“คำอริยะ..ถึงในหลวง”(1)

แบ่งปัน

หนังสือ คำอริยะถึงในหลวง(1)

                                                                          โดย โจโฉ

คำกล่าวจากผู้ทรงคุณธรรมที่มีต่อ.. “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”

เนื้อหาภายใน

1. “ในหลวงไม่ได้รวยที่สุดในโลก”  นิตยสารต่างชาติบิดเบือนความจริง

2.   คำพูดจากผู้ทรงคุณธรรมที่มีถึงในหลวง พร้อมประวัติย่อของแต่ละท่าน

3.   ภาคผนวก : วิธีอธิฐานจิตถวายในหลวง และการฝึกส่งพลังเมตตาแบบง่าย 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก/ เจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต   /  หลวงปู่แหวน สุจิณโณ/ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน   /  หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ / หลวงพ่อพุธ ฐานิโย   /  หลวงพ่อฤาษี (วัดท่าซุง) / หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร  / พระอาจารย์วัน อุตฺตโม (อดีตอุปัฎฐากหลวงปู่มั่น)   /  หลวงพ่ออุตตมะ / ครูบาพรหมจักร   /   หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต / อ.พร รัตนสุวรรณ  (ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก)

ข้อมูลทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับกลุ่มการเมือง

“ไม่ได้โจมตีสีไหน  ไม่ได้ว่าร้ายใคร  ไม่ได้เข้าข้างใคร”

ต้องการนำเสนอความจริงในประเด็นที่ว่า…

“ต่างชาติล่าอาณานิคมด้วยวิธีใหม่”

โดยแทรกซึมให้ร้ายผู้นำสูงสุดของแต่ละประเทศ

เพื่อยึดครองประเทศนั้นๆ ในทางอ้อม

ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะมีทรัพยากรมหาศาล

กระบวนการนี้มีมาตั้งแต่สมัยยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ด้วยการตั้งใจทำลายสถาบันหลัก… ให้ล้มไปทีละขั้น

เริ่มด้วยสถาบันศาสนา ที่โดนกระทำมาตลอด   แต่ไม่ค่อยได้ผล

จึงเปลี่ยนมาเป็น..  “สถาบันพระมหากษัตริย์”

ซึ่งปัจจุบันได้ผลค่อนข้างกว้าง และพี่น้องไทยบางกลุ่ม บางสี

ก็ตกเป็นเครื่องมือของต่างชาติ…  โดยไม่รู้ตัว !!!

“ไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่อยากให้เปิดใจอ่านให้จบสักครั้ง”

……………………………

เกริ่นนำ

        สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลทั้งจากไทยและต่างชาติ สร้างสื่อหลายรูปแบบ เพื่อโจมตีใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ไปในวงกว้าง ด้วยทุนและความเป็นมืออาชีพของพวกเขา ทำให้สื่อเหล่านั้นดูน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ผู้รับสื่อคล้อยตามได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น นิตยสารต่างชาติใช้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อจัดอันดับให้ “ทรงเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก” ส่งผลให้มีการขยายผลต่อไปในหลายสื่อ  ทำให้เกิดการเข้าใจผิดตามมาอีกหลายด้าน

จากการมีชีวิตที่ต้องคลุกคลีอยู่กับผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมและภายหลังมาจัด ทำเวปไซด์ธรรมะ  จึงมีโอกาสรับรู้ข้อมูลอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยได้รู้หรือได้ยินมาก่อน  และด้วยพบกับตัวเองว่า คนกลุ่มใหญ่แม้จะหมิ่นสถาบัน แต่ก็ยังเชื่อในบาปบุญและกฎแห่งกรรม ทุกคนล้วนอยากให้ประเทศเจริญ แต่เลือกที่จะเชื่อและเสพข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น จึงทำให้เกิดการเข้า ใจผิดต่อกันได้

จึงคิดว่าคงดีต่อทุกฝ่าย หากมีการนำเสนอข้อมูลในแง่มุมเชิงศรัทธา ที่มาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เหมือนที่เราส่วนใหญ่ อาจต้องมีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น ต้องเชื่อมั่นว่าพระองค์ดีจริง รู้จริง เชื่อถือได้ จึงทำให้น้อมนำคำสอนมาปฏิบัติได้อย่างจริงจังอีกที

คำชื่นชมที่มีต่อในหลวงจากปากของพระอริยะ ที่หลายคนเคารพศรัทธาอยู่แล้ว อาจทำให้ฉุกคิดได้ว่า สิ่งที่เชื่อที่คิด และทำไป  มันถูกต้องสมควรหรือไม่ และเพราะเหตุใด บุคคลที่งดงามไปด้วยศีลจารวัตร ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมาย  ถึงได้มีความคิดไปในทางสรรเสริญ ชื่นชมพระองค์ท่านทั้งหมด

        ข้อความในหนังสือ ส่วนใหญ่รวบรวมมาจากเสียงเทศน์หรือหนังสือของผู้ทรง คุณธรรมแต่ละท่านที่บันทึกไว้  สำหรับเรื่องส่วนน้อยที่มาจากคำบอกเล่านั้น  เห็นว่ามาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอสมควร  จึงนำมารวมไว้ด้วย

แต่ใช้เป็นเพียงส่วนเสริม เหมือนเล่าสู่กันฟังเท่านั้น  โดยถือโอกาสนำประวัติและผลงานของแต่ละท่านแบบย่อสั้นเข้าใจง่ายมาเผยแพร่ เพื่อประกาศคุณความดีของ ครูบาอาจารย์ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักไปพร้อมกันด้วย 

ขอนำตัวอย่างข้อความจากพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งในสมัยก่อนที่จะมาบวชเป็นพระ ท่านเป็นผู้ที่มีความสำเร็จทางโลกสูงมาก มีตำแหน่งระดับสูงในองค์กรใหญ่  เป็นผู้ปฏิบัติธรรมและมีงานเขียนด้านธรรมะตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส  เมื่อบวชเป็นพระ ก็เน้นสอนการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์อย่างเดียวด้วย “การเจริญสติ” ไม่มีวัตถุมงคล ไม่มีพุทธพาณิชย์  ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง หลวงพ่อได้กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไว้ดังนี้ …

นี่บุญเรานะ ที่เรามีพระเจ้า​อยู่หัวที่มีธรรมะ

เราก็ต้องมีธรรมะบ้าง  เราจะได้ดูดีเหมือนท่าน

เอาอย่างท่าน ไม่อย่างนั้นพูดแต่ปากปาว ๆ

รักในหลวง ๆ  ถามว่าทำอะไรแบบในหลวงบ้างห​รือเปล่า? ..

มีทานไหม    มีอภัยทานไหม   เบียดเบียนไหม

หยาบคายไหม  ซื่อตรงไหม

ไม่มีอะไรเอาอย่างท่าน  แต่อยากใหญ่อยากโต

หาคุณงามความดีไม่ได้…

” .. ฉะนั้น ถ้ามีธรรมะชีวิตเราจะมีคว​ามสุข

ตัวเองมีความสุขแล้วก็เป็นแ​บบอย่างที่ดีให้คนอื่นเห็นด้วย

อย่างเวลาเราคิดถึงแบบอย่าง​ของผู้ปกครองที่ดี

เราก็นึกถึงในหลวงของเรา  นี่ท่านมีคุณสมบัติครบเลย

เป็นโมเดลที่ดี  เป็นบุญนักหนาแล้ว

นานๆ จะเกิดพระเจ้าแผ่นดินอย่างนี้สักทีหนึ่ง

พระเจ้าแผ่นดินที่มีบารมีขน​าดนี้

คุณธรรมขนาดนี้  ไ​ม่ใช่คนธรรมดาหรอก

ต้องระดับพระโพธิสัตว์ถึงจะ​ทำได้.. “

        ขอสงวนนามพระอาจารย์ท่านนี้ไว้  ด้วยไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรกระทบถึงท่านอีกหรือไม่  เพราะปัจจุบันท่านก็ถูกเข้าใจผิดเช่นเดียวกัน  แม้สิ่งที่กล่าวหาทั้งหมด  จะถูกสื่อตีแผ่ความจริงไปแล้วว่า “ท่านไม่ผิดแม้แต่ข้อเดียว” ก็ ยังมีคนบางกลุ่มที่ปักใจเชื่อว่าท่านผิดอยู่เหมือนเดิม  การนำคำพูดของท่านมา  เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กน้อยของครูบาอาจารย์ที่เป็นความศรัทธาส่วนบุคคล เท่านั้น

“ข่าวลือ” ถูก ใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามในอดีต หรือแม้แต่การหวังกอบโกยผลประโยชน์ของต่างชาติในปัจจุบัน    หลายประเทศถูกต่างชาติยึดครอง (โดยทางอ้อม เช่นทางเศรษฐกิจ)

ก็เริ่มต้นด้วย.. การปล่อยข่าวลือทำลายผู้นำเป็นอันดับแรก  ซึ่งปัจจุบัน “ลือ” ไปได้ไวกว่าอดีต    เพราะผลของความเจริญทางด้านเทคโนโลยี และสื่อออนไลน์   ธุรกิจการค้าก็อาศัยข่าวลือในรูปของ “งานวิจัย” ที่มักแสดงผลด้านดีแต่ไม่บอกข้อเสียเพื่อส่งเสริมสินค้าตัวเอง หรือเพื่อทำลายคู่แข่ง

        สินค้าสุขภาพหลายอย่างทั้งที่มีงานวิจัยรับรอง แต่ต่อมาก็พบว่าไม่ได้ผลจริงหรือหลอกลวง สารเคมีในอาหารและของใช้หลายอย่าง อันตรายมากกว่าที่คิด แต่กลับถูกบิดเบือนและยังมีการใช้แบบไม่ระวัง เช่น ซิลิโคนในครีมนวด-ยาสระผมที่ก่อปัญหาผมร่วง / ฟลูออไรด์ และสารฟอกขาวที่อันตรายโดยเฉพาะกับเด็กแต่มีอยู่ในยาสีฟัน / สารแทนความหวาน น้ำตาล 0%  อาจทำให้อ้วนกว่าเดิม ก่อมะเร็ง ทำลายสมอง / ครีมล้างหน้าที่อ้างว่ารักษาสิวแต่กลับเป็นสาเหตุของสิว  ยาลดไข้ ที่ช่วยได้แค่บรรเทาแต่ไม่ได้ช่วยรักษา เพราะร่างกายจะหายเองได้ แต่กลับส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง / ส่วนผสมแท้ 100% แต่กลับมีแค่ 1%   อาหาร เสริมหลายชนิดมีขนาดและปริมาณน้อยไปหรือเกินกว่าร่างกายจะรับได้ หลายยี่ห้อขาดสารเสริมฤทธิ์ที่จะได้ผลจริง เท่ากับกินฟรี หรือทำร้ายตัวเอง ฯลฯ

หากศึกษาให้ละเอียดจะรู้ว่า ความรู้และข้อมูลที่ออกมาจากนักวิชาการ นักวิทยาศาตร์หรือเป็นระดับสากลที่ดูน่าเชื่อถือ อาจไม่ใช่ข้อมูลที่เชื่อถือได้จริง

และมักเป็นข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายเขาเท่านั้น ยิ่งเป็นคนเก่ง ก็ยิ่งบิดเบือนข้อมูล ได้อย่างแยบคายจนคนหลงเชื่อตามได้ง่าย

 ดังนั้นการเปิดใจฟังข้อมูล และคำพูดของบุคคลผู้เปี่ยมคุณธรรมและอยู่ในเพศที่ละวางแล้ว น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการเชื่อลมปากของ “คนไม่มีศีล”  หรือแค่เพราะว่าเป็น “ต่างชาติ” (สากล)

การพูดให้ฟังทุกวันแม้จะไม่เป็นความจริง แต่ไม่นานคนฟังก็จะเชื่อว่าเป็น เรื่องจริง หรือเกิดการไขว้เขวและเริ่มมีอคติในใจ นี่เป็นหลักจิตวิทยาที่กลุ่มผู้ไม่ หวังดีทำอย่างต่อเนื่องหลายปีจนได้ผล และก่อความแตกแยกทำลายชาติได้ยิ่งกว่าสมัยพม่าบุกเผากรุงศรีอยุธยา   

เนื้อหาที่รวบรวมมาไว้ในหนังสือเล่มนี้  หวังว่าจะเป็นจุดเล็กๆ    ที่จะช่วยให้พี่น้องชาวไทยหลายคนได้เข้าใจถูกต้องขึ้น หากมีสิ่งใดไม่สมควรหรือผิดพลาดประการใด ต้องกราบขออโหสิกรรมต่อทุกท่านไว้ ณ ที่นี้    

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  สุดท้ายคนไทยจะรวมเป็นหนึ่ง ไม่แตกแยกแบ่งฝ่าย  กลับมารักและเคารพ.. พระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกันเหมือนเดิม  ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกฝ่าย ทุกสี ทุกกลุ่ม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

                                                                            โจโฉ (ธ.ค. 2554)

………………………………..

 ตัวอย่างสื่อต่างชาติบิดเบือนความจริง

“ในหลวง” ไม่ได้ทรงร่ำรวยที่สุดในโลกตามที่นิตยสารต่างชาติอ้างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ได้เผยข้อมูลประจำปี 2553

และชี้แจงว่า ตามที่ “นิตยสารฟอร์บส์” ได้ลงข่าวว่า.. ในหลวงเป็นพระมหากษัตริย์รวยที่สุดในโลกนั้น  ไม่เป็นความจริง  พระราชทรัพย์ของในหลวง   คือ ..”ทรัพย์สินส่วนพระองค์”  ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น ..”ทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน” ซึ่งมีรัฐบาลโดย รมต.กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ   แต่ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ..

หลังปี 2479 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ ส.ป.ก. นำที่ดินประมาณครึ่งหนึ่ง (ประมาณกว่า 44,000 ไร่) ไปจัดสรรให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน  และได้ทรงตั้งกองทุนขึ้นมา  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบนที่ดินเหล่านี้ด้วย

ที่ดินในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่างเช่นเอกชนทั่วไป โดยที่ดิน 93% ให้ เช่ากับหน่วยราชการ องค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม และประชาชนที่มีรายได้น้อย และชุมชนอีกกว่าร้อยแห่ง ในอัตราที่ต่ำมาก มีที่ดินประมาณ 7% เท่านั้น ที่ให้เอกชนเช่าในเชิงพาณิชย์   มีการลงทุนหลักในสองกิจการ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCG)  เป็นการลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่กระทรวงการคลังดูแล

สรุปคือ :  ในหลวงไม่ได้ทรงร่ำรวยที่สุดในโลก และนิตยสารระดับโลกก็บิดเบือนข้อมูลอย่างไม่น่าเชื่อ !!  ในขณะที่ผู้นำประเทศอื่นที่อาจรวยมากกว่า กลับไม่เอาทรัพย์สินหลายส่วนมารวมไว้ในการจัดอันดับ เป็นการบิดเบือนข้อมูล อย่างจงใจและไม่น่าให้อภัย   มีการนำประเด็นนี้มาขยายต่อไปในวงกว้าง จนมีประชาชนหลงเข้าใจผิดจำนวนมาก

พระบรมมหาราชวัง.. ถือเป็นสมบัติของชาติ    ที่ดินถนนราชดำเนิน.. ถือเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ทรัพย์สินจำนวนมากที่นำมาจัดอันดับ.. “เป็นสมบัติของแผ่นดิน” ไม่ สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้

หลายส่วนเป็นทรัพย์สินประจำตำแหน่งที่ต้องส่งต่อให้กับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ต่อไป การถือครองหุ้นต่างๆ ก็เป็นในนามของสำนักงานทรัพย์สินฯ   และดอกผลที่ได้ก็ยังนำมาทำประโยชน์ให้สังคมมากมายโดยจัดตั้งเป็นมูลนิธิและจัดทำโครงการเพื่อประโยขน์ของสังคมในหลายด้าน สามารถดูรายละเอียดได้จากเวปไซด์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ

สมบัติของแผ่นดินที่มีมูลค่ามหาศาล กลับถูกสื่อต่างชาติบิดเบือนว่าเป็นพระมหากษัตริย์รวยที่สุดในโลก   อีก ครั้งที่ทำให้เห็นว่ากระบวนการสร้างข่าวเพื่อทำร้ายประเทศไทย ต้องการล้มสถาบันฯ มีพลังและครอบคลุมไปถึงสื่อหลักของโลกได้แค่ไหน  

ดังนั้น การเชื่อข้อมูลจาก บุคคล “ที่มีศีล” น่าจะมีน้ำหนักกว่าสื่อสาธารณะ ที่คนยุคใหม่บูชา และเชื่อยิ่งกว่าพ่อแม่ตนเอง !!! ???

…………………………….

คำนำ

ประเทศที่มีศูนย์รวมจิตใจให้ประชาชนได้ยึดเหนี่ยว จะส่งผลให้ประชาชนรักสามัคคี และก่อเป็นพลังเหนียวแน่น ที่สามารถคานอำนาจนักการเมืองชั่วและอำนาจครอบงำจากต่างชาติได้ 

คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ที่กำลังผจญกับความลำบากหรือเศรษฐกิจไม่ดีนั้น   ในความจริง..  เราสบายและมีความสุขมากกว่าอีกหลายประเทศ

 ( เราลำบากเพราะนักการเมืองโกงกิน และความเห็นแก่ตัวของคนในสังคมมากกว่า ) ซึ่งดูได้จาก.. กรุงเทพฯ และเมืองไทย  ถูกจัดเป็นสถานที่น่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก       

ประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค มีทรัพยากรมหาศาล (ซึ่งกำลังตรวจพบเรื่อยๆ)  แรงงานมีฝีมือ สถานที่ท่องเที่ยว  เป็นคลังอาหารและครัวของโลก ฯ

เป็นประเทศเดียวที่ต่างชาติพยายามจะยึดครองไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ  เพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนทั้งชาติ 

หากไม่มีสถาบันให้ยึดเหนี่ยว  ผู้คนจะแตกแยกความสามัคคีง่ายขึ้น นักการเมืองมีโอกาสทำอะไรได้อิสระไม่ ต้องเกรงใจใคร และต่างชาติก็สามารถซื้อตัวนักการเมืองหรือร่วมมือกับคนเหล่านี้    ในการขายสมบัติของชาติ  หรือกอบโกย  ออกกฎหมายแอบแฝงให้ต่างชาติเอาเปรียบเราได้ง่ายขึ้น (..กว่าทุกวันนี้)

เปรียบสถาบันคือเจ้าของประเทศ  คนเป็นเจ้าของบ้านย่อมจะไม่ขายบ้านตัวเองเพื่อแลกผลประโยชน์อันเล็กน้อย แต่คนที่มาเช่าบ้านหรือมาทำหน้าที่แค่ชั่วคราว

ลองคิดดูว่า.. หากต่างชาติเสนอให้แค่พันล้าน เพื่อให้อนุมัติแลกเปลี่ยนผล ประโยชน์ซึ่งกัน เขาจะเลือกทำเพื่อตนเองหรือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แน่นอนว่าโอกาสจะทำ เพื่อตนเองเป็นไปได้มากกว่า เพราะไม่นานก็ต้องลงจากอำนาจอยู่แล้ว

มีตัวอย่างแล้วในหลายประเทศ ที่เป็นการยึดครองประเทศแบบทางอ้อม โดยสนับสนุนการล้มการปกครอง ล้มผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดก่อน แล้วจึงสนับสนุนคนของตน หรือคนที่ตกลงกันได้ ช่วยทั้งเงินและแรงกดดันต่างๆ เพื่อให้ได้ครองอำนาจ  ต่อจากนั้นก็สามารถทำอะไรก็ได้ กอบโกยกันเต็มที่ เช่น ให้สัมปทาน-สิทธิพิเศษต่างๆ  รวมถึงขายสมบัติของชาติ (ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน ฯ) นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายประเทศกำลังเจอ   ซึ่งส่งผลให้เกิดขบวนการก่อการร้าย..   เพื่อแก้แค้นเอาคืน !!!

        ยกตัวอย่างการบุกถล่มอิรัก (จนวันนี้ยังไม่เจอนิวเคลียร์ ตามที่อ้างเพื่อไปบุกถล่มเขาเลย) การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านในลิเบีย   เป็นสองประเทศที่เห็นได้ชัด ตราบใดที่ผู้นำทางจิตวิญญาณเหล่านี้ไม่ถูกโค่นล้ม พวกฝรั่งจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ได้ยากมาก จึงมีการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้โค่นล้มผู้นำเหล่านี้ให้ได้ก่อน อ้างเหตุผลสารพัดว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย (แต่ในพม่ากับจีน และมาเลเซียก็มีการเมืองที่กึ่งเผด็จการ ก็ไม่เห็นมันทำอะไร)

 ในความจริง บางประเทศยังไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยได้ เช่น ในอิรัก ลิเบีย หรือแม้ในจีนเอง   และปรากฎให้เห็นแล้วว่า หากปล่อยเสรีในตอนที่ประชาชนยังไม่พร้อม จะเกิดปัญหามากหากประชากรไร้การศึกษา ขาดศีลธรรม และแบ่งเป็นชนเผ่าจำนวนมากอย่างในหลายประเทศ

 ถ้าผู้นำไม่เข้มแข็ง ไม่เด็ดขาด ไม่มีอำนาจมากพอ จะควบคุมให้เกิดความสงบในประเทศไม่ได้    หลังล้มซัดดัม ก็เกิดการนองเลือด แย่งอำนาจในประเทศ วุ่นวายมาก

สหรัฐอเมริกา ระบุในแบบเรียนว่า.. “ประเทศที่จะใช้ระบอบ -ประชาธิปไตยได้    คนในประเทศต้องมีการศึกษามากกว่า 75%”       

 ลี กวน ยู   กล่าวไว้ว่า.. “แนวคิดประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแบบตะวันตกใช้ไม่ได้กับเอเซีย”   ประธานาธิบดี โทมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าวไว้ว่า.. “ภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด ของประชาธิปไตยคือ พลเมืองที่ไม่มีการศึกษา”

นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยให้ความรู้กับคนทั่วไปว่าประชาธิปไตยจะได้ผลต่อ เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องมีคุณภาพ เสียงทุกคะแนนจะมีผลดีต่อประเทศ ต้องเป็นเสียงจาก.. คนดีมีศีลธรรม มีความรอบรู้ คิดเป็น ไม่ทำผิดกฎหมาย     มีวิจารณญาณมากพอ กลั่นกรองข้อมูลได้  หรือเป็นคนที่มีคุณภาพนั่นแอง

เสียงส่วนใหญ่หากมาจาก  คนเสเพล  ติดยา  ขายยา  เปิดบ่อน  เลี่ยงภาษีเห็นแก่ตัว งมงายไหว้จอมปลวก    ถามว่าถ้าหากเสียงส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ จะมีวิจารณญาณในการเลือกตั้ง เลือกผู้นำและใช้สิทธิได้ถูกต้อง และดีต่อส่วนรวมได้จริงหรือ ดังนั้นในแต่ละประเทศ จึงควรมีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยในลักษณะที่แตกต่างกันไป

ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน  ในความเป็นจริง ถึงเป็นโลกประชาธิปไตย ก็ไม่มีทางเท่าเทียมกันอยู่แล้ว เช่น เราไม่ควรกินข้าวก่อนพระ ไม่ควรนั่งสูงกว่าพระหรือพ่อแม่ ควรหลีกทางให้นายกฯหรือนักการเมือง ควรเสียสละให้เด็กสตรีและคนชรา มันเป็นวัฒนธรรม คุณธรรม เป็นเรื่องของคนดีมีจิตสำนึก  ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือมีสิทธิไม่เท่าเทียมคนอื่น 

การเสมอเท่าเทียมกันนั้น  มันไม่มีอยู่จริงในโลก สุดท้ายก็ต้องแบ่งสิทธิตามคุณวุฒิ วัยวุฒิ   

แม้ เป็นแค่หัวหน้าห้อง เป็นครู หรือทหาร ตำรวจยศน้อยๆ ยังไงก็ต้องมีสิทธิพิเศษเหนือคนธรรมดาไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอยู่แล้ว  ถ้าจะให้ เท่าเทียมกันก็ต้องจับผู้หญิงมาเกณฑ์ทหารเหมือนผู้ชายด้วยจริงไหม ???  เพราะจะได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน การให้เกียรติให้สิทธิพิเศษแก่ผู้นำ หรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุด จึงเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนควรกระทำในทุกระบอบการปกครอง

         ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องมีระดับและความเหมาะสมแตกต่างกันไป ไม่อย่างนั้น ก็จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้คนรวย หรือคนมีอำนาจไปซะหมด    เช่นการ เท่าเทียมกันในการค้าขาย  ปล่อยให้คนรวยมีสิทธิลงทุนค้าขายแข่งกับคนจน

ซึ่งผลคือ… ร้านค้าส่งต่างชาติเข้ามาทำให้ผู้ค้ารายย่อยต้องล่มจมไปเกือบหมด ประเทศ เพราะไม่มีปัญญาสู้เขาได้เลย ประเทศจีนไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย แต่ทำไมถึงเจริญเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้   ???

วิธีการที่ดี ที่สุด ไม่ได้หมายถึงต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับทุกคน มันต้องมีความพอเพียงและ สมดุลสอดคล้อง กับผู้คนและวิถีชีวิตของคนในแต่ละชาติด้วย

ดังนั้นในหลายประเทศจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับประชากร ของตนเอง โดยหลักสำคัญต้องมีผู้นำสูงสุดเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ ให้มีสามัคคีรวมพลังกันเป็นหนึ่งได้จริง ซึ่งในประเทศไทยก็ใช้ระบอบ ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข   แล้วก็ทำให้ประเทศเรารอดพ้นหายนะจากการยึดครองทั้งทางตรงและทางอ้อมจากต่างชาติมาได้ ตลอด เป็นชาติเดียวในภูมิภาคที่รักษาเอกราชมาได้จนทุกวันนี้

หากยังมีผู้นำทางจิตวิญญาณที่ครองใจคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวได้ จะไม่สามารถกอบโกยและยึดครองประเทศเหล่านั้นได้(เต็มที่) สิ่งนี้เป็นสิ่ง ที่ฝ่ายจ้องทำลายรู้ดี จึงพยายามใส่ร้ายป้ายสี สร้างหลักฐานเท็จ

และมีกระบวนการสร้างข่าวลืออย่างต่อเนื่องมาเป็นสิบๆปี   มีผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานชมรมธรรมะแห่งหนึ่ง เคยเล่าให้ฟังก่อนเสียชีวิตว่า กระบวนการนี้เทเงินลงมาในสมัยก่อน 150 ล้าน เพื่อจ้างคนไปปล่อยข่าวลือตามตลาดและร้านเสริมสวยโดยตรง โดยหวังผลระยะยาว เพราะเห็นชัดว่าคนไทยเชื่อคนง่ายโดยเฉพาะข่าวลือ และผู้ถูกกล่าวหาก็ลงมาแก้ข่าวเองไม่ได้

แหล่งที่ปล่อยได้ดีที่สุด  ก็คือเหล่าแม่บ้านร้านค้าต่างๆ และปากต่อปากที่ ส่งต่อกันมาเป็นสิบปี ส่งผลให้เราหลายคนก็คงจะได้ยินข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลสำคัญบางท่าน

ที่น่าจะคิดกันได้ว่า เรื่องในบางสถานที่ ใครมันจะเข้าไปรู้ละเอียดได้ขนาดนั้น แล้วมีมาทุกวันไม่ซ้ำเรื่อง เคยโดนใส่ร้ายมากับตัวถึงได้รู้ว่า แม้ไม่มีความจริง  แต่คนมันก็ปั้นเรื่องใส่ร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกัน !!!

        กระบวนการล้มสถาบัน วางแผนกันระยะยาว ทำกันเป็นทีมทั้งจากผู้ไม่หวังดี และผู้ที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจก็มี เกิดจากความเชื่อผิดๆ ว่าถ้าเปลี่ยนการปกครองแล้วประเทศจะดีขึ้น ยึดมั่นแค่เพียงว่าประชาธิปไตยคือสิทธิเท่าเทียม ทุกคนต้องเท่ากัน โดยเอาแบบฝรั่งบางประเทศที่ ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีจริยะธรรม   ไม่มีประเพณี    

การสร้างข่าวลือเพื่อใส่ร้ายยังมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เช่น ส่งคนไปปล่อยข่าวลือบนรถแท๊กซี่    พร้อมโชว์บัตรประชาชนว่า นามสกุลเดียวกับตำรวจหรือคนดัง ที่อ้างว่ารู้ลึกรู้จริง รู้มาจากวงใน หรืออ้างว่าเป็นตำรวจ/ทหารสนิท เที่ยวเล่าไปทั่วโดยเฉพาะบนแท๊กซี่ ตลาด ฯลฯ   มีการทำใบปลิวแจก เขียนเป็นหนังสือเชิงนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผลิตเป็นคลิปวีดีโอ ทำเป็นเสียงอ่านสารคดีชุดยาว หยิบเอาเรื่องจริงเพียงเล็กน้อย มาเติมแต่งข้อความจากนักประพันธ์มืออาชีพ ที่อ่านหรือฟังแล้วก็ชวนให้น่าเชื่อได้โดยง่าย 

แต่หากพิจารณาสักหน่อยก็จะพบว่า..  ข้อมูลละเอียดทุกซอกมุมขนาดนั้น  ไม่มีทางที่คนนอกจะรู้ได้ ยกเว้นเจ้าของเรื่องมาเขียนเอง บางอย่างก็ย้อนอดีตไปไกล หลายอย่างอยู่ในที่ลับเกินคนทั่วไปจะเข้าถึง  แม้แต่คนสนิทก็ยังเข้าถึงได้ไม่ทุกเวลา และย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เหล่าคนสนิทต่างๆ จะพร้อมใจกัน “ทรยศ” มาเล่าให้ฟัง

ข้อมูลที่เผยแพร่ส่วนใหญ่ มักอ้างว่าได้ยินมาแบบนั้น พนักงานที่นั่นเล่าแบบนี้ แต่หาหลักฐานจริงไม่ได้ เป็นแค่ข่าวลือแต่คนฟังก็ดันเชื่อและบอกต่อกัน ไป น่าจะคิดได้ว่า เรื่องแบบนี้มาพูดมั่วๆ อาจติดคุกได้ มีประโยชน์อะไรเอามาพูด ทำไมต้องโชว์บัตรให้ดู บางคนอ้างว่าฟังจากคนรับใช้ จากคนสนิทของท่าน ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกันเลยเล่าให้ฟัง

ถามว่าเรื่องใหญ่โตและมีผลต่อชีวิตคนเล่าขนาดนี้ จะกล้าเสี่ยงมาเล่าให้คนพึ่งรู้จัก ด้วยเหตุผลแค่ว่าเป็น…. “คนบ้านเดียวกัน “   เท่านั้นหรือ !!! คิดกันหน่อยไหม ??

ตัวอย่าง ของนิตยสารต่างชาติที่ลงข้อมูลบิดเบือนให้ท่านเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุด ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า มีการโจมตีใส่ร้ายจริง ข้อมูลมากมายที่แสดงถึง พระอัจฉริยะภาพและพระบารมีของในหลวง มีให้พิสูจน์และตรวจสอบได้เสมอ  หากท่านไม่เข้าใจและคิดว่าไม่อยากเชื่อ ก็ขอให้ลองปฏิบัติธรรมสักพัก   สวดมนต์ทุกวันทำความดีกับส่วนรวมให้มาก “คนดีย่อมเห็นความดีของผู้อื่นได้ง่าย” หากจิตของท่านเปี่ยมด้วยเมตตา ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม ในหลวง ถึงได้เป็นที่สรรเสริญ  ชื่นชมของเหล่าพระอริยะมากมายหลายรูปขนาดนี้.

**โปรดติดตามตอนต่อไป / ขอขอบคุณ d.igetweb.com




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9607 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics