“คำอริยะถึงในหลวง”(2จบ)

แบ่งปัน

คำอริยะถึงในหลวง(2จบ)

                                                                                   โดย โจโฉ

ถ้อยคำของพระอริยะ ที่กล่าวถึง ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  ทรงเป็นที่ยอมรับทั้งจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  รวมถึงพระอริยะและผู้ทรงคุณธรรมหลายท่าน ว่าทรงสนพระทัยในการศึกษาปฏิบัติธรรม ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติสมาธิ-วิปัสสนากรรมฐาน ทรงสนใจจริงจังทั้งขณะทรงออกบวชและหลังทรงลาสิกขาแล้ว  ก็ยังทรงนิมนต์พระกรรมฐานให้มาแสดง  พระธรรมเทศนาในพระราชวังเป็นประจำ

เสด็จพระราชดำเนินพบปะเพื่อสนทนาธรรมกับพระวิปัสสนาจารย์หลายองค์ทั่วประเทศ เช่น  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ , หลวงปู่ฝั้น อาจาโร , หลวงปู่ขาว อนาลโย,  หลวงปู่ดูลย์ อตุโล,   หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ,    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,  หลวงพ่อพุธ ฐานิโย, พระอาจารย์แบน ธนากโร,  หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, หลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนา,  หลวงปู่หลุยส์ จันทสาโร,  หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย, พระอาจารย์วัน อุตตโม,  หลวงปู่นำ ชินวโร, พระราชพรหมญาณ หลวงพ่อฤาษี, หลวงพ่อเกษม เขมโก, หลวงปู่สิม พุทฺธจาโร  ฯลฯ

        พระองค์คือผู้ทรงญาณขั้นสูง

        ให้ลองสังเกตดูว่า ไม่ว่าในหลวงเสด็จไปที่ไหน จะทรงนิ่งมาก ๆ  ในขณะที่คนอื่นขยับแล้วขยับอีก ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า.. “นี่คือลักษณะของผู้ที่ทรงฌาณขั้นสูง” จึงทำให้.. ทรงนิ่งเฉย  ได้ในทุกสถานที่

แม้ว่า จะทรงเหนื่อย หรือ ต้องเจอสภาวะกดดันต่างๆ ก็ทรงประทับนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน หรือตลอดทั้งวัน (อยากให้ทุกท่านทดลองนั่งนิ่งๆ สักชั่วโมง จะได้รู้ว่าทำยากแค่ไหน)

รวมคำพูดจากพระอริยะหลายรูป

ที่กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙

        “ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์น๊ะ..”

        กล่าวโดยพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (เจ้าคุณนรฯ)

พระผู้มีจริยวัตรงดงาม  สละความสุขทางโลก   ที่ถือว่ามีครบทุกอย่าง ทั้ง ฐานะ ยศ และคู่ครอง   ออกบวชตลอดชีวิต  ฉันมื้อเดียว ไม่ฉันอาหารในวันพระ  เป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย  ท่านเป็นพระที่สันโดษมาก กุฎิไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้หลอดไฟสักดวงก็ไม่มี  ไม่รับกิจนิมนต์ แต่จะมุ่งเน้นการปฎิบัติสมาธิภาวนาอยู่ในกุฎิ  ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต  อยู่ในเพศบรรพชิตเป็นระยะเวลา 46 ปีเต็มจนมรณภาพ

 ———————–

        “พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย..”

กล่าวโดยหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

หลวงปู่แหวน ออกบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 9 ปี เงียบขรึมพูดน้อย  ฉันอาหารมื้อเดียว เมื่ออายุประมาณ 30 ปี  ได้เริ่มออกธุดงค์เรื่อยมา จนมาพบกับหลวงปู่ตื้อ อาจลธรรมโม ซึ่งเป็นผู้ชักนำให้ได้มาพบและฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เกิดความซาบซึ้งและเป็นทางแห่งการแสวงหาธรรมตามที่ประสงค์ หลัง

หลวงปู่แหวนยังคงออกธุดงค์กรรมฐาน แสวงหาที่วิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรเรื่อยมาจนอายุ 75 ปี จึงมาจำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ ตามการนิมนต์ของพระอาจารย์หนู  เป็นพระสายวิปัสสนา ไม่รับกิจนิมนต์โดยเด็ดขาด และพำนักประจำอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งจนมรณภาพ ในวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี

” บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก ก็ต้องหมั่นบำรุงรักษาเอา ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูกไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้าง ต้องทำเอาเอง “

        —————————————————-

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก(เจริญ สุวัฑฒโน) ได้บอกเล่าถึงความสนพระราชหฤทัย ในพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ดังนี้ …………

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ มาตั้งแต่พระชนมพรรษายังน้อย ดัง ที่ได้เคยทราบไว้ ได้ทรงพอพระราชหฤทัยในการฟังเทศน์ที่มีอยู่เป็นประจำ ในคราวบำเพ็ญพระราชกุศลถวายที่  พระบรมศพรัชกาลที่ ๘  แม้จะเป็นเทศน์กัณฑ์ยาว ก็ทรงพอพระราชหฤทัยฟัง ทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนา   เมื่อได้ทรงพบปะกับพระมหาเถระผู้ใหญ่  ก็มีพระราชปุจฉาและทรงสดับข้อธรรมนั้นๆ อยู่เนืองๆ  โดยเฉพาะมีโอกาสเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร(ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) ได้ทรงสดับฟังธรรมเป็นครั้งคราวตลอดมา ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยในธรรม และสนพระราชหฤทัยในพุทธศาสนามากขึ้น”

        สมเด็จพระญาณสังวรฯได้ทรงเล่าถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวช ว่า…

“…พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงพระผนวชตามราชประเพณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หามิได้ แต่ทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มิได้เป็นบุคคลจำพวกที่เรียกว่า หัวใหม่ไม่เห็นศาสนาเป็นสำคัญ  แต่ได้ทรงเห็นคุณค่าของพระศาสนา 

 ฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญก็กล่าวได้ว่า… บวชด้วยศรัทธา   เพราะทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธา ประกอบด้วยพระปัญญา และได้ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด…

สมเด็จพระสังฆราช ยังได้ทรงกล่าวถึงพระราชจริยวัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า  ในด้านหน้าที่ราชการนั้น ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางพระพุทธศาสนา ตามราชประเพณีโดยมิได้ขาดตกบกพร่อง 

เช่น… พระราชกรณียกิจเนื่องในเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมือง

——————————–

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน  (วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี)

        ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของไทย ทำงานปรารถนาความเป็นอะไร  

ทำงานกันจนไม่มีเวลาพักผ่อน…”

” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นี้ คือหัวใจของชาติไทยเรา  ให้พากันเทิดทูน อย่าพากันดูถูกเหยียดหยามทำลาย เช่นอย่างจะทำลายจะไม่ให้มีพระเจ้าอยู่หัว  มันคนเกิดมาแล้วพ่อแม่ตายหมด  มีแต่ลูกกำพร้าหยิมแหยมๆ  มันใช้ไม่ได้นะ  สกุลใดที่มีคนคับแคบอยู่ในบ้านนั้นเมืองนั้นแล้ว   สกุลนั้นไม่เจริญ  สกุลใดที่มีความกว้างขวาง มีจิตใจอันกว้างขวาง พิจารณารอบคอบเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวมผู้นั้นเป็นผู้ดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ของพวกเรา  คือหัวใจของคนไทยทั้งชาติ ให้พากันทะนุถนอมนะ อย่าพากันไปทำลาย จะมีแต่ลูกหยอมแหยมๆ พ่อแม่ผู้ให้ความร่มเย็นไม่มีมันไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรต้องรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ ในประเทศไทยเราก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นี้คือหัวใจของชาติ  ให้พากันเคารพเทิดทูน อะไรที่เป็นหลักใหญ่ของชาติของส่วนรวมให้พากันรักษา  พากันเทิดทูน อย่าพากันทำลายโดยอวดดี “

หลวงตาพระมหาบัว ออกบวชเมื่ออายุ 20 ปี ตั้งใจศึกษาและปฎิบัติอย่างจริงจัง สอบได้นักธรรมเอก และเปรียญ 3 ประโยคได้ภายใน 7 พรรษา มุ่งหน้าไป ทางป่าเขาแถวนครราชสีมา ท่านมุ่งมั่นกับการปฏิบัติมาก โดยนั่งสมาธิเต็มกำลังคราวละ 9-10 วัน โดยเว้น 2 คืนบ้าง 3 คืนบ้าง จนก้นแตก   ปฏิบัติเข้มข้นไม่ค่อยได้ฉันอาหาร  นานๆ จึงออกบิณฑบาตรครั้งหนึ่ง  บางคราวหายไปนาน จนชาวบ้านเป็นห่วง นึกว่ามรณะภาพ ต้องส่งคนมาดู  และประกาศได้ว่าชาตินี้ท่านจะเกิดเป็นชาติสุดท้ายไม่กลับ มาเกิดอีกแล้ว ซึ่งหลายคนก็ได้ประจักษ์กับตาตนเองมาแล้วว่า ผม เล็บ และแม้แต่ชานหมากของหลวงตา กลายเป็นพระธาตุตั้งแต่ขณะที่ท่านยังดำรงธาตุขันธ์หรือมีชีวิตอยู่ เส้นผม ที่เป็นพระธาตุก็มีรูปร่างเดิมคือเป็นเส้นๆ แต่กลายเป็นแก้วใส เป็นที่อัศจรรย์ใจสำหรับผู้พบเห็นอย่างมากทีเดียว หลังวันพระราชพิธีเพลิงศพ ก็ปรากฎผลึกแก้วใสในกระดูกท่านจำนวนมาก  และต่อมาไม่นาน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านก็กลายเป็นพระธาตุจำนวนมาก

———————————–

        หลวงปู่ดู่รักในหลวงมาก

ในสมัยที่หลวงปู่มีชีวิต ท่านจะกำชับให้ลูกศิษย์ของท่านเอาบุญจากการภาวนา   รวม เข้ากับบุญของพระพุทธเจ้า   และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย   ถวายให้ในหลวง รวมทั้งแผ่เมตตาให้เทพเทวาผู้ปกรักษาพระองค์ท่าน ให้มีความสุขแล้วก็กรวดน้ำให้ เจ้ากรรมนายเวรของพระองค์ท่าน ให้ไปเกิดในสุคติภูมิ 

หลวงปู่กล่าวว่า..  ” หากไม่มีในหลวง พระพุทธศานาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ”      หลายครั้งที่ลูกศิษย์จะรับทราบได้ว่า  หลวงปู่จะเข้าที่เพื่ออธิษฐานช่วยในหลวงในยามที่พระองค์ทรงพระประชวร

หลวงปู่สอนว่า นักปฏิบัติต้องไม่ลืมประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะสามสถาบันนี้เกื้อกูลให้เราได้รับความร่มเย็นเป็น สุข

กิจวัตรที่ท่านทำอยู่มิได้ขาด คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา ขอให้มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป   หลวงปู่ดู่ท่านได้กล่าวไว้อีกว่า  

            “เพราะพระเจ้าแผ่นดิน(ร.9) ท่านปฏิบัติ(ธรรม) ต่อไปพุทธศานาในเมืองไทยจะเจริญขึ้น   เพราะท่านเป็นผู้นำเป็นแบบอย่าง”        

หลวงปู่ดู่เป็นผู้มีเมตตาสูงมากเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในวงกว้าง การ สอนศิษย์คือเน้นการภาวนาเป็นหลักและมีรูปแบบการภาวนาอีกแบบด้วยการ..สวดมนต์ คือ “บทสวดจักรพรรดิ์” เป็นกุศโลบายเพื่อให้คนมาใหม่ได้ฝึกภาวนา    และเป็นการเจริญเมตตาซึ่งทำได้ง่ายและส่งผลดีต่อทุกคน

        ———————————–

“วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก”

“ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ”

        “เวลานี้บ้านเมืองของเราอยู่ เพราะในหลวงองค์เดียวเท่านั้น ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่ในหลวงจะเสด็จเหยียบแผ่นดินไทยไปทุกหย่อมหญ้า เหมือนในหลวงพระองค์นี้ เพราะฉะนั้น ใครๆ สวดมนต์ภาวนาอธิษฐานให้ท่านมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน  เป็นร้อยปี พันปี   หมื่นปี แสนปีก็ยิ่งดี ถ้าเป็นไปได้ “

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (พระราชสังวรญาณ) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมาตั้งใจออกบวชด้วยตัวเองเมื่ออายุเพียง 15 ปี ต่อมาจึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ   หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ในภายหลัง ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงพ่อพุธอาพาธหนักเป็นวัณโรคจนหมอไม่รับรักษา แต่ได้หลวงปู่ฝั้น อาจาโร สอนให้เพ่งอาการ ๓๒ โดยให้พิจารณาถึงความตายให้มาก หลวงพ่อพุธก็ตั้งใจนั่งสมาธิ เดินจงกรม ภาวนาจนจิตรวมเป็นสมาธิในระดับที่ ลึก และจิตก็แสดงความตาย (เป็นนิมิต)   ให้เห็นจนเข้าใจในธรรมชาติของความตาย ไม่นานโรค ก็บรรเทาด้วยธรรมะโอสถจากการทำวิปัสสนากรรมฐาน  และต้องใช้เวลาถึง 10 ปี โรคจึงหายขาดโดยที่ไม่ได้พึ่งหมอ แต่ใช้ธรรมะรักษาเพียงอย่างเดียว  มีจริยะวัตรที่งดงาม สมถะ สันโดษ เรียบง่าย  เป็นพระแท้ที่กราบได้อย่างสนิทใจ  

———————————–

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร(สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่) ได้กล่าวไว้ว่า..

“ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนามเคยเป็นช้างนาฬาคิริง  ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็น ช้างป่าเลไลยก์นะ..!!!!!”

คัมภีร์อนาคตวงศ์บันทึกว่า  พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต        ช้างป่าเลไลยก์จะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าในอนาคต(พระโพธิสัตว์)  เป็นองค์ที่ 10 ต่อจากพระศรีอาริยเมตไตร

ก่อนหน้าที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรจะเข้าวังเพื่อรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้ประสพอุบัติเหตุ “ตกเหว”!!  หากไม่โดนแง่หินภูเขาอันคมกริบแทงตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นแน่นอน

แต่หลวงปู่ท่านกลับไม่ได้ถึงแก่กาลมรณภาพหรือบาดเจ็บสาหัสอย่างที่น่าจะเป็น แต่ประการใด ๆ เลย  เว้นแต่มีแผลช้ำที่บริเวณใบหน้าและตามลำตัวเล็กน้อยเท่านั้น สร้าง ความแปลกใจให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ผู้ที่ มีโอกาสได้เข้ากราบใกล้ชิดและทุก ๆ คน ก็ยิ่งแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก   เมื่อหลวงปู่สิมท่านบอกเป็นนัยภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดนั้นว่า…  “จริงๆแล้ว ที่ตายของหลวงปู่ ก็อยู่ที่ก้นเหวนั่นแหละนะ..!!!???”

จนกระทั่งเมื่อหลวงปู่สิมได้เข้าไปรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ในวันที่  12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 และละสังขารอย่างกระทันหันในอีก “2″ วันต่อมา แท้ ที่จริงแล้ว การที่หลวงปู่สิมท่านยังไม่ “ละสังขาร” ตอนที่ตกเหวและ “อยู่ต่อ” มาอีกเดือนเศษด้วยความยากลำบากขันธ์เป็นที่ยิ่งนั้น จุดประสงค์ที่มีอยู่เพียงสถานเดียวก็คือ “เพื่อถวายกุศลในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย”โดยตรงเพียงเท่านั้น… “เท่านั้น” เท่านี้จริงๆ…..!!!!!

เมื่อถึงเวลาเดินทางไปพระราชวัง หลวงปู่อาพาธหนักมาก แต่ท่านก็อดทนจนเสร็จพิธี   เมื่อเข็นรถของหลวงปู่กลับออกมาจากประตูพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พอท่านเห็นคณะที่ไปรอรับ หลวงปู่สิมท่านก็ปรารภกับพระอุปัฏฐากว่า “นนท์เอ๊ย..หลวงปู่หมดภาระแล้ว หมดเรื่องหมดราวเสียที..!!” แล้วท่านก็ละสังขารอยู่ในท่าสีหไสยาสน์ในกุฎิหลังจากกลับไปถึงวัด ได้ 1 วัน

        (หมายเหตุ :หลวง ปู่ไม่ได้ต้องการไปเพื่อรับพระราชทานยศ แต่ท่านต้องการไปถวายพระพรและถวายกุศลแด่ในหลวง จึงอดทนแม้อาพาธหนักต้อง ทรมานอย่างมาก ประคองลมหายใจสุดท้ายที่เหลือเพื่อถวายกุศลแด่ในหลวงเป็น ครั้งสุดท้ายจริงๆ )

        ——————-

พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้

เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์(ในหลวง)ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีเป็น “ปรมัต ถบารมี” ก็เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์เป็น “วิริยาธิกะ”    ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่บำเพ็ญมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว “แสนกัป” อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ

        พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี(พระมหาวีระ-หลวงพ่อฤาษี ลิงดำ)

        ความจริงหลวงพ่อมีนามว่า “พระมหาวีระ” แต่คำว่า… “ฤาษีลิงดำ”เป็นนาม ปากกาของท่านในการเขียนหนังสือเท่านั้น ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่หลวงพ่อปานท่านใช้เรียกพระมหาวีระ   ท่านเล่าให้ฟังว่า  ในชาติก่อนๆ สมัยหลวงพ่อปานเกิดเป็นฤาษี พระมหาวีระได้เกิดเป็นลิงอาศัยอยู่แถวนั้นมีความคุ้นเคยกันดี และเมื่อกลับมาเกิดใหม่ก็ซนเหมือนลิง ประกอบกับผิวท่านคล้ำ  หลวงพ่อปานเลยเรียก เป็นชื่อเล่นใหม่ว่า “ลิงดำ” เมื่อหลวงพ่อเขียนหนังสือ กลัวคนจะหาว่าอวดอุตริมนุษยธรรม ก็เลยไม่เปิดเผยตัว    และใช้นามปากที่เติมคำว่า “ฤาษี” เข้าไป  ซึ่งหมายถึงนักบำเพ็ญภาวนา จึงกลายเป็น.. ฤาษีลิงดำ   ต่อ มางานเขียนของท่านเป็นที่แพร่หลายและมีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมากและอยากทราบว่า ใครคือผู้เขียน  ก็สืบๆ กันมาจนทราบภายหลังว่า  คือ พระมหาวีระองค์นี้เอง 

——————-

“เขาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากเหมือนกับในหลวงหรอก”

หลวงพ่ออุตตมะ(พระครูอุดมสิทธาจารย์) วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศคนหนึ่ง

        พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นที่นับถือของชาวไทยเชื้อสายมอญและชาวพุทธทั่วไป   ชื่นชอบการธุดงค์บำเพ็ญเพียรบนป่าเขาเป็นวัตร  เป็นเวลานานหลายปี ท่านเป็นชาวพม่า   ออกบวชเป็นสามเณรเมื่อายุ 18 ปี  ตั้งใจบวชตลอดชีวิต และรอบรู้ในเรื่องพุทธอาคมเป็นอย่างดี (จึงสามารถธุดงค์ในป่าเขาสมัยก่อนซึ่งอันตรายมากๆ)

        ————————————-

“มีแต่คนไม่ฉลาดเท่านั้นที่จะไม่รู้ว่า ในหลวงพระองค์นี้มีดีอย่างไร..”

พระอาจารย์วัน อุตฺตโม(พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร)  วัดถ้ำอภัยดำรงชัย จ.สกลนคร

พระอาจารย์วันตั้งใจออกบวชด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 15 ปี     และได้ตามท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ออกธุดงค์เที่ยววิเวกตามสถานที่ต่างๆ อยู่ถึง 4 พรรษา    และในที่สุดก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดนี้พอดี 

 ———————————–

“กระแสจิตของพระองค์ท่านมีพลัง พลังที่เกิดจากการปฏิบัติที่ดี

ครูบาพรหมจักร (วัดพระพุทธบาทตากผ้า) ครูบาพรหมจักรได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี      สอบนักธรรมได้เมื่อบวชเป็นพระภิกษุได้ 1 ปีและเริ่มออกธุดงค์เมื่อพรรษาที่สี่ โดยมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าแสวงหาที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญภาวนาได้เต็มกำลัง ท่านเดิน ทางไปหลายจังหวัดในภาคเหนือ เลยไปถึงพม่าและตามหมู่บ้านเกรี่ยง ครูบาพรหมจักรท่านถือธุดงควัตร     อยู่ป่าเป็นวัตร     ออกบิณฑบาต-ห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ฉันมื้อเดียว เดินทางธุดงค์ไปตามป่าหลายแห่งรวมเวลาหลายสิบปี   ต้องเจออุปสรรค ความทุกข์ลำบากมากมาย    บางคราวต้องอดอาหารหลายวัน

————————-

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต (ที่พักสงฆ์สวนทิพย์  จ.นนทบุรี)

ลูกศิษย์ท่านหนึ่งยืนยันว่า หลวงปู่ท่านกล่าวว่า..  ” ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ “

หลวงปู่บุญฤทธิ์   ในอดีตท่านเป็นนักศึกษาปริญญาจากต่างประเทศ  เป็นข้า ราชการที่มีอนาคตสดใส  แต่ลาออกมาบวชด้วยความเลื่อมใส ในปฏิปทาพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านออกบวชและปฏิบัติแบบถวายชีวิต ออกธุดงค์ตามป่าเขาโดยตลอด ด้วยความที่ท่านแตกฉานในพระไตรปิฎกและการทำสมาธิวิปัสสนา จึงได้รับนิมนต์ให้ทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูต ไปเผยแพร่พระศาสนาที่ออสเตรเลียตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2516  ได้สอนการปฏิบัติภาวนาทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งได้เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้ชาวต่างชาติเรียนเข้าใจง่ายขึ้น ด้วย ท่านอยู่เผยแพร่ที่ออสเตรเลียประมาณ 30 กว่าปี จึงกลับมาจำพรรษา ที่พักสงฆ์สวนทิพย์ จ.นนทบุรี จนถึงปัจจุบัน (2554)  เป็นพระวิปัสสนากรรมฐาน ที่มีข้อวัตรปฏิบัติสมบูรณ์แบบ เป็นเนื้อนาบุญที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบันองค์หนึ่งก็ว่าได้ 

————————-

อ.พร รัตนสุวรรณ  ถือเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาท่านหนึ่งของไทยก็ว่าได้  ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ  มีผลงาน ทางตำรา และก่อตั้งหน่วยงานเผยแพร่ศาสนาไว้มากมาย    เช่น ธรรมวิจัย  ร.ร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแคมป์สน สำนักค้นคว้าทางวิญญาณ ฯ

        อ.พร ได้กล่าวถึงในหลวง (ร.๙) ซึ่งมีใจความสรุปได้ประมาณว่า ….

“พระองค์เป็นผู้มีพระเมตตาสูงมาก     ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่    เมื่อได้พบเห็นพระองค์ท่านโดยเฉพาะด้วยตาตนเอง   จะมีความชื่นชมยินดี   และอยากรับใช้อยากทำอะไรถวายท่าน   เหตุเพราะพลังเมตตาใน พระองค์แผ่ออกมาดึงพลังเมตตาของแต่ละคน   ซึ่งแต่ละคนจะรู้สึกได้มากน้อยตามความเมตตาที่ตนเองมี   ลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะของผู้มีบุญ   และผู้ที่จะประสบความสำเร็จ    การจะมีคนรัก ร่ำรวยสุข-สบายได้จริง     จะต้องเกิดจากมีพลังเมตตาในตนเอง เป็นพลังที่ดึงให้มีคนอยากช่วยเหลือสนับ สนุน    เต็มใจรับใช้หรือทำงานให้ “   

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แล้วว่า การกระทำแต่ละอย่างส่งผลให้เกิดความคิดและอารมณ์ต่างกัน อารมณ์ที่ต่างกันส่งให้ร่างกายหลั่งสารเคมีและเกิดพลังงานบางอย่างขึ้นซึ่ง วัดผลได้บ้างแล้ว เช่น ผลที่เกิดกับโมเลกุลน้ำ แสงออร่าในตัว และคลื่นสมอง   คนดีจะมีออร่าและคลื่นสมองแบบหนึ่ง มีพลังงานที่ส่งให้โมเลกุลน้ำในร่างเรียงตัวเป็นระเบียบ และปล่อยสารเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกมาเป็นประจำ   ส่วนคนไม่ดีจะมีออร่าและคลื่นสมองอีกแบบหนึ่ง มีพลังงานที่ส่งให้โมเลกุลน้ำในร่างล้มเหลวและปล่อยสารเป็นพิษออกมาทำร้าย ร่างกายตัวเอง      

พลังงานที่เกิดจากใจของแต่ละคน หากเหมือนกันจะดูดเข้าหากัน ถ้าแตกต่างกันจะผลักกันออก   ดั้งนั้นคนชอบทำบุญจึงรู้สึกไม่อยากอยู่ร่วมกับคนที่เห็นแก่ตัว เด็กหลัง ห้องจึงหมั่นไส้เด็กเรียนหน้าห้องโดยไม่มีเหตุผล     การทำดีกับคนไม่ดี เขาจะไม่เห็นคุณค่า ทำให้รู้สึกว่า “ทำบุญกับคนไม่ขึ้น” (แต่ เกิดพลังดีสะสม) คนรักหมาเห็นใครให้ข้าวหมาจรจัด ก็นึกอนุโมทนาปลื้มใจ คนเห็นแก่ตัว ไม่ชอบหมา ก็นึกด่าและหมั่นไส้ในใจ หาว่าโง่เอาเงินไปซื้อของกินเองดีกว่า ฯลฯ พลังงานทางจิตวัดผลง่ายๆ ได้จากชีวิตประจำวัน เช่น เห็นคนยิ้มเราก็อยากยิ้ม  เห็นคนหน้าบึ้งเราก็ขุ่นใจไปด้วย

        ——————-

        “นางแก้วคู่บารมี”

จากประวัติของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ จะเห็นได้ว่าจะต้องมีคู่บุญบารมีที่ปรารถนาจะติดตามเพื่ออุปัฎฐากดูแล พระองค์ท่านด้วย เช่น พระมเหสี ราชโอรส  ราชธิดา  พระประยูรยาท นายทหารเอกคู่บารมี   ฯลฯ

        เพราะ การเป็นพระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญบารมียาวนาน ซึ่งจะมีผู้ปรารถนาเป็นสาวก ติดตามไปทุกภพทุกชาติเป็นจำนวนมาก และผู้ที่จะมาเกิดเป็นคู่บารมีนั้นก็ต้องมีบุญมีวาสนาบารมีเหมาะสมกันด้วย ไม่อย่างนั้นจะเกิดมาเป็นคู่ครองโดยเฉพาะคู่บารมีไม่ได้เด็ดขาด 

        ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกับที่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กล่าวไว้ใจความโดยย่อว่า .. “ในหลวงและพระราชินี คือ หัวใจของชาติไทยเรา  ให้พากันเทอดทูน”  ดังนั้นจึงพูดได้ว่า .. พระองค์ทั้งสองคือคู่พระบารมีกันโดยแท้  ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ทั้งหมดคือตัวอย่างของบุคคลผู้เปี่ยมคุณธรรมและมีประสบการณ์การศึกษาและ ปฏิบัติธรรมมาในระดับสูง และเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ใฝ่ในธรรม อันว่าคนดีมีศีลธรรมและทำประโยชน์ให้ ประเทศชาติและพระศาสนา และต้องอดทนขัดเกลาตัวเองมาขนาดนี้

อยากให้คิดดูว่า  เหตุใดท่านเหล่านี้  ถึงชื่นชมสรรเสริญ  ในหลวงรัชการที่ ๙ ได้ถึงเพียงนี้ 

ประเด็นบางอย่างที่อาจจะพิสูจน์ไม่ได้   ก็เพราะจิตเรายังไม่ดีพอ ที่จะไปรู้ด้วยตัวเอง   ก็อย่าไปสนใจตรงนั้น

แต่ให้สนใจประเด็นหลักที่ว่า   ทำไมครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรม ท่านถึงได้ชื่นชมและกล่าวออกมา  และการที่ท่านเหล่านี้จะชื่นชมใคร บุคคลนั้นๆ  ต้องมีคุณธรรมสูงแค่ไหน   ถึงจะทำให้ท่านกล่าวชื่นชมออกมาได้ 

สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะนำมา พิจารณาให้รอบคอบ   ก่อนที่จะเผลอปรามาส พระอริยะ หรือ ผู้มีคุณธรรมสูง   ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตัวท่านเองไปอีกหลายภพหลายชาติ     

ผมไม่ใช่คนคลั่ง หรือ งมงายเรื่องไสยศาสตร์  แต่ก็ศึกษามามากพอจนรู้ว่า.. พลังจิตมีจริง และคนที่ปฏิบัติธรรมจนมีฤทธิ์อ่านใจคนได้มีอยู่จริง  “พิสูจน์และเจอมากับตัวเองแล้ว”

 

*บางส่วนจากหนังสือคำอริยะถึงในหลวง

ขอขอบคุณ d.igetweb.com




ความเห็น





1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9863 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics