แฉแผนบันได3ขั้นพท.-แดงดันโหวตรธน.
- วันอาทิตย์ 15 กรกฎาคม 2555 20:00
- ข่าวเด่นวันนี้
- อ่าน 3 ครั้ง
- ยังไม่มีความเห็น
15ก.ค.2555 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” ถึงทางออกที่ดีที่สุดหลังมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภาควรชะลอการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ออกไปก่อน เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าจะต้องโหวตภายในเมื่อใด โดยระหว่างนี้ให้จัดทำประชามติสอบถามประชาชนทั้งประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา หากประชาชนต้องการก็เดินหน้าโหวตวาระ 3 แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการก็ถือว่า 2 วาระที่ผ่านมาเป็นอันจบไป ทางออกนี้ถือว่าดีที่สุดในขณะนี้ความสงสัยต่างๆให้กลับไปถามประชาชน และทุกฝ่ายต้องยอมรับ
นายปริญญา กล่าวแสดงความกังวลว่า การเดินหน้าโหวตวาระ 3 จะเป็นการโยนภาระและแรงกดดันทั้งหมดไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะเมื่อโหวตเสร็จสิ้นตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำกฎหมายนี้ไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายในเวลา 20 วัน ดังนั้นจึงเป็นการมิบังควรที่จะนำเรื่องซึ่งยังเป็นความขัดแย้ง แตกต่างในแง่การตีความระหว่างรัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญ ถวายให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย ซึ่งหากยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายฝ่ายการเมืองควรจะเคลียร์ให้จบก่อนจะเสนอให้นายกฯทูลเกล้าฯ นายปริญญา แสดงความเห็นกรณีที่พรรคเพื่อไทย อ้างว่าการให้ลงประชามติเป็นเพียงคำแนะนำจากศาลไม่ใช่คำวินิจฉัย ดังนั้นรัฐสภาจึงไม่จำเป็นต้องปฎิบัติตาม ด้วยว่า พรรคเพื่อไทยมีความชอบธรรมที่จะตีความแบบนั้น เพราะศาลไม่ได้สั่งให้เลิกกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง เพียงแต่บอกว่าควรจะไปทำประชามติหรือไปแก้เป็นรายมาตรา “ถ้าพรรคเพื่อไทยอ้างจุดนี้แล้วเดินหน้าโหวตวาระ 3 สถานการณ์บ้านเมืองก็จะกลับมาตึงเครียดอีกเพราะจะมีม็อบไปล้อมสภา ไม่ยอมให้ยกมือแน่ ฝ่ายค้านก็บอยคอต ทางออกที่ดีที่สุดคือย้อนกลับไปถามประชาชนว่าอนุญาตให้ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าประชาชนว่าอย่างไรก็เดินไปแบบนั้น ” นายปริญญา กล่าวตอนท้าย ”สยามสามัคคี”แฉแผนบันได3ขั้นเพื่อไทย-เสื้อแดง นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.และแกนนำกลุ่มสยามสามัคคี กล่าวถึงกรณีข้อเสนอที่จะให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าลงมติแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่า เป็นความดื้อของนักการเมืองและแกนนำคนเสื้อแดงบางคนที่มีความอาฆาตแค้นศาลรัฐธรรมนูญ คนกลุ่มนี้ไม่เคารพผลการวินิจฉัยของศาล ไม่คำนึงว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้คลี่คลายสถานการณ์ไปมากแล้ว ภาคเอกชน ภาคประชาชนต่างขานรับคำวินิจฉัยที่ออกมาแบบนี้ มีคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีเป้าหมายจะยกเลิกมาตรา 68 จากนั้นจะยุบศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความพยายามจะขืนใจสังคมไทยต่อเนื่องโดยไม่นำพาถูกผิด ขัดขวางประเทศไทยไม่ให้เดินหน้าไป ทั้งๆที่ศาลชี้ทางสว่างให้แล้ว “พรรคเพื่อไทยควรหยุดพฤติกรรมได้คืบจะเอาศอก ต้องก้าวข้ามทักษิณด้วยตัวเอง เลิกคิดเอาชนะศาล ถอนร่างรัฐธรรมนูญเดิม และร่าง พรบ.ปรองดอง ออกไป ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขปัญหาปากท้อง และปัญหาสุ่มเสี่ยงน้ำท่วมให้เกิดผลเป็นจริงจะดีกว่า คนบางคนเป็นทาสในเรือนเบี้ย วนเวียนอยู่ในวังวนปรารถนาของนายใหญ่เท่านั้น”นายประสาร กล่าว ”สดศรี” จี้ศาลรธน.บอกให้ชัดต้องทำประชามติหรือไม่ นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คนควรที่จะออกมาแสดงความชัดเจนว่าจะต้องให้มีการทำประชามติก่อนหรือไม่ หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และหากทำประชามติแล้วประชาชนเห็นด้วยให้สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จจะต้องทำประชามติอีกหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมานั้นไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะออกมาชี้แจง หรือแม้แต่โฆษกศาลรัฐธรรมนูญเองก็ตามที่ออกมาชี้แจงก็ไม่สามารถทำให้เกิดความชัดเจนได้เพราะไม่ใช่ตุลาการ ซึ่งหากไม่ออกมาชี้แจงให้ชัดเจน เชื่อว่าความขัดแย้งต่างๆก็จะยังไม่จบ “ไม่ว่าจะทำประชามติก่อนหรือหลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กกต. สามารถดำเนินการได้ทั้งนั้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณครั้งละ 2,500 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการทำประชามติประมาณ 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่อยากกล่าวไปถึงขั้นตอนนั้นเพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลย”นางสดศรี กล่าว ”โฆษกศาลรธน.ย้ำ416ส.ส.-ส.ว.416 ต้องแจงปม”จำลอง” นายสมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียกประชุมส.ส.และส.ว.ทั้ง 416 คน เพื่อหารือว่าจะต้องทำหนังสือชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ซึ่งคำร้องดังกล่าว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นผู้ร้อง หลังจากเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญยก 5 คำร้องเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291ที่ยังไม่ขัดมาตรา 68 ว่า ส.ส. และ ส.ว. 416 คนจะต้องทำหนังสือชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะเป็นคนละคำร้อง ถือว่าเป็นคนละกรณีกัน นายสมฤทธิ์ยังกล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ 2 ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีข้อเสนอแนะให้จัดทำประชามติหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ว่า จากการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ควร” หมายถึงเสนอแนะ หากรัฐสภาต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งประเด็นที่แท้จริงอยู่ที่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้แต่สามารถแก้ไขได้เป็นรายมาตรา ทั้งนี้หากรัฐสภาจะลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ทันทีหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะดำเนินการต่อไป
ขอขอบคุณ komchadluek.net






