ยิ่งฟัง..ยิ่งรัก“ในหลวง”

แบ่งปัน

45

ยิ่งฟัง..ยิ่งรักในหลวง

                                                                                               อมรรัตน์ ล้อถิรธร

60 ปีกว่าแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่ล้ำค่าและทรงความหมาย อาจมิได้อยู่แค่การเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก

หากแต่อยู่ที่ทรงครองแผ่นดินโดยเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประเทศและราษฎร  พระองค์ไม่เพียงเป็นกษัตริย์ที่เพียบพร้อมด้วยความเป็นเลิศทุกด้าน

แต่ยังทรงเปี่ยมด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามและเรียบง่าย เฉกเช่นสามัญชนคนธรรมดา ลองฟังคำบอกเล่าจาก “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ผู้ถวายงานใกล้ชิด แล้วหัวใจทุกดวงจะรู้สึก “รักในหลวง” ของเรามากขึ้น

ตลอดระยะเวลาแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทย ดังที่พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระราชดำริของพระองค์ก่อกำเนิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายพันโครงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร, สิ่งแวดล้อม, สาธารณสุข, ส่งเสริมอาชีพ, พัฒนาแหล่งน้ำ, การคมนาคมสื่อสาร และสวัสดิการสังคม ทำให้ราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้

พระองค์ไม่เพียงทุ่มเทพระวรกายทรงงานหนักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรเท่านั้น หากยังทรงตั้งมั่นในทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรมทั้ง 10 ประการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาโดยสม่ำเสมอ ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่ออาณาประชาราษฎร์อย่างหาที่สุดมิได้ หากยังทรงมีพระอัจฉริยภาพที่เป็นเลิศทุกด้าน และพระราชจริยวัตรที่เรียบง่าย เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้มีโอกาสถวายงานใกล้ชิด

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) ซึ่งได้มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลากว่า 20 ปี

กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ด้วยความประทับใจว่า ทรงมีความเป็นเลิศรอบด้าน และทรงงานด้วยใจเพื่อพสกนิกรของพระองค์ หากงานยังไม่สำเร็จจะไม่ทรงหยุด

เรามักจะทึ่งเสมอว่า เวลารับสั่งอะไร ไม่ว่าเรื่องอะไร จะทรงรู้หมด ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเคมี ด้านธรรมชาติ มนุษยศาสตร์ ทุกด้านทรงเป็นเลิศหมด และลึกซึ้งมาก

และบางครั้งเราก็ ระดับ ดร.บางทีเราคิดในใจ อย่างนั้นมองไปได้ 2-3 ชั้น แต่พระองค์พอรับพระราชกระแสแล้วปรากฎว่าทรงมองไปตั้ง 6-7 ชั้น เราตามไม่ค่อยจะทัน

 และอีกประการหนึ่ง ทรงทำด้วยใจด้วยพระทัยที่รักประชาชนจริงๆ จะเห็นเวลาทรงงานจะไม่ทรงสนพระทัยอะไรเลย มุ่งไปแต่เรื่องงานจนกระทั่งสำเร็จ ไม่สำเร็จจะไม่ทรงหยุดเลย และทุ่มเทไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีเสาร์-อาทิตย์เลย เราก็เลยต้องปรับตัวตามพระองค์ไปด้วย ไม่งั้นจะถวายงานไม่ทันพระทัย

ดร.สุเมธ เล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าจะต้องทรงงานหนักหรือเสด็จพระราชดำเนินยังท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิเคยทรงย่อท้อ

โดยรับสั่งว่า ทำงานต้องสนุกและมีใจรัก ถึงจะทำได้สำเร็จไม่เพียงพระองค์จะทรงสนุกกับงาน หากยังทรงสร้างบรรยากาศในการทำงานให้รื่นเริงและทรงมีเรื่องเล่าให้สนุกตลอดเวลา ทรงมีพระอารมณ์ขันได้ในทุกสถานการณ์

จะทรงรับสั่งในลักษณะที่มีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งผมเคยเล่าให้ฟัง เสด็จไปทางใต้ ที่นั่นเป็นดินกรด ก็รับสั่งถามประชาชนคนหนึ่งที่มาเฝ้าอยู่ว่า ดินทางนี้เปรี้ยวมั้ยเขาก็ไม่เข้าใจคำถาม เขาก็ตอบว่า ไม่เคยกินพระองค์ท่านรับสั่ง เราถามไม่ดีเองก็ทรงพระสรวล ก็มีอยู่ตลอดเวลาเลย

บางทีรถวิ่งไปบนก้อนหิน มันไม่ใช่ถนน วิ่งไปบนก้อนหิน พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า นี่เขาเรียกว่าทางดิสโก้คือนั่งไปแล้ว มันเต้นดิสโก้ไปด้วยในตัวโดยธรรมชาติ เพราะว่ามันขรุขระ กระแทกกระทั้นไปเป็นชั่วโมงเลย กว่าจะเข้าไปถึงจุดที่จะไป และวันนั้นเรานำพระองค์ท่านหลงทางด้วยซ้ำไป พระองค์ท่านต้องนำกลับมาอีกครั้ง ตกลงแทนที่เราจะเป็นผู้นำเสด็จ พระองค์ท่านนำเสด็จเองเลย แล้วเราก็ตามเสด็จเฉยๆ เราพาท่านหลงไปตั้งไกล

แม้ระยะหลังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมิได้เสด็จพระราชดำเนินยังท้องถิ่นทุรกันดารเฉกเช่นแต่ก่อน แต่พระองค์ก็ยังทรงงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น เวลามีประชาชนถวายฎีกาเพราะเดือดร้อนเรื่องต่างๆ พระองค์จะพระราชทานฎีกาให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาและสำรวจปัญหา แล้วจึงพระราชทานพระราชกระแสว่าให้ดำเนินการเช่นไร

 ดร.สุเมธ ย้ำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยในปัญหาบ้านเมืองและราษฎรอยู่ตลอด และจะทรงถ่ายทอดความห่วงใยนั้นๆ ผ่านพระราชดำรัสทุกวันที่ 4 ธ.ค.ของทุกปี จึงอยากให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองน้อมนำสิ่งที่ได้จากพระราชดำรัสไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของแผ่นดิน มิให้พระองค์ต้องทรงแบกรับแต่เพียงลำพัง

ในฐานะพระมหากษัตริย์ ทรงห่วงบ้านเมืองในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งยาเสพติด เมื่อมองกลับไปทุกวันที่ 4 ธันวาคม จะทรงหยิบยกขึ้นมาในแง่มุมต่างๆ และหลายครั้งทรงแนะ ทรงชี้ช่องวิธีการแก้ปัญหา และวิธีแก้ปัญหาเกือบทุกวิธีตั้งอยู่บนฐานของธรรมะ ความเมตตา ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ มักจะใช้สิ่งนี้เป็นหลัก

แต่จะสังเกตเห็นพวกเราเนี่ย ผมเน้นย้ำเวลาไปพูดที่โน่นที่นี่ว่า พวกเราชอบ “เห็นพระเจ้าอยู่หัวกัน เห็นแล้วก็ชื่นอกชื่นใจทุกที แต่ไม่ค่อย มองพระเจ้าอยู่หัว น่าเสียดายมาก ผมอยากให้เราเปลี่ยนจาก “เห็นมาเป็น “มอง พยายามเพ่งพิศพิจารณาว่า สิ่งที่ทรงกระทำนั้นสื่ออะไรมาให้กับเรา และเราในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งนั้น ควรจะปฎิบัติตนอย่างไร เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง

มองดูสิครับทรงปฎิบัติอย่างไร และพยายามปฎิบัติตามให้จงได้ และอย่าเพียง “ได้ยินเฉยๆ ตรงนี้ให้ ฟังพระเจ้าอยู่หัว และพยายามเข้าใจความหมาย และปฎิบัติตนด้วย

เพราะเราจะถวายภาระทั้งแผ่นดินให้พระองค์ท่านพระองค์เดียว คิดว่าคงไม่ยุติธรรม พวกเราพสกนิกรคงจะต้องเข้าไปช่วยร่วมแบก ร่วมรับภาระกับแผ่นดินนี้ เพราะเราก็อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ และมีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประเสริฐอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเราทุกคนจะต้องปฎิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

ดร.สุเมธ ยังกล่าวถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ตนน้อมนำไปปฏิบัติและพสกนิกรน่าจะดำเนินรอยตามด้วยว่า ทรงเรียบง่าย ประหยัด และสุขุมคัมภีรภาพอย่างยิ่ง ทรงทำทุกสิ่งด้วยพระเมตตาและปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตประจำวัน เห็นว่าทรงเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องอะไรทั้งสิ้น อันนี้เป็นประการที่ 1 ประการที่ 2 จะทรงอดออม จะทรงประหยัด ใช้เหตุใช้ผลในการดำรงชีวิต ไม่เคยฟุ่มเฟือยเลย

ทุกสิ่งทุกอย่างจะทรงใช้ของธรรมดาทั้งสิ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา เครื่องเขียนดินสอธรรมดา เป็นไม้เฉยๆ ฉลองพระบาท 50 กว่าปีก็ทรงใช้อย่างนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเรารับมาโดยไม่รู้ตัว จะทำอะไรให้มันฟู่ฟ่าเกินไป ความธรรมดาสามัญของพระเจ้าอยู่หัว ปรากฎขึ้นมา เราก็เบรคแล้ว ทุกคนก็เบรคหมด หยุดหมด

 ประการถัดไปที่ผมคิดว่าใช้ประจำวันคือ ทรงสุขุมรอบคอบมาก ก่อนที่จะทำอะไร ต้องแน่นอนพระทัยเสียก่อน จะคิดจะอะไรต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม เมื่อพร้อมข้อผิดพลาดจะถูกลดระดับลงเหลือน้อยเหลือเกินจนเกือบไม่มีเลย ถึงจะลงมือทำ อันนี้ก็จะต้องเป็นบทเรียนของพวกเรา

เพราะส่วนมากเรามักผลีผลาม ใช้ตามอารมณ์ พอเขาเฮมาก็เฮไป ส่วนมากจะเป็นอย่างนี้ ไม่ค่อยใช้เหตุผลกัน ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่พระองค์ท่านสุขุมคัมภีรภาพมาก

ประการที่ 4 ความทำทุกสิ่งทุกอย่างบนฐานของความเมตตา ฐานความรัก รู้รักสามัคคี ความปรารถนาในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา และทรงใช้วิธีที่นุ่มนวล ไม่ใช้การแตกหัก เพราะฉะนั้น 4-5 ประการนี้ถ้าเราเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ชีวิตเราก็จะตรงกับที่ท่านได้รับสั่งไว้ ก็มุ่งไปสู่จุดประโยชน์สุข

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษา กปร. กล่าวด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการ ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ไม่มีประเทศไหนสอนคำว่า “ประโยชน์สุขมีแต่เพียงคำว่า “ประโยชน์จึงได้มีการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมองเหนือกว่านั้น ทรงเน้นคำว่า “ประโยชน์สุขเพราะประโยชน์จะต้องให้ความสุขด้วย และไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้มาบนความทุกข์ของผู้อื่น!!

 …………………………………




ความเห็น

  • อุดม wrote on 26 มิถุนายน, 2012, 9:25

    ถึงประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ด­ีที่สุดในโลก เเต่ผมโชคดีที่ได้เกิดเป็นคนไทย­เป็นพสกนิกรของพระเจ้าอยู่หัว

  • นานา wrote on 26 มิถุนายน, 2012, 15:34

    พระเมตตาจอมราชันย์ดั่งเม็ดฝน ทั่วทุกคนไม่เลือกชั้นวรรณะไหน ชาวประชาจงภูมิใจ ประเทศไทยมีพ่อหลวงของปวงชน
    พระทรงเป็นยิ่งกว่ามหากษัตริย์ บำบัดทุกข์บำรุงสุขทุกแห่งหน น้ำพระทัยไหลหลั่งดั่งสายชลไทยทุกคนร้อยใจถวายพระพร
    ประเทศชาติจะรุ่งเรือง เพราะประชาราช ศาสน์ กษัตริย์ของจงทรงพระเจริญ อยู่เป็นมิ่งขวัญชาวไทย ตราบนานเท่านาน
    จากความแห้งแล้งกลับกลายมาชุ่มชื้น จากผืนทรายกลับกลายเป็นดินดี ด้วยพระบารมีของทั้ง ๒ พระองค์

ผู้เขียน

เขียน 10243 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics