ทฤษฎีความยุติธรรมของจอห์น รอลว์ส (John Rawls’ A Theory of Justice)

แบ่งปัน

ทฤษฎีความยุติธรรมของจอห์น รอลว์ส

(John Rawls’ A Theory of Justice)


โดย:องศาสตราจารย์ ดร.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์

จอห์น บอร์ดเล่ย์ รอลว์ส (John Bordley Rawls) เกิดที่เมืองบัลติมอร์ เป็นลูกชายคนที่สองในบรรดาลูกห้าคนของนายวิลเลียม ลี รอลว์ส (William Lee Rawls) ซึ่งบิดาของรอลว์สไม่ได้จบโรงเรียนกฎหมาย แต่เป็นเพียงเสมียนทำงานในสำนักงานกฎหมาย ได้เรียนรู้งานอย่างเพียงพอจนกลายมาเป็นนักกฎหมายที่สามารถถกเถียงข้อกฎหมายได้ในศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มารดาของเขาเป็นนักพิทักษ์สิทธิในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งต่อสู้เรื่องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของสตรี จอห์น รอลว์สได้รับอิทธิพลในด้านพัฒนาการทางจริยธรรมและความคิดทางการเมืองอย่างสำคัญจากทั้งบิดาและมารดาของเขา

จอห์น รอลว์สเป็นนักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกันที่มีความสำคัญมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมโลกร่วมสมัย จอห์น รอลว์สเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 รอลว์สเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาการเมืองของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เขาเป็นนักปรัชญาการเมืองแนวเสรีนิยม งานเขียนที่สำคัญ ได้แก่ A Theory of Justice (1971), Political Liberalism (1993), The Law of Peoples (1999), Justice as Fairness: A Restatement (2001).

ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice)

ก่อนยุคสมัยของจอห์น รอลว์ส ความยุติธรรมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ซึ่งมองว่า สังคมควรจะยังประโยชน์ที่ดีงามที่สุดให้กับกลุ่มคนส่วนมากที่สุดในสังคม จึงจะเรียกได้ว่าสังคมนั้นมีความเป็นธรรมทางสังคม จอห์น รอลว์สไม่เห็นด้วย เพราะว่าการใช้แนวคิดดังกล่าวทำให้คนส่วนน้อยถูกลิดรอนสิทธิ ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดอรรถประโยชน์นิยมยังมีผลให้เสรีภาพของปัจเจกบุคคลมีความสำคัญเป็นอันดับสอง เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

ในทฤษฎีความยุติธรรม จอห์น รอลว์ส พยายามแสดงการประนีประนอมอย่างมีหลักการระหว่างเสรีภาพ (liberty) กับความเสมอภาค (equality) โดยนำเสนอให้เห็นชุดของแนวคิดที่มองความยุติธรรมเสมือนการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม (justice as fairness) รอลว์สใช้แนวคิดดังกล่าวเป็นชุดแนวคิดหลักในการถ่ายทอดเนื้อหาของความยุติธรรมในฐานะที่เป็นการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม เขาพยายามที่จะแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ การกระจายความยุติธรรม” (Distributive Justice)

รอลว์สตั้งคำถามถึงหลักการสัญญาประชาคม (Social Contract) เราควรจะยอมรับหลักการความยุติธรรมใดบ้าง เมื่อเราตกลงใจที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่น แต่เรายังคงอยากที่จะรักษาผลประโยชน์ของเรามากๆ และลดภาระต่างๆ ลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยที่ยังต้องประสานงานกับผู้อื่น ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม หรือ Justice as fairness เป็นทางออกของผู้คนธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นทั้ง นักบุญที่แสนจะเสียสละและไม่ได้เป็น คนละโมภที่สุดจะเห็นแก่ตัวเขาเห็นว่า มนุษย์เราโดยทั่วไปเป็นผู้มีเหตุผล รู้ความเหมาะความสมควรและเข้าใจในเหตุผลได้ (rational and reasonable) เราทุกคนมีจุดมุ่งหมายปลายทาง เราทุกคนอยากที่จะบรรลุความสำเร็จ เราจะมีความสุขมากที่เราบรรลุความสำเร็จพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ถ้ามันเป็นไปได้ เรายังอยากให้การบรรลุความสำเร็จของเราเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการและความปรารถนาของเราแต่ละคนมักมีความแตกต่างกัน ปัญหาก็คือ เราจะหาหลักการอะไร? ที่จะเป็นที่ยอมรับของเราแต่ละคนได้

หลักการข้อแรก รอลว์สเสนอแบบจำลอง (model) ของสถานการณ์ที่มีความเป็นธรรมเท่าเทียมกัน (fair situation) เพื่อช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ เขาเสนอว่า เราควรยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในเสรีภาพที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน (A principle of equal basic liberties) เพื่อปกป้องคุ้มครองเสรีภาพในด้านต่างๆ ที่เราคุ้นเคยเป็นอันดี อาทิ เสรีภาพในด้านวิชาการ เสรีภาพในด้านการสมาคม และเสรีภาพในการแสดงออก และอื่นๆ ทุกคนในสังคมต้องได้รับสิทธิเสรีภาพพื้นฐานอย่างเข้มข้นและอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ

ยิ่ง ไปกว่านั้น เราต้องการที่จะมีหลักประกันว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งใดในสังคม เสรีภาพจะเสมือนเป็นตัวแทนทางเลือกที่มีความหมายต่อเรา ตัวอย่างเช่น การมีหลักประกันที่เป็นทางการในด้านเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพในการรวม ตัว ถือว่ามีคุณค่าน้อยมากต่อคนยากจนและคนที่อยู่ชายขอบสังคม จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้คนทุกคนในสังคมมีโอกาสที่มีผลเป็นจริง ในชีวิต อย่างน้อยที่สุด เราต้องการให้เสรีภาพของเราทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน ไม่ว่า บุคคลนั้นจะอยู่ส่วนใดในสังคม บุคคลนั้นย่อมต้องการให้ชีวิตของเขามีคุณค่า ที่มีเสรีภาพอันมีผลจริงที่จะทำให้ชีวิตของเขาหรือเธอได้บรรลุเป้าหมายที่ ต้องการ

หลักการข้อที่สอง ได้แก่ หลักการเรื่องความแตกต่าง หลักการข้อนี้เป็นหลักประกันว่า เมื่อบุคคลที่มีสภาพและแรงจูงใจคล้ายๆ กันก็พึงได้รับโอกาสในชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้น คนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคมก็ควรจะได้รับโอกาสอย่างทัดเทียม ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมจะถือว่าเป็นความยุติธรรมก็ต่อเมื่อ ความไม่เท่าเทียมนั้นได้ช่วยส่งเสริมให้คนที่ด้อยโอกาสที่สุด-คนที่ยากจนที่สุดได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

แนวคิดของจอห์น รอลว์สคือการมองว่า สังคมที่มีความยุติธรรมนั้น กฎหมายและสถาบันต่างๆ ไม่ควรให้ประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่งบนต้นทุนของคนกลุ่มอื่นๆ บนฐานธรรมชาติและฐานสังคมที่มีความแตกต่างกัน ในการพัฒนาแนวคิดที่ว่าความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม “Justice as fairness” รอลว์สบอกให้เราลองใช้จินตนาการตัวเรา ที่ตัดสินใจเลือกหลักความยุติธรรมจากจุดกำเนิดของความเป็นธรรม อย่างที่เราไม่ต้องคำนึงถึงฐานะทางสังคม เศรษฐกิจของเรา ไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์ของเรา เพศ หรือความสามารถที่ติดตัวเรามา ตลอดจนข้อเท็จจริงทางสังคมอื่นๆ รอลว์สเสนอว่า ประการแรก เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ กับเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และโอกาสที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนในสังคม และประการที่สอง ต้องพยายามแบ่งสรรปันส่วนรายได้และความมั่งคั่งไปยังกลุ่มคนที่ยากจนให้ได้อย่างทั่วถึงที่สุด

กระนั้นก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือ เราจะทำให้ประชาชนในสังคมเห็นพ้องด้วยกับการมีโครงสร้างสังคมที่สอดรับกับหลักการทั้งสองประการของจอห์น รอลว์ส ได้อย่างไร?

จอห์น รอลว์สตอบว่า เราจำเป็นต้องรื้อฟื้นแนวคิดสัญญาประชาคมของนักคิดยุคก่อนๆ อาทิ โทมัส ฮอบบ์ส (Thomas Hobbs) จอห์น ล็อค (John Locke) และฌอง ฌาค รูซโซ (Jean Jacques Rousseau) ทั้งนี้ สำหรับคนที่จำเป็นต้องตัดสินใจในส่วนที่เป็นสัญญาประชาคม รอลว์สเสนอแนะให้ใช้แนวความคิดที่เรียกว่า ปกปิดความไม่รู้” (veil of ignorance) ซึ่งหมายถึงว่าบุคคลแต่ละคนจะต้องเลือกกฎกติกาที่จะดำรงชีวิตอยู่ โดยปราศจากความรู้ว่า ตนเป็นคนร่ำรวยหรือเป็นคนยากไร้ในสังคมนั้น สถานะตรงนี้ รอลว์สเรียกมันว่า ตำแหน่งจุดกำเนิด” (Original Position)

ปัจเจกชนผู้หนึ่งผู้ใดที่อยู่ในตำแหน่งจุดกำเนิด จะเลือกสังคมในตำแหน่งที่อาจจะเลวร้ายที่สุด ซึ่งเท่าที่เขาหรือเธอพอจะล่วงรู้ได้คือ สถานการณ์ที่เขาหรือเธอเผชิญอยู่อาจจะยังดีกว่าสถานการณ์เลวร้ายในระบบของผู้อื่น รอลว์สเห็นว่า ผลที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่มีความยากลำบากที่สุดจะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุด คนที่ยากไร้ที่สุดในสังคมจะได้รับการยกระดับความเป็นอยู่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมไม่ได้ถูกขจัดออกไป ทว่านำมาให้แก่ผู้ที่มีความยากไร้ขาดแคลนและมีความต้องการอย่างที่สุด กระนั้นก็ตาม ความไม่เท่าเทียม-ที่เราต้องให้คนยากไร้มากกว่าคนอื่นนั้น ก็จะต้องอยู่ในระดับน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ผลงานระยะหลังของจอห์น รอลว์ส เป็นการเสนอแนะว่าสังคมที่มีความเป็นพหุลักษณ์ (Pluralistic society) สามารถที่จะเป็นสังคมที่มีความยุติธรรมสำหรับสมาชิกทุกคนในสังคม เขาเสนอความเห็นว่า สาธารณชนควรจะค้นหาคำตอบอย่างมีเหตุผล โดยหลีกเลี่ยงเหตุผลในเชิงศาสนาเข้มข้นหรือเหตุผลตามลัทธิปรัชญาต่างๆ รอลว์สนับถือแนวคิดของคานท์ (Kant) เป็นอย่างยิ่ง เขายกความคิดของคานท์มากล่าวว่า ตามหลักการของประชาธิปไตยเสรีที่มีเหตุผลอันรับรู้กันแพร่หลาย เราพึงหลีกเลี่ยง สงครามอย่างที่สุด

จอห์น รอลว์สได้รับการวิจารณ์ว่า แนวความคิดของเขาเป็นแนวคิดเฟ้อฝันแบบยูโธเปียที่ไม่อาจจะคาดหวังผลได้แท้จริง เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนการมองโลกด้วยสายตาของเด็กไร้เดียงสา (Damon Linker, 2000, National Review) บางท่าน อาทิ นักปรัชญาแนวอนุรักษ์นิยมที่ชื่อ โรเบอร์ต โนซิก (Robert Nozick) มองว่าข้อคิดเห็นของรอลว์สมีลักษณะของนักปรัชญาความเท่าเทียมที่ไร้สาระ ทว่ามีผลสะเทือนไปยังหนังสือหรือบทความมากกว่า 5,000 เล่ม หนังสือของรอลว์สขายได้มากกว่า 200,000 เล่ม นับเป็นหนังสือวิชาการที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง

ผู้อ่านหนังสือของเขาพากันประทับใจกันอย่างสุดๆ กับความฉลาดแหลมคมและความชัดเจนในเชิงจริยธรรมของเขา เบน โรเจอร์ส (Ben Rogers, 1999, The New Statesman) กล่าวยกย่องว่า จอห์น รอลว์สเป็นนักปรัชญาที่พูดภาษาอังกฤษที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักปรัชญารุ่นเดียวกันกับเขา เขาแสดงการผสมผสานการทดลองทางความคิดอย่างหาญกล้า มีความแกร่งแข็งของแนวความคิด และจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ที่เยี่ยมยอด งานของเขาถือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นความคิดวิเคราะห์ทางการเมืองที่สำคัญ

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics