ร่วมปกป้องสถาบันกษัตริย์ “วสิษฐ เดชกุญชร” กระตุ้นคนไทยเผยแพร่ความจริงสู้ความเท็จ

แบ่งปัน

23

ร่วมปกป้องสถาบันกษัตริย์

วสิษฐ เดชกุญชรกระตุ้นคนไทย

เผยแพร่ความจริงสู้ความเท็จ

พิชานัน อินโปธา

ประมวล รุจนเสรี ชี้ รบ.ของพระมหากษัตริย์ควรเอาความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้งในการปกครองประเทศ ตามเจตนารมณ์ของประมุข ด้านนักวิชาการสื่อแนะคนรุ่นใหม่หมั่นศึกษา-ทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์ สลายความไม่รู้ ช่วยเปิดเผยความจริง

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี จัดงานเสวนา ธรรมดีที่พ่อทำ… เราจะช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อมรินทร์พลาซ่า โดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการสื่อสารมวลชน และอดีตสมาชิกวุฒิสภา นายประมวล รุจนเสรี อดีต รมต.กระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ร่วมเสวนา

พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวถึงสถาบันเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและนับถือกันมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยอมรับนับถือในสถาบันเหล่านี้ มีกว่า 800 ปี ซึ่งคนไทยทุกคนต่างรู้ว่าล่วงล้ำไม่ได้ ซึ่งการที่มีผู้มีความคิดแตกต่างนั้นมีมาตั้งแต่อดีตแต่ปัจจุบันนั้นการเผยแพร่ทำได้เร็วและแนบเนียนกว่า จนคำว่า จาบจ้วงยังน้อยเกินไป เพราะการกระทำเต็มไปด้วยความหยาบคายที่ผสมไปด้วยการปลุกระดมให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งจะเห็นว่ามีคนหลงเชื่อไปเป็นไม่น้อย ฉะนั้น การที่จะต่อสู้กับความเท็จต้องต่อสู้ด้วยความจริง ถึงสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเคยทำ เพราะทุกสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกเป็นความลับ มีการเผยแพร่และถ่ายทอดเสมอมา

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีมากมาย ปัจจุบันเราสามารค้นคว้าได้ง่ายจากทางเว็บไซต์ ซึ่งคนไทยควรต้องให้ความสนใจ และศึกษาเรื่องเหล่านี้รวมถึงผู้ปกครองต้องหมั่นพร่ำสอนลูกหลาน ว่าประเทศไทยนั้นมีในหลวง และพระองค์ทรงทำอะไรไว้บ้างเพื่อประเทศไทย และประชาชนของพระองค์

พล.ต.อ. วสิษฐ กล่าวอีกว่า ไม่เคยเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทำอะไรเพื่อคนอื่นเลยนอกจากคนไทย เรียกได้ว่า พระองค์ทรงหายใจออกมาเป็นประชาชนคนไทย แม้ทุกวันนี้พระองค์ยังทรงงานไม่ได้พักผ่อน ดังนั้น เราควรต้องรู้ว่าอะไรที่เราควรจะทำ และรู้ว่าพระองค์ตรากตรำอย่างไรช่วยกันเผยแพร่ จะเป็นการตอบโต้ได้ดีที่สุด เพราะถ้าหากอำนาจความจริงเปิดเผยอย่างกว้างขวาง ความเท็จก็จะหายไป คนที่หลงผิดก็จะรู้เอง

นอกจากนี้ อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ กล่าวด้วยว่า ยังมีความเชื่อว่า รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังสามารถที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ได้ แต่ทั้งนี้ หากทำไม่ได้ถือว่ารัฐบาลนี้มีความบกพร่อง โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่จาบจ้วง หรือหมิ่นประมาท หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ ก็ควรจะลาออกไป โดยประชาชนคนไทยเองก็ต้องเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล อย่าอยู่เฉย อะไรที่เห็นไม่ควรก็บอกให้แก้ไข ให้ทางหน่วยงานได้จัดการ เพราะหากไม่ให้หน่วยงานเหล่านั้นได้ลงมือทำ เราจะไม่รู้ว่าหน่วยงานเหล่านั้นทำไม่ได้

ด้าน นายประมวล กล่าวว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด และเป็นสถาบันทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวที่มีการพัฒนาตนเองก้าวหน้ากว่าสถาบันอื่น เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงวางตนอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ

ท่านนำความดีมาให้พวกเรา แต่เราไม่มีจิตสำนึก หรือมีความสำนึกที่จะสนองต่อพระองค์ท่านมากมายนัก เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง ท่านทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป พระองค์ทรงออกประพาสไปเยี่ยมราษฎรไม่ได้ คนที่มีความคิดตรงข้าม ที่ไม่ต้องการระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เริ่มมีสิ่งเผยแพร่ มีทั้งการจาบจ้วง ล่วงละเมิด จิตใจของคนในช่วงหลังจึงถูกชักชวนหลงผิด ไม่มีความเคารพสักการะ และพยายามที่จะล่วงละเมิดให้ได้

ทั้งนี้ อ.ประมวล ชี้ให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นสามารถสะท้อนให้เห็น 2 ประการคือ

1. รัฐบาลไม่เอาใจใส่ แก้ไขสิ่งเหล่านี้ แม้บางรัฐบาลจะมีท่าทีที่ดีแต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก และบางรัฐบาลก็ปากว่าตาขยิบ ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเรื่อย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์

2. คนไทยเริ่มไม่มีจิตสำนึกที่จะจงรักภักดี ไม่มีจิตสำนึกที่จะชื่นชมบุญญาบารมีหรือความรักความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

รัฐบาลทุกรัฐบาลบอกกับประชาชนเสมอว่า ตนเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เมื่อพระประมุขประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเอาประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยใช้ธรรมะ ความถูกต้องดีงามเป็นเครื่องมือ คำถามคือ เคยมีรัฐบาลไหนบ้าง ที่น้อมนำสิ่งเหล่านี้มาพูดและทำต่อ โดยเฉพาะรัฐบาลในยุคประชาธิปไตยยิ่งไม่ค่อยพูดถึงสิ่งเหล่านี้เลยอดีต รมต.กระทรวงมหาดไทย กล่าว และว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่ง เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้น ควรต้องมีบัญญัติให้รัฐบาลต้องทำอะไรเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรือทำโดยอาศัยความถูกต้องดีงาม เพราะทุกวันนี้รัฐบาลมองว่า การปกครองแผ่นดินโดยธรรม และหลักทศพิธราชธรรมเป็นเรื่องของพระเจ้าแผ่นดิน

นายประมวล กล่าวต่อว่า ประชาชนคนไทยต้องรู้สึก ว่าสิ่งใดถูกและไม่ถูก เพราะพลังประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยได้ ไม่ใช่พลังของนักการเมือง ข้าราชการ หรือทหาร ถ้าประชาชนรู้คิด รู้พิจารณา รู้เลือก และรู้กระทำ

เราตระหนักดีแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นที่เคารพสักการะ ถ้ารู้อย่างนั้น อย่ารู้เพียงคนเดียว ขยายออกไปสู่สังคมภายนอกให้กว้าง ที่สำคัญคืออย่าให้สายไป ด้วยสิ่งที่เราพบเห็นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่พี่น้องเราหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และหลงระเริงไปตามกระแส ฉะนั้น เราต้องมองว่า กระแส มาได้ก็ต้องไปได้ หากเราคิดจะเป็นลูกรักของในหลวง จงรักพี่น้องของเราทุกคน อย่าเพิ่งไปสรุปว่า คนกลุ่มนั้นเป็นคนไม่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นความเข้าใจที่ผิด ใช้สติ ใช้ปัญญา ดูว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างไร

ด้าน ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงคลิปวิดีโอพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องการจัดการน้ำ เมื่อปี 2538 ว่า เป็นวิดีโอที่ตนนั้นเจอโดยบังเอิญ ระหว่างที่กำลังเก็บของหนีน้ำท่วม และเมื่อเปิดดูจึงรู้สึกว่า ทุกคนควรจะได้ดูด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนคำพยากรณ์ที่พระองค์ทรงเตือนไว้ แต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติต่อ

เราต้องหาความรู้และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะลูกหลาน คนรุ่นใหม่ ต้องหมั่นหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะหากอ่านประวัติศาสตร์จะรู้ได้ว่า ผู้ที่ขยายเขตแดน คือพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จึงเรียกว่า ราชอาณาจักรทั้งนี้บุญบารมีของพระองค์ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญดร.สมเกียรติ กล่าวและว่า ฉะนั้นขอให้คนไทยรุ่นใหม่อ่านและทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ เพราะข้อเท็จจริงและความรู้เหล่านี้ จะช่วยไปสลาย “ความไม่รู้” ให้หมดไปได้

ทั้งนี้ ดร.สมเกียรติ เห็นว่าต้องเริ่มต้นแก้ไขที่พื้นฐานการศึกษา จึงเสนอให้มีการเปิดสอนหลักสูตรวิชา ปรัชญาการเมืองและการปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย ทำให้เกิดการบูรณาการให้เห็นเป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ เราต้องทำให้ความคิดของพระองค์เป็นระบบ และปรากฏออกมา

ขณะที่ พ.ต.อ. ญาณพล กล่าวถึงการจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้คือ อย่าทำอะไรที่ระคายเคืองต่อพระมหากษัตริย์ และหากเราเจอใครที่ว่าให้ร้าย หรือหมิ่นประมาท ไม่ควรตอบโต้อย่างเปิดเผย ควรรายงานส่งถึงเฉพาะคนที่ควรรายงาน แทนการส่งให้หลายคน เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นเหมือนการเผยแพร่ต่อๆกันไปเช่นกัน

ทุกคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงรับทราบทั้งหมด แต่ไม่เคยถือโทษ เพราะพระองค์เข้าใจ และเห็นว่าทุกคนเป็นลูก”

พ.ต.อ. ญาณพล กล่าวด้วยว่า เราต้องใช้ความรักมาคุยกัน เพราะบางคนนั้นถูกผลักให้ไปอยู่ผิดที่ เราต้องดึงคนเหล่านั้นกลับเข้ามา ทุกฝ่ายที่ดำเนินการพยายามเอาสถาบันมาเป็นนโยบาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี อย่าเอาเรื่องสถาบันมาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว

ด้าน นายดนัย กล่าวว่า คนไทยอยู่ใกล้มาก จนไม่ให้ความสำคัญ ฉะนั้น ต้องลุกขึ้นมาปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำไว้

ปลุกความกล้าเชิงจริยธรรม เราต้องมีสายตาเช่นเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เราต้องมองทุกคนเป็นพี่น้อง อย่าไปพุ่งประเด็นเฉพาะที่ไม่ดี ต้องรู้จักให้โอกาสคน เพราะไม่เช่นนั้น จะเป็นการผลักดันให้คนเหล่านั้นยิ่งออกห่าง ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือดึงคนเหล่านั้นกลับมา และให้โอกาสกันอีกครั้ง”

 

ขอขอบคุณ ที่มาจาก http://www.thaireform.in.th




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10260 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics