งไม่มีพันธะ หรือข้อจำกัดดังเช่นยุโรปอื่นๆ อย่างชาวอังกฤษ หรือแม้แต่รัสเซีย ซึ่งเกรงใจฝรั่งเศสให้เข้ามาพัฒนาสยาม และดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น การรถไฟ การทหาร และการธนาคาร ซึ่งชาวสยามไม่มีความชำนาญ เป็นต้น
ข้อเสีย : คือ บทบาทที่เร่งเร้าและเอาจริงของเยอรมนีกดดันให้อังกฤษ-ฝรั่งเศสทวีความรุนแรงเชิงนโยบาย และต่างรวบรัดที่จะหาข้อตกลงกับสยามเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเร็วขึ้น ทั้งยังเป็นตัวเร่งให้อังกฤษ-ฝรั่งเศส หาทางรอมชอมกันอย่างรีบร้อน เห็นได้จากการทำความตกลงฉันมิตร (Entente Cordiale) ในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ นอกจากนี้  อังกฤษยังกดดันให้สยามยอมทำสัญญาลับกับตนใน  ปี ค.ศ. ๑๘๙๗  ก็เพื่อกีดกันและ ตัดตอนเยอรมนีออกไปจากแหลมมลายู ส่วนฝรั่งเศสก็รีบทำสัญญาฉับปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ กับสยามเพื่อปกป้องอินโดจีนของตน ก่อนที่เยอรมนีจะเข้ามาต่อรองแทนสยาม เหมือนกับที่เยอรมนีต่อรองแทนโมร็อกโกมาแล้ว
ทว่า ในขณะที่ความสัมพันธ์พัฒนาไปนั้นผู้ที่ทำให้เสาหลักของนโยบายปราบอธรรมของไกเซอร์พังทลายลงกลับเป็นตัวไกเซอร์เอง เพราะวิลเ ฮล์มที่ ๒ จะเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายที่ได้ปกครองเยอรมนี นโยบายบริหารการเมืองโลกที่ผิดพลาดของพระองค์ กลายเป็นดาบสองคมที่บั่นทอนเสถียรภาพ และลบล้างเกียรติภูมิของบรรพบุรุษที่สั่งสมมา นำไปสู่จุดจบของราชวงศ์โฮเฮนซอลเลนอันยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่สยามเองก็ยังจำใจต้องประกาศสงครามกับพระองค์อย่างไม่มีทางเลือก.
                                                                                               จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ หน้า ๑๑๘-๑๔๐.

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้สร้างนโยบายการเมืองโลก
(Weltpolitik) ด้วยทรงเชื่อมั่นว่าประเทศมหา
อำนาจเก่าอย่างอังกฤษ   และฝรั่งเศสหมดความ
ชอบธรรมที่จะเป็นเจ้าโลกแล้ว และถึงเวลาที่พระองค์
จะขึ้นมาเป็นที่พึ่งของประเทศที่อ่อนแอในส่วนต่างๆ
ของโลกแทน ( ภาพจาก Je Sais Tout, ปี ๑๙๐๗)

คงไม่เกินความจริงถ้าจะกล่าวว่า ไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ ทรงเป็นประมุขของร่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๕ ผู้มีบทบาทที่สุดในการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ ประเทศมากกว่าสมัยใดๆ เยอรมนีกลายเป็นพันธมิตรจากยุโรปชาติแรก ที่สยามคาดหวังให้ช่วยคานอำนาจอังกฤษ-ฝรั่งเศส ซึ่งมีนโยบายคุมคามเอเชียทวียิ่งขึ้น แม้นว่านโยบายเชิงลึกของคนเยอรมันจะเปลี่ยนไปเป็นจักรวรรดินิยมในภายหลัง ทว่ามีเป้าหมายจะท้าทายอำนาจของคู่แข่งเสียมากกว่า สยามเองก็ให้ท้ายเยอรมนีแบบปิดตา ข้างเดียว ด้วยการส่งเสริมคนเยอรมันช่วยแก้เผ็ดเจ้าอาณานิคมอื่นๆ หากมิใช่เพราะโครงการของไกเซอร์เกิดผิดพลาดเสียก่อน แผนการทั้งหมดจึงล่มสลายลงพร้อมกับการตัดสินใจที่ยากลำบากของสยามว่าจะอยู่ข้างไหน

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ในปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๖๑ รัฐปรัสเซียซึ่งมีอิทธิพลและศักยภาพมากที่สุดในบรรดารัฐเยอรมัน ได้ส่งคณะราชทูตชุดหนึ่งโดยการนำของเคานต์ออฟซู ออยเลน บวร์ก เข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาการค้า และพาณิชย์กับสยามภายหลังความสำเร็จของอังกฤษและฝรั่งเศสที่สามารถบังคับค้ากับจีนและสยามตามลำดับ  ตามกระแสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ชาติตะวันตกหันมาแข่งกันขยายอิทธิพลทางการเมือง และอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามายังทวีปเอเชียเพื่อมองหาตลาดใหม่สำหรับระบายสินค้าทั้งยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่สร้างกำไรมหาศาลโดยปรัสเซียและสยามสามารถตกลงลงนามกันในสนธิสัญญาการค้าฉบับแรก เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๑๘๖๒

ในการมาครั้งนั้นคณะทูตปรัสเซียได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริม  และพัฒนาการค้าอย่างเดียวมิได้มุ่งหวังที่จะแสวงหาเมืองขึ้นเหมือนชาติมหาอำนาจอื่นๆกระทำกันในเวลานั้น จึงเป็นที่สบพระทัยของรัชกาลที่ ๕ อย่างยิ่ง

แต่เหตุผลบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน เมื่ออังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๘๖๐-๖๑) ส่วนทางฝรั่งเศสก็วางแผนจะยึดเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของสยามไปเป็นของตน และยึดได้สำเร็จในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ อีกด้วยทำให้สยา มเกิดความกังวลจึงรีบเปิดความสัมพันธ์กับปรัสเซีย ซึ่งไม่มีนโยบายคุกคามประเทศที่อ่อนแอกว่า ก็ด้วยความตั้งใจอันซ่อนเร้นที่จะใช้ปรัสเซียคานอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส ในฐานะที่ปรัสเซียก็เป็นชาติมหาอำนาจที่น่าเกรงขามเช่นกัน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเฟื่องฟูต่อไปเมื่อขึ้นรัชกาลที่ ๕ (ค.ศ. ๑๘๗๐) อันเป็นสมัยที่ปรัสเซียเพิ่งจะรบชนะฝรั่งเศสในสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย โดยรวมชาติเป็นจักรวรรดิเยอรมนีได้สำเร็จ แต่เยอรมนีก็ยังรักษาคำมั่นสัญญาเดิมที่จะคบค้ากับสยามต่อไป ภายใต้มิตรภาพ และภราดรภาพบน พื้นฐานแห่งความเข้าใจและปรารถนาดีต่อกัน

ในระหว่างที่ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างราบรื่น เหตุปัจจัยบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นภายในราชสำนักเยอรมันเอง ส่งผลให้พระวิสัยทัศน์ของไกเซอร์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้ทรงเชื่อมั่นในตนเองสูง เกิดความคิดที่จะใช้ศักยภาพทางทหาร  อันแข็งแกร่งของเยอรมนีเติมเต็มความฝันของจักรพรรดิเยอรมันองค์ก่อนๆ มีอาทิ ไกเซอร์เฟรเดอริกมหาราช  ด้วยการสร้างเยอรมนีให้เป็นศูนย์กลางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธร รมแห่งใหม่ของยุโรป แทนที่อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์ทรงมองว่าหมดสมรรถภาพ และเสียสมดุลไปแล้ว ภายหลังการโค่นล้มราชวงศ์โบนาปาร์ตของฝรั่งเศส และการก่อสงครามฝิ่นโดยไม่ชอบธรรมของอังกฤษ

จักรวรรดินิยมใหม่ที่ไกเซอร์ทรงวาดฝันไว้ต้องมีอิสระในการเติบโต และปราศจากการครอบงำหรือแทรกแซงโดยมหาอำนาจชาติใดๆ ทฤษฏีของพระองค์คือ สนับสนุนเกื้อกูลให้ประเทศเล็กๆ ที่อ่อนแอและขาดเสถียรภาพทางการเมือง ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองให้พ้นจากพันธนาการของ มหาอำนาจจากโลกเก่า แล้วหันมาขอการสนับสนุนจากเยอรมนีที่พร้อมจะให้ความอนุเคราะห์ในการป้องกันตนเองในทุกๆด้าน

บทความตอนนี้จึงเน้นไปที่บทบาทของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ในฐานะผู้นำจักรวรรดินิยมใหญ่ผู้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่า  พร้อมที่จะปกป้องสยามจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นศัตรูโดยตรงของเยอรมนี  ท่าทีของไกเซอร์พิสูจน์ว่าสยามมีสถานะพิเศษเป็นพันธมิตรนอกระบบของกลุ่มไตรภาคีที่มีเยอรมนีเป็นหัวหอก ทั้งยังเห็นได้ชัดว่ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงปล่อยให้สถานการณ์พาไป โดยปล่อยให้ไกเซอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสยาม โดยเฉพาะภายหลังที่ทรงตระหนักว่าพระเจ้าซาร์รัสเซีย ในฐานะหัวหน้ากลุ่มทวิภาคีที่มีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรไม่สามารถก้าวก่ายนโยบายภายในของฝรั่งเศสเกี่ยวกับสยามได้

ภาพเครือข่ายราชวงศ์ของยุโรป โดยมีควีนวิกเตอร์เรียเป็นองค์ประธานเชื่อมโยงราชวงศ์เยอรมันและรัสเซียเข้าด้วยกัน
ฉายรูปหมู่ที่ระลึกเมื่อต่างก็เสด็จไปเยืิอนประธานของเครือข่ายราชวงศ์ที่อังกฤษ ประกอบด้วย ๑. ควีนวิกตอเรีย
๒. พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ ๗ ๓. ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ๔. พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ และ ๕. จักรพรรดินีเยอรมัน

เครือข่ายราชวงศ์ เพิ่มค่านิยมข้างเยอรมัน
สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะมองข้ามเสมอๆ คือ เหตุผลด้านจิตใจที่สมาชิกของพระราชวงศ์ต่างๆในยุโรปเชื่อมโยงถึงกันอยู่เป็นนิตย์ เหตุผลทางจิตใจได้กลายเป็นความรู้สึกเอื้ออาทรระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์ของยุโรป เกิดจากความผูกพันทางเครือญาติที่แม้จะเป็นคู่แข่งกันในทางการเมืองอย่างเอา เป็นเอาตายก็ตาม  แต่เพราะความผูกพันของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ได้กลายเป็นสายใยให้ผู้นำประเทศต่างๆ มีความเคารพยำเกรงและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แม้นว่าจะไม่แสดงออกในสายตาคนนอกทั่วไป แต่หากพิจารณาแบบคนวงในแล้ว จะพบว่าการสมาคมและงานสโมสรที่จัดขึ้นตามราชสำนักต่างๆ เช่น งานอภิเษกสมรส งานรับศีลมหาสนิท งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานฉลองสิริราชสมบัติ งานฉลองคริสต์มาส แม้แต่งาน พระบรมศพ เมื่อราชนิกุลทั้งหลายถูกเชื้อเชิญมามหาสมาคม ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล และอุปถัมภ์ค้ำชูกันและกัน

ผลลัพธ์ของระบบเครือญาติอันใกล้ชิดนี้เกิดจากการสืบสันตติวงศ์ของเจ้านายจากราชวงศ์ใหญ่ๆ ๒ สาย ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่ ได้แก่ราชวงศ์อังกฤษและราชวงศ์เดนมาร์ก เป็นต้นเหตุ

ทางสายราชวงศ์อังกฤษ หรือราชวงศ์วินด์เซอร์นั้น  องค์ประธานของราชวงศ์นี้ก็คือ สมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย (Queen  Victoria) ควีน ทรงเป็นประมุขของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนพื้นพิภพ และทรงครองราชย์ยาวนานถึง ๖๓ ปี (ค.ศ. ๑๘๓๘-๑๙๐๑) ซึ่งยาวนานที่สุดในโลกขณะนั้น เครือข่ายราชวงศ์จากสายของพระนางเริ่มจากการที่อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเยอรมัน (Princess Albert) ทำให้พระราชโอรสและพระราชนัดด าของควีน มีความผูกพันกับเยอรมนีอย่างเหนียวแน่น และยิ่งหยั่งลึกลงไปอีกเมื่อพระราชธิดาของควีนองค์หนึ่งคือ Princess Victoria อภิเษกสมรสกับกษัตริย์เยอรมัน (Kaiser Frederick III) พระราชธิดาของควีนเลยมีตำแหน่งเป็นถึงจักรพรรดินีแห่งเยอรมนี ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดพระราชโอรสเป็นไกเซอร์เฮล์มที่ ๒ ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตัวเอกของตอนนี้

นอกจากนี้พระราชธิดาอีกองค์หนึ่งของควีน พระนามว่า Princess Alice ก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเยอรมันอีกองค์หนึ่งคือ Duke of Hesse มีพระราชธิดาด้วยกันคือ Princess Alexandra ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสีของ Czar Nicholas II  แห่งรัสเซีย ทรงพระนามว่า Empress Alexandra Feodorovna

ภาพล้อพระเจ้าคริสเตียนที่ ๙  กษัตริย์เดนมาร์ก  เจ้าของฉายา
“พ่อตาของยุโรป” มีพระราชโอรสและพระราชนัดดา ๕ พระองค์
เป็นกษัตริย์ยุโรปและพระราชธิดา ๒ พระองค์ เป็นพระราชินีของยุโรป

รัชกาลที่ ๕ ทรงปล่อยให้สถานการณ์พาไปเมื่อไกเซอร์
ทรงเสนอที่จะค้ำประกันเอกราชและบูรณภาพแห่งสยาม


ยิ่งไปกว่านั้นพระปิตุลาองค์หนึ่งของควีนก็เป็นกษัตริย์แห่งเบลเยี่ยม (King Leopold II) แล้วควีนยังมีพระราชนัดดาอีกถึง ๔ พระองค์ เสวยราชย์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ของยุโรป ได้แก่ จักรพรรดิรัสเซีย (Czar Nicholas II) กษัตริย์โปรตุเกส (King Carlos I) กษัตริย์อังกฤษ (King George V) และกษัตริย์สเปน (King Alphonso XIII) แถมยังมีพระราชนัดดาอีกองค์หนึ่ง (Princess Maud) ได้รับสถาปนาเป็นพระราชินีของกษัตริย์นอร์เวย์ (King Haakon VII) ดังนั้น ควีนวิกตอเรียจึงเป็นพระญาติผู้ใหญ่อันดับ ๑ ของราชสำนักยุโรป มีสมญานามแบบไม่เป็นทางการว่า
แม่ยายของยุโรป ในหมู่เจ้านายชั้นสูงทั่วไป

ส่วนพระญาติผู้ใหญ่อันดับ ๒ ของยุโรป ได้แก่ ราชวงศ์เดนมาร์ก องค์ประธานของพระราชวงศ์นี้ คือ พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ (King Christian IX) เจ้าของสมญานามว่าพ่อตาของยุโรปจากการที่พระราชธิดา ๒ พระองค์  ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระราชินีอังกฤษ (Queen Alexandra) และจักร พรรดินีรัสเซีย (Empress Marie Feodorovna) นอกจากนี้พระราชโอรสองค์หนึ่ง ยังได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งกรีซ (King George I) อังกฤษและเดนมาร์กจึงทวีความสำคัญขึ้นเป็นศูนย์กลางของราชสำนักยุโรปที่สยามให้ความสนใจตลอดมา

พระราชวงศ์จักรีด้วยความเป็นราชสำนักเก่าแก่ และมีชื่อเสียงของเอเชียหาทางผูกสัมพันธไมตรีกับเครือข่ายราชวงศ์ยุโรปมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเชี่ยวชาญด้านการทูต ทรงใช้พระราชสาส์นของพระองค์เป็นทั้งเครื่องมือ และใบเบิกทางมา ยังควีนวิกตอเรีย โดยทรงทดลองใช้คำลงท้ายพระนามว่า “พระเชษฐาของท่าน” เพื่อทดสอบสถานะและการยอมรับ ซึ่งควีนก็ทรงตอบกลับมาแบบมีนัยยะเช่นกันว่า “พระกนิษฐภคินีของท่าน” เป็นอันว่าใช้ได้ผลและแสดงว่าเหตุผลด้านความรู้สึกเป็นตัวแปรสำคัญของสายใยแห่งราชวงศ์ที่มิอาจมองข้าม

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทฤษฎีเครือข่ายราชวงศ์ถูกนำกลับมาใช้อีกเป็นการภายในแบบเงียบๆ เช่น ในกรณีงานพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศนั้น รัชกาลที่ ๕ โปรดให้อัครราชทูตเยอรมัน ได้ถวายทรงเจิมสมเด็จเจ้าฟ้าทำให้ราชทูตปลาบปลื้มมาก และรายงานทันทีไปให้ไกเซอร์ทรงทราบ ทำให้มีพระราชสาส์นเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “หม่อมฉันตระหนักดีว่า เป็นการแสดงออกถึงความเป็นมิตร ที่พ ระองค์ประทานให้แก่หม่อมฉัน และอาณาจักรเยอรมัน และเพื่อแสดงไมตรีจิต หม่อมฉันขอรับพระราชโอรสของพระองค์เป็นอัศวินชั้นหนึ่ง ด้วยเครื่องราชอิศริยาภรณ์อินทรีแดง” การที่ราชสำนักสยามเรียกร้องความสนใจจากไกเซอร์ โดยดึงคนนอกที่เป็นเพียงชาวต่างชาติ (ทว่าเป็นชายเยอรมัน และเป็นผู้แทนของไกเซอร์) ให้เข้ามามีส่วนในงานพิธีของราชสำนัก นับเป็นความพยายามที่จะทำให้ทฤษฎีเครือข่ายราชวงศ์เป็นจริงเป็นจังขึ้น

 

     

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ทรงเสนอให้นานาชาติจัดการ
ประชุมเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับสถานภาพของสยาม
แต่ได้รับการขัดขวางโดยอังกฤษ-ฝรั่งเศสทุกวิถีทาง

ไปรษณียบัตรที่ระลึกความสัมพันธ์สยาม-เยอรมัน คราวที่รัชกาลที่ ๕
เสด็จประพาสเยอรมนี ค.ศ. ๑๙๐๗ (ผู้เขียนค้นพบและซื้อกลับมาจากเยอรมนี)


และก็ดูจะได้ผล เพราะในไม่ช้าไกเซอร์ก็ทรงเชื้อเชิญให้รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งพระราชโอรสเข้ามาศึกษาวิชาทหารในเยอรมนี อันว่าวิชาการทหารของ เยอรมนีก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรปว่าทันสมัย  และพัฒนาที่สุด  ทั้งยังเป็นแฟชั่นของสมเด็จเจ้าฟ้าชายทั้งหลายภายในราชสำนักยุโรป ที่มักจะถูกส่งเข้าไปเรียนทางด้านนี้มากกว่าด้านอื่นๆ ในยุคที่ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ  เป็นปัจจัยหลักของการพัฒนาประเทศ โดย เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังวิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓) เมื่อสยามถูกคุกคามด้วยกำลังทหารจากฝรั่งเศส จนทำให้เกิดการเสียดินแดน และค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงตอบรับคำเชิญของไกเซอร์  โดยโปรดให้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารแบบเยอรมัน  ทรงทำคะแนนได้ดีเยี่ยม ในภายหลังก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งนายร้อยเอก ในกรมทหารราบรักษาพระองค์ของเยอรมนี เฉกเช่นเจ้านายเ ยอรมันในราชสำนักของไกเซอร์ และด้วยการดำเนินนโยบายแบบเสมอต้นเสมอปลายของสยาม ภายหลังการเสด็จประพาสเยอรมนีครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ (ค.ศ. ๑๘๙๗) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (ค.ศ. ๑๙๐๘) ไปศึกษาวิชาการทหารเรือตามลำดับ การที่กองทัพเรือเยอรมันเข้ามามีบทบาทในกิจการทหารเรือสยามและพระวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ ๕ ย่อมชี้ให้เห็นแนวโน้มของสยามในความนิยมเยอรมัน และสถานะพิเศษของราชวงศ์จักรีในระบบเครือข่ายราชวงศ์ยุโรป ที่มีเยอรมนีเป็นศูนย์กลาง

ภายหลังทัศนนิยมของทั้ง ๒ ราชสำนักจูนกันได้ที่รัฐบาลสยามก็ได้ทาบทามที่จะส่งบุตรหลานเจ้านาย  และขุนนางเข้ามาเรียนวิชาทหารที่เยอรมนี และจากการที่ไกเซอร์ทรงตอบสนองนโยบายของรัชกาลที่ ๕ อย่างเต็มที่ รัฐบาลเยอรมันจึงตกลงรับคนไทยอื่นๆ ที่มิใช่พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ โดยมีเงื่อนไขที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ รัฐบาลสยามจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ และนักเรียนทหารเรือไปศึกษาในกองทัพเรือของประเทศอื่นๆ เพราะรัฐบา ลเยอรมันเกรงว่า  ความลับด้านความมั่นคงของเยอรมนีจะรั่วไหลออกนอกประเทศ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าความอนุเคราะห์เช่นนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ซึ่งเยอรมนีไม่เคยมอบให้แก่ชาติใดนอก จากประเทศสยามและโรมาเนีย ซึ่งนิยมเยอรมนีอยู่เพียง ๒ ประเทศในโลกในช่วงเวลานั้น

 

ไกเซอร์วิลเล์มที่ ๒ ในพระอิริยาบถต่างๆ ทรงเป็นมิตรแท้แห่งสยาม พระองค์ทรงพยายามหลายครั้งที่
จะปกป้องสยามจากการคุกคามของอังกฤษและฝรั่งเศส (ภาพจากไปรษณียบัตรหายากสมัยรัชกาลที่ ๕)


ดังนั้น อานิสงส์ของเครือข่ายราชวงศ์ยังจุนเจือไปยังเจ้านาย และลูกหลานขุนนางสยามในสมัยนั้น ทำให้นายทหารเรือสยามจำนวนมากจบการศึกษาในระบบทหารเรือเยอรมัน (นอกเหนือจากบรรดาพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕) มากถึง ๒๔ คน ซึ่งมากกว่าชาติยุโรปใดๆ ในสมัยเดียวกัน สมควรได้จารึกพระนามและนามไว้ดังนี้

๑.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ๒. หม่อมเจ้าทินทัต ในพระเ จ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช ๓. หม่อมเจ้าสมบูรณ์ศักดิ์  ๔. หม่อมเจ้าพันธุประวัติ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์  ๕. หม่อมเจ้านิลประภัศร ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ๖. หม่อมเจ้าตรีทิเพศพงศ์ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ๗. หม่อมเจ้าวงษ์นิชร ๘. หม่อมเจ้าพรุพรพันธ์ ๙. หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ ๑๐. หม่อมเจ้าทรงวุฒิภาพ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง ดำรงราชานุภาพ  ๑๑. นายจำรัส บุตรหลวงฤทธิ์นายเวร (พุฒ)  ๑๒. นายรัตน์ บุตรนายรอด ๑๓. นายเจือ บุตรนายด้วย ๑๔. นายธูป บุตรหลวงอนุพันธ์ดิฐการ  ๑๕. นายดำริห์ บุตรหลวงพิเทศพิไสย ๑๖. นายสอาด บุตรพระยาเกษมศุขการี ๑๗. นายพล บุตรพระยาพหลพลพยุหเสนา (กิม) ๑๘. นายเจริญ บุตรนายชื่น ๑๙. นายชิต บุตรหมื่นเกษตรปฐมธาน  ๒๐. นายน้อม บุตรร้อยตรีแก้ว ๒๑. นายต๋อย บุตรพระเสนีพิทักษ์ ๒๒. นายเทพ บุตรร้อยโทไฮ้ ๒๓. นายกระจ่าง และ ๒๔. นายเจริญ บุตรพระยาสุริยานุวัตร

 

ภาพประวัติศาตร์: บิสมาร์คผู้ประนีประนอม ในภาพบิสมาร์ค (คนนั่งขวา) กำลัง
โน้มน้าวให้พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ยอมแพ้แต่โดยดี ในการเจรจานอกรอบ เป็นผล
ให้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย และปรัสเซียสามารถรวมชาติได้


เกลียวใจที่ผูกมัดจิตใจระหว่างรัชกาลที่ ๕ กับไกเซอร์มีปรากฏให้เห็นตลอดรัชกาลนี้ ค่านิยมและคุณสมบัติอันโดดเด่นของเยอรมนีเป็นเหตุผล และความเพียงพอสำหรับสยามที่จะดำเนินนโยบายเข้าข้างเยอรมนี ดังพระราชปรารภต่อไปนี้

“หม่อมฉันประทับใจในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเยอรมัน ซึ่งมีการปกครองอย่างดีเลิศ เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกสิ่งต้องพิเศษ สุด ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางด้านศิลปะ ด้านวิทยาศาสตร์และการอุตสาหกรรม ฉะนั้นหม่อมฉันจะเว้นเสียมิได้ที่จะต้องแสดงความยินดีต่อพระองค์ที่ได้ทรงเป็นผู้ปกครองของชาติที่มีความยิ่งใหญ่เช่นนี้”
เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของพระองค์
(พระปรมาภิไธย) จุฬาลงกรณ์”

       ไกเซอร์เองก็ทรงตระหนักถึงจุดอ่อนของสยาม ดังที่ทรงหยอดมาในลายพระหัตถ์ฯ ตอบองค์รัชกาลที่ ๕ ว่า

“ขอให้พระองค์ทรงเชื่อว่า หม่อมฉันมีความสนใจในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเทศของพระองค์ไม่น้อยไปกว่าพระองค์”

สำหรับชาวสยามแล้วมิตรภาพจากเยอรมนีเป็นสิ่งจับต้องได้ง่าย   มีลักษณะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ในขณะที่ไมตรีจิตจากรัสเซีย (หรือจากอังกฤษ- ฝรั่งเศส ที่ช่วยกันตั้งสยามเป็นรัฐกันชน) นั้นเป็นเพียงนามธรรมและความหวังลมๆ แล้งๆ ที่เข้าใจได้ยาก

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ไทยมีไกเซอร์เยอรมัน เป็นจุดเชื่อมต่อเครือข่ายราชวงศ์ และบันไดไต่ไปสู่ผู้กำหนดนโยบายการเมืองโลกในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐  อันได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย เพราะไกเซอร์ทรงเกี่ยวดองเป็นลูกหลานของทางอังกฤษ ทั้งยังเป็นญาติพี่น้องรุ่นเดียวกันกับ ทางรัสเซีย ดังนั้น การที่สยามได้อยู่ข้างเดียวกับไกเซอร์ แถมยังสนิทสนมอยู่กับทางราชสำนักอังกฤษและรัสเซีย   ทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่พระราชวงศ์สายยุโรปปัญหาต่างๆ ของสยามมักถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและเป็นประเด็นในวงสนทนาของเจ้านายตามราชสำนักยุโรปโดยที่เรา เองแทบจะไม่รู้ตัว

กบฏนักมวย-ปัจจัยบ่งชี้
ธาตุแท้ของจักรวรรดินิยมยุโรป
ความสนิทสนมระหว่างราชสำนักสยามกับเยอรมัน ก่อให้เกิดบรรยากาศอึมครึมต่อชาวอังกฤษ และฝรั่งเศสที่ต่างก็มีผลประโยชน์อยู่ในสยาม และ อาณานิคมของพวกตนรอบประเทศสยาม  อังกฤษและฝรั่งเศสจับตาดูความเคลื่อนไหวของเยอรมนีที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และต่างก็เชื่อว่าสยาม ใช้เครือข่ายราชวงศ์บังหน้านโยบายถ่วงดุลอำนายในสยาม แต่อังกฤษและฝรั่งเศสก็ยังไม่สบโอกาสขัดขวางเยอรมนี จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. ๑๘๙๙ ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในจีน

ที่นั่นคนเยอรมันเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เช่นเดียวกับชาติอื่นๆ จนเกิดข้อตกลงของชาติตะวันตกที่จะแชร์ส่วนแบ่งร่วมกันในจีน เยอรมนีเลยถื อโอกาสเรียกร้องให้ชาติตะวันตกจัดระเบียบพวกตนในสยามบ้าง เหตุการณ์ในจีนเรียกร้องกบฏนักมวย ส่วนการรณรงค์ให้มีการยอมรับสถานภาพของสยาม เป็นผลมาจาก “สาส์นเปิดประตู” ซึ่งพวกจักรวรรดินิยมใหม่ที่ยังมีนโยบายค่อนข้างเป็นกลาง ได้แก่สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น เห็ นความจำเป็นที่จะรักษาดุลอำนาจในตะวันออกไกล อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในจีน พวกจักรวรรดินิยมใหม่คิดว่าตนเป็นผู้ปกป้องจีน จากการข่มเหง เอารัดเอาเปรียบของกลุ่มมหาอำนาจเก่าจากยุโรป

 

       

ภาพประัวัติศาสตร์: ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้ปลดบิสมาร์ค
ออกจากตำแหน่งแล้วดำเนินนโยบายตามความคิดของ
พระองค์ กำลังโน้มน้าวให้ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๓ แห่ง
รัสเซีย และจักรพรรดิออสเตรีย-ฮังการีรวมกลุ่มเป็นฝ่าย
เยอรมนีต่อไป แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัสเซียหันไปเลือกอยู่ข้าง
เดียวกับฝรั่งเศสแทน (ภาพจาก 
THE ILLUSTRATED
LONDON NEWS,
 วันที่ ๗ เมษายน ๑๘๙๔)

ภาพล้อความแตกแยกและการรวมกลุ่มของยุโรป (ซ้าย) เปรียบผู้นำยุโรปเป็นหอกข้างแคร่ของไกเซอร์
ทิ่มแทงราชบัลลังก์มิให้ไกเซอร์อยู่อย่างสงบสุข 
(ขวา) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเดินทางไปลอนดอนเืพื่อ
เข้าเฝ้าพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ ๗ เพื่อทำข้อตกลงฉันมิตรกับอังกฤษ


เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จุดสนใจของชาติตะวันตกอยู่ที่ประเทศจีน และต่างก็เดินทางเข้ามาฉกฉวยส่วนแบ่งในจีนโดยอังกฤษสามารถยึดครองฮ่องกง ฝรั่งเศสได้ครอบครองอ่าวกวางเจา  รัสเซียครอบครองเมืองท่าพอร์ต อาร์เธอร์ และมีอภิสิทธิ์ในแมนจูเรีย เยอรมนีได้เช่าท่าเกียวเจา ๙๙ ปี และยังมีสิทธิพิเศษบนแหลมชานตุง ส่วนญี่ปุ่นก็ยึดครองเกาหลี ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเก่าของจีน สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เข้ามาใหม่ต้องการเพียงแต่จะได้รับสิทธิ์ ทางการค้ากับจีน ให้เท่าเทียมกับมหาอำนาจชาติอื่นๆ

ประธานาธิบดีแมคคินลีย์ของสหรัฐ พยายามหาทางออกให้จีนโดยเสนอแผนปรองดองขึ้นเรียกว่า “สาส์นเปิดประตู” (Open Door Note) ในเดือนกันยายน ๑๘๙๙ ให้อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย อิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น รับหลักการที่จะร่วมกันแชร์ผลประโยชน์ในจีนแทนที่จะกลุ้มรุมรังแกจีน

แต่สาส์นเปิดประตูฉบับแรก (ค.ศ. ๑๘๙๙) นี้ยังไม่ได้ผลมากนัก เพราะผู้นำจีน คือ พระนางซูสีไทเฮาทรงเห็นว่าการวางอำนาจของชาวต่างชาติเช่นนี้ เป็นความไม่ยุติธรรมกับจีน หนทางเดียวที่จะกำจัดอำนาจของชาติตะวันตกก็คือ จีนต้องลุกขึ้นขับไล่ฝรั่งออกไป แต่เนื่องจากพระนางซูสีไทเฮา ทรงกุมอำนาจการปกครองของจีนไว้แต่เพียงผู้เดียว และทรงปฏิเสธการสนับสนุนของขุนนางที่หวังดี ที่สำคัญ คือจีนขาดกำลังพล และอาวุธสมัยใหม่ซึ่งพระนางไม่เคยให้ความสำคัญ ทำให้จีนขาดคนกลางที่จะประสานการเจรจากับชาวตะวันตก

หนทางเดียวที่พระนางคิดได้  คือ ต้องสร้างกองทัพประชาชนขึ้นใหม่  ก็จะทดแทนกองทัพในภาวะคับขันได้  ขณะนั้นในจีนเกิดมีสำนักอี้เหอฉวนขึ้น หัวหน้าสำนักนี้เปิดการฝึกวิทยายุทธ์ให้คนหนุ่มจนร่างกายกำยำล่ำสัน  และอยู่ยงคงกระพัน มีชายฉกรรจ์หลายหมื่นคนเข้ารับการฝึกวิชากำลัง ภายในที่สำนักนี้ โดยฝรั่งแต่ก่อนนิยมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า พวกนักมวย (Boxers)

 

วารสารล้อการเมืองของฝรั่งเศส ล้อเลียนนโยบาย Weltpolitik  ของไกเซอร์ว่า
พระองค์ทรงต้องการเขมือบโลกไว้ทั้งใบมากกว่าช่วยปกป้องมันไว้ด้วยความหวังดี
(ภาพจาก L’ Assiette au Beurre, ค.ศ. ๑๙๐๖)


พระนางซูสีไทเฮาทรงหันมาขอความช่วยเหลือจากพวกนักมวยตั้งขึ้นเป็นกองทัพปลดแอกประชาชนต่อต้านชาวตะวันตก ชนต่างชาติเรียกการลุกฮือของกองทัพประชาชนจีนว่า
กบฏนักมวย และผนึกกำลังกันต่อสู้กับทางการจีน พวกกบฏเข่นฆ่าและต้อนชาวต่างชาติเข้ามารวมกันในปักกิ่ง บรรดาสถานทูตต่างชาติพาคนของตนเข้าไปลี้ภัยในสถานทูตอังกฤษ เพื่อปักหลักเป็นฐานที่มั่นต่อสู้กับชาวจีน บรรดาชาติมหาอำนาจโดยมีสหรัฐเป็นหัวหอ กได้ร่วมกันจัดส่งกองทัพจากประเทศของตนเข้าไปปราบพวกกบฏ และสามารถบุกเข้าไปกู้ภัยชาวตะวันตกออกมาได้สำเร็จ ผลจากการสู้รบปรากฏว่า พวกกบฏเสียชีวิตในราว ๓๐,๐๐๐ คน ในขณะที่กองทัพผสมจากยุโรปพลีชีพไป ๖๖ นาย

สหรัฐเกรงว่ามหาอำนาจชาติต่างๆ จะฉวยโอกาสที่ปราบพวกกบฏนักมวยได้เรียกร้องสิทธิอื่นๆ จากจีนอีก จึงได้ส่งสาส์นเปิดประตู ฉบับที่ ๒ ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. ๑๙๐๐ ให้บรรดาชาติมหาอำนาจทราบถึงนโยบายปรองดอง ในอันที่จะช่วยพิทักษ์ผลประโยชน์ และการบริหารประเทศของรัฐบาลจีนไว้ให้จีน

ประเทศจักรวรรดินิยมใหม่ซึ่งยังพอมีใจเป็นกลางอยู่บ้าง ได้แก่ ญี่ปุ่นและเยอรมนี เริ่มตระหนักว่า ความไม่ชอบมาพากลของพวกอังกฤษและฝรั่งเศสในสยาม อาจกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ ของการแย่งชิงผลประโยชน์ ด้วยเหตุนี้นายอินาคากิ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ จึงได้ทาบทามให้แฮร์ ฟอน ซัลเดิร์น อัครราชทูตเยอรมัน ในสมัยนั้น ทำความตกลง “เปิดประตู” ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในสยาม โดยใช้ตัวอ ย่างการตกลงของชาติมหาอำนาจในจีนที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันยอมรับหลักการทำให้ชาติมหาอำนาจไม่สามารถเข้าไปฉกฉวยผลประโยชน์ในจีนได้ตามใจชอบอีกต่อไป

ทันทีที่อัครราชทูตเยอรมัน และญี่ปุ่น แสดงเจตนารมณ์ที่จะประกันบูรณภาพของสยาม นายโรแลง แชเกอแมง (Rolin Jacquemyns) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินประจำราชสำนักสยาม จึงวางแผนที่จะเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อทูลขอความช่วยเหลือจากไกเซอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การประ กันบูรณภาพของดินแดนสยามโดยนานาชาตินี้ ทางรัฐบาลอังกฤษไม่เห็นด้วย และพยายามทุกทางที่จะยับยั้งการเดินทางของนายแช เกอแมงสิ่งที่อังกฤษหวั่นเกรงที่สุด คือ หากรัฐบาลสยามยอมให้เยอรมนีเช่าเกาะใดเกาะหนึ่งเป็นสถานีเชื้อเพลิง เพื่อแลกกับการที่ไกเซอร์จะทรงประกันเอกราชและบูรณภาพของสยาม ก็เท่ากับคุกคามเสถียรภาพของอังกฤษในภูมิภาคนี้โดยตรง

 

ภาพถ่ายกองกำลังผสมผสานนานาชาติจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ เยอรมนี รัสเซีย ญี่ปุ่นออสเตรีย-ฮังการี
และอิตาลี ที่ร่วมมือกันปราบกบฏนักมวยในจีน แต่รวมตัวกันไม่ติดในปัญหาของสยาม
(ภาพจาก China, 1900 Eyewitnesses Speak)


นายเเชเกอแมง ยืนยันในบันทึกส่วนตัวของท่านว่า สยามจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนของเยอรมนี (นอกเหนือจากรัสเซีย) ในการประกันเอกราช และบูรณภาพของสยาม การที่ท่านถูกยับยั้งมิให้ทำหน้าที่นี้โดยพวกอังกฤษทำให้ท่านเสียใจไม่น้อยจนล้มป่วยลงแล้วทูลลาออกจากตำแหน่งในปลา ยปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ทั้งยังเป็นที่เชื่อได้ว่าภายหลังความล้มเหลวที่ไทยไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเยอรมนีคราวนี้เป็นแรงจูงใจให้รัชกาลที่ ๕ ทรงหันไปใช้ที่ปรึกษาชุดใหม่ที่เป็นคนอเมริกัน ซึ่งมีศักยภาพมากกว่า จากผลงานที่เห็นเด่นชัดในกรณีกบฏนักมวย และ

การที่อังกฤษเคยให้ความร่วมมืองชาวยุโรปชาติอื่นๆ กับสาส์นเปิดประตูที่เสนอโดยชาวอเมริกันในประเทศจีน และเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกองทัพ ผสมชาวยุโรปสงบศึกกบฏนักมวยแล้วพร้อมใจบริหารระบบการเมืองในจีนกับชาติอื่นๆ แต่กลับปฏิเสธแผนการดังกล่าวในกรณีของสยามชี้ให้เห็นความแตกแยกทางความคิดของมหาอำนาจยุโรป เพราะความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ถ่วงความเจริญของฝ่ายตน

นโยบาย Weltpolitik ของไกเซอร์
ปรัสเซียในยุคของบิสมาร์ค ช่วงปี ค.ศ. ๑๘๖๑ เมื่อส่งคณะราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามครั้งแรกเปรียบกับเยอรมนีในยุคของไกเซอร์ วิลเฮล์มที่  ๒ ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙  นั้นต่างกันมากราวฟ้ากับดิน   เพราะในยุคของบิสมาร์คนั้น ชาวเยอรมันอยู่ในยุคของการก่อสร้างตัวโดยใช้การค้า และพาณิชย์ในการสร้างฐานะและถึงแม้บิสมาร์คจะทำให้รัฐเยอรมันรวมตัวกันได้เป็นปึกแผ่น แต่ก็เป็นชาติใหม่ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนตนเอง และหาประสบการณ์ของการเป็นชาติในอุดมคติที่สมถะ มีมานะ และอดออม สงครามขยายเขตแดนในยุคของบิสมาร์คเป็นสงคราม สร้างเสถียรภาพเพื่อความมั่นคงถาวร โดยมีความรักชาติเป็นแรงจูงใจ

 

ภาพล้อไกเซอร์ที่ต้องการแสดงตนเป็นวีรบุรุษเมื่อประกาศ
ว่าจะปกป้องชาวมุสลิมในตะวันออกกลาง จากการข่มเหง
ของพวกจักรวรรดินิยม ทั้งที่พระองค์ก็ไม่ใช่ผู้นำมุสลิม
(ภาพจาก Le Petit Journal, ค.ศ. ๑๘๙๘)

ภาพล้อไกเซอร์เมื่อเสด็จฯไปเยือนตุรกีและดินแดนปาเลสไตน์
ก็เท่ากับนำสันติภาพไปพร้อมกับลูกระเบิดร้ายแรงมอบให้กับ
ชาวอาหรับเพราะที่นั่นเป็นเขตอิทธิพลเก่าของอังกฤษและฝรั่งเศส
(ภาพจาก Le Rire, ค.ศ. ๑๘๙๘)


เมื่อรวมชาติได้เป็นอิสระแล้วก็ดำเนินนโยบายแบบจักรวรรดินิยมใหม่ให้เป็นที่ยอมรับได้ คือ มีความรับผิดชอบต่อประชาคมยุโรป รักสงบและพึ่งพาได้  เมื่อยุโรปขัดแย้งกันบิสมาร์คก็จะเข้ามาไกล่เกลี่ยหาทางรอมชอมในฐานะผู้ใหญ่ที่มีอุดมการณ์  เป็นผู้อาวุโสที่มากประสบการณ์และเป็นชนชาติที่ใจกว้างมีเหตุผล ๑๐ ปีให้หลัง  การรวมชาติเป็นเยอรมนี บิสมาร์คเคยพยากรณ์ไว้ว่า เยอรมนีจะกลายเป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรปอันแท้จริง มีนโยบายที่โปร่งใส และไม่ใช่นักล่าอาณานิคมผู้กระหายเลือดท่านไม่กระตือรือร้นต่อการแสวงหาเมืองขึ้น โดยเฉพาะดินแดนโพ้นทะเลที่ห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าไม่มีประโยชน์และไม่เหมาะสมกับเยอรมนีทางกายภาพ

ในปี ค.ศ. ๑๘๘๘ ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ สิ้นพระชนม์ บิสมาร์คในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีกลายเป็นชายชรา อายุร่วมปี ๘๐ ปี จึงหมดสมรรถภาพ หัวโบราณและล้าสมัยไกเซอร์องค์ใหม่เป็นคนหนุ่มแน่น พระชนมายุเพียง ๓๐ พรรษา เป็นคนไฟแรงและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงพระองค์ทรง เชื่อว่าความคิดเห็นทางการเมืองในระบอบเก่าเป็นเรื่องล้าสมัย และถ่วงความเจริญ และต้องการสร้างเยอรมนีเสียใหม่ให้เป็นชาติที่เต็มไปด้วยความหวัง มีความทะเยอทะยาน ชาตินิยมและต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่ายุโรป เยอรมนีในยุคใหม่ต้องเป็นศูนย์กลางทางการเมืองไม่ใช่แต่เฉพาะยุโรป แต่สำหรับคนทั้งโลก

 

ภาพล้อไกเซอร์ชำแหละไก่ฟ้า ซึ่งเปรียบได้กับสันติภาพและ
ความอุดมสมบูรณ์เ้พื่อเซ่้นสังเวยนโยบาย Weltpolitik

ภาพล้่อไกเซอร์กำลังสติแตก  เมื่อทรงทำลาย
พันธมิตรอันแข็งแกร่งของพระองค์ (Les Allies)
เสียเองเปรียบได้กับภาษิตว่าอย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า


อุดมการณ์ของบิสมาร์คแต่แรกคือ สร้างเยอรมนีให้มีเอกภาพทางการเมือง และยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง ท่านไม่สนใจเรื่องการแสวงหาอาณานิคม เพราะเชื่อว่านั่นเป็นหนทางนำไปสู่ความขัดแย้งกับคู่แข่งในโลกเก่า ซึ่งหมายถึง  อังกฤษ สำหรับบิสมาร์คแล้วยุโรปคือความพอเพียง และหลักการ อันแน่วแน่ คือ การเป็นเสาหลักของยุโรปที่สันโดษ และรักสงบ รักษามาตรการด้านความมั่นคง คือซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรเก่า อันได้แก่ รัสเซีย และออสเตรีย-ฮังการี หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของสงครามและความขัดแย้ง และนโยบายที่ล่อแหลมต่อการปะทะกันก็คือ นโยบายต่างประเทศ ซึ่งบิสมาร์คดำเนินไปด้วยความระมัดระวังและมีสติ นั่นหมายถึง ความปลอดภัยของเยอรมนีเอง

ทว่าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ แล้ว พระองค์กลับคิดว่าเยอรมนีต้องเติบโตขึ้นมาเป็นฐานอำนาจใหม่ของยุโรป ในยุคที่ยุโรปเปิดโลกทรรศน์ใหม่ด้วยการผลักดันของกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมนำยุโรปเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขัน  ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง  เป็นยุคแห่งความท้าทายไม่มีที่สิ้นสุด ผลกำไรที่อยู่ข้างหน้าคืออำนาจและบารมี เยอรมนีในยุคใหม่มีความพร้อมมากกว่าในอดีต และไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่เดิมได้อีกต่อไป ไกเซอร์ทรงมั่นพระทัยว่าเป้าหมายของพระองค์มีเหตุผลและสามารถทำให้เป็นจริงได้โดยใช้นโยบายการเมืองโลก (Weltpolitik หรือ World Policy) ซึ่งไกเซอร์ทรงเป็นผู้ริเริ่มขึ้น

ไกเซอร์ทรงใช้ Weltpolitik เพื่อสนองอัตตาของพระองค์เอง อัตตาของพระองค์ก็คือ สถาปนาเยอรมนีให้เป็นแกนนำของจักรวรรดินิยมใหม่ณ เวลานี้เยอรมนีมีความพร้อมด้านปัจจัยต่างๆ ครอบคลุมกำลังพลและแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ภายในประเทศ เศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูตลอดจนอาณานิคมที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา อันเป็นต้นทุนของระบอบจักรวรรดินิยม

ถ้านับบิสมาร์คเป็นมือขวาของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ แล้ว ในรัชกาลต่อมาเยอรมนีก็มีนายพลเทอร์พิตซ์ (Alfred Von Tirpitz) เป็นมือขวาของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ เทอร์พิตซ์เป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือเจ้าของโครงการเทอร์พิตซ์ (Tirpitz Plan) ซึ่งได้ชื่อมาจากท่าน อันเป็นโครงการสร้างแ สนยานุภาพทางทะเล และส่งเสริมการขยายตลาดการค้าของเยอรมนีในดินแดนโพ้นทะเล โครงการเทอร์พิตซ์ฉบับแรกเริ่มต้นในปี ค.ศ. ๑๘๙๘ และประสบความสำเร็จอย่างมากจนไกเซอร์ประกาศใช้โครงการนี้เป็นฉบับที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ซึ่งก็หมายความว่าเยอรมนีประกาศแข่งขันอย่างไร้ขอบเขตกับอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าโลกทางทะเลมาก่อน และ

ตั้งแต่ ปี ค.ศ.๑๘๙๘ เป็นต้นมา เยอรมนีเร่งสร้างกำลังรบทางทะเลขนาดมหึมาไล่ตามอังกฤษ การมีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่เป็นกลไกสำคัญในการป้อง กันตนเอง และอาณานิคม ไกเซอร์ทรงทุ่มเทงบประมาณเป็น ๒ เท่า เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของเรือรบ อังกฤษซึ่งต้องการรักษาความเป็นเจ้าทะเลไว้ จึงเห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเรือรบให้ทรงอานุภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม และประสบความสำเร็จในการสร้างเรือเดรดนอต (Dreadnought)  ซึ่งเป็น เรือประจัญบานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จเป็นลำแรกใน ปี ค.ศ. ๑๙๐๖ เรือรบยักษ์ชนิดใหม่นี้  (ดูภาพประกอบ) มีระวางขับน้ำถึง ๑๗,๙๐๐ ตัน ติดตั้งด้วยปืนใหญ่ทรงอานุภาพประจำเรือขนาด ๑๒ นิ้ว ถึง ๑๐ กระบอก ทางหัวเรือท้ายเรือและด้านข้างเรือสามารถยิงกระสุนออกไปพร้อมกันทุกทิศทาง โดยอังกฤษมีโครงการจะสร้างเรือเดรดนอตให้ได้ปีละ ๔ ลำ  (แต่ละลำมีค่าใช้จ่ายสูงถึงลำละ ๑,๗๘๔,๐๐๐ ปอนด์ ในสมัยนั้น)  เพื่อไม่ให้คู่แข่งตามทัน จะได้ครองความเป็นเจ้าทะเลตลอดกาล แต่รูปการณ์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะไกเซอร์ก็ทรงหันมาสร้างเรือรบแบบเดรดนอตเช่นกัน เพื่อแข่งกับอังกฤษทันที

 

หนังสือพิมพ์อเมริกันวิจารณ์ว่าการสะสมกำลังอาวุธ และสร้างเรือรบของไกเซอร์
สร้างบรรยากาศตึงเครียดและภาวะสงครามกับทางรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(ภาพจาก The World, วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๑๙๐๕)


ไกเซอร์มีพระบรมราชโองการให้กองทัพเรือเยอรมันต่อเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดแบบเดรดนอตโดยเรียกว่า เรือนัสเซา (
Nassau-แต่บ่อยครั้งก็เรียกว่า เรือเดรดนอตเช่นกัน เพราะมีลักษณะเหมือนกัน-ผู้เขียน) เรือนัสเซานับเป็นเรือเดรดนอตลำแรกของเยอรมนีที่ต่อสำเร็จในปีค.ศ.๑๙๐๗ ไล่ตามหลังโครงการเรือเดรดนอตอังกฤษ มีขนาดปืนใหญ่และประสิทธิภาพเหมือนกัน คือ ๑๒ นิ้ว จำนวน ๑๐ กระบอก

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ก่อนปี ค.ศ. ๑๙๑๔) อังกฤษมีเรือรบยักษ์เดรดนอตประจำการอยู่ถึง ๑๙ ลำ และอยู่ระหว่างการต่อเพิ่มอีก ๑๓ ลำ ขณะเดียวกันนั้น เยอรมนีก็มีเรือเดรดนอตประจำการ ๑๓ ลำ และกำลังต่ออีก ๗ ลำเรือเดรดนอตของเยอรมนีเป็นตัวอย่างสำคัญของการท้าทายแสนยานุภาพของอังกฤษ การแข่งขันกำลังรบทางทะเลดังกล่าว จึงมีส่วนสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้ตึงเครียดในยุโรป และเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ และ

ในการประกวดใช้แผนเทอร์พิตซ์ฉบับที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ไกเซอร์เสด็จฯ ไปเยือนรัฐปาเลสไตน์ในตะวันออกกลางและประกาศตั้งตนเองเป็นผู้ปกป้องชาวมุสลิมทั่วโลก พระองค์เสด็จฯ ไปยังตุรกีและเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในแอฟริกาเหนือซึ่งเป็นเขตอิทธิพลฝรั่งเศส และประกาศว่าจะคุ้มครองประเทศเหล่านั้นให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังทรงสนับสนุนการสร้างรถไฟสายเบอร์ลิน-แบกแดดในอิรัก ซึ่งเป็ นเขตอิทธิพลอังกฤษ ทรงเป็นโต้โผให้จัดการประชุมเกี่ยวกับสถานภาพของโมร็อกโก และทรงเสนอตัวเป็นผู้จัดการประชุมเกี่ยวกับสถานภาพของสยามประเทศ สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงในโลกจักรวรรดินิยมอย่างรุนแรง ความใจกล้าบ้าบิ่น และกล้าได้กล้าเสียของไกเซอร์ก็ถูกมองว่า เป็นอันธพาลแห่งทวีปยุโรปที่ต้องถูกยับยั้ง

การต่อสู้ของไกเซอร์  มิใช่เป็นการต่อสู้ตามกติกาของกลุ่มพันธมิตรยุโรปที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน แต่เป็นความต้องการโค่นล้มกลุ่มพันธมิตรทุก กลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเยอรมนี การประกาศใช้โครงการเทอร์พิตซ์  เท่ากับประกาศสงครามทางอ้อมกับฝ่ายที่มีเจตนารมณ์ต่อต้านเยอรมนี คล้ายกับต้องการแหย่ให้คู่แข่งตบะแตกเท่านั้น

 

ภาพเรือรบเดรดนอตของอังกฤษอันทรงอานุภาพ เยอรมนีสร้างเรือแบบเดียว
กันเลียนแบบอังกฤษเืพื่อแข่งแสนยานุภาพทางทะเลไม่ให้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
(ภาพจาก DIE WOCHE, ค.ศ. ๑๙๐๗)

การประกาศสงครามของรัชกาลที่ ๕ แห่งสยามกับทางเยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรเก่า
สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกในสมัยหนึ่ง (ภาพจาก Leslie’s Weekly
ของอเมริกา, ฉบับวันที่ ๙ มีนาคม ๑๙๑๘)


ทฤษฏีของไกเซอร์ไม่เหมือนแบบฝึกหัดที่บิสมาร์คเคยใช้ในฐานะคนกลางคอยไกล่เกลี่ยให้ยุโรปอยู่ร่วมกันโดยมีเยอรมนีเป็นศูนย์กลางแต่เป็นการลดบทบาทของยุโรปแล้ว รวมจุดศูนย์กลางไว้ที่พระองค์แทน  เพราะพระองค์ก็คือ เยอรมนีที่ไม่ใช่คนกลางอีกต่อไป แต่ Weltpolitik จะกลายเป็น จุดบอดของเยอรมนี และข้อบกพร่องของไกเซอร์ที่อุตริคิดแนวทางนี้ขึ้นมา อันเป็นการหักล้างหลักการเดิมที่จะผดุงสันติภาพไว้ในยุโรป

ไกเซอร์มีพระราชประสงค์ให้คนเยอรมัน และพันธมิตรของเยอรมนีเชื่อในสัญชาตญาณของพระองค์ สัญชาตญาณนั้นคือ การเป็นผู้นำยุโรป และพระองค์คือวีรบุรุษ

สถานการณ์โลกตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ เมื่อรัสเซียเกิดข้อพิพาทกับญี่ปุ่น เรื่องคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจาก ญี่ปุ่นไม่ต้องการให้รัสเซียแผ่อำนาจเข้ามาคุกคามเสถียรภาพรัฐบริวารของตน จึงตอบโต้รัสเซียด้วยกำลังทหาร ก่อให้เกิดสงครามรัสเซียญี่ปุ่น (Russo-Japanese War 1904-5) โดยรัสเซียแพ้อย่างยับเยิน สร้างความอับอายไปทั่วโลก และเป็นบ่อเกิดของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในเอเชียซึ่งชาติตะวันตกเคยมีบทบาทมาก่อนแต่บัดนี้ต้องมาเสียให้ญี่ปุ่น

ประเทศมหาอำนาจต่างไม่ไว้ใจกัน และหันมาจับมือกับฝ่ายตรงกันข้ามเป็นการใหญ่ เพื่อประกันความอยู่รอดและมั่นคงของตนเอง ด้วยปัจจัยใหม่ นี้อังกฤษตัดสินใจสามัคคีกับญี่ปุ่น (ค.ศ. ๑๙๐๒) อังกฤษทำข้อตกลงฉันมิตรกับฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๙๐๔) และอังกฤษลงนามเป็นพันธมิตรของรัสเซีย (ค.ศ.๑๙๐๗) สยามเองเริ่มตระหนักถึงความไม่แข็งแกร่งด้านการรบของรัสเซีย จึงแสดงท่าทีเฉยเมยต่อสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันมา

นโยบาย Weltpolitik ดูจะมีผลต่อทัศนคติของรัชกาลที่ ๕ ไม่น้อย เห็นได้ชัดเจนระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ค.ศ. ๑๙๐๗ รัชกาลที่ ๕ ทรงหลีกเลี่ยงที่จะเสด็จฯไปเยือนรัสเซีย แต่ทรงใช้เวลามากขึ้นในเยอรมนีแทน ที่นั่นทรงแสดงความพึงพอใจกับไมตรีจิตที่ได้รับจากไกเซอร์ โดย เฉพาะเหตุผลด้านสุขภาพ เมื่อไกเซอร์ทรงทูลแนะนำให้รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ มารักษาพระอาการประชวรในเยอรมนี ภายใต้พระบรมราชานุเคราะห์ พระราชหัตถเลขาโต้ตอบของทั้ง ๒ พระองค์จากที่นั่น แสดงถึงความกลมเกลียวและความเอื้ออาทรต่อกันแม้แต่กับเรื่องส่วนพระองค์เล็กๆ น้อยๆ

ไกเซอร์มีพระราชดำรัสว่า “หม่อมฉันขอถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระองค์ และหวังอย่างยิ่งว่าการรักษาพระองค์ที่เมือง ฮอมบูร์กจะช่วยให้พระอาการดีขึ้น” (พระราชหัตถ์ของไกเซอร์ ลวท. ๒๐ กันยายน ๑๙๐๗)

ภาพพระฉายาลักษณ์ของไกเซอร์ในวัยชราพระชนม
พรรษา ๘๒ พรรษา ก่อนสวรรคตเล็กน้อย ขณะ
ประทับลี้ภัยอยู่ ณ เมืองดูร์นในประเทศเนเธอร์แลนด์

โดยที่รัชกาลที่ ๕ มีพระราชโทรเลขตอบว่า “การเยียวยารักษาพระโรคของหม่อมฉันที่นี่ประสบความส ำเร็จดีเกินความคาดหมาย ทั้งนี้พระเมตตาของพระองค์” ซึ่งพอจะสันนิษฐานได้ว่าทรงรายงานไปด้วยความเกรงพระทัยอย่างที่สุด เพราะในความเป็นจริงแล้ว พระอาการบรรเทาเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่มิได้หายขาด และจะกำเริบหนักขึ้น เมื่อเสด็จฯ กลับถึงกรุงสยามแล้วและ

สยามประกาศสงครามกับเยอรมนี
รัชกาลที่ ๕  สวรรคต ในปี ค.ศ. ๑๙๑๐ พร้อมกับสายใยแห่งความสัมพันธ์ก็เริ่มมัวหมองลงเป็นลำดับ เหตุเพราะนโยบาย Weltpolitik ของไกเซอร์มีผลเชิงลบมากกว่าเชิงบวก

ความอึดอัดใจและหวาดระแวงซึ่งกันและกันของประเทศมหาอำนาจยุโรป ซึ่งเริ่มตั้งแต่นโยบาย Weltpolitik ถูกบังคับใช้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเกินกว่าจะผ่อนคลายลงเพราะ

ประการแรก การแก่งแย่งกันแสวงหาอาณานิคมเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มหาอำนาจในยุโรปขัดใจกัน ประเทศที่มีอาณานิคมของตนอยู่ก่อนแล้วได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ก็คอยกีดกันขัดขวางมิให้ชาติอื่นๆ เข้าไปแทรกแซงในอาณานิคมของตน ส่วนมหาอำนาจใหม่ที่มีอาณานิคมน้อย เช่น เยอรมนี ก็พยายามจะแข่งรัศมีกับมหาอำนาจเก่าที่มีอาณานิคมมากในด้านเศรษฐกิจ และแสนยานุภาพด้านกองทัพ

ประการที่ ๒ คือ  ความต้องการของมหาอำนาจเก่าที่ต้องสูญเสียดินแดนให้เยอรมนี ก็ต้องการดินแดน กลับคืนมา อาทิ การที่ฝรั่งเศสต้องสูญเสียแคว้นอัลซาซและลอเรน อันอุดมสมบูรณ์ด้วยถ่านหินให้แก่เยอรมนี ชาวฝรั่งเศสจึงคอยหาโอกาสที่จะทวงคืนดินแดนนี้กลับคืนมาให้ได้ แม้ว่าจะต้องทำสงครามแก้มือกับเยอรมนีก็ตาม

ประการที่ ๓ เนื่องมาจากความตื่นตัวของลัทธิชาตินิยมภายในทวีปยุโรป ทำให้เกิดการรวมรัฐต่างๆ เข้าเป็นประเทศเดียวกัน เช่น คาร์วัวรวมอิตาลี บิสมาร์ค รวมเยอรมนีในยุโรปตะวันออกมีการรวมกลุ่มชนเผ่าสลาฟ

ชนวนของสงครามระเบิดขึ้น  เมื่อองค์มกุฎราชกุมารของออสเตรีย-ฮังการี  ถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ ในแคว้นบอสเนีย ที่กำลังดิ้นรนจะรวมเป็นสหภาพกับเซอร์เบียตามอุดมการณ์รวมชนเผ่าสลาฟ  ออสเตรีย-ฮังการี  ต้องการปราบชาวสลาฟ ฝ่ายรัสเซียซึ่งปกป้องชาวสลาฟก็เรียกระดมพลเพื่อเตรียมทำสงครามช่วยเหลือเซอร์เบีย

การระดมพลของรัสเซีย  เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้พันธมิตรของประชาคมยุโรปลุกขึ้นมาช่วยฝ่ายของตนบ้าง  ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้น ประเทศมหาอำนาจในยุโรปได้แตกแยกออกเป็น ๒ ค่ายอย่างชัดเจนแล้ว ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ คือ กลุ่มสามมหาอำนาจกลาง (Triple Alliance) ประกอบด้วย เยอรมนี  ออสเตรีย-ฮังการี  อิตาลี และ กลุ่มความเข้าใจฉันมิตร (Triple Entente) ประกอบด้วย ฝรั่งเศส รัสเซีย  อังกฤษ ทั้ง ๒ ค่ายได้เร่งสะสม อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อแข่งกันสร้างแสนยานุภาพมาหลายปีแล้ว ทำให้ทั้ง ๒ ค่ายนี้ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต่างก็ดึงพันธมิตรโพ้นทะเลของตนเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ด้วย จนขยายตัวเป็นสงครามระดับโลก

ภาวะของสงครามทำให้สยามตกอยู่ในฐานะลำบากใจ เพราะเป็นมิตรอยู่กับทั้ง ๒ ค่าย  รัชกาลที่ ๖ จึงทรงประกาศตนเป็นกลางอย่างเป็นทางการในวันที่ ๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๑๔ รัชกาลที่ ๖ ทรงดึงเรื่องการประกาศสงครามไว้ให้นานที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนจิตใจกับทุกฝ่าย ทั้งที่ ทรงรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วสยามต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด

ความรู้สึกส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๖  นั้นท รงเอนเอียงไปทางอังกฤษ เพราะทรงสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษเช่นเดียวกับพระอนุชาอีกหลายพระองค์ มีอาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ  ซึ่งจบจากรัสเซียก็ทรงสนับสนุนรัชกาลที่ ๖ ให้อยู่ข้างอังกฤษ  ส่วนพระอนุชาอีกถึง ๔ พระองค์ซึ่งสำเร็จจากเยอรมนี โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ก็ทรงมีใจให้เยอรมนีอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าเยอรมนีจะมีชัยชนะ ชาวสยามส่วนใหญ่ภายในประเทศก็มีความเห็นใจเยอรมนี เพราะเยอรมนีไม่เคยสร้างปัญหา หรือความเดือดเนื้อร้อนใจให้สยาม ผิดกับพวกอังกฤษ-ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างปัญหาให้กับสยามตลอดมา ทัศนะของชาวสยามส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าถึงแม้ไกเซอร์จะทรงกระทำสิ่งที่ผิด แต่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง

ต่อมาสถานการณ์ในสมรภูมิรบก็เปลี่ยนไปเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามด้วย  โดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย)  และเริ่มกด ดันให้ประเทศต่างๆ  ทั่วโลกตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเร็ว ภายใต้ความกดดันของสถานการณ์แวดล้อมรัชกาลที่ ๖  ก็ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง หรือเยอรมนีนั่นเองในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๗ โดยทรงอ้างว่าการที่เยอรมนีดำเนินการรอบนอกกติกา โดยใช้เรือดำน้ำโจมตีเรือสินค้า และเรือโดยสารของประชาชนในน่านน้ำสากลอย่างไม่มีขอบเขตนั้น เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์   แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร คือ การที่ทรงเห็นการณ์ไกลที่สยามจะมีโอกาสขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค ซึ่งทำให้สยามต้องเสียเปรียบชาติตะวันตกจากสนธิสัญญาเบาริ่ง ที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔

เบื้องหลังมิตรภาพไทย-เยอรมันในอดีตเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ลักษณะพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างลึกซึ้งและซับซ้อน ที่มีพระมหากษัตริย์- ราชสำนัก-ข้าราชการ และประชาชน เข้าไปมีส่วนอยู่ด้วยหลายมิติ แตกต่างจากความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วๆ ไป ที่มักจะเน้นไปที่สันถวไมตรี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นบรรทัดฐาน แต่กับเยอรมนีแล้วมีเรื่องของความอยู่รอด และความรู้สึกด้านจิตใจเข้าไปเกี่ยวข้องยิ่งกว่า

ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ยังเปิดเผยมุมมองด้านบวกของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ว่าทรงเป็นกัลยาณมิตรแห่งสยาม และถ้าให้เลือกข้างแล้วพระองค์จะทรงเลือกอยู่ข้างเดียวกับเราตลอดไป.

                                                                                 จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๕ หน้า ๙๑-๑๑๓




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 2557 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics