อำนาจอธิปไตย..ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานคืนแก่ราษฎรแล้วตกไม่ถึงมือราษฎร..ชาติจะเป็นอย่างไร ?..

แบ่งปัน

   1375759_495798610527312_234743710_n (1)    

        ผมขอเริ่มตั้งแต่การก่อสร้างชาติย้อนกลับไปเมื่อ ๗๐๐ ปี บรรพบุรุษของพวกเรา คือ ประชาชนคนไทยในปัจจุบันที่อาศัยในแผ่นดินนี้ จากการรวมตัวของคนหมู่มาก เมื่อแรกจึงได้รวมกันเลือกผู้นำที่มีความเก่งกล้าสามารถ มีบุญบารมีขึ้นมาเป็น“ประมุขแห่งรัฐ” เป็น “ผู้ถือดุลและรักษาดุล” ระหว่างองค์กรอำนาจรัฐทั้งปวง รัฐจึงจะดำรงอยู่ได้

       “ประมุขแห่งรัฐ”ได้รับการยอมรับให้ถืออธิปไตยสูงสุด และทำให้เกิดความมั่นคงแห่งรัฐชาติ ประชากรพลเมืองหน้าตาสดใส มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์

       จนถึงปัจจุบัน หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดมีแนวคิดว่า“อำนาจอธิปไตยสูงสุด” ของปวงชน (Sovereign Power) เป็น “ประมุขแห่งรัฐ ” หรือ พระมหากษัตริย์ เป็นผู้รักษาสมดุลแห่งอำนาจระหว่างองค์กรอำนาจรัฐทั้งปวง แต่เดิมจึงถูกมองข้าม การสมดุลอำนาจหรือการคานอำนาจจึงล่มสลายลง

       ประเทศจึงกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” (Failed State) ไปในที่สุด ไม่มีอะไรหลงเหลือ ประชากรหน้าดำคร่ำเครียด เป็นหนี้เป็นสิน ทรัพย์ในดิน สินในน้ำเกือบทั้งหมดในประเทศซึ่งเป็นของประชาชน ไม่มีเหลืออีกต่อไปตราบถึงในอนาคต อำนาจได้ตกอยู่ในมือชาวต่างชาติ และในมือนักการเมืองบางกลุ่ม บางตระกูล ที่ควบคุมองค์กรอำนาจรัฐ เมื่อไม่มีผู้รักษาดุลแห่งอำนาจ ไว้คานอำนาจ องค์กรรัฐอื่น ๆ ต่างก็สำแดงพลัง เข้าต่อสู้กันเพื่อชิงอำนาจสูงสุดไว้

       ก่อนอื่น ผมอยากบอกเล่าความเป็นมาของชาติและสถาบัน ในมิติเรื่องดุลแห่งอำนาจและคานรักษาดุลแห่งอำนาจนี้

       เพื่อความเข้าใจกันจึงขอนำพระราชดำรัส ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่า

       “…เราเรียกแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินแม่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิดและเลี้ยงดูคนไทยมากว่า ๗๐๐ ปี ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ ถ้าเรามัวแต่ตักตวงผลประโยชน์จากผืนดิน… สักวันหนึ่งแผ่นดินแม่คงตายจากเราไป……….”

        จากพระราชดำรัส ดังกล่าว แผ่นดินนี้จึงเรียกว่าเป็นแผ่นดินแม่ เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในปัจจุบัน หรือประเทศไทยในปัจจุบัน

       เมื่อเริ่มการก่อตั้งชาติย้อนกลับไปเมื่อ ๗๐๐ ปี บรรพบุรุษของพวกเรา คือ ประชาชนคนไทยในปัจจุบันที่อาศัยในแผ่นดินนี้ ครั้งนั้นประชาชนได้รวมตัวกันเลือกผู้นำเป็นมาเป็น ประมุขของประเทศ (ประมุขแห่งรัฐ) หรือ พระมหากษัตริย์ อย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อปกครอง และเป็นผู้แทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐมาตลอด มีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี ภายใต้พระราชดำริและพระราชวินิจฉัยตามความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ มาตั้งแต่ก่อตั้งชาติมานับร้อยปี

        พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์จึงอยู่ในฐานะตัวแทนของชนชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยสูงสุดด้วย อันเป็นเนื้อเดียวกันและเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย

        ต่อมาแผ่นดินของเราใหญ่โตขึ้น เจริญมากอุดมสมบูรณ์ขึ้น ย่อมต้องมีศัตรูมารุกรานมาแย่งชิงแผ่นดินของเรา ทำให้ต้องมีหน้าที่ป้องกันบ้านเมืองจากศัตรูภายนอกพระราชอาณาจักรอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากทำนุบำรุงให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข

        ซึ่งเวลานั้นต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกำลังคนอย่างมาก เพราะต้องใช้กำลังคนทั้งการก่อสร้างประเทศใหม่ ทำให้องค์พระประมุขแห่งรัฐทำการเกณฑ์ราษฎร เข้ามาจัดตั้งเป็นกองทัพ (หรือสถาบันทหาร) ขึ้น โดยมีองค์พระประมุขแห่งรัฐ หรือพระมหากษัตริย์ทรงเป็น จอมทัพ (Supreme commander) เป็นผู้นำทัพในการสงครามปกป้องด้วยพระองค์เอง เพื่อปกป้องดินแดนให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู

        สถาบันทหาร ก็คือราษฎรในยามสันติ และราษฎร ก็คือทหารในยามสงคราม กษัตริย์ ก็คือผู้รักษาดุลของอำนาจเมื่อยามสันติ และคือจอมทัพ ผู้ใช้อำนาจสูงสุดในยามสงคราม

        สถาบันชาติ ราษฎร กษัตริย์ และทหาร จึงผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขนี้มาอย่างยาวนาน

        ผมขอเล่าข้ามต่อมาถึงยุคสมัยของราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นราชอาณาจักรที่สี่ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ซึ่งเป็นยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เริ่มตั้งแต่การย้ายเมืองหลวงจากฝั่งกรุงธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

        ครึ่งแรกของสมัยราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์นี้ เป็นการเพิ่มพูนอำนาจของอาณาจักร ส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้านการก่อสร้างบ้านเมือง เพราะอยู่ในระยะการสร้างราชธานีใหม่ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ในสามรัชกาลแรก (รัชกาลที่๑,๒,๓) ทรงยึดถือนโยบายร่วมกันในอันที่จะสร้างบ้านเมืองให้ใหญ่โตสง่างาม เทียบเท่ากับในอดีต (กรุงศรีอยุธยา) นับตั้งแต่การสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดวาอารามต่างๆ เป็นต้น

        ถึงแม้จะถูกขัดจังหวะด้วยความขัดแย้งเป็นระยะๆกับ พม่า เวียดนาม และลาว ส่วนในช่วงครึ่งหลังของราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ นั้น นับเป็นการเผชิญกับประเทศเจ้าอาณานิคมอังกฤษ และฝรั่งเศส จนทำให้ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่สิ้นชาติ ไม่ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก

        ผลกระทบจากภัยคุกคามนั้น นำให้อาณาจักรพัฒนาไปสู่รัฐชาติสมัยใหม่ ที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยมีพรมแดนที่กำหนดร่วมกับชาติตะวันตก ช่วงนี้ ในสมัยนั้นมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และสังคมที่สำคัญ ด้วยการเพิ่มการค้ากับต่างประเทศ ได้มีการติดต่อกับประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย และยุโรป ทั้งด้านการทูต และด้านการค้า กับชาติที่สำคัญในทวีปเอเซีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนชาติในทวีปยุโรป ได้แก่ อังกฤษ โปรตุเกส เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน ญวน เขมร ลาว และมลายู และมีประเทศโปรตุเกสเป็นชาติเดียวในฝั่งยุโรปที่เข้ามาติดต่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๑

         ต่อมาจึงค่อยมีชาวยุโรปอื่นเข้ามาเจรจาเปิดสัมพันธไมตรี คือ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาประเทศมหาอำนาจจากตะวันตกได้เข้ามารุกรานต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

         พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งพระราชวงศ์ จึงได้พระราชทานกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการต่างประเทศไว้ในอนาคตก่อนหน้าที่จะเสด็จสวรรคตว่า

        “การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีก็อยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียท่าแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสกันทีเดียว”

         ต่อมาตกมาถึงในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ ๕) ได้ทรงตระหนักถึงภัยจากการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตกที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง อันได้แก่ประเทศพม่า ลาว เขมร มลายูและญวน แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงได้ค้นพบวิธีต่อสู้จากการล่าอาณานิคมของประเทศนักล่าอาณานิคมอย่างได้ผล

         แม้เราจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากการเสียดินแดนไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราไม่สิ้นชาติ

         โดยทรงได้มีการเปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบบประชาธิปไตย และยกระดับประเทศขึ้นสู่ความทันสมัยศิวิไลซ์ (MODERNIZATION) โดยทรงยกเลิกการปกครองแบบเก่า และตั้งกระทรวงอย่างยุโรป พร้อมด้วยการขยายเสรีภาพให้กับพสกนิกรคนไทยของพระองค์ โดยเฉพาะการเลิกทาส อีกทั้งยังทรงวางรากฐานประเทศด้านความมั่นคง และด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องดุลและคานแห่งอำนาจ

          แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ก่อนที่พระองค์จะทรงเปลี่ยนอำนาจประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ มาเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน (เพื่อประชาชนเป็นผู้รักษาดุล) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๖) ได้ทรงสืบทอดพระราชกรณียะกิจของสมเด็จพระราชบิดาต่อไปด้วยการขยายเสรีภาพและการศึกษาอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์

         พอตกถึงในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๗) ที่จะทรงสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จตามพระราชปณิธานที่ทรงตรัสไว้ว่า

        “ข้าพเจ้าสมัครใจจะสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎรทั่วไป”

        แต่ Dr.Francis. B.Sayre , Glad Aventure ได้ถวายความคิดเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ (รัชกาลที่ ๗) ว่า ประเทศไทยนั้นชนชั้นกลางไม่มี คนไทยที่เป็นชาวนาชาวไร่ก็ไม่สนในในกิจการสาธารณะ การที่จะตั้งองค์นิติบัญญัติขึ้นแล้วเอาองค์อำนาจที่แท้จริงมาห่อหุ้มโดยที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่มีความรู้พื้นฐาน เท่ากับเชื้อเชิญให้เกิดความเหลวแหลกคอรัปชั่น และความยุ่งยากนานาประการอำนาจที่ปราศจากการควบคุมย่อมเป็นที่แผ่พันธ์ของความเหลวแหลกอัปลักษณ์ทั่งมวลเหมือนในปัจจุบันที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่

        (ขอถอดความให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เมื่อราษฎรไทยยังไม่ใส่ใจเรื่องส่วนรวม ก็จะไม่รู้ว่าอำนาจและการรักษาสมดุลของอำนาจอธิปไตย เป็นหน้าที่ของตน ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานคืนให้ และเมื่อไม่รู้นั่นก็คือเปิดโอกาสของการฉ้อราษฎร์บังหลวง และความเหลวแหลกอื่น ๆ จากองค์กรอำนาจรัฐอื่นๆ ที่ได้รับเลือกตั้งให้ใช้อำนาจแทน โดยไม่เคยถูกควบคุมหรือคานอำนาจจากราษฎร เช่นรัฐบาล(สมัยนั้น)— ผู้เขียน)

        การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสูงสุด คือการรักษาสมดุลของอำนาจต่าง ๆ เพื่อให้ใช้อย่างถูกต้อง และคานได้ หรือตรวจสอบได้ เพื่อมิให้องค์กรอำนาจรัฐอื่น ๆ เหลิงว่าตนคือตัวแทนอำนาจสูงสุดเหนือกว่าผู้ใด คือประเด็นและต้องเรียนรู้ที่จะรักษาดุลอำนาจนั้น อย่างเป็นธรรมด้วย คือประเด็นสำคัญ

        ด้วยเหตุนี้ อำนาจอธิปไตย จึงแผลงเป็นอำนาจบริหาร สร้างเพื่อให้ชาติและราษฎรผาสุก และอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้องค์กรอำนาจรัฐอื่น ๆ มีการใช้อำนาจอย่างถูกต้องและมีขอบเขต และอำนาจตุลาการ เพื่อให้การรักษาสมดุลแห่งอำนาจ เป็นไปโดยเที่ยงธรรม

(โปรดติดตามตอนที่ ๒)

…………………………………………………….

ที่มา : เฟซบุ๊ค พลตรี ม.จ.จุลเจิม ยุคล https://www.facebook.com/chulcherm.yugala ขอขอบคุณ




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics