ธรรมดีที่พ่อทำ“โอกาสทองของชีวิต”

แบ่งปัน

19

ธรรมดีที่พ่อทำ“โอกาสทองของชีวิต”

 

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เช่นเดียวกับคนไทยกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ ผมรู้สึกว่าเสมอว่าเป็นคนโชคดีที่สุด ที่ได้เกิดมาอยู่ในแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ทรงได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกในหลากหลายมิติ ..

แต่ในมิติที่สำคัญสุด คือ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยและชาวต่างประเทศทั่วโลก ทรงเป็นที่สุดด้านคุณธรรมความดีงาม ความวิริยะอุตสาหะ ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่โดดเด่นงดงามเมื่อชาวต่างประเทศได้ยินคำว่าประเทศไทย จะนึกถึง คิงภูมิพลทันที

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นต้นแบบของโลกด้านนวัตกรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพระอัจฉริยภาพอันเป็นเอกอีกหลายสาขา ที่นานาอารยประเทศพร้อมใจกันถวายพระเกียรติยศสูงสุด

ตลอดชีวิตการเกิดมา ผมเห็นพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เสด็จไปทุกหนแห่งในถิ่นทุรกันดาร โครงการแล้วโครงการเล่า ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนไทยมีสถานที่ทำมาหากิน สร้างพื้นฐานของชีวิตด้วยความสุขและความพอเพียง ภูเขาหัวโล้นกลับกลายเป็นป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์มีต้นน้ำลำธารชุบเลี้ยงชีวิต ฉ่ำเย็นด้วยธรรมะแห่งพระราชาที่ทรงนำมาใช้ในการดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียม

คำพูดที่พวกเรามักจะได้ยินบ่อยๆ ไม่ว่าจะจากปากคนไทยด้วยกันเอง หรือจากชาวต่างประเทศที่มีความคุ้นเคยกับเมืองไทย คือ

คนไทยโชคดีที่สุดในโลกที่มีพระเจ้าอยู่หัว

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งผู้มีความภาคภูมิใจในตัวตนและผืนแผ่นดินเกิด ผมมีความสุขและปลื้มปีติทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ หรือได้พบปะชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทย หลายคนจะคะยั้นคะยอให้พาไปลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อแสดงถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลายคนน้ำตาซึมด้วยความอิ่มเอมใจที่ได้ถวายความเคารพต่อพระสาทิสลักษณ์ และยังพูดซ้ำว่า

พวกคุณโชคดีมากที่มีพระมหากษัตริย์พระองค์นี้…”

ฟังแค่นี้ผมก็รู้สึกซาบซึ้ง ตื้นตัน ภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย รวมถึงดีใจแทนคนไทยทุกคนที่มีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทว่าชาวต่างประเทศหลายคนก็มีคำถามต่อว่า

“…แต่ทำไมประเทศไทยถึงเป็นแบบนี้

ผมฟังแล้วสะอึกกับคำถามที่ชวนสะกิดใจประโยคนี้ นั่นสิครับ คนไทยโชคดีเหลือเกินที่มีในหลวง แต่ทำไมประเทศไทยจึงเป็นแบบนี้

หนึ่งในคำตอบที่เป็นไปได้ คือ เรามี Idol ที่ดีที่สุดในโลก แต่เราไม่เคย l do

คนเรามักมองข้ามสิ่งใกล้ตัวที่มีคุณค่าต่อชีวิตและจิตใจ  เฉกเช่นอากาศ  ตราบเท่าที่เรายังมีอากาศหายใจ  เราคงไม่ตระหนักถึงคุณค่าของอากาศ  บางคนแทบไม่เคยสังเกตและรู้สึกด้วยซ้ำว่ามีอากาศที่หมุนวนอยู่รอบตัว  ทำให้เรามีลมหายใจ  มีพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตให้สามารถรักษาธาตุขันธ์ให้สมบูรณ์เป็นปกติสุข  แต่หากวันใดวันหนึ่ง  หรือในบางสถานที่ที่ไม่มีอากาศเพียงพอ  เราจะเริ่มรู้ซึ้งถึงคุณค่าและความสำคัญของอากาศที่เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  แต่เราไม่เคยมองเห็น  ไม่เคยสัมผัสหรือให้คุณค่าแต่อย่างใด

เช่นเดียวกัน หากวันใดวันหนึ่งเราขาดน้ำดื่มน้ำใช้ ขาดผืนแผ่นดินให้เราได้ทำกินและตั้งหลักปักฐานอย่างมั่นคงและอบอุ่น ขาดป่าอันอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ ลำธาร รวมทั้งสรรพสิ่งที่เป็นธรรมชาติเกื้อกูลชีวิตรอบตัว คงเป็นวันนั้นที่เราได้ตระหนักว่า บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญจำเป็นต่อชีวิตได้ขาดหายไป

คนเรามักเห็นคุณค่าของสิ่งสำคัญใกล้ตัวเมื่อเราสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว

ผมรู้สึกเสียดาย ที่คนไทยมีสิ่งประเสริฐสูงสุดอยู่ในแผ่นดิน แต่กลับไม่ตระหนักถึงคุณค่าในสิ่งที่เรามี

เสียดาย .. ที่เรามี Idol ที่ดีที่สุดในโลก แต่เราไม่เคย I do

เสียดาย.. ที่เรามีบุคคลต้นแบบที่คนทั่วโลกพากันยกย่องชื่นชม แต่แทบไม่มีใครที่ลุกขึ้นมาทำตามบุคคลต้นแบบของเราอย่างจริงจัง

คนไทยจำนวนมากได้แต่รักและศรัทธาในหลวง พากันเปล่งคำว่า ทรงพระเจริญเพื่อแสดงความจงรักภักดี บางคนปลื้มปีติจนหลั่งน้ำตาเมื่อได้มีโอกาสเห็นแม้เพียงพระพักตร์ของพระเจ้าอยู่หัวทางโทรทัศน์แต่จะมีสักกี่คนที่จะลุกขึ้นมาเดินตามรอยพระยุคลบาท ปฏิบัติตัวดำรงตนตามที่พระองค์ทรงทำให้ดูตลอดระยะเวลา 60 กว่าปีที่ผ่านมา

คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงที่จะบอกว่า

คนไทย มี Idol ที่ดีที่สุดในโลก

แต่เราไม่เคย I do!

ย้อนไปสี่สิบกว่าปีก่อน พระเจ้าอยู่หัวเคยมีรับสั่งแก่บรรดาครูและนักเรียนที่เข้าเฝ้าถวายพระพรให้ ทรงพระเจริญในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ ว่า

“…ต้องขอร้องทุกคนที่ขอให้ ทรงพระเจริญ ให้ทำหน้าที่ เพราะถ้าพูดหรือคิดขึ้นมาว่า ขอให้ทรงพระเจริญ เป็นคำลอยๆ เก๋ๆ ตามสมัย โดยเฉพาะในวันเฉลิมพระชนมพรรษายิ่งต้องพูด อย่างนั่นแล้วก็จะไม่ได้ผล

แต่ถ้านึกว่าทรงพระเจริญ หมายความว่าประเทศของเราจงเจริญ ก็เกิดหน้าที่ขึ้นมา แต่ละคนเกิดหน้าที่ต่อประเทศชาติ….”

จากพระราชดำรัสที่พระราชทานให้คนไทยทั้งมวล ผมขออนุญาตสรุปใจความสำคัญ หากเราต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญพวกเราคนไทยต้องรวมพลัง ร่วมมือกันทำให้ประเทศชาติเจริญ ด้วยการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำถึงหน้าที่บุคคล แม้แต่เด็กก็มีหน้าที่ ไว้ว่า

“…คนทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ แม้เป็นเด็กก็มีหน้าที่อย่างเด็ก…”

ในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระมหาชนก บทที่ ๓๔ ได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนยิ่ง ความว่า

ทุกบุคคล

จะเป็นพ่อค้าวาณิช

เกษตรกร

กษัตริย์

หรือสมณะ

ต้องทำหน้าที่ทั้งนั้น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเปิดพระทัยอย่างตรงไปตรงมา ผ่านหนังสือ ความในใจของข้าพเจ้า จากบทพระราชทานสัมภาษณ์ในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย เนื่องในโอกาสเสด็จเป็นองค์ประธานในงานเปิดตัวหนังสือ เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โดยตอนหนึ่งได้รับสั่งถึงธรรมะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอนและเน้นอยู่เสมอ นั่นคือ

ให้มีสติและสำคัญที่สุดให้สำนึกรู้ในหน้าที่ที่ตัวเองมี ในฐานะที่ข้าพเจ้าเกิดเป็นลูกของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่านสอนให้รำลึกรู้ถึงหน้าที่ที่มีต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านบอกว่าพวกเราอยู่ได้ก็เพราะประชาชน เพราะฉะนั้นต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชนคนไทย.. เกิดเป็นเจ้าต้องรับใช้ประชาชน

พร้อมทั้งทรงตอบคำถามถึงพลังใจยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทรงทำงานลุล่วง แม้ว่าจะทรงพระประชวร

พลังใจใหญ่มีจากสามพระองค์ด้วยกันที่เป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อส่วนรวมพระองค์แรก คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่สอง คือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเพราะว่าตั้งแต่เด็กมาเห็นตัวอย่างจากพ่อจากแม่ที่ทำงานทุกอย่างเพื่อ ประชาชนเราทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ได้แค่ไหน อันนี้เป็นแก่นสารของชีวิต ยิ่งเราทำให้เพื่อนมนุษย์ได้แค่ไหน นี่มันเป็นความปลาบปลื้มที่ย้อนเข้ามาหา เราทำให้มีพลังใจยิ่งขึ้นที่จะทำงานและองค์ที่ 3 ที่เป็นแรงบันดาลใจของข้าพเจ้าคือหลวงตามหาบัวซึ่งท่านเป็นพ่อบุญธรรม”

จะเห็นได้ว่า ทั้งสามองค์ทรงทำเพื่อผู้อื่นตลอดเวลา ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อพระองค์เลย ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมทูลกระหม่อมพ่อต้องทรงงานหนักขนาดนี้ แต่ตอนนี้เริ่มโตขึ้น ก็เข้าใจมากขึ้น และเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แก่แล้ว จะให้ทรงงานหนัก เสด็จไปตามสถานที่ต่างๆ เหมือนแต่ก่อนก็คงไม่ไหวแล้ว

…………………………..

เป็นความรู้สึกปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะพสกนิกรผู้หนึ่งที่ได้เฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีในโอกาสเสด็จเปิดตัวหนังสือ ความในใจของข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมนั่งเจริญสมาธิพร้อมกับพระองค์

และรับฟังเรื่องราวที่ทำให้พวกเราทุกคนได้สำนึกของการทำหน้าที่ในการได้เกิดมาเป็นคนไทย อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปล่งคำว่า ทรงพระเจริญขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตนให้สุดกำลังความสามารถเท่าที่จะทำได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถเปล่งคำๆ นี้ ได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นการระลึกไว้เสมอว่า เมื่อมี Idol แล้วเราต้อง I do!

I do คือ

การคิด ๑ เปอร์เซ็นต์

พูด ๔ เปอร์เซ็นต์

ลงมือทำ ๙๕ เปอร์เซ็นต์

หมดเวลาที่เราจะมามัวแต่คิด มัวแต่พูด แต่ไม่เคยลงมือกระทำ การกระทำกิจการงานสิ่งใดให้บังเกิดผลนั้น ควรคิดน้อย พูดน้อย แล้วลงมือทำ เป็นการทำด้วยมือและหัวใจ ไม่ใช่ทำด้วยปาก ดังพระบรมราโชวาทที่กล่าวไว้ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีความตอนหนึ่งว่า

ถ้ามัวแต่ไปคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ ทำอะไรไม่สำเร็จหรอก คิดอะไรก็ทำไปเลย ผิดถูกค่อยแก้ไป แล้วเดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ได้ออกมาเอง ถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่กล้าทำ มันจะไม่มีอะไรสำเร็จขึ้นมาสักอย่าง

บุญยิ่งใหญ่ที่ได้เกิดอยู่ใต้ร่มพระบารมี

การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภาพให้เราเห็นว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง ต้องมีบุญมาก อุปมาเหมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่งดำน้ำอยู่ในทะเล ทุกๆ ๑๐๐ ปี เต่าตาบอดจะโผล่หัวขึ้นมาหายใจหนึ่งเฮือก ในท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาลมีห่วงเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าหัวเต่าลอยอยู่ ๑ ห่วง โอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมา แล้วเผอิญหัวเต่าสวมเข้าพอดีกับห่วงนั้นยากเพียงใด โอกาสนั้นก็ยังมีมากกว่าการที่เหล่าสรรพสัตว์จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

หลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน กาลเวลาล่วงมากว่าสองพันห้าร้อยปี คนไทยในยุคปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญสูง ที่ได้เกิดมาในดินแดนที่ยังมีพระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอนอย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญยิ่ง หากเราไม่มีสั่งสมบุญมามากพอ เราคงไม่ได้เกิดมาทันแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกพระองค์นี้

นี่คือ ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกร หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ ทุกคนจะประจักษ์ความจริงแก่ใจว่า

ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปี แห่งการครองแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำอย่างเดียว

นั่นคือ คือ ทรงทำเพื่อคนไทยทั้งปวง

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นสรรพนามเมื่อต้องการจะกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือคำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นคำที่เหมาะสมที่สุด เพราะใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์ มีแต่ฝุ่น ดิน ละอองธุลี จากการเสด็จพระราชดำเนินทั่วประเทศ ไม่มีที่ไหนบนผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จไปไม่ถึง ด้วยพระบาทของพระองค์เอง เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏร เพื่อใกล้ชิดกับประชาชนของพระองค์ ตามพระราชกระแสรับสั่งว่า

ที่อยู่ของข้าพเจ้า คือ ที่ที่อยู่ท่ามกลางประชาชนคนไทยทั้งมวล

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้กล่าวคำว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทขอให้ระลึกด้วยความสุขใจและปลื้มปีติว่า สองพระบาทนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเหยียบหิน ดิน ทราย กรวด ก้อนอิฐ ฝุ่น ย่ำน้ำ ลำคลอง หนองบึง ทั่วราชอาณาจักรอย่างไม่หยุดหย่อน

จะมีพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลก ที่พระบาทจะเปื้อนฝุ่น โคลน ตม

เพื่อคนไทยได้ถึงเพียงนี้!

ในการอภิปราย 60 ปี ทรงครองราชย์ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 9 มิถุนายน 2549ท่านสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรีได้กรุณาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ตามเสด็จฯ ในวันทรงงานว่า หนทางที่เสด็จฯ ไปนั้นบางคราวทุรกันดารมาก

มีอยู่ครั้งหนึ่งนอกจากหนทางเสด็จฯ จะทุรกันดารเป็นหลุมเป็นบ่อ อย่างที่ทรงเรียกว่าทาง ดิสโก้แล้ว ผู้นำเสด็จฯ ยังนำหลงทางอีกด้วย จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรง นำทางผู้นำเสด็จฯ แทน และแม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า หนทางข้างหน้าเริ่มมืดมิด แต่เมื่อทรงมุ่งมั่นแล้วก็ไม่ทรงคำนึงถึงความยากลำบาก

“…ไปถึงจุดก็มืดค่ำแล้วครับ รถไปถึงแล้วต้องทรงพระดำเนินอีกเป็นกิโลสองกิโลท่ามกลางความมืด ไปเจอบ้านชาวบ้านมีรั้วลวดหนามกั้น ผมจำได้ว่าเป็นรั้วลวดหนามที่ค่อนข้างสูง ก้าวข้ามไม่ได้ ต้องใช้มือดึงรั้วขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลอดรั้วลวดหนาม

คิดดูสิครับ มีพระเจ้าแผ่นดินที่ไหนที่ต้องมาลอดรั้วลวดหนามเพื่อมาช่วยเหลือราษฎรแล้วท่านยังหันมารับสั่งกับผมว่า อธิบดีอย่าลืมมาซ่อมรั้วให้เขาด้วยนะ…”

ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวในการอภิปรายคราวเดียวกันว่า

“…ที่สบายๆ นั้นไม่ค่อยเสด็จฯ หรอกครับ เพราะที่สบาย ๆ นั้นไม่มีปัญหา ส่วนมากจะเสด็จฯ ไปในที่ที่มีปัญหา คือที่ที่ทุรกันดารที่สุด…”

เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า เราโชคดีมีสิ่งประเสริฐสูงสุด ได้เกิดทันในแผ่นดินนี้ เกิดทันในแผ่นดินที่พระเจ้าแผ่นดินรักประชาชนมากที่สุดในโลก เป็นผู้มีบุญญาธิการสูง เป็นมหาบุรุษผู้เป็นพลังแห่งแผ่นดิน นี่คือโอกาสทองของชีวิต เราไม่ควรปล่อยให้จังหวะสำคัญของชีวิตผ่านเลยไป โดยที่เราไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้เรายังมีโอกาสอยู่ อยากให้คนไทยลุกขึ้นมา

เพราะว่า….

บุญเก่า นำเรามาส่งตรงนี้

บุญเก่า นำเรามาส่งเป็น คนไทย

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้

นี่คือ โอกาสทองของชีวิต

ที่เราจะร่วมกันสร้าง บุญใหม่ตามรอยพระยุคลบาท

คนไทยทั้งชาติต้อง ลุกขึ้นมาสร้าง บุญใหม่ตามรอยพระองค์ท่านเพื่อไม่ให้โอกาสทองของชีวิตผ่านเลยไป

นี่คือ ช่วงเวลาสำคัญที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในสังสารวัฏฏ์ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก และไม่สามารถเกิดซ้ำได้อีก

สาเหตุที่กล่าวว่าเป็นโอกาสทองของชีวิต เป็นเพราะ

หนึ่งภพชาติต่อไป เราไม่สามารถรับประกันว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก

สองหากมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ เราไม่สามารถทราบได้ว่าจะเกิดมาเป็นคนชาติใด

สามหากโชคดีได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย เราจะมีโอกาสได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอีกหรือไม่

เส้นทางเดินแห่งเวลา ไม่สามารถย้อนกลับ หมุนเวียนมาใช้อีกไม่ได้ ขอโอกาสซ้ำสองก็ไม่ได้เวลาเป็นสิ่งเดียวในจักรวาลที่ผ่านแล้วผ่านเลย

ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรใช้โอกาสทองของชีวิตในการลุกขึ้นมาทำตาม สิ่งที่ในหลวงทรงทำให้พวกเรา ดูทั้งชีวิต เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างงดงามบนเส้นทางอันยาวไกลแห่งสังสารวัฏฏ์

แล้วเราจะไม่รู้สึกเสียดายว่า เราไม่ได้ลงมือทำ ตอนที่ยังมีโอกาส!

หน้าที่ของคนไทย คือ

ทำตามสิ่งที่ในหลวง

ทรง ทำให้ดู

ทรง อยู่ด้วยการให้




ความเห็น

  • คนไทย wrote on 10 พฤษภาคม, 2012, 15:18

    คนไทยโชคดีที่สุดในโลก..ที่มีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชน

  • กบ.ทบ. wrote on 13 ธันวาคม, 2012, 10:27

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • สมศักดิ์ wrote on 28 ธันวาคม, 2012, 9:25

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นต้นแบบของโลกด้านนวัตกรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพระอัจฉริยภาพอันเป็นเอกอีกหลายสาขา

  • อิสรพงษ์ ฉิมวิเศษ wrote on 12 มกราคม, 2013, 9:15

    หน้าที่ของคนไทย คือ

    ทำตามสิ่งที่ในหลวง

    ทรง ‘ทำให้ดู’

    ทรง ‘อยู่ด้วยการให้

  • ตรงจิตร wrote on 7 มิถุนายน, 2013, 12:17

    เบื้องพระพักตร์ตรงปลายพระนาสิกมีหยดเหงื่อประดุจหยดน้ำเกาะอยู่และกำลังจะหล่นนั่นแล้วจะเห็นได้ชัดถึงความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายของพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อพสกนิกรของพระองค์ 

  • Rachada wrote on 23 ธันวาคม, 2014, 8:11

    ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรใช้โอกาสทองของชีวิตในการลุกขึ้นมาทำตาม สิ่งที่ในหลวงทรงทำให้พวกเรา ‘ดู’ ทั้งชีวิต
     เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างงดงามบนเส้นทางอันยาวไกลแห่งชีวิต 
    ที่ผ่านมาก็ปฏิบัติอยู่เป็นนิจ แต่จะเริ่มชักชวนเผยแพร่ให้กับคนไทยให้เข้าใจและปฏิบัติตามเพิ่มมากขึ้น……โดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้เขียน

เขียน 10250 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics