สมเด็จพระสุริโยทัย

แบ่งปัน

 

สมเด็จพระสุริโยทัย

พระสุริโยทัย(ไท) หรือสมเด็จพระศรีสุริโยทัย วีรสตรีไทยสมัยอยุธยา เป็นอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๕ ของกรุงศรีอยุธยาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ(ครองราชย์ปี พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๑) สมเด็จพระสุริโยทัย ตามพงศาวดารหลวงประเสริฐฯ กล่าวเพียงแค่เป็นอัครมเหสีผู้เสียสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องพระราชสวามีในสงคราม พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ในปีพ.ศ.๒๐๙๑ พงศาวดารบางฉบับ กล่าวว่าพระสุริโยทัย เป็นเจ้านายเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย โดยมิได้กล่าวรายละเอียดใดมากกว่านี้  ในส่วนของพระนามนั้น

ในเว็บไซด์ Suriyothai ของภาพยนต์ สุริโยไทได้อธิบายในส่วนของหมายเหตุ ดังนี้

จากเดิม สุริโยทัย เปลี่ยนเป็น สุริโยไท̋ ใช้ทั้งชื่อตัวละคร และชื่อภาพยนตร์ ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมของภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ และเป็นคำไทยโบราณที่ใช้ในยุคสมัยนั้น

ส่วนคำว่า ̏สุริโยทัย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กรมศิลปากร และที่ปรึกษาภาพยนต์เรื่องสุริโยไท ได้กล่าวไว้ในวารสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ ๒๖๒ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ ไว้ว่า

ดังนั้น ถ้าหากพิจารณว่า พระนาม สุริโยทัย̋ ซึ่งแปลว่า พระอาทิตย์ขึ้น ดูละม้ายคล้ายกับคำว่าสุโขทัย ก็อาจสมมุติให้เป็นว่า พระนางน่าจะมาจากราชวงศ์สุโขทัยก็เป็นไปได้ 

หากสืบค้นคำว่า สุริโยทัย จะพบว่าเป็นคำสระสนธิของคำว่า  สุริยะ+อุทัย = สุริโยทัย (พระนามแปลว่าพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งละม้ายกับคำว่าสุโขทัย) ซึ่งแล้วแต่ความนิยมของผู้ใช้ เพราะความหมายเป็นที่เข้าใจถึงบุคคลเดียวกัน

 

พระประวัติ

สมเด็จพระสุริโยทัยสันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วง พระองค์ดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ในขณะที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาต่อจากขุนวรวงศาธิราชได้เพียง ๗ เดือน เมื่อ พ.ศ.๒๐๙๑ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และมหาอุปราชาบุเรงนองยกกองทัพพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก โดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี และตั้งค่ายล้อมพระนคร การศึกครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของ สมเด็จพระสุริโยทัย ซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี จะเป็นอันตราย จนพระองค์เองถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสวรรคตอยู่บนคอช้าง เพื่อปกป้องพระราชสวามีไว้ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีจุลศักราช ๙๑๐ ตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติ คือ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๐๙๒

 

พระราชโอรสและพระราชธิดา

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับสมเด็จพระสุริโยทัย มีพระราชโอรส พระราชธิดา ๕ พระองค์ ซึ่งน่าจะเรียงลำดับดังนี้

๑.พระราเมศวร(พระราชโอรสองค์โต) ถูกจับเป็นองค์ประกันแก่พม่า และสิ้นพระชนม์ระหว่างเสด็จไปหงสาวดี

๒.พระมหินทร์(พระราชโอรสองค์รอง) ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระมหินทราธิราชกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ในพ.ศ. ๒๑๑๒

๓.พระสวัสดิราช(พระราชธิดา) ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระวิสุทธิกษัตรี(ย์) อัครมเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และเป็นพระราชมารดาของ พระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ

๔.พระบรมดิลก(พระราชธิดา) สิ้นพระชนม์พร้อมพระราชมารดาในสงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย

๕.พระเทพกษัตรี(ย์) หรือพระนางมโนรา(๑) (พระราชธิดา) ภายหลังถูกส่งตัวถวายแด่พระไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง

 

พระวีรกรรม

ภาพประกอบโคลงพระราชพงศาวดาร แผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ตอนพระสุริโยทัยขาดคอช้าง ภาพฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

 

        เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๐๙๒ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยยกทัพออกนอกพระนครเพื่อเป็นการบำรุงขวัญทหารและทอดพระเนตรจำนวนข้าศึกสมเด็จพระสุริโยทัยพร้อมกับพระราชโอรส พระราชธิดา พระองค์ได้เสด็จติดตามไปด้วย โดยพระองค์ทรงแต่งกายอย่างมหาอุปราช ทรงเครื่องสำหรับราชณรงค์ เสด็จทรงช้าง ̏ พลายทรงสุริยกษัตริย์̋ สูงหกศอกเป็นพระคชาธาร ครั้นยกกองทัพออกไปบริเวณทุ่งภูเขาทอง กองทัพอยุธยาปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพม่า ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเกิดเสียทีหันหลังหนีจากข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับช้างไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีกำลังอยู่ในอันตรายจึงรีบขับช้างเข้าขวางพระเจ้าแปร ทำให้ทรงไม่สามารถติดตามต่อไปได้ พระเจ้าแปรจึงทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระสุริโยทัย เนื่องจากสมเด็จพระสุริโยทัยอยู่ในลักษณะเสียเปรียบ ช้างพระเจ้าแปรได้เสยช้างสมเด็จพระสุริโยทัย จนเท้าหน้าทั้งสองลอยพ้นพื้นดิน แล้วพระเจ้าแปรจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยจากพระพาหาขาดถึงกลางพระองค์พระองค์เสด็จสวรรคตเช่นเดียวกับพระราชธิดา คือ พระบรมดิลก

ดังพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ(๒)บันทึกว่า

                เมื่อสมเดจพระมหาจักรพรรดิเจ้าเสดจออกไปรบศึกหงสานั้น

สมเดจพระอรรคมเหษี แลสมเดจพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีนั้นได้รบด้วย เสด็จทรงช้างออกไปโดยเสดจด้วย แลเมิ่อได้รบศึกหงษานั้น ทับหน้าแตกมาปะทับหลวงเป็นโกลาหลใหญ่ แลสมเดจพระอรรคมเหษี แลสมเดจพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีนั้นได้รบด้วยศึกถึงสิ้นพระชนมกับคอช้างนั้น

 

อนุสรณ์สถาน

 

เจดีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย  

  

เจดีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

๑.พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ ซึ่งยังคงพบเจดีย์แบบเพิ่มมุมไม้สิบสองสูงใหญ่ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย (๓) ในปีพ.ศ.๒๕๓๓ รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากร ดำเนิกนารบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพเดิม และจากการบูรณะกรมศิลปากรได้พบวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูปผลึกแก้วสีขาวปางมารวิชัย พระเจดีย์จำลอง ผอบทองคำ บรรจุพระธาตุ เป็นต้นปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ในส่วนนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงตรวจสอบสถานที่ใน พระราชพงศาวดาร และได้อธิบายไว้ใน อธิบายเรื่องในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และพระมหินทราธิราช ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาความว่า

ในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อเสร็จศึกคราวนั้นแล้วทำการพระศพสมเด็จพระสุริโยทัย แล้วสร้างวัดตรงที่ทำพระศพ ให้ชื่อว่าวัดสบสวรรค์นี้  ฝ่ายหนังสือพงศาวดารเหนือว่า เมื่อพระยาโคตระบองหนีพระยาแกรกไปคราวหนึ่ง แล้วกลับลงมาทิวงคตในแขวงเมืองอโยธยา พระยาแกรกทราบจึงเอาศพมาทำฌาปนกิจ และสร้างวัดลงตรงที่ทำศพนั้นให้ชื่อว่า วัดสบสวรรค์ เถียงกันอยู่ดั่งนี้ ข้าพเจ้าเคยไปตรวจท้องที่ และพิเคราะห์ความข้อนี้กับพระยาโบราณราชธานินทร์ด้วยกัน มีความเห็นจริงกันว่า วัดสบสวรรค์ เป็นวัดเล็ก มีมาก่อนครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่การทำพระศพพระสุริโยทัย เห็นจะมีมูลเกี่ยวข้องกับวัดสบสวรรค์อยู่บ้าง คือ เมื่อสมเด็จพระสุริโยทัยทิวงคตในกลางศึกแล้ว เชิญพระศพมาไว้ที่สวนหลวง ซึ่งเขตติดอยู่กับวัดสบสวรรค์ ครั้นเสร็จศึกจึงปลูกพระเมรุทำพระศพในสวนหลวงที่ติดต่อกับเขตวัดสบสวรรค์ แล้วสร้างวัดขึ้นที่ตรงนั้นอีกวัดหนึ่ง เรียกว่าวัดสวนหลวงสบสวรรค์

๒.พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย

 

 

 

ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ได้มีโครงการก่อสร้าง พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ในบริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ ๕ รอบ ในปี พ.ศ.๒๕๓๕

 

ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์

๑.ขาดหลักฐานร่วมสมัย เนื่องจากหลักฐานมีน้อยที่บันทึกเหตุการณ์พระวีรกรรม และเอ่ยพระนามโดยตรง(บางตำราเอ่ยเพียง พระอัครมเหสี พระมหาเทวี) เอกสารหลักฐานที่เอ่ยพระนาม พระสุริโยทัย มักปรากฏหลักฐานในยุคหลัง อีกทั้ง พระนามของสมเด็จพระสุริโยทัย มิได้ถูกกล่าวถึง หรือบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่าเลย ความเป็นไปได้ทางประวัติศาสตร์ยังคงมีหลากหลายแนวคิด อาทิ สมเด็จพระสุริโยทัยมิได้เข้าร่วมการสงครามแต่เป็นพระราชบุตรี คือ พระบรมดิลก(ขณะนั้น พระชันษา ๑๖ ปี) กล่าวถึงว่าทรงออกศึกแทนพระราชบิดา ตามสัญญาที่มีต่อพระเจ้าหงสาวดี แต่เมื่อกำหนดครบสัญญาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระประชวร พระราชโอรสก็ทรงพระเยาว์นัก หากไม่ทำการยุทธหัตถีตามสัญญาจะต้องเสียราชสมบัติ พระบรมดิลกจึงขอรับอาสาออกไปชนช้างแทน ดังเช่น คำให้การชาวกรุงเก่า หรือโยธยา ยาสะเวง(๔)

พระบรมดิลก ก็ทรงเครื่องพิไชยยุทธ อย่างพระมหาอุปราชเสร็จแล้ว ก็ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชบิดามารดา….พระบรมดิลกราชธิดารับ พระพรของสมเด็จพระราชบิดามารดาแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกมาทรงช้างต้นบรมฉัททันต์ เวลานั้นช้างต้นบรมฉัททันต์กำลังคลั่งมันอยู่ด้วย พระบรมดิลกก็ยกทัพออกไปที่ทุ่งมโนรมย์(พม่าว่าทุ่งมโนรัมมา) ครั้นกองทัพมาถึงพร้อมกันทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ก็ยกธงขึ้นเป็นสัญญาแล้วต่างก็เข้าทำยุทธหัตถีชนช้างกัน พระบรมดิลกเป็นสัตรีไม่ชำนาญการขับขี่พระคชาธาร ก็เสียทีแก่พระเจ้าหงสาวดี ช้างต้นบรมฉัททันต์เบนท้ายให้ท่าแก่พระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระแสงง้าวฟันถูกพระบรมดิลกตกจากช้างทรง พระบรมดิลกร้องได้คำเดียวก็สิ้นพระชนม์ (ในพระวีรกรรมพระสุริโยทัยชนช้างกับพระเจ้าแปร มิใช่พระเจ้าหงสาวดี และช้างทรงก็มีนามต่างกัน)

พิจารณาจากเอกสารแล้วเป็นฉบับที่กล่าวแตกต่างจากฉบับอื่นๆ ถึงเหตุการณ์ว่าพระราชธิดา นามพระบรมดิลก ออกศึกสิ้นพระชนม์แทนพระราชบิดา และเอ่ยถึง พระสุริโยทัย ในนามพระมหาเทวี ที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่หลังศึกนี้ เพราะในคำให้การกรุงเก่ากล่าวว่า พระองค์ทราบข่าวว่าพระราชธิดาสิ้นพระชนม์ก็มีพระกรรแสงโศกเศร้า แต่หากจะกล่าวถึงในด้านเอกสารแล้ว เอกสาร คำให้การชาวกรุงเก่า บันทึกหลังจากศึกดังกล่าว และตกทอดมานานถึง ๒๐๐ ปี อีกทั้งยังแปลจากภาษาพม่า เป็นความทรงจำของคนไทยในสมัยอยุธยาเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ ๒ พม่าได้สอบถามเชลยไทย และอาจผ่านล่ามแล้วจดลงเป็นภาษาพม่า จึงมีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้

อีกหลักฐานเอกสารที่ให้ข้อมูลน่าสงสัย เช่น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต(๕) หรือเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremais van Vliet) พ.ศ.๒๑๘๒ ที่กล่าวถึงพระมหาธรรมราชามีพระราชสาส์นเอ่ยถึงบุคคลท่านหนึ่ง ชื่อ พระสุวัฒน์และมีผู้ตีความว่า คือ พระสุริโยทัย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นหมายความว่าพระสุริโยทัย ทรงมีพระชนม์ชีพมาจนถึงเสียกรุงครั้งที่ ๑ ทั้งที่เชื่อกันว่าพระองค์สวรรคตตั้งแต่ศึกพม่าล้อมกรุงครั้งที่ ๑ จากข้อสงสัยดังกล่าว พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กรมศิลปากร) ได้วิเคราะห์ ไว้ในหนังสือ พระสุริโยทัยเป็นใคร? มาจากไหน? ฉบับพิเศษ วารสารศิลปวัฒนธรรม ดังนี้

เรื่องซุบซิบที่ วัน วลิต นำมาเล่าเป็นว่า หลังจากพระมหาธรรมราชา(ซึ่งวัน วลิต เรียกว่าออกญาพิษณุโลก)ได้พระวิสุทธิกษัตรี หรือพระวิสุทธิกษัตริย์ พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเป็นพระมเหสีที่เมืองพิษณุโลกแล้วนั้น

แต่เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก ชีวิตสมรสจึงมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ลงรอยกัน… (จะขอยกข้อความในฉบับวัน วลิต มาแต่โดยย่อ ใจความผู้สนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือที่อ้างอิงถึง)

ในฉบับวัน วลิตได้กล่าวถึงว่าทะเลาะถึงขั้นที่ครั้งหนึ่งพระวิสุทธิกษัตริย์  พระเศียรแตกเอาผ้าซับโลหิตใส่ถ้วยทองไปถวายพระราชบิดา และมีพระราชสาส์นทูลฟ้อง(สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าแผ่นดินสยาม จึงพิโรธ   พระราชบุตรเขยเป็นอย่างมาก มีรับสั่งให้ทหารยกกำลังไปฆ่าออกญาพิษณุโลก ออกญาพิษณุโลกได้ทราบข่าวก็ไม่รอให้กองทัพจากกรุงศรีอยุธยามาถึง ทิ้งบ้านเมืองรีบหนีไปยังเมืองพะโค(กรุงหงสาวดี) ความตอนนี้ขอคัดความคิดเห็นของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ดังนี้

แม้พระราชพงศาวดารจะไม่กล่าวสาเหตุอย่างตรงๆ แต่ก็ได้แสดงเรื่องราวที่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งนั้นว่าอยู่ที่การต้องการมีอำนาจเหนือราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาของพระมหาธรรมราชาอย่างแน่นอน จึงเกิดการขัดแย้งกับพระมหินทร์โอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ต้องการจะขึ้นสู่บัลลังก์กรุงศรีอยุธยาเหมือนกัน (นักวิชาการได้กล่าวถึงเรื่องที่พระมหาธรรมราชาเข้าร่วมกับกรุงหงสาวดีไว้หลายหลักฐานแตกต่างกัน)

ความบาดหมางระหว่างสองราชสำนักทำให้พระมเหสีของพระมหาธรรมราชาต้องเสด็จมาประทับที่กรุงศรีอยุธยากับพระราชบิดา แต่หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับความพิสดารกล่าวว่า ครั้งหนึ่งขณะที่พระมหาธรรมราชาเสด็จไปเฝ้ากษัตริย์พม่าที่กรุงหงสาวดีนั้น พระมหินทร์ได้ขึ้นไปเมืองพิษณุโลกพร้อมทั้งพาพระวิสุทธิกษัตรี และพระเอกาทศรถ (ผู้เป็นพี่สาวและหลานชาย) ลงมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา อันเป็นการเพิ่มความร้าวฉานระหว่างสองราชสำนักมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของสงครามพม่าวัน วลิตไม่ได้เล่าเรื่องวีรสตรีผู้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคตในการศึก แต่วันวลิตสร้างความสับสนยิ่งขึ้นโดยกล่าวถึงพระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระนาม พระสุวัฒน์(Prae Souwat) และจากเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับ โอรส ธิดา พระราชบุตรเขยของพระสุวัฒน์นี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นพระองค์เดียวกับพระมเหสีที่พงศาวดารฉบับความพิสดารเรียกพระนามว่า พระสุริโยไท ซึ่งวัน วลิต กล่าวว่า ยังมีพระชนม์ชีพต่อมาถึงสงครามครั้งที่ ๓ ที่พม่าล้อมกรุง และครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาแตก อันเป็นการเสียกรุงครั้งที่๑ ตามเรื่องเล่าว่า

ขณะที่พระมหาธรรมราชาแห่งเมืองพิษณุโลกมีความแตกแยกกับ ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาอย่างรุนแรงนั้น พระมหาธรรมราชากลับมีความสนิทสนมกับพระสุวัฒน์ ผู้เป็นแม่ยาย ดังนั้น เมื่อพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๓ โดยมีพระมหาธรรมราชาเป็นผู้ชักนำมาและพม่าขัดสนยุทธปัจจัย พระมหาธรรมราชาจึงลอบส่งหนังสือติดต่อกับพระสุวัฒน์ ซึ่งพระสุวัฒน์ก็เข้าด้วยกับพระราชบุตรเขย ลอบส่งยุทธปัจจัยให้กับพม่า ชักชวนออกญาจักรีร่วมด้วย เป็นเหตุให้พม่าสามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกเข้าเมืองได้… (ซึ่งจากวีรกษัตรีกลายเป็นผู้ทรยศ) ตัวอย่างข้อความในฉบับ วัน วลิต

พระมหาธรรมราชาเห็นด้วย ก็แต่งนายทองก้อน ข้าหลวงเดิมให้ถือหนังสือลอบเข้าไปถึงขุนสนม ข้าหลวงซึ่งพระเจ้าล้านช้างเผือกไปเอาลงมาแต่เมืองพิษณุโลกกับด้วยพระวิสุทธิกษัตรีนั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือนั้นเข้าไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน

จากความข้างต้นที่เขียนแบบปิดๆบังๆ จะเห็นว่า คนใช้ที่พงศาวดารเรียกว่าข้าหลวง ที่ทั้งสองฝ่ายใช้ให้ส่งหนังสือถึงกันนั้น คือ ข้าหลวงของพระวิสุทธิกษัตรี มีพระนามเดิมว่า พระสวัสดิราช หรือถ้ากล่าวสั้นๆ ก็คือ พระสวัสดิ์ พูดเร็วๆหูฝรั่งอย่าง วัน วลิตได้ยินเป็น พระสุหวัด เมื่อเขียนด้วยอักษรฝรั่งจึงเขียนเป็น Prae Souwat นักวิชาการไทยปัจุจบันไม่ได้คิดว่าจะหมายถึงพระสวัสดิ์ จึงแปลเป็นชื่อไทยที่คิดว่าน่าจะถูกต้องว่าพระสุวัฒน์

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสุวัฒน์ที่วัน วลิต ว่าเป็นพระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้น ที่ถูกก็ คือ พระสวัสดิราช หรือพระวิสุทธิกษัตรี พระราชธิดาของพระมหาจักรพรรดิ และเป็นพระมเหสีของพระมหาธรรมราชา ที่ถูกพรากตัวมาอยู่ที่อยุธยา ดังนั้น ทั้งพระสวัสดิ์หรือพระสุวัฒน์ กับพระมหาธรรมราชาจึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน และเป็นสตรีที่มีอำนาจอยู่ฝ่ายในของอยุธยาเป็นถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน ก็เพราะเป็นพระพี่นางของพระมหินทราธิราช กษัตริย์ตอนนั้น

แต่จะเป็นเพราะความจำที่ลืมเลือนของคนอยุธยาผู้เล่าหรือการรับฟัง(ผ่านล่าม) อย่างใดอย่างหนึ่งของ วัน วลิต พระสวัสดิ์หรือพระสุวัฒน์จึงกลายเป็นพระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสับสนพัลวันกันไปหมดเหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่มีอยู่หลายตอนในพงศาวดารของวัน วลิต..

หากเป็นดังที่ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์สันนิษฐาน ก็เป็นไปได้ว่าที่ พระสุวัฒน์(พระวิสุทธิกษัตรี)ยอมช่วยเหลือพระมหาธรรมราชา แม้จะเคยโกรธเคืองกันมาก่อน ก็อาจจะเป็นด้วยสงสารพระราชสวามี

ส่วนข้อสันนิษฐานของนักวิชาการท่านอื่นๆ อาทิ กิตติ วัฒนะมหาตม์(ผู้เขียนหนังสือ ตำนานนางกษัตริย์) ได้สันนิษฐานไว้ว่า

การที่หลักฐานฝ่ายพม่าไม่กล่าวถึงสมเด็จพระศรีสุริโยทัย อาจมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น ฝ่ายพม่าไม่ทราบว่าหนึ่งในแม่ทัพฝ่ายข้าศึกที่ตนสังหารกลางสมรภูมินั้นคือสมเด็จพระศรีสุริโยทัยก็เป็นไปได้ รวมทั้งกรณีที่ว่า ทางฝ่ายพม่ารู้ภายหลังว่าได้สังหารเจ้านายสตรีไทยด้วยความเข้าใจผิดแล้วอาจเกิดความอับอายจนไม่บันทึกไว้ในพงศาวดารและหลักฐานต่างๆของตน ก็มีทางเป็นไปได้

ในอีกกรณี อาจเป็นไปได้ว่าหลักฐานที่มีการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีผู้ค้นพบหรือโดนทำลายเสียสิ้นด้วยกาลเวลา ปัจจุบันจึงทำการศึกษาประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานที่ใกล้เคียง หรือเหตุการณ์ที่อ้างอิงถึงอื่นๆ

๒.หลักฐานเรื่องราวที่ปรากฏของพระสุริโยทัย จากการบรรยายของโดมิงโก ดือ ซีซัส(Domingos De Seixas) (๖) ทหารรับจ้าง นักสำรวจชาวโปรตุเกส และได้จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เช่น พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจันทนุมาศ (เจิม) (รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ชำระ พ.ศ.๒๓๓๘) (๗) ฯลฯ ซึ่งได้บันทึกข้อเท็จจริงแตกต่างกันทั้งรายละเอียด และเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น และถูกบันทึกไว้สอดคล้องกันในประวัติศาสตร์ ๓ ชาติ คือ ไทย ลาว และพม่ามีเนื้อหาในส่วนแรกคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น ต่างเพียงรายละเอียดในส่วนท้าย (ซึ่งส่วนท้ายไม่เกี่ยวข้องกับพระสุริโยทัย) ซึ่งหลักฐานนี้อยากให้พิจารณาเป็นเพียงหลักฐานเพิ่มเติมอีกหลักฐานหนึ่งที่กล่าวอ้างถึงพระวีรกรรมของพระสุริโยทัย

ในเหตุการณ์ที่ว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(พระเจ้าช้างเผือก)พระราชทานพระราชธิดา พระเทพกษัตรี ให้แก่ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช(พระเจ้าล้านช้าง หรือพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต(๘)) หลักฐานมีดังนี้

การบันทึกตามประวัติศาสตร์ไทย

เอกสารของไทยที่กล่าวถึงการสู่ขอพระเทพกษัตรี และมีบางส่วนอ้างถึงความเป็นวีรกษัตรีของพระสุริโยทัยภายหลังจากสวรรคตไปแล้วไม่นาน เช่น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล และฉบับพระราชหัตถเลขา ได้กล่าวว่า ศักราช ๙๑๒ ปีจอ โทศก พ.ศ.๒๐๙๓ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทราบว่าพระราชบุตรีพระสุริโยทัย ซึ่งขาดคอช้างแก่กรุงหงสาวดีนั้นจำเริญวัยวัฒนาขึ้นแล้ว พระองค์ก็แต่งทูตจำทูลพระราชสาส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการมาถวายแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่า

 

ข้าพระองค์ผู้ผ่านพิภพกรุงศรีสัตนาคนหุต ขอถวายอภิวาทวันทนามายังสมเด็จพระปิตุราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา.มหาดิลกนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชมหาสถาน มโหฬารอันยิ่งเป็นมิ่งมงกุฏด้วยสัตตเศวตกุญชรชาติตัวประเสริฐศรีเมือง ข้าพระองค์ยังไม่มีเอกอัครราชกัลยาณีที่จะสืบศรีสุรียวงศ์ในกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อไปมิได้ ข้าพระองค์ขอพระราชทานพระราชธิดาอันทรงพระราชสัมพันธมิตรไมตรีสุวรรณปัฐพีแผ่นดินเดียวกันชั่วกัลปาวสาน

สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชสาส์นตอบดังนี้

ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต มีพระทัยจะร่วมพระราชโลหิตเป็นมหาสัมพันธไมตรีนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือกทรงพระอนุญาตแล้วให้แต่งมารับเถิด

ทูตานุทูตรับพระราชสาส์นกราบถวายบังคมลาไปกรุงศรีสัตนาคนหุต

พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทราบดังนั้นก็ดีพระทัยนัก ก็แต่งทูตานุทูตกับไพร่ ๕๐๐ และท้าวนางเถ้าแก่ลงมารับ ขณะทูตลงมานั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกษัตรีทรงประชวรหนักสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชช้างเผือกมิรู้ที่จะผ่อนผันฉันใดเลยพระองค์ก็ส่งพระแก้วฟ้าราชธิดาให้แทนองค์พระเทพกษัตรีย์พระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับอัครมเหสีกษัตริย์

ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่ามิใช่องค์พระเทพกษัตรีย์ ก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกษัตรีย์ ซึ่งเป็นพระธิดาพระสุริโยทัย อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง เป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ ตรัสแล้วก็แต่งให้พระยาแสน พระยานคร พระยาทิพมนตรีเป็นทูตานุทูต ให้มาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนยังกรุงพระนครศรีอยุธยา… (เนื้อหาส่วนใหญ่จะคล้ายกับพระราชพงศาวดารลาว ซึ่งจะเน้นกล่าวรายละเอียดต่อไป)

การบันทึกตามประวัติศาสตร์ลาว

ถึงจุลศักราช ๙๒๔(พ.ศ.๒๑๐๕) สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า ได้ทรงทราบข่าวว่า นางเทพกษัตรีอันเป็นพระราชธิดาของพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามีพระสรีระโสภางามเลิศ ทั้งเป็นหน่อแนวของพระยาผู้กล้าหาญ พระองค์คิดใคร่ได้เป็นเอกอัครมเหสี พระราชสาส์นมีดังนี้

ข้าพระองค์ผู้ผ่านพิภพกรุงศรีสัตนาคนหุต ขอถวายอภิวาทวันทนามายังสมเด็จพระปิตุลาธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาข้าพระองค์ยังไม่มีเอกอัครราชกัลยาณีที่จะสืบศรีสุริยวงศ์ ในกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อไป ข้าพระองค์ขอพระราชทานพระราชธิดาอันทรงพระนาม พระเทพกษัตรีไปเป็นปิ่นศรีสุรางคนิกรกัลยา (รายละเอียดคล้ายกันมากทั้งไทยและลาว อาจเพราะมีพระราชสาส์นถึงกัน)

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้รับพระราชสาส์นแล้ว พระราชดำริว่าพระเจ้าล้านช้างเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ควรมีพระราชไมตรีเพื่อเป็นกำลังในการรบกับกรุง หงสาวดี จึงมีพระราชสาส์นตอบให้แต่งทูตมารับพระเทพกษัตรีไป ฝ่ายสมเด็จ พระไชยเชษฐาธิราช จึงแต่งราชทูตกับบ่าวไพร่ ๕๐๐ คน พร้อมด้วยเถ้าแก่ลงไปกรุงศรีอยุธยา แต่พระนางเทพกษัตรีเกิดประชวรหนัก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเกรงพระเจ้าศรีสัตนาคนหุตไม่เชื่อพระทัย และจะเสียพระราชไมตรี พระองค์จึงยก พระแก้วฟ้า(๙)ให้มาแทน พร้อมด้วยเครื่องราชูปโภคสำหรับเอกอัครมเหสีและนางสนมบริวาร ๕๐๐ ข้าชาย ๕๐๐ พวกเถ้าแก่จึงแห่แหนพระนางแก้วฟ้าขึ้นมา ฝ่ายพระไชยเชษฐาธิราชเจ้า ครั้นทรงทราบว่ามิใช่พระนางเทพกษัตรีก็เสียพระทัย จึงมีพระราชอาชญาว่า

..เราประสงค์ขอพระนางเทพกษัตรี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระสุริโยทัยที่สิ้นพระชนม์แทนพระสวามีกับคอช้าง เป็นสกุลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ

ครั้นมีพระราชดำรัสดังนี้แล้ว จึงทรงแต่งให้ราชทูตไปส่งพระนางแก้วฟ้า และมีพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการไปถวายพระมหาจักรพรรดิอีก ในพระราชสาส์นนั้นว่า

เดิมพระองค์พระราชทานนางเทพกษัตรีให้ กิตติศัพท์อันนี้ก็ทราบกันทั่วไปในนิคมชนบทขอบขัณฑสีมากรุงศรีสัตนาคนหุตถ้วนแล้ว ถึงแม้พระนางแก้วฟ้าจะมีสีสันวรรณะโสภางามกว่าพระนางเทพกษัตรีร้อยเท่าพันทวีก็ตาม ก็ไม่ลบล้างกิตติศัพท์พระนางเทพกษัตรีเสียได้ ก็เป็นอับปยศอับอายยิ่งหนักหนา ข้าพระองค์ จึงขอส่งพระนางแก้วฟ้าคืนมา ขอพระองค์จงพระราชทานพระนางเทพกษัตรีแก่ข้าพระองค์ดุจดังทรงอนุญาตไปแต่ก่อน

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทราบพระราชสาส์นแล้วมีความละอายพระทัยเป็นอันมาก พอพระเทพกษัตรีหายประชวรพระองค์จึงแต่งให้พระยาแมนกับบ่าวไพร่ ๑,๐๐๐ คน มาส่งพระเทพกษัตรี (ส่วนเรื่องราวถัดไปที่ว่าพระเทพกษัตรี และพระแก้วฟ้าถูกกองทัพพระเจ้าหงสาวดีชิงเอาตัวไปก่อนส่งตัวให้พระเจ้าล้านช้างหรือไม่ จะไม่กล่าวถึง ในประเด็นนี้ จะกล่าวเพียงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับพระสุริโยทัยในพงศาวดารเท่านั้น)

จะเห็นได้ว่าพระไชยเชษฐาธิราชประสงค์จะได้พระเทพกษัตรีที่เกิดแต่พระอัครมเหสี คือ พระสุริโยทัยที่พระองค์ยอพระเกียรติไว้ว่าเป็นตระกูลกตัญญูอันประเสริฐ มาเป็นพระอัครมเหสี เมื่อทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งพระแก้วฟ้า ซึ่งเป็นเพียงลูกพระสนมมาจึงได้ส่งพระราชสาส์นส่งคืน และขอพระเทพกษัตรีอีกครั้ง

การบันทึกตามประวัติศาสตร์พม่า

กองทัพพระมหาอุปราชในรัชกาลพระเจ้าบุเรงนอง ตั้งค่ายอยู่ที่เชียงใหม่นานนับปี ภายหลังเข้าตี และยึดเวียงจันทร์อาณาจักรล้านช้างไว้ได้สำเร็จ แต่ไม่พบองค์พระไชยเชษฐาธิราช เพราะหลบไปในป่าเสียก่อน จึงได้แต่จับเอาเชลยศึกนำไปถวายพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๑ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๑๐๘ เชลยศึกประกอบด้วย พระมหาอุปราช ซึ่งเป็นพระอนุชาในพระไชยเชษฐาธิราช และพระมเหสีพระไชยเชษฐาอีก ๓ พระองค์ ๑.พระนางมโนรา หรือพระนางเทพกษัตรี๒.พระนางแก้วฟ้า(พระนางเทพกษัตรีกับพระนางแก้วฟ้าทั้ง ๒ พระองค์เป็นพระธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) ๓.พระนางศรีมา(พระราชธิดาพระเจ้าเชียงตุง)..

มิกกี้ ฮาร์ท(๑๐)(นักวิชาการพม่าผู้ศึกษาประวัติศาสตร์พม่าและไทย) เปรียบเทียบ หลักฐาน วิเคราะห์กรณีพระธิดาเทพกษัตรีย์ ไว้ในหนังสือเรื่อง โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้ ดังนี้

หลังจากได้อ่านประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ ฉบับเปรียบเทียบกันดูแล้ว เห็นได้ชัดว่า กรณีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิส่งพระนางเทพกษัตรีให้แก่พระเจ้าไชยเชษฐา พระเจ้าล้านช้างเป็นความจริง แต่การที่พม่ามาดักปล้นที่ตำบลมะเริงนอกด่านเพชรบูรณ์ และชิงตัวพระนางไปอยู่ที่เมืองหงสาวดีตามที่ไทยบันทึกไว้นั้น มิได้กล่าวถึง  

และฮาร์ทยังได้กล่าวอีกว่า

อีกประการหนึ่งที่ฉบับพม่ากับฉบับลาวบันทึกไว้ตรงกัน คือ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิส่งพระนางเทพกษัตริย์ให้แก่พระเจ้าล้านช้าง เมื่อปีพ.ศ.๒๑๐๕ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดก่อนสงครามช้างเผือก(ปีพ.ศ.๒๑๐๖)

จากหลักฐานดังกล่าว แสดงถึงพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสุริโยทัย ในความเป็นวีรกษัตรีของพระองค์ครั้งนั้น เลื่องลือไปจนถึงประเทศใกล้เคียง เพราะแม้แต่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว(และได้ยอพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยไว้ในครั้งส่งพระราชสาส์นทูลขอพระเทพกษัตรี และมีการบันทึกเป็นพงศาวดารดังกล่าว)

ซึ่งหากเปรียบทียบหลักฐานเอกสารกันตามระยะเวลาแล้ว สมัยของพระไชยเชษฐาธิราช ในพระราชพงศาวดารลาว(๑๑) ที่ทูลขอพระเทพกษัตรีภายหลังเหตุการณ์พระสุริโยทัยสวรรคต เพียง ๑๔ ปี(๑๒) ส่วนใน คำให้การชาวกรุงเก่า ที่กล่าวถึงพระวีรกรรมของพระบรมดิลก บันทึกความทรงจำหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ (พระราชพงศาวดารของไทยฉบับอื่นๆส่วนใหญ่ก็บันทึกภายหลังเหตุการณ์ผ่านมานานเช่นกัน)

ดังนั้น หากกล่าวถึงในสมมุติฐานที่ว่าพระราชพงศาวดารของไทยและลาวที่กล่าวตรงกันเรื่องการสู่ขอพระเทพกษัตรีได้บันทึกตามเหตุการณ์จริง หากพิจารณาหลักฐานจากประเด็นนี้ การกล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระสุริโยทัยในพระราชพงศาวดารลาว ที่สอดคล้องกับเอกสารหลักฐานของพม่า และไทยในยุคหลังหลายฉบับ เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือต่อเหตุการณ์พระวีรกรรมยุทธหัตถีของพระสุริโยทัย ซึ่งตามแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ยังคงต้องรอหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่าในอนาคต

การจะศึกษาประวัติศาสตร์จึงควรพิจารณาด้วยความเป็นกลาง เปิดกว้าง เพื่อที่ว่าในภายภาคหน้าอาจจะมีหลักฐานใหม่ๆทำให้ เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นและจะอย่างไร พระวีรกรรมของวีรกษัตรีทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระสุริโยทัย และพระบรมดิลกก็ได้บันทึกไว้เช่นเดียวกันในข้อหนึ่งที่ว่า ได้กระทำหน้าที่ของวีรกษัตรี ที่กล้าหาญ และสละพระชนม์ชีพออกสู้ศึกแม้ว่าจะเป็นเพียงอิสตรีก็ตาม

 

ละครโทรทัศน์และภาพยนตร์

๑.ได้มีการนำพระประวัติของสมเด็จพระสุริโยทัยมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ทางช่อง ๓ โดยมีกาญจนา จินดาวัฒน์ รับบทเป็น สมเด็จพระสุริโยทัย

๒.ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง สุริโยไท

 

 

 

ภาพส่วนหนึ่งจากภาพยนต์สุริโยไทจากเว็บไซด์ Suriyothai 

 ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ.๒๕๔๔ ภาพยนตร์จากการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล โดยมี มล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี รับบทเดียวกัน เนื้อหากล่าวถึงตั้งแต่การสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช เหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่สงครามและยุทธหัตถี และนำไปสู่การสวรรคตของสมเด็จพระสุริโยทัย ภาพยนตร์ใช้ต้นทุนสร้าง ๕๕๐ ล้านบาท

 

อรรถาธิบาย

(๑.) พระเทพกษัตรี ในพงศาวดารพม่าที่มิกกี้ ฮาร์ท แปล(หาอ่านได้ในโยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้) กล่าวว่าพระเทพกษัตรีหลังเป็นพระอัครมเหสีที่ล้านช้างมีอีกชื่อว่า พระนางมโนรา

(๒.) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐฯ(อักษรนิติ์) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่เป็นที่ยอมรับของนักประวัติศาสตร์ว่ามีความถูกต้องน่าเชื่อถือฉบับหนึ่งเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พงศาวดารฉบับนี้ได้ถูกเขียนขึ้นใน ปีพ.ศ.๒๒๒๓ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อักขรวิธีตามต้นฉบับเดิมที่พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งพระราชพงศาวดารย่อ โดยตัดทอนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอภินิหารต่างๆออกให้คงเหลือเฉพาะบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อยุธยา เนื้อหาตามเดิมแบ่งเป็น ๒ เล่ม ในเล่มที่ ๑ บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่แรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเล่มที่ ๒ อาจกล่าวถึงเหตุการณ์ต่อจากนั้น ซึ่งเฉพาะเล่มที่ ๑ เท่านั้นที่หลงเหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

(๓.) นักประวัติศาสตร์ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ̏ศรีสุริโยทัย̋ เป็นชื่อพระเจดีย์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมของ ̏สมเด็จพระสุริโยทัยแต่มีบางท่านเข้าใจผิดกล่าวพระนามพระวีรสตรีพระองค์นี้ว่า ̏สมเด็จพระศรีสุริโยทัย̋

(๔.) คำให้การชาวกรุงเก่า หรือโยธยา ยาสะเวง เอกสารพม่าที่จดจากปากคำให้การเชลยไทยคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒

(๕.) นายวัน วลิต มีชื่อตามเอกสารฮอลันดาว่า Jeremias Van Vliet (เยเรเมียส ฟอน ฟลีต แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกให้คุ้นหูคนไทยว่า วัน วลิต) เป็นเจ้าหน้าที่ของห้างค้าขายของฮอลันดาชื่อ บริษัท อีสต์ อินเดีย เคยถูกส่งตัวไปทำงานที่ชวา และญี่ปุ่น แล้วจึงได้เข้ามาทำงานของห้างที่กรุงศรีอยุธยาในปีพ.ศ.๒๑๗๖ ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง วัน วลิตได้เขียนหนังสือไว้หลายเรื่อง เรื่องแรกเขียนในปีที่มาถึงกรุงศรีอยุธยา การพรรณนาเรื่องราชอาณาจักรสยาม เรื่องที่สองคือเรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาโดยสังเขป ซึ่งเขียนขึ้นในต้นปี พ.ศ.๒๑๘๓ และออกจากกรุงศรีอยุธยาปีพ.ศ.๒๑๘๕

(๖.)โดมิงโก ดือ ซีซัส (Domingos De Seixas) เป็นชาวโปรตุเกสที่อยู่ในสยามมากว่า ๒๕ ปี(พ.ศ.๒๐๖๗-๒๐๙๒) และได้ทำหน้าที่เป็นทหารราชองครักษ์ ของสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗ ๒๐๘๖ / ค.ศ. ๑๕๓๔ ๑๕๔๖) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๙๓ (ค.ศ. ๑๕๕๐) ดือ ซีซัส ได้กลับไปถวายรายงาน ต่อพระเจ้าโยฮันที่ ๓ กษัตริย์แห่งโปรตุเกส (คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์โปรตุเกส ได้จดบันทึกไว้ เป็นหลักฐานสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทยอีกฉบับหนึ่ง )เพื่อที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอาณาจักรสยามที่ไม่เคยมีใครรู้จัก ดือ ซีซัส กราบทูลพระเจ้าโยฮันถึงเรื่องที่เคยพบเห็นพระสุริโยทัยในงานคล้องช้างที่นานทีจะมีการจัดสักหนหนึ่ง

(๗.)เอกสารหลักฐานที่กล่าวถึงพระสุริโยทัย มีอยู่หลายฉบับ ทั้งที่ปรากฏพระนามตรง และที่อ่านแล้วตีความได้ว่าเป็นพระสุริโยทัย เช่น พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจันทนุมาศ(เจิม)รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ชำระ พ.ศ.๒๓๓๘)) ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดเชตุพน และฉบับพระราชหัตเลขา รวมเรียกว่า พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับความพิสดาร นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลักฐานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และชาวต่างชาติที่เข้ามาแสวงโชคในกรุงศรีอยุธยา เช่น ฉบับบริติชมิวเซียม ฉบับวันวลิต หรือข้อมูลของโดมิงโก ดือ ซีซัสที่กลับไปรายงานกษัตริย์โปรตุเกส เป็นต้น ซึ่งการบันทึกต่างเวลา ต่างในรายละเอียด ผู้ศึกษาควรเลือกพิจารณาด้วยความรอบคอบ

(๘.) สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช (ครองราชย์ ล้านนา พ.ศ. ๒๐๘๙ พ.ศ.๒๐๙๐ ล้านนา) (ครองราชย์ ล้านช้างพ.ศ.๒๐๙๑ พ.ศ.๒๑๑๔ ล้านช้าง)

(๙.) พระแก้วฟ้า สันนิษฐานว่าเป็นพระธิดาของพระมหาจักรพรรดิที่ประสูติแต่พระสนม

(๑๐.) มิกกี้ ฮาร์ท(Myint Hsan Heart) ชาวพม่าผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทย ซึ่งสนใจค้นคว้าและเขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์ ไทย-พม่า ตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ ๑ จนถึงยุคอังกฤษเข้าครอบครองพม่า งานเขียนของฮาร์ทได้รวบรวมในวารสารมิวเซียมสยาม

(๑๑.) ในราวพ.ศ. ๒๔๘๔ มหาสีลา วีระวงศ์ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ลาว) ได้ลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ในไทย และเข้ารับราชการอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรได้รวบรวมพระราชพงศาวดารลาว และนิทานขุนบรม(บางส่วนแต่งขึ้นร่วมสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช) ที่มีอยู่ในไทยไว้เป็นอันมาก ในปีพ.ศ.๒๔๙๔ ได้กลับไปรับราชการ ที่นครเวียงจันทน์ และได้รวบรวมเรียบเรียงพระราชพงศาวดารลาวขึ้นเป็นเล่ม มอบให้กรมมัธยมศึกษากระทรวงศึกษาธิการ(ลาว) จัดพิมพ์ เป็นแบบเรียนการสอน

(๑๒.) ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา บันทึกไว้ว่า พระสุริโยทัย สวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีจุลศักราช ๙๑๐(พ.ศ.๒๐๙๒)และพงศาวดารลาวได้บันทึกการทูลขอพระเทพกษัตรีว่าถึงจุลศักราช ๙๒๔(พ.ศ.๒๑๐๕)จะเห็นได้ว่าห่างกันเพียง ๑๔ ปีดังกล่าว ซึ่งนับว่าห่างกับสมัยเหตุการณ์ไม่มากนัก

 

*** ปัจจุบัน มีนักวิชาการ และผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับตำนานพระสุริโยทัยไว้หลากหลายประเด็น ในบทความนี้จึงเป็นเพียงความคิดเห็นหนึ่ง ซึ่งอาจมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใหม่ๆ ที่อาจมีข้อสรุปยืนยันหรือเป็นอื่นได้ในอนาคต

 

**********************************

 

บรรณานุกรม:

กิตติ วัฒนะมหาตม์.ตำนาน นางกษัตริย์. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๕๓

ธนากิต. วีรบุรุษ วีรสตรี และบุคคลสำคัญ.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ปิรามิด, ๒๕๔๔

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์.พระสุริโยทัยเป็นใคร?มาจากไหน? กรุงเทพฯ :

     ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ, ๒๕๔๔

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์.สุริโยไทประวัติศาสตร์จากภาพยนตร์.กรุงเทพฯ :

      สำนักพิมพ์รีดเดอร์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔

ทีมสร้างสุริโยไท (ม.ป.ป).สุริโยไท (ออนไลน์) สืบค้น ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕,

      จาก , http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/suriyothai/

      sryt.html

ม.ป.ป. (๒๕๕๒).เจดีย์พระศรีสุริโยทัย (ออนไลน์) สืบค้น ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕,

      จาก Unseen Thailand, http://www.unseentourthailand.com

ม.ป.ช. (๒๕๕๔).คำให้การกรุงเก่า(ออนไลน์)สืบค้น ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕,   

      จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org

ม.ป.ช. (๒๕๕๕).สมเด็จพระสุริโยทัย(ออนไลน์)สืบค้น ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕,   

      จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org

ม.ป.ป.ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม ๓ เรื่อง.กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๕๓

มิคกี้ ฮาร์ท.โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้.กรุงเทพฯ : วารสารมิว

      เซียมสยาม , ๒๕๕๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




ความเห็น

  • เดินตามลอยเท้าแม่ wrote on 1 สิงหาคม, 2012, 11:26

    พระวีรกรรมในสมเด็จพระสุริโยทัย ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารหลายเล่มด้วยกัน เนื้อความอย่างที่รู้กันทั่วไป

    แต่พระราชพงศาวดารเหล่านั้นไม่ใช่หลักฐานปฐมภูมิ primary source เพราะไม่ได้บันทึกไว้ในสมัยอยุธยา เพราะว่ามาเรียบเรียงขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง นักวิชาการประวัติศาสตร์จัดเป็น secondary source (ทุติยภูมิ)

    มีเล่มเดียวที่พอจะใกล้เคียงกับ primary source คือพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งบันทึกไว้รัชสมัยไหนไม่ได้ระบุไว้ แต่มาชำระกันหนหนึ่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แล้วตกทอดเหลือรอดกรุงแตกมาได้จนถึงรัตโกสินทร์ ในนั้นกล่าวถึงสมเด็จพระสุริโยทัยไว้สั้นๆ ว่าในการศึกกับพม่าครั้งนั้น เสียสมเด็จพระมเหสี

    เมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยขยายวงกว้างออกไป ด้วยการค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมจากภายนอกประเทศ เช่นพงศาวดารพม่า หรือจดหมายเหตุและบันทึกของพวกฝรั่งที่เดินทางมาอยุธยา

    ก็เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เคยมีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระสุริโยทัยไว้เลย ไม่ว่าที่ไหน

    พงศาวดารพม่าบันทึกการทำศึกสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไว้ แต่ไม่เอ่ยถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสุริโยทัย

    นักเดินเรือชื่อฟอนฟลีต ชาวฮอลันดา(ดัทช์) ที่เดินทางเข้ามาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ บันทึกเรื่องราวของอยุธยาจากคำบอกเล่าของคนไทย ย้อนหลังไปจนถึงเรื่องของท้าวศรีสุดาจันทร์ ก็ยังมีบอกไว้ แต่ไม่ยักเอ่ยถึงสมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งร่วมสมัยกับท้าวศรีสุดาจันทร์

    ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสชื่อแชซัส มาอยู่ในอยุธยาตั้ง ๒๕ ปีตั้งแต่สมัยพระไชยราชา( เป็นพระเชษฐาของพระมหาจักรพรรดิ )ก็ไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ไว้

    ก็เลยเกิดคำถามขึ้นในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า ทำไมไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ในเมื่อเป็นเหตุการณ์ใหญ่

    ถ้าเราเชื่อพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ก็เชื่อว่าสมเด็จพระสุริโยทัยมีพระองค์จริง แต่ถ้าเอาสิ่งที่ไม่มีในหลักฐานต่างชาติมาเป็นข้อสงสัย ก็จะสงสัยว่าไม่มี

    ยังไม่ยุติค่ะเรื่องนี้ ต้องรอหลักฐานมากกว่านี้

    ส่วนพระบรมดิลก ปรากฏพระนามในเรื่อง “คำให้การชาวกรุงเก่า” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าพงศาวดารอยุธยา แปลจากภาษามอญ แต่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหลายตอน ตามพระวินิจฉัยในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านจึงไม่ได้นำเนื้อความในนี้มาอ้าง

    ในคำให้การฯบอกว่าพระบรมดิลกเป็นพระธิดากษัตริย์อยุธยา ในเรื่องนี้บอกพระนามกษัตริย์ผิดแต่น่าเชื่อว่าจะหมายถึงพระมหาจักรพรรดิ พระชนม์ ๑๖ อาสาพระบิดาออกรบกับพม่าแล้วถูกฟันสิ้นพระชนม์

    ก็เลยกลายเป็นข้อถกเถียงกันต่อมา ว่า พระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์พร้อมพระธิดานามว่าพระบรมดิลกหรือไม่

    หรือว่าพระบรมดิลกออกรบองค์เดียว

    หรือว่าหลักฐานนี้ผิดทั้งชื่อและทั้งเรื่อง

    ส่วนตัว ดิฉันเชื่อหลักฐานพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐค่ะ ส่วนถ้าถามว่าทำไมฝรั่งหรือพม่าไม่บันทึกไว้เลย ก็ตอบได้ว่าการไม่บันทึกไม่ได้แปลว่าไม่มีจริง

  • นักเรียนบ้านนอก wrote on 1 สิงหาคม, 2012, 11:32

    บางท่านก็ว่าเป็นเรื่องจริง บางท่านก็ว่าไม่ถูกต้อง เลยทำให้งงน่ะครับ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เคยได้ยินมา ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จนสรุปกับตัวเองเพื่อให้คลายความปวดหัวว่า
    การเรียนประวัติศาสตร์ไทย แบ่งได้เป็น ๒ ระดับ
    คือระดับโรงเรียน เราเรียนประวัติศาสตร์แบบ fact ตำราจะเขียนเหมือนกับว่า เรื่องจริงในอดีตเกิดขึ้นยังงั้นยังงี้ เรื่องราวเป็นแบบนี้ ในพ.ศ.นี้ แล้วเราก็ท่องไปตอบข้อสอบ
    ความทรงจำก็จะติดสมองมาจนกระทั่งพ้นวัยเรียน ม.ปลาย ว่า อ้อ เรื่องเป็นยังงี้เอง
    แต่พอถึงระดับมหาวิทยาลัย ทั้งตรี โท และเอก การเรียนจะเปลี่ยนไปอีกระดับหนึ่ง คือ
    ประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่ fact แต่เป็นความคลุมเครือ ambiguity คือ ไม่แน่ว่าจะเป็นยังงั้นเสียแล้ว
    เพราะหลักฐานทางนั้นว่ายังงั้น หลักฐานทางนี้ว่ายังงี้ แล้วตัวคุณจะว่ายังไง ไหนคิดมาซิ
    ถ้าจะเรียนประวัติศาสตร์ไทยให้สนุก ต้องอย่าไปยึดมั่น ๑๐๐% แต่เรียนเพื่อค้นคว้า ขบคิด ใคร่ครวญและแสวงหาแทบว่าจะกลายเป็นวิชาปรัชญาอีกสาขาหนึ่งก็ว่าได้
    เรื่องสำคัญๆในประวัติศาสตร์ไทยมักไม่มีคำตอบเป๊ะๆ จะมีคำตอบชัดๆก็เรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไม่ต้องอาศัยการตีความเรื่องสำคัญโดยมาก ที่มีคำตอบชัดเจนในวันนี้ พอมีหลักฐานใหม่เข้ามา คำตอบวันนี้อาจจะรวนขึ้นในวันพรุ่งนี้ก็มีค่ะนักประวัติศาสตร์ไทยที่มีความเห็นและข้อสรุปแย้งกันคนละทาง ก็อาจเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ทั้ง ๒ คน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องถูกและอีกคนต้องผิดการเรียนประวัติศาสตร์มันสนุกตรงนี้ละค่ะ คือหัดให้ค้นคว้าและคิด พัฒนาเซลล์สมองของเราแต่ไม่ใช่การคำนวณ ที่บวกลบคูณหารถอดสแควร์รู้ทได้คำตอบออกมาก็จบกัน

  • ตำนาน wrote on 6 สิงหาคม, 2012, 11:46

    จาก…
    สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี จะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง เพื่อปกป้องพระราชสวามีไว้ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีจุลศักราช ๙๑๐ ตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติ คือ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๐๙๒

    เปิดปฏิทินแล้ว น่าจะขึ้น ๖ ค่ำจริง แต่น่าจะตรงกับวันศุกร์นะครับ (ไม่น่าใช่วันอาทิตย์)

  • มณีนุช wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 10:44

    “บนความสำเร็จของชายนั้นอยู่ภายใต้การสนับสนุนของสตรีเสมอ”

  • โก้โก้ wrote on 20 สิงหาคม, 2012, 13:34

    นับว่าพระวีรกรรมแห่งสมเด็จพระสุริโยทัย สมควรได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ชาติไทยสืบไปอีกนานเท่านาน





1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35977 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics