ในหลวงรักคนไทยอย่างไร..สถาบันพระมหากษัตริย์รู้จักคนไทยอย่างลึกซึ้ง

แบ่งปัน

king_sms2 (1)

        “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอดี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป

         หากแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศ กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้…”  พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗

        ใจจริงอยากจะเชิญชวนทุกคนออกมาเดินริมถนนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง ดูสิว่ามีคนเจ็บแค้นแบบผมกี่มากน้อย

        แต่เกรงว่าจะเป็นการเติมน้ำมัน เข้ากองไฟ พาลระเบิดเปรี้ยงปร้าง ผู้คนล้มตายเป็นเบือ ก็จะผิดความตั้งใจแต่เดิม จึงรี ๆรอ ๆ อยู่ แต่เห็นข่าวสารที่ออกมา มันบิดเบี้ยว ก็อดแค้นใจไม่ได้

        เราพูดคุยกันในหมู่เครือญาติ มีคำพูดคำหนึ่งที่ผมติดใจพวกเขาบอกว่า ตอนนี้มีคน และนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์คืออุปสรรคใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

        ผมจึงกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมคนไทยทุกคนรู้และเรียนรู้ว่าบ้านเมืองของเราเปลี่ยนแปลงทุกวันไม่ใช่หรือ แม้ถึงขณะที่อ่านบทความของผมนี้อยู่ ประเทศไทยของเราก็เปลี่ยนแปลง

        แต่เราเคยคิดไหมว่า การเปลี่ยนแปลงที่ทั้งหมดเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นของใครและมีโทษกับใคร

        ย้อนกลับไปเมื่อครั้งประเทศสยาม ยังมีพระมหากษัตริย์ปกครอง พระมหากษัตริย์อาจทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่คนบางคนไม่ชอบใจ แต่ผมก็มั่นใจว่า พระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงทำไปนั้นทั้งหมดพระองค์ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรเป็นหลัก เช่น การเลิกทาส การออกโฉนดที่ดิน ความเจริญของประเทศหลายอย่าง เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ รถไฟ คลองชลประทาน หรืออุตสาหกรรม การธนาคาร ก็เป็นเพราะองค์พระมหากษัตริย์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเปลี่ยน ไม่ใช่หรือ

        ในครั้งนั้น คนไทยเรารู้จักเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน (Public Administration) ไม่มากนัก (ผมมั่นใจอย่างนั้น) และการเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งสำคัญๆ และใหญ่ๆ ๒-๓ ครั้งนั้น ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร หรือประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

        และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ก็เป็นไปได้ยากเหลือเกินที่จะไม่กระทบกับคนบางกลุ่ม แต่หากว่าเป็นผลประโยชน์แก่คนส่วนรวมมากกว่าแล้ว ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อว่าจะได้มากกว่าเสีย

         ดังเช่นการเลิกทาส (การให้เสรีภาพแก่คนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม) สำหรับผมแล้วนี่คือความมุ่งมั่น และห้าวหาญขององค์พระมหากษัตริย์ เป็นการเสียสละที่ตระหนักว่า จะเกิดอะไรขึ้นแก่ราษฎรและประเทศชาติ

         น่าเสียดายว่า ทุกวันนี้เรา ไม่เคยคิดถึงผลจากการเปลี่ยนแปลง ในมุมมองนี้ เราจึงไม่เคยฉุกคิดว่า ใครคือผู้ได้ ใครคือผู้เสีย ตัวจริง

         หลายคนชอบกล่าวว่า เมืองไทยจะเจริญกว่านี้ ถ้าล้มระบบล้าหลัง คร่ำครึ หลายอย่างถูกล้มเลิก ในความคิดเห็นของผม…ผมรู้สึกว่า คนที่พูดเช่นนี้ เพราะไม่เคยทำความเข้าใจมันให้มากเพียงพอ…ได้ยินแล้วก็ช้ำใจทุกครั้ง

         แต่เมื่อระบบราชการถูกผลักดันให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ มาเป็นระบบเน้นประสิทธิภาพ (CEO) เน้นการจัดการ มองคนที่สมรรถนะ (Competency) และความเก่ง (Performance) ตามเงื่อนไขของการตลาดและบริการสมัยใหม่ แม้จะเป็นแนวคิดที่เป็นไปตามยุคสมัย เราปรบมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างกึกก้อง…แต่หาได้เฉลียวใจไม่ ว่าเรารู้จักธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ดีมากน้อยเพียงใด

         แต่หากเราไม่มีความรู้เท่าทันกับแนวคิดเช่นนี้ ความเป็นมนุษย์ก็จะหายไป ในระบบจะมีแต่การแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เกิดการคอร์รับชั่น (Corruption)ในวงกว้าง เราคุยเรื่อง “สิทธิ” ของฉัน “โอกาส” ของเธอ มากกว่าจะพูดเรื่อง “ความรับผิดชอบ” ของเรา หรือ “คุณค่า” ของงาน

         เราจะสรรเสริญกันแต่คนเก่ง คนโกง แต่มองข้ามคนดี สิ่งสำคัญที่สุดเราจะลืมเรื่องความ “เห็นใจ-เข้าใจ” “เมตตา-กรุณา-ให้อภัย” มาถึงวันนี้ เราได้พิสูจน์แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราเข้าใจมันไม่ถ่องแท้ กำลังจะเป็นหายนะมากแค่ไหน

         สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อุปสรรคของการเปลี่ยนแปลงประเทศ

         ตรงกันข้าม ผมอยากบอกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ รู้จักคนไทยและบ้านเกิดเมืองนอนของเราอย่างลึกซึ้ง ต้องการให้ความเจริญก้าวหน้าเกิดแก่ราษฎรของพระองค์ตลอดเวลา

        ทรงระมัดระวังผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุด

        และเลือกที่จะทดลองผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าผลนั้นจะดีหรือเลวร้าย ต่อเมื่อได้ผลว่าดีจริง ไม่มีผลร้าย หรือผลร้ายน้อยที่สุด พระองค์จึงจะนำมาเผยแพร่แก่ราษฎร

        การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมในการปกครอง การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปกฎหมาย การรักษาสิ่งแวดล้อมแบบ CSR แม้กระทั่งความยั่งยืนของชุมชน (Sustainable Communities) ที่หลายคนชื่นชมเหลือเกินว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นสากลนิยม เป็นโลกใหม่ที่ล้ำยุค (ขออนุญาตใช้คำว่า Post Modern)

        ผมอยากร้องตะโกนบอกทุกคนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทุกยุคทุกสมัย ทรงเข้าพระทัย (ใจ) ในเรื่อง “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ต่อราษฎรของพระองค์อย่างสูงที่สุด

        และพระองค์ก็ไม่เคยขัดขวาง ตรงกันข้ามกับทรงให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด ให้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างระมัดระวัง ด้วยความรักและห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ ตราบวันนั้นจนถึงวันนี้

        ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยในสมัยประชาธิปไตยทุกวันนี้ พวกเรารู้ชัดว่าทุกคนยากดีมีจน ไม่เสมอกันดังคำตามทฤษฎี โอกาสเข้าถึงไม่ทัดเทียมกัน มือใครยาวก็คงสาวได้สาวเอา แล้วประชาชนตาดำๆ จะทำอะไรได้บ้าง..

        ผมอยากตะโกนให้ดังก้องถนนราชดำเนิน ว่าเราคิด และเรียนรู้กันอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มันมีคุณหรือมีโทษ ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของเรามากกว่ากัน

       ว่าใครหรืออะไรคือตัวขัดขวางความเจริญของประเทศของเรา ตัวจริง

       พวกเราไปร้องตะโกนที่ถนนราชดำเนินกันดีไหมครับ……..???

…………………………………………

ที่มา : บางส่วนจาก https://www.facebook.com/chulcherm.yugala




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics