พระสุพรรณกัลยา

แบ่งปัน

 

 

พระสุพรรณกัลยา

พระสุพรรณกัลยา หรือสุวรรณกัลยา ทรงเป็นพระราชธิดาใน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และพระวิสุทธิกษัตรีย์ และเป็นพระพี่นางใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระเอกาทศรถ สันนิษฐานว่าพระสุพรรณกัลยาประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๕-๙๖ ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก(๑) เชื่อว่าพระนามเดิม คือ องค์ทอง ส่วนพระนามที่พบในเอกสารที่มีการบันทึกไว้ ดังนี้

 

พระนามต่างๆ

๑.สุวรรณกัลยา จากคำให้การขุนหลวงหาวัด(ฉบับหลวง)

๒.จันทรกัลยา จากคำให้การชาวกรุงเก่า

๓.พระสุวรรณ จากพงศาวดารฉบับอูกาลา

๔.อะเมี้ยวโยง แปลว่าผู้เชื่อมั่นในเผ่าพันธุ์แห่งตน จากพงศาวดารของมหาสีหตู

๕.พระสุวรรณเทวี จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา

๖.พระสุพรรณกัลยาณี จากพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

*ในบทความนี้จะใช้พระนามที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด คือ พระสุพรรณกัลยา (แม้ว่าเอกสารส่วนใหญ่ จะเอ่ยพระนาม ว่าพระสุวรรณ)

พระประวัติที่ถูกกล่าวถึงโดยทั่วไปนิยมตามพระราชนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยา โดดเด่นในฐานะองค์ประกันผู้เสียสละแม้พระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้แก่ชาติไทย มีใจความว่า

…เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงปราบดาภิเษกแล้ว ก็ถวายพระสุพรรณกัลยาณีแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยานั้น พระเจ้าหงสาวดีได้พระพี่นางเป็นพระชายาเหมือนอย่างเป็นตัวจำนำแทนแล้วก็อนุญาตให้สมเด็จพระนเรศวรอยู่ช่วยสมเด็จพระชนกปกครองบ้านเมือง…หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไม่ยอมไปหงสาวดีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ตกอยู่ในฐานะ ̏ตัวประกัน̋กระนั้นแล้วสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ไม่อาจกลับมาเมืองไทยเพื่อกู้ชาติได้ ดังนั้น การเสียสละของพระพี่นางฯจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การกอบกู้เอกราช…

ซึ่ง สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงศึกษาค้นคว้า และได้รวบรวม พระราชนิพนธ์เป็นข้อสันนิษฐานดังกล่าวจากเอกสารที่มีอยู่จำกัดในสมัยนั้น ภายหลังจึงมีผู้นำข้อสันนิษฐานนี้ มาเขียนอ้างอิงในบทความบ้าง หรือแต่งเป็นวรรณกรรมเทิดพระเกียรติบ้าง โดยเฉพาะประการหลังจัดทำเป็นบทละครเวที บทละครโทรทัศน์ และบทภาพยนตร์ โดยให้พระสุพรรณกัลยามีบทบาทสำคัญ อาทิ บทละครเรื่องสมเด็จพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยา บทละครโทรทัศน์ เรื่องกษัตริยา(จากนวนิยายเรื่องกษัตริยา) ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น

        ดังนั้น ผู้ที่ชมละครหรือภาพยนตร์บางส่วนมักจะเกิดความสับสนในบทบาทของพระสุพรรณกัลยาเมื่อมาศึกษาในแง่มุมของงานวิชาการ เนื่องจาก ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงพระประวัติไว้เพียงบางส่วนไม่มากนัก แต่ในวรรณกรรมฯมีการนำพระประวัติพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์มาขยายความ เนื้อหาบางตอนนำมาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และบางส่วนมีการเติมแต่งขึ้น ซึ่งผู้ประพันธ์มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติอย่างมิต้องสงสัย แต่เป็นความจริงที่ว่า ผู้ประพันธ์ส่วนใหญ่จำต้องต้องใส่เรื่องราว รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่ขาดหายในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกิดอรรถรสทางอารมณ์ ให้ผู้ชมเกิดความสนใจ และซาบซึ้งตามบทประพันธ์นั้นๆ

        ในบทความนี้ จึงจะขอกล่าวถึงพระสุพรรณกัลยาโดยนำบางส่วนของข้อคิดเห็นจากนักวิชาการทั้งไทย และพม่า ที่ได้ศึกษาข้อมูลหลักฐานเอกสารเก่าหลายฉบับมาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น อนึ่งบทความนี้เป็นเพียงการคัดสรรงานศึกษาพระประวัติพระสุพรรณกัลยาจากนักวิชาการบางท่าน หากผู้ใดสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากงานแนะนำท้ายบทความ

 

พระประวัติในเมืองพม่า

 

ภาพประกอบ (ซ้าย)พระสุพรรณกัลยาทรงชุดพม่า จิตรกร ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จาก bp.or.th

(ขวา) พระสุพรรณกัลยาทรงชุดไทย จากsanggadjai.com

 

 

อ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้ค้นคว้าประวัติพระสุพรรณกัลยา และได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือ เรื่อง ̏พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ ̋ (๒) เรื่องราวของพระสุพรรณกัลยาได้ปรากฏหลักฐานในเอกสารพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลา (U Kala Mahayazawingyi, พ.ศ. ๒๒๗๓) (๓) ซึ่งเป็นพงศาวดารแรกที่กล่าวถึงเรื่องราวของพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวร และเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้ผู้ชำระพงศาวดารฉบับอื่นในสมัยหลังอาศัยเลียนแบบ ใจความกล่าวถึงภายหลังจากที่พระเจ้าหงสาวดี (๔) (ช้างเผือก) หรือพระเจ้าบุเรงนอง (๕) ทรงตีกรุงศรีอยุธยาได้ในปีพ.ศ.๒๑๑๒ หลังจากได้ชัยชนะแล้วทรงเตรียมการทำศึกล้านช้างต่อ ระหว่างนั้นได้โปรดให้

บรรดาพระสนมแลเหล่ามิตรทั้งหมดทั้งสิ้นอันมี พระมเหสีจันทาเทวีเป็นต้น อีกทั้งผู้ป่วยเจ็บแลผู้เสียซึ่งแขนขา และเหล่าปืนใหญ่ที่ยึดได้ในกรุงศรีอยุธยาให้นำขึ้นเรือรบขนาดใหญ่ประดามี แลให้นันทจอเทงกับพยอจอเทงเป็นตัวนายคุมไปพร้อมด้วยไพร่ติดตามหมื่นหนึ่งมุ่งสู่หงสาวดี ข้างเจ้าฟ้าสองแควกษัตริย์อยุธยาจึงถวายพระสุวรรณ พระธิดาแรกรุ่น พระชนม์ ๑๗ พระชันษา พระสุวรรณกับเหล่าบาทบริจาริกาผู้ถวายงาน ๑๕ นางนั้นทรงเรียกให้โดยเสด็จไปล้านช้าง ครั้นในวันศุกร์แรม ๖ ค่ำ เดือนตานซองมาน (พฤศจิกายน) ศักราช ๙๓๒(พ.ศ.๒๑๑๓) จึงเสด็จจากอยุธยาสู่ล้านช้างทางชลมารคโดยรัตนสุวรรณนาวาผ่านขึ้นทางแขวงพิษณุโลก…

พงศาวดารฉบับอูกาลากล่าวไว้เพียงเท่านี้ ในขณะที่พงศาวดารสมัยหลังได้

กล่าวเพิ่มเติมถึงขัตติยนารี พระองค์หนึ่ง พงศาวดารฉบับแรกที่มีความดังกล่าวระบุไว้คือ มหายาสะเวงเต๊ะของมหาสีตู(Thwintin Tikewun Mahasithu) (๖) ซึ่งขัตติยนารีพระองค์นี้ได้ถูกกล่าวรวมไว้ในรายชื่อมเหสีน้อย หรือมเหสีเล็ก จากรวมทั้งสิ้น ๔๒ องค์ ข้อความระบุไว้ว่า

…อะเมี้ยวโยง พระพี่นางในพระนริศกษัตริย์โยธยา (อยุธยา) ประสูติพระราชธิดานามเมงอทเวหนึ่ง…

 (ความเดียวกันนี้มีระบุซ้ำอีกครั้งในพงศาวดารฉบับหอแก้ว (๗))

ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวไว้โดยย่อว่า

…ชีวิตในกรุงหงสาวดี พระสุพรรณกัลยา พระราชธิดาใน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และพระวิสุทธิกษัตรีย์ พระนางปรากฏในพงศาวดารพม่า ระบุว่า ในปี พ.ศ.๒๑๑๒ เจ้าฟ้าสองแคว (พระอิสริยยศของพระมหาธรรมราชาเมื่อครั้งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าบุเรงนองให้ขึ้นครองพิษณุโลก) ได้ถวายพระราชธิดาชื่อ สุวรรณกัลยา พระชันษา ๑๗ ปี กับบริวารและนางสนมรวม ๑๕ คนแก่พระเจ้าบุเรงนอง โดยพระองค์ได้สถาปนาเป็นพระมเหสี มีพระตำหนัก และฉัตรส่วนพระองค์ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด เครื่องใช้สิ่งของ ข้าราชบริวารที่เป็นชาวไทยทั้งหมด เมื่อจะเสด็จไปยังที่ใด จะโดยเสลี่ยงหรือพระที่นั่งหรือพระพาหนะใดก็ตาม จะมีเจ้าพนักงานกางฉัตรถวาย และพระองค์ทรงอยู่อย่างเกษมสำราญ

หลักฐานอื่นๆจากฝั่งไทย ว่าด้วยฐานะของพระสุพรรณกัลยาภายหลังจากที่ถูกนำตัวไปยังราชสำนักของพระราชสำนักของพระเจ้าหงสาวดีนั้น มีปรากฏกล่าวไว้ผิดแผกกันไป ซึ่งอ.ดร.สุเนตรได้นำเสนอเปรียบเทียบไว้ อาทิ หลักฐานประเภทคำให้การขุนหลวงหาวัดระบุว่า

…อันพระพี่นางพระนเรศนั้น พระองค์ก็เอาไว้ในปราสาทเปนที่มเหษี จึ่งมีพระราชโอรสองค์หนึ่งเปนกุมาร…

ขณะที่คำให้การชาวกรุงเก่า หรือโยธยายาสะเวง ระบุว่า

…ข้างพระสุวรรณกัลยาพระพี่นางพระนริศนั้น ให้สถาปนาขึ้นที่พระอัครมเหสี… (King Hantawaddy’s Mibaya-อ.ดร.สุเนตร)

และพงศาวดารพม่ารามัญ ฉบับซึ่งสมเด็จพระจอมเกล้าฯโปรดให้ขุนสุนทรโวหาร กรมพระอาลักษณ์กับขุนอักษรรามัญเป็นอาทิ แปลออกเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ.๒๔๐๐ จาก ต้นฉบับเดิมที่ได้มาเห็นจะเป็นภาษารามัญ แลผู้แต่งเป็นรามัญ ระบุว่า

ครั้นภายหลังพระเจ้าชนะสิบทิศ จึงตั้งนางกษัตริย์มเหสีเดิมที่เป็นพระราชมารดาอินแซะนันกู (เจ้าวังหน้านันทบุเรง-อ.ดร.สุเนตร) นั้น เป็นพระอัครมเหสีใหญ่ ตั้งนางกษัตริย์ลังกาเป็นพระมเหสีขวา ตั้งพระราชธิดาพระเจ้าช้างเผือก ณ กรุงศรีอยุธยา (๘) ซึ่งพระองค์ได้ไว้ในกาลก่อน เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย

ในทางตรงข้าม หลักฐานในพงศาวดารพม่ามิได้ระบุว่าพระสุวรรณ หรือพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรได้รับการสถาปนาขึ้นที่ตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี

ขณะที่พระเจ้าบุเรงนองนั้น พงศาวดารพม่า ระบุชัดเจนว่าทรงมีพระมเหสี ๓ พระองค์ คือ

๑.อัครมเหสีอดุลศรีมหาราชเทวี ผู้นี้มีนามเดิมว่า ตะเคงจี เป็นพระพี่นางพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ พระองค์เป็นให้กำเนิดงาสุคายกา หรือพระเจ้านันทบุเรง

๒.มเหสีจันทาเทวี ทรงเป็นพระราชธิดากษัตริย์อังวะ

๓.มเหสีราชเทวี ทรงเป็นพระมารดาของนรธาสอเจ้าเมืองเชียงใหม่

*ความตอนนี้ต่างกับพงศาวดารพม่าในส่วนของพระนามพระมเหสีรองอีก ๒ พระองค์ ในเอกสารอื่นๆปรากฏพระนาม และรายละเอียดที่แตกต่าง อาทิ ในเอกสารที่มิกกี้ ฮาร์ท แปล

ดังนั้น ตำแหน่ง และพระนามของพระมเหสีควรระลึกถึงประเด็นของการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ การเลือกใช้ควรพิจารณาปี พ.ศ. และลำดับพระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชกาลรวมถึงบริบทแวดล้อมอื่นๆ แต่หากระบุปีเดียวกันควรพิจารณาความน่าเชื่อถือของเอกสาร แต่ในบทความนี้มุ่งเน้นแสดงให้เห็นว่าพระสุพรรณกัลยาไม่ปรากฏพระนามว่าเป็น ๑ ใน ๓ พระมเหสีใหญ่ จึงไม่ขอกล่าวถึงประเด็นพระมเหสีอื่นๆโดยละเอียด แต่จะกล่าวเพียงให้เห็นภาพ ดังจะคัดบางส่วนที่อ.ดร.สุเนตรได้นำเสนอถึงพระสุพรรณกัลยาดังนี้

มเหสีทั้ง ๓ พระองค์ของพระเจ้าบุเรงนองนี้ นับเป็นมเหสีใหญ่ โดยเฉพาะพระอัครมเหสีแล้วนับว่าเป็นมเหสีที่มีความสำคัญสูงสุด เมียนมาเมง โอ๊ะโชะโปงสาดาน ระบุว่า พระอัครมเหสีนี้ จะได้รับสิทธิประทับใต้มหาเศวตฉัตรเคียงข้างพระมหากษัตริย์ พระนางจะได้รับยกย่องว่าเป็นผู้สถาปนาราชอาณาจักรคู่เคียงกับผู้รั้งตำแหน่งนี้ จึงได้รับสถานะอันเป็นที่รู้ภายใต้สมัญญานามว่า มีพะยา กองจี(Mirara Khaunggyi) หรือ the top queen /the Chief Queen จึงยากที่จะเป็นไปได้ว่าพระสุพรรณกัลยา ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงพระราชธิดาเจ้าประเทศราชจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอัครมเหสีตามที่หลักฐานบางส่วนระบุไว้ และที่สำคัญคือหลักฐานในพงศาวดารพม่าโดยเฉพาะพงศาวดารฉบับหอแก้ว ซึ่งเป็นฉบับหลวงยังระบุชัดเจนว่าพระอัครมเหสีและมเหสีอีก ๒ พระองค์นั้น เป็นบุคคลอื่นที่มิใช่พระสุพรรณกัลยา… (ได้กล่าวแต่เพียงว่าพระเจ้าบุเรงนองช้างเผือกทรงโปรดปรานพระสุพรรณกัลยาเพียงเท่านั้น)

แม้ว่าตำแหน่งของพระสุพรรณกัลยาจะไม่ได้เป็นพระอัครมเหสีหรือพระมเหสีซ้าย-ขวา แต่ตำแหน่งมเหสีเล็ก หรือโกโล๊ะดอ ก็นับว่าเป็นตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐในส่วนนี้ อ.ดร.สุเนตรได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ ไว้ว่า

ตำแหน่งโกโละดอนี้ ปกติแล้วเป็นตำแหน่งที่ราชสำนักพม่าตั้งให้กับเหล่าราชธิดาของเจ้าฟ้า(sawbwas) ที่เป็นประเทศราช และธิดาอำมาตย์ทั้งหลายผู้เป็นราชธิดาเจ้าฟ้าเมืองประเทศราช ทั้งนี้รวมถึงพระสุพรรณกัลยาด้วยนั้นจะมีฐานะ ๒ ประการที่กษัตริย์พม่าต้องพึงสำเหนียก ฐานะหนึ่งนั้น คือ ฐานะในระบบการแบ่งชั้นมเหสีตามธรรมเนียมพม่า ซึ่งมิได้ทรงศักดิ์เท่าพระมเหสีใหญ่ แต่ฐานะอีกฐานะหนึ่งซึ่งมิได้สูญหายไปด้วย คือ ฐานะแห่งความเป็นราชธิดา พระพี่นาง หรือพระประยูรญาติสำคัญของเหล่าเจ้าฟ้าประเทศราชที่ยอมตนสวามิภักดิ์ เห็นได้ว่าการระบุถึงเหล่ามีพะยาเง และโกโละดอ ทั้งหลายนั้น ผู้บันทึกพงศาวดารพม่าจะไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำถึงฐานะประการหลังพร้อมกันไปด้วยอาทิ ̏อะเมี้ยวโยง พระพี่นางในพระนริศกษัตริย์โยธยา̋ ฐานะประการหลังนี้สำคัญกว่าฐานะประการแรกเพราะเป็นสายใยสำคัญที่จะยึดเหนี่ยว ทั้งความสัมพันธ์และความจงรักภักดีของเหล่าเจ้าประเทศราชไว้ได้ หากเข้าใจความสำคัญในประเด็นนี้ก็จะเข้าใจความสำคัญของพระสุพรรณกัลยา และขัตติยะนารีพระองค์อื่นอาทิ พระธิดาพระมหินทร์ และพระอินทรเทวี ผู้ถูกส่งไปถวายพระเจ้าบุเรงนอง

ส่วนมิกกี้ ฮาร์ท ชาวพม่าผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์พม่า และไทยได้แปลเอกสารหลักฐานของพม่าที่กล่าวถึงพระสุพรรณกัลยาใน ̏ โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้ ̋ โดยได้กล่าวถึงชีวิตในกรุงหงสาวดีของพระสุพรรณกัลยาแตกต่างกับความเชื่อในเรื่องราวชีวิตของพระสุพรรณกัลยาที่ปรากฏเป็นตำนานในประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า

…พระสุพรรณกัลยาทรงเป็นพระธิดาองค์ที่สอง ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิ์กษัตริย์ ทรงมีพี่น้องร่วมพระบิดามารดาเดียวกันสี่พระองค์ มีพระนางอินทร์เทวีเป็นพระเชษฐภคินีองค์โต พระองค์เป็นองค์ที่สอง(๙)พระนเรศวรเป็นพระอนุชาองค์โต และพระเอกาทศรถเป็นพระอนุชาองค์เล็ก… ภายหลังจากที่พระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเมื่อ ๕ ค่ำ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๑๑๒(หลังกรุงศรีฯแตก ครั้งที่ ๑)ได้ทรงถวายพระองค์แด่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ ๑๗ พรรษา และพระเจ้าบุเรงนองได้ทรงพระราชทานพระนามใหม่ว่า อมโรรุ้ง

ภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตก พระเจ้าบุเรงนองทรงประทับที่พระราชวังกรุงศรีอยุธยาระยะหนึ่ง เพื่อทรงปรับปรุง และจัดระเบียบกองทัพใหม่อีกครั้ง เพราะภารกิจของกรุงศรีอยุธยาเสร็จสิ้นลงหลังจบศึกก็จริงอยู่ แต่ศัตรูของพระมหาธรรมราชยังไม่หมด ศัตรูที่ขัดแย้งกันอยู่ในพระราชวัง เช่น ราชวงศ์สุพรรณภูมินั้นไม่เป็นปัญหา จับไปเป็นเชลยและส่งไปอยู่ที่กรุงหงสาวดีก็ได้ แต่ปัญหาที่ยังแก้มิได้ ก็คือ ศึกระหว่างอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาล้านช้าง หากพระเจ้าไชยเชษฐาเกิดทรงแข็งข้อ ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อไร กรุงศรีอยุธยาก็จะแตกอีก เพราะในเวลานี้กองทัพของพระมหาธรรมราชาเองนั้นก็เหลือกำลังทหารอยู่ไม่มาก และส่วนใหญ่ก็อ่อนแรงเหนื่อยล้าจากการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยามามากแล้ว

เพื่อเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงยกทัพขึ้นไปปราบนครล้านช้าง เมื่อวันศุกร์ ขึ้นหกค่ำ เดือนพฤศจิกายนพ.ศ.๒๑๑๒ และโปรดให้พระสุพรรณกัลยา พร้อมบริวารรับใช้ ๑๕ คนเสด็จตาม

การปราบอาณาจักรล้านช้างกินเวลานานถึงหกเดือน หลังจากนั้นจึงทรงยกทัพกลับ และเสด็จถึงพิษณุโลกเมื่อวันที่ ๒ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๑๑๓ จากนั้นทรงมีรับสั่งให้กองทหารพักเป็นเวลา ๕ วัน เมื่อถึงวันที่ ๗ ก็ทรงเสด็จกลับหงสาวดี และถึงหงสาวดีวันเสาร์ที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม…

…ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนองนั้น พระสุพรรณกัลยาทรงพระเกษมสำราญ มีทุกอย่างเพียบพร้อม บ่าวไพร่ก็เป็นคนไทยหมด ฐานะยศตำแหน่งก็เป็นพระมเหสี และยังมีพระตำหนักกับฉัตรส่วนพระองค์อีกด้วย (ภาษาพม่าเรียกกันว่า นันยะที้ยะมิพย้า นันแปลว่า พระตำหนัก ยะ แปลว่าได้ ที้ แปลว่าฉัตร ยะแปลว่าได้)

ได้ฉัตรหมายความว่า เมื่อเสด็จออก จะด้วยเสลี่ยงพระที่นั่ง หรือพระพาหนะอื่นก็ตาม เจ้าหน้าที่ซึ่งภาษาพม่าเรียกว่า ที้ตอโม้ จะต้องตามไปกางร่มฉัตรถวาย บุคคลที่มาจากตระกูลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ไม่มีสิทธิ์ได้ตำแหน่งหรือยศลักษณะนี้เลย ตามราชธรรมเนียมโบราณของราชวงศ์พม่า หญิงที่จะตั้งเป็นพระมเหสีได้นั้นต้องกำเนิดจากขัตติยวงศ์เท่านั้น

ในเวลาที่พระสุพรรณกัลยาทรงเป็นพระมเหสีในพระเจ้าบุเรงนองนั้น พระอัครมเหสีเหลือเพียงแค่พระนางจันทราเทวีหรือตะละแม่จันทราเพียงองค์เดียวเท่านั้น บทบาทในวังหลังก็ไม่โดดเด่นนัก ด้วยว่าพระชนมพรรษามากแล้ว พระสุพรรณกัลยาจึงทรงประทับได้อย่างสบายพระทัย ไม่ทรงลำบากนัก แม้ว่าจะต้องประทับไกลบ้านก็ตาม

ส่วนเรื่องราวที่ได้รับการเผยแพร่โดยทั่วไป มักจะจินตนาการให้บังเกิดความสงสารในพระชะตากรรมที่ต้องเป็นองค์เชลย และถวายพระองค์เป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้าบุเรงนอง แต่ในความเป็นจริง ในเรื่องของการถวายพระราชธิดา หรือพระธิดาไปเป็นบาทบริจาริกาแก่เจ้าแผ่นดินเมืองอื่นเพื่อผูกสัมพันธไมตรี เป็นความนิยมในสมัยนั้น

 

พระราชโอรสและพระธิดา    

เช่นเดียวกันกับที่เคยกล่าวถึงพระประวัติในส่วนอื่นๆของพระสุพรรณกัลยา ในเรื่องของพระโอรสพระธิดานี้ เอกสารแต่ละฉบับก็ได้กล่าวไว้แตกต่างกัน แต่แน่นอนว่ามีพระราชโอรสหรือพระราชธิดากับพระเจ้าบุเรงนองอย่างน้อย ๑ พระองค์(ดังที่อ้างถึงในบางส่วนของบทความนี้)

ในที่นี้จึงจะขอเลือกนำฉบับของฝ่ายพม่ามานำเสนอ เนื่องจากพระประวัติพระสุพรรณกัลยาส่วนใหญ่ ตลอดพระชนม์ชีพหลังจากเจริญพระชันษานั้น เกี่ยวข้องอยู่กับพม่ามากกว่าไทย

มิกกี้ ฮาร์ทได้กล่าวว่า

พระสุพรรณกัลยาได้ทรงครรภ์ตั้งแต่ตอนที่พระเจ้าบุเรงนองกำลังทรงศึกกับล้านช้างที่เมืองลโบ(ปัจจุบันอยู่ชายแดนระหว่างไทยลาว) เมื่อเสด็จมาถึงกรุงหงสาวดีได้ไม่นาน พระธิดาพระองค์น้อยก็ประสูติ เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๓ พระเจ้าบุเรงนองทรงโสมนัสมาก พระราชทานนามพระธิดาพระองค์น้อยว่า เจ้าภุ้นชิ่(ผู้มีบารมีและสติปัญญา) แต่พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะเรียกพระธิดาของพระองค์โดยชื่อเล่นว่า มังอะถ้อย(เจ้าหญิงน้อย)

ในพระราชพงศาวดารพม่าได้บันทึกว่าพระสุพรรณกัลยาเป็นพระมเหสีที่พระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดปรานมาก โดยทรงจัดให้สร้างตำหนักทรงไทยขึ้นในพระราชวังกรุงหงสาวดี

ด้วยเหตุที่พระเจ้าบุเรงนองเสด็จออกราชการสงครามอยู่เสมอ ทำให้พระสุพรรณกัลยารวมทั้งพระมเหสีองค์อื่นทรงดำเนินชีวิตในพระราชวังตามปกติ โดยมิได้เส็ดจออกงานหรือเห็นโลกภายนอกจนกว่าที่พระเจ้าบุเรงนองจะเสด็จกลับหงสาวดีจึงจะมีการจัดงานสำคัญ โดยในวันเพ็ญเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๑๑๖ มีงานบูชาพระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระสุพรรณกัลยาพร้อมด้วยพระราชธิดาองค์น้อยได้ประทับเรือพระที่นั่งโดยเสด็จพระเจ้าบุเรงนองไปบำเพ็ญพระราชกุศลนาน ๕ วัน นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้เสด็จออกนอกพระราชฐานมานานว่า ๓ ปี

หลังจากงานบูชามหาเจดีย์จบสิ้นลง พระเจ้าบุเรงนองได้นิมนต์พระสงฆ์พม่า มอญ เชียงใหม่ และไทใหญ่ ๓, ๕๐๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ และทำพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปหล่อด้วยทองคำ เงิน สำริด และปัญจโลหะ อย่างละองค์ ในการนี้พระเจ้าบุเรงนองได้ทำการเฉลิมพระยศพระราชโอรส และพระราชธิดา โดยในการนี้ เจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่ พระราชธิดาในพระสุพรรณกัลยาได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็น พิษณุโลกเมียวซา เนื่องจากพระบิดามอบสิทธิ์ในภาษีประจำปีที่ได้จากพิษณุโลกให้แก่พระองค์ นับแต่นั้นมาทุกคนจึงขานพระนามพระราชธิดาพระองค์นี้ว่า เจ้าหญิงพิษณุโลก

 

อนุสรณ์สถาน

๑.พระอนุสาวรีย์พระสุพรรณกัลยาณี ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กองทัพภาคที่ 3) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

๒.พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระรูปพระสุพรรณกัลยา ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

๓.พระบรมรูปพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ณ วัดลาดสิงห์ ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

๔.พระรูป ณ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

๕.พระเจดีย์ ณ วัดบ้านน้ำฮู อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างถวายพระสุพรรณกัลยา และภายในพระเจดีย์ ได้บรรจุเส้นพระเกศาของพระสุพรรณกัลยาไว้ด้วย

 

ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์กรณีสิ้นพระชนม์

๑.สิ้นพระชนม์โดยพระแสงดาบ

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้นำเสนอข้อมูลการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยาไว้ ดังนี้

ภายหลังจากที่พระเจ้าบุเรงนองสวรรคต เมื่อปีพ.ศ.๒๑๒๔ พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์แทน ภายหลังจากที่พระมหาอุปราชามังกะยอชวาทิวงคต ในพ.ศ.๒๑๓๕ จากการทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งการทิวงคตนั้น ในพงศาวดารรวมถึงคำให้การต่างๆ ทั้งของไทยและพม่าต่างก็ให้ข้อมูลต่างกันออกไปเกี่ยวกับการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา

ส่วนในเอกสารฝ่ายไทยได้กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไว้ ดังนี้

คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่า

…พวกนายทัพนายกองแลพลทหารทั้งปวงก็กราบถวายบังคมลากลับไปยังเมืองหงสาวดี นำความที่พระมหาอุปราชชนช้างเสียทีแก่พระนเรศวรสิ้นพระชนม์บนคอช้าง กราบทูลพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เอาตัวนายกองที่ไปกับพระมหาอุปราชนั้นให้ใส่คาย่างไฟให้ตายสิ้น แต่เท่านั้นยังไม่คลายพระพิโรธ จึงเสด็จไปสู่ตำหนักพระสุวรรณกัลยา เอาพระแสงฟันพระนางสุวรรณกัลยากับพระราชธิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ทั้ง ๒ พระองค์

และได้ประมาณการว่ามีพระชนมายุได้ ๓๙ พรรษา

คำให้การขุนหลวงหาวัด ได้กล่าวใกล้เคียงกัน แต่ต่างที่เป็นพระราชโอรสมิใช่พระราชธิดา ความว่า

…ฝ่ายพระเจ้าหงสา ทรงพระโกรธยิ่งนัก ก็เสด็จเข้าไปในพระราชฐานจึงเห็นองค์พระพี่นางพระนเรศวรนั้นประทมอยู่ ให้พระราชโอรสเสวยนมอยู่ที่ในที่ พระเจ้าหงสาจึงฟันด้วยพระแสง ก็ถูกทั้งพระมารดาก็ และพระราชโอรสทั้งสององค์ ก็ถึงแก่ความพิราลัยไปด้วยกันทั้งสององค์ ด้วยพระเจ้าหงสาทรงพระโกรธยิ่งนัก มิทันจะผันผ่อนได้ฯ

พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว ที่แต่งขึ้นโดยพระบรมราชโองการของกษัตริย์พม่าเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๒ (ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์) ได้กล่าวถึงพระสุพรรณกัลยาว่า พระองค์มีคนสนิทคนหนึ่ง มีนามว่า พระองค์จันทร์ ภายหลังพระอุปราชาสิ้นพระชนม์ในการกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น พระเจ้านันทบุเรงมิได้ประหารพระสุพรรณกัลยาทันทีที่ทราบข่าว หากแต่ได้เสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายอยู่เป็นเวลานาน แต่ละวันก็พาลหาเรื่องพระสุพรรณกัลยาและขู่อาฆาตบ่อยๆ จนพระนางสังหรณ์พระทัย ได้ทรงเรียกพระองค์จันทร์มาปรับทุกข์หลายครั้ง ท้ายที่สุดพระองค์ได้ตัดปอยพระเกศาใส่ผอบเครื่องหอมประทานแก่พระองค์จันทร์ เตรียมนำไปถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่กรุงศรีอยุธยา เผื่อพระองค์จะไม่มีพระชนม์ชีพต่อไป ต่อมาวันหนึ่งพระเจ้านันทบุเรงทรงเมามายไม่ได้พระสติ ได้เสด็จไปถึงห้องพระบรรทมของพระสุพรรณกัลยาแล้วใช้พระแสงดาบฟันแทงพระสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์อยู่บนพระที่นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วได้ระบุว่าพระนางมีพระราชโอรสกับพระเจ้าบุเรงนองหนึ่งพระองค์ และในครรภ์อีก ๑ พระองค์ เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงคืนพระสติแล้ว ก็ได้มีพระราชโองการจัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพแก่พระสุพรรณกัลยาอย่างสมพระเกียรติ ส่วนพระองค์จันทร์นั้นได้ลักลอบออกจากวัง โดยนำผอบพระเกศาไปกับนายทหารมอญโดยทำทีเป็นสามีภรรยากันตลอดเป็นเวลาสามเดือนเศษจนถึงกรุงศรีอยุธยา และได้นำความกราบบังคมทูลแก่พระญาติวงศ์ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจ

ในครั้งนั้น พระองค์จันทร์ได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวจันทร์เทวี หลังจากได้พระราชทานเพลิงพระศพพระวิสุทธิกษัตรีย์ (ซึ่งทางไทยได้กล่าวว่าสิ้นพระชนม์เนื่องจากทรงตรอมพระทัยในการสูญเสียพระสุพรรณกัลยา) สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ยกทัพไปตีหงสาวดี และตองอูแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างที่พระองค์ได้รับพระอัฐิพระสุพรรณกัลยาจากมอญผู้หนึ่งในช่วงที่พระองค์ประทับ ณ เมืองปาย ทรงพระสุบินถึงพระสุพรรณกัลยาได้เสด็จมาพบและตรัสว่าพระนางเปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน มีความผูกพันทั้งไทยและพม่า จึงมีพระประสงค์ที่จะพำนักเมืองปายนั่นเอง จากการพระสุบินดังกล่าวสมเด็จพระนเรศวรจึงหยุดทัพไว้ที่เมืองปาย เป็นเวลา ๓๒ วัน และโปรดฯให้ม้าเร็วเข้ามารับตัวท้าวจันทร์เทวีขึ้นไป และนำผอบบรรจุพระเกศาขึ้นไปด้วย จากนั้นก็โปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง และพระเจดีย์เพื่อจะประดิษฐานพระเกศา และพระอัฐิไว้ ณ เมืองปาย ปัจจุบันเชื่อกันว่าอยู่ที่วัดน้ำฮู อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่นเอง

อย่างไรก็ตามจากหลักฐานของไทยและพม่าก็ต่างแสดงความมีตัวตนของพระสุพรรณกัลยา ที่เคยประทับอยู่ในกรุงหงสาวดีในรัชกาลของพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่า

 

๒.หลักฐานอื่นๆที่ให้ข้อคิดเห็นแตกต่าง

แม้การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยานั้นจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเกิดจากแรงโทสะของพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งตรงกันทั้งในหลักฐานของไทยและพม่า (บางฉบับ) แต่มิกกี้ ฮาร์ท (Myin Hsan Heart) นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างออกไป

มิกกี้ ฮาร์ทได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาดังนี้

ระยะเวลา ๑๒ ปีแรกในพระราชวังกัมโพชะสาดีเมืองหงสาวดีของพระสุพรรณกัลยานั้น เป็นช่วงที่ดีและทรงพระเกษมสำราญมากที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้ทรงพบพระสวามีอยู่เนืองๆ ด้วยว่าพระสวามีมักจะทรงภารกิจที่แนวหน้า ประทับในสนามรบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญตามสมควร แต่ที่สุดแล้วชะตาของพระองค์ก็ถึงจุดเปลี่ยนผัน

เมื่อวันเพ็ญที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตพระโอรสของพระเจ้าบุเรงนอง ทรงพระนามว่าพระเจ้านันทบุเรง เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ยังผลให้ตำแหน่งพระมเหสีของพระสุพรรณกัลยากลายเป็นอดีตทันที และต้องทรงย้ายออกจากพระราชวังไปประทับ ณ พระตำหนักส่วนพระองค์นอกเขตพระราชฐานเช่นเดียวกันกับเหล่าวงศานุวงศ์ของพระเจ้าบุเรงนองพระองค์อื่นๆ ตามธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา

อนึ่ง กรุงหงสาวดีเกิดน้ำท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในปีที่พระเจ้าบุเรงนองสวรรคต พระสุพรรณกัลยาเสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับเจ้าหญิงน้อยมาประทับ ณ ตำหนักส่วนพระองค์ที่สร้างไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว พระราชวังงามสง่าที่พระนางเคยประทับอย่างอบอุ่นและผาสุกร่มเย็น ๑๒ ปีเต็มๆ นั้นเป็นอดีตไปแล้ว แต่ก็มิได้มีความกังวลพระทัยมากนักเพราะหลังจากทรงมีพระธิดาองค์น้อยๆแล้ว พระนางก็ทรงประทับที่พระตำหนักส่วนพระองค์นอกเขตพระราชฐานเสียเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้เป็นธรรมเนียมของราชวงศ์ แม้แต่อัครมเหสี ถ้าหากทรงมีพระโอรสหรือพระธิดาแล้ว ส่วนใหญ่จะเสด็จออกมาประทับที่พระตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งอยู่นอกเขตพระราชฐาน ฉะนั้น แลเมื่อวันหนึ่งที่พระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งของพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระองค์จะทรงเป็นพระชนนีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ก็จะทรงประทับอยู่นอกพระราชฐาน ฉะนั้น พระมเหสีทุกพระองค์จึงมีพระตำหนักส่วนพระองค์ทั้งนั้น จะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับพระยศของแต่ละองค์

มีความสำคัญอีกประการที่ มิกกี้ ฮาร์ท ได้ให้ข้อคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือ เรื่องที่ว่าพระสุพรรณกัลยาเป็นชายาของพระเจ้านันทบุเรงต่อจากพระเจ้าบุเรงนองพระราชบิดา

…ถึงแม้ว่าพระเจ้าบุเรงนองผู้ทรงเป็นพระสวามี และพระบิดาของเจ้าหญิงน้อยจะสวรรคตไปสองปีแล้วก็ตาม แต่ชีวิตของพระสุพรรณกัลยาก็ทรงดำเนินไปตามปกติ นอกเสียจากว่าตำแหน่งพระมเหสีได้เปลี่ยนมาเป็นพระชนนีเท่านั้น และตอนนี้พระนางก็ทรงมีพระชนมายุ ๓๑ พรรษาแล้ว ตรงนี้ ข้าพเจ้าขออธิบายอีกสักนิดเกี่ยวกับนักแต่งประวัติศาสตร์เลียนแบบนิยายส่วนใหญ่ที่นิยมเขียนว่าพระเจ้านันทบุเรงเอาพระสุพรรณกัลยาเป็นเมียหลังจากพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอถามสักนิดว่าตรงนี้ ท่านใช้ข้อมูลใดมาอ้างอิง? หลักฐานการบันทึกถึงครอบครัวพระเจ้านันทบุเรง(Royal Family Tree of Nanda Bayin) ในพงศาวดารทุกฉบับไม่เคยปรากฏพระนามของพระสุพรรณกัลยาแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่พระมเหสีเลย แม้แต่รายชื่อในตำแหน่งพระสนมก็ไม่มี หากเป็นเช่นนี้แล้วท่านยังอยากจะพูดหรือเขียนอีกหรือว่าพระสุพรรณกัลยาเป็นเมียนันทุบุเรง ข้าพเจ้าขอถามหน่อยว่าเมียลักษณะไหน? เมียเก็บหรือ ถ้าอ้างอย่างนี้ก็ไม่ดีนะ หมายความว่าไม่ให้เกียรติพระนางเลยทั้งๆที่พระนางเป็นถึงพระธิดาในพระมหาธรรมราชา และเป็นพระเชษฐภคินีของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาทั้งสองพระองค์ทีเดียว ประเพณีขัตติยวงศ์นั้นนิยมสมรสกันระหว่างพี่น้องด้วยกันก็จริงอยู่ แต่ไม่มีการเอาเมียพ่อมาเป็นเมียลูกแน่นอน…

ในวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ได้สรุปใจความ(ซึ่งนำมาจากข้อมูลของ มิกกี้ ฮาร์ท)ว่า

…กล่าวถึงเจ้าภุ้นชิ่ หรือเจ้าหญิงพิษณุโลกได้ตามเสด็จพระราชมารดาออกมาประทับนอกพระราชวังกัมโพชธานี โดยเจ้าหญิงเจ้าภุ้นชิ่ได้เสกสมรสกับ เจ้าเกาลัด พระโอรสของเจ้าอสังขยา เจ้าเมืองตะลุป ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้ามังรายกะยอชวา โอรสองค์ที่สองของพระเจ้านันทบุเรง และมีพระธิดาด้วยกัน คือ เจ้าหญิงจันทร์วดี ซึ่งหมายความว่า ในช่วงสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ พระสุพรรณกัลยามิได้ประทับอยู่ในหงสาวดีแต่ทรงประทับอยู่ในอังวะ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๑๓๗ พระเจ้าตองอู พระเจ้านยองยัน และพระเจ้าเชียงใหม่ ต่างแยกตัวเป็นอิสระจากหงสาวดี พระเจ้านยองยันจังได้เข้าครองกรุงอังวะที่เจ้าหญิงพิษณุโลก และพระมารดาอาศัยอยู่ อีกทั้งยังเป็นผลดีแก่ทั้งสองพระองค์ด้วย เนื่องจากพระเจ้านยองยันนั้นเป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง ทั้งยังมีความคุ้นเคยกับเจ้าอสังขยาบิดาของเจ้าเกาลัด จึงคาดได้ว่า ภายใต้การปกครองของพระเจ้านยองยันพระสุพรรณกัลยารวมถึงเจ้าหญิงพิษณุโลกก็ยังทรงประทับในนครอังวะอย่างปกติสุขจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ โดยมิได้ถูกปลงพระชนม์แต่อย่างใด

แม้จะมีเอกสารกล่าวถึงพระประวัติของพระสุพรรณกัลยา แต่ก็นับได้ว่าน้อยด้วยรายละเอียด และในปัจจุบันมีตำนานพระสุพรรณกัลยาที่เกิดจากนิมิต ของผู้มีชื่อเสียงมากมายได้เอ่ยถึง ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ ทำให้เกิดกระแสพระสุพรรณกัลยาในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะมองว่า บทบาทของพระสุพรรณกัลยาก็มิได้แตกต่างกับพระราชวงศ์สตรีพระองค์อื่นๆ ที่ถูกส่งตัวเป็นบรรณาการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างเมืองตามธรรมเนียมนิยมของแว่นแคว้นโบราณ

แต่หากพิจารณาโดยรายละเอียด ความมั่นคงของประเทศบางส่วนก็ขึ้นอยู่กับความโปรดปรานสิเหน่หาของเจ้าผู้ครองแคว้นต่อพระชายา หรือพระมเหสี(จากแคว้นประเทศราช)ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ยิ่งโดยเฉพาะหากพระองค์มีพระโอรส พระธิดาด้วยแล้ว แสดงถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นจากพระชายา เป็นพระชนนี แสดงถึงความมั่งคงในพระฐานะระดับหนึ่ง เนื่องจากมีหน่อเนื้อกษัตริย์ ซึ่งจะมีความเป็นพระญาติสืบไป กษัตริย์พระองค์ใดมีพระชายาจากต่างเมืองมาก ย่อมหมายถึงสัมพันธไมตรี และความเข้มแข็งยามศึกสงครามในด้านการมีพันธมิตรร่วมรบ จึงกล่าวได้ว่าพระสุพรรณกัลยา และพระราชวงศ์ชั้นสูงสตรีสมัยโบราณที่ผ่านมีหน้าที่ในการเกี่ยวดองเครือญาติในบทบาททางการเมือง แม้จะเป็นคนละด้านกับบุรุษเพศ แต่ก็มีความสำคัญ เพราะหากว่าพระโอรสพระองค์ใดที่ขึ้นครองราชย์ ได้มีโอกาสสืบราชบัลลังก์ หรือแม้ปราบดาภิเษก เชื้อสายทางพระราชมารดาก็จะต้องถูกกล่าวถึงเช่นเดียวกัน เพื่อให้มีความชอบธรรมในการครองราชย์

 

การพบหลุมพระศพพระสุพรรณกัลยา

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ได้กล่าวว่า

…เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ มีการขุดพบหลุมแห่งหนึ่งซึ่งมีทั้งพระโกฎทองคำและเครื่องใช้ในราชสำนักจำนวนมากรวมทั้งโครงกระดูกบางส่วนรวมอยู่ด้วย ในระหว่างที่กำลังมีการปรับพื้นดินเพื่อสร้างเมืองใหม่ของพม่าใกล้กับเมืองปีนมานา ในภาคกลางของพม่า โดยมีการพูดคุยในหมู่นายทหารระดับสูงของพม่าว่า หลุมดังกล่าวคาดว่าเป็นหลุมพระศพของพระสุพรรณกัลยา เนื่องจากเครื่องใช้ราชสำนักบางส่วนมีลักษณะคล้ายลวดลายไทยแหล่งข่าวดังกล่าวเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทางกองทัพพม่าได้สั่งระงับการสร้างเมืองดังกล่าวไว้ชั่วคราว และพยายามปิดข่าวนี้อย่างมิดชิด เนื่องจากเกรงว่าจะมีการขอเข้าไปตรวจสอบและทวงทรัพย์สมบัติล้ำค่าจากทางการไทย

**หนังสือ บทความ ที่เขียนถึงพระสุพรรณกัลยา มีนักวิชาการหรือผู้สนใจหลายท่านได้ศึกษาไว้ ดังนี้ 

พระสุพรรณกัลยา : จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ (ผู้แต่ง : สุเนตร ชุตินธรานนท์)

ตำนานพระสุพรรณกัลยา (ผู้แต่ง : อรุณ เวชสุวรรณ)

ย้อนรอยกรรมตำนานพระสุพรรณกัลยา (ผู้แต่ง : หลวงปู่โง่น โสรโย)

เกร็ดพงศาวดาร : ว่าด้วยพระสุพรรณกัลยา (ผู้แต่ง : สุเนตร ชุตินธรานนท์)

พระสุพรรณกัลยา(ผู้แต่ง : สุพจน์ แจ้งเร็ว)

พระสุวรรณกัลยา(สุพรรณกัลยา) : พัฒนาการของไสยศาสตร์ มาสู่นิมิตและ

ความฝันกับการศึกษาประวัติศาสตร์ (ผู้แต่ง : เทพมนตรี ลิมปพยอม)

สมเด็จพระพี่นางเธอพระสุพรรณกัลยาณี (ผู้แต่ง : สุเชษฐ์ สมิตินันทน์)

พระสุพรรณกัลยาณี (ผู้แต่ง : ประพัฒน์ ตรีณรงค์)

ฯลฯ

        ผู้สนใจสามารถหาอ่านและศึกษาได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

 

อรรถาธิบาย

(๑) กิตติ วัฒนะมหาตม์ กล่าวถึงในหนังสือ ตำนานนางกษัตริย์ว่า คือบริเวณที่ตั้งโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งในปัจจุบันได้ย้ายโรงเรียนออกไปและประกาศเป็นเขตโบราณสถาน

(๒) อ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้นำเสนอประวัติพระสุพรรณกัลยาไว้ใน พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นงานเขียนที่ศึกษาพระประวัติพระสุพรรณกัลยาไว้ค่อนข้างละเอียดโดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสารทั้งไทยและพม่า เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่นับว่ามีอยู่น้อย

(๓) พงศาวดารพม่าฉบับอูกาลา (U Kala Mahayazawingyi, พ.ศ. ๒๒๗๓) ซึ่งปราชญ์พม่านิยมเรียกว่า อูกาลา มหายาสะเวงจี เป็นพงศาวดารเก่าแก่ และน่าจะเป็นต้นเค้าของพงศาวดารพม่าฉบับอื่นๆ

(๔) พระเจ้าหงสาวดี หรือพระเจ้าพะโค พระนามโดยรวมของกษัตริย์ผู้ครองกรุงหงสาวดี (ซึ่งมีทั้งมอญ และพม่า เพราะพม่าตีได้เมืองมอญต่อมาสถาปนาราชวงศ์ขึ้น ส่วนใหญ่จะหมายถึงราชวงศ์พม่า) จึงแล้วช่วงเวลาในแต่ละบริบทว่า ขณะนั้นกษัตริย์พระองค์ใดขึ้นครองราชย์

(๕)พระเจ้าบุงเรงนอง มีหลายพระนามที่กล่าวขาน อาทิ ̏จะเด็ด̋ หรือ ̏ จะเต็ด̋(ที่กล่าวถึงในนิยายผู้ชนะสิบทิศ) ̏เชงเยทุต̋ โดยแปลได้ว่า เจ้ายอดผู้กล้า ส่วน ̏บาเยงนองจอเดงนรธา̋ (ไทยเรียกเพี้ยนเป็น ̏บุเรงนองกะยอดินนรธา̋) ̏พระเจ้าชนะสิบทิศ̋  ̏พระเจ้าหงสาวดี̋  ̏พระเจ้าช้างเผือก̋(บางท่านอาจสับสนกับ พระมหาจักรพรรดิที่ในรัชสมัยของพระองค์มีช้างเผือกถึง ๗ เชือก ภายหลังพระเจ้าบุเรงนองส่งพระราชสาส์นทูลขอช้างเผือก ๒ เชือก พระมหาจักรพรรดิไม่ประทานให้จึงเกิดสงครามช้างเผือกจนเสียกรุงศรีอยุธยา และเสียช้างเพิ่มเป็น ๔ เชือก) พระเจ้าบุเรงนองยังมีอีกหลายพระนาม ส่วนตะวันตกรู้จักพระองค์ในพระนาม ̏บราจินโนโค่̋ (Braginoco) การเอ่ยถึงพระนามจึงแล้วขึ้นอยู่กับเอกสารแต่ละฉบับ

(๖) มหายาสะเวงเต๊ะของมหาสีตูเป็นพงศาวดารที่คัดลอกตกทอดมาจากพงศาวดารฉบับอูกาลา กลายมาเป็นพงศาวดารใหม่ (New Chronicle) ปราชญ์พม่านิยมเรียกสั้นๆว่า ตเวงเตง ตามชื่อผู้แต่งคือ ตเวงเตง ไต๊โหว่ง มหาสีตู (Thwintin Tikewun Mahasithu) และเรียกชื่อเป็นทางการว่า มหายาสะเวงเต๊ะของมหาสีตู (Mahayazawinthet-พงศาวดารใหม่-เขียนขึ้นเมื่อคริสตศตวรรษที่ ๑๘)

(๗)พงศาวดารฉบับหอแก้ว(The Glass Palace Chronicle) หลวงฉบับแรก และฉบับเดียว รู้จักในนาม มานนานมหายาสะเวงดองจี (Hmannan Mahayazawindawgyi) หรือที่ไทยนิยมเรียกว่า พงศาวดารฉบับหอแก้ว (The Glass Palace Chronicle) พงศาวดารฉบับนี้เป็นที่แพร่หลายในแวดวงปราชญ์ราชบัณฑิตและนักประวัติศาสตร์ไทยมากว่า ๘๐ ปี ต้นเค้าเกิดจากการที่พงศาวดารถูกแปลจากต้นฉบับภาษาพม่าออกเป็นภาษาอังกฤษโดย หลวงไพรสณฑ์ สาลารักษ์ หรือ เทียน สุพินทู (U Aung Thein) และได้ถูกตีพิมพ์แพร่หลายใน Journal of the Siam Society (JSS) นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ (ค.ศ. ๑๙๐๘) เป็นอย่างช้า เป็นไปได้ว่า

(๘)หลายท่าน รวมถึงอ.ดร.สุเนตรที่นำความส่วนนี้มานำเสนอ เข้าใจว่าหมายถึงพระพี่นางสุพรรณกัลยา หากความตอนนี้กล่าวถึงพระสุพรรณกัลยาจริง ในส่วนนี้อาจสันนิษฐานได้ว่ามีการบันทึกไว้ผิดพลาดเพราะความควรจะเอ่ยพระนามถึง พระมหาธรรมราชา(พระราชบิดาของพระสุพรรณกัลยา) มิใช่ พระเจ้าช้างเผือกหรือพระมหาจักรพรรดิ ณ กรุงศรีอยุธยา (พระอัยกาของพระสุพรรณกัลยา) แต่หากพระราชพงศาวดารพม่ารามัญกล่าวไว้ถูกต้องดีแล้ว ความตอนนี้ น่าจะหมายถึงพระเจ้าช้างเผือก(พระมหาจักรพรรดิ)ถวายพระราชธิดาแด่พระเจ้าบุเรงนองและน่าจะไม่ใช่พระสุพรรณกัลยาเพราะมิได้เอ่ยพระนามไว้ชัดเจน

(๙)พระนางอินทร์เทวี หรือพระอินทรเทวี ได้ถูกกล่าวถึงในเอกสารของฝ่ายพม่าว่าเป็นพระธิดาพระองค์หนึ่งของพระมหาธรรมราชา ซึ่งถูกส่งมาถวายเข้าสู่ราชสำนักหงสาวดีก่อนพระสุพรรณกัลยา(แต่ไม่ได้รับยศเท่าเพราะถูกถวายตัวไปตอนพระมหาธรรมราชาเป็นเพียงเจ้าเมืองพิษณุโลกไม่ใช่กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา) ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการส่งไปครั้งนั้นเป็นไปเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี หรือเป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเทศราช แต่ในประวัติศาสตร์ไทย มิได้กล่าวถึงว่าพระอินทรเทวีว่าเป็นพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตริย์ แต่อย่างใด กล่าวถึงเพียง พระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ เพียง ๓ พระองค์พี่น้องเท่านั้น(หาอ่านได้ในงานเขียนของอ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และมิกกี้ ฮาร์ท)

*** เกี่ยวกับพระสุพรรณกัลยานี้ มีงานวิชาการ และงานเขียนเกี่ยวกับพระประวัติไว้หลายประเภท ทั้งรูปแบบ ตำนาน ความเชื่อ และงานวิชาการ ในบทความนี้จึงเป็นเพียงความคิดเห็นหนึ่งที่นำเสนอแนวคิดของนักวิชาการบางท่าน ซึ่งอาจมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใหม่ๆ ที่อาจมีข้อสรุปยืนยันหรือเป็นอื่นได้ในอนาคต

 

 

**********************************

 

บรรณานุกรม

กิตติ วัฒนะมหาตม์.ตำนาน นางกษัตริย์. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๕๓

สุเนตร ชุตินธรานนท์.พระสุพรรณกัลยา : จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์.กรุงเทพฯ: บริษัท  

      ประชาชน จำกัด, ๒๕๔๒

มิคกี้ ฮาร์ท.โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้.กรุงเทพฯ : วารสารมิวเซียมสยาม

       , ๒๕๕๐

ม.ป.ช.(๒๕๕๕).พระสุพรรรณกัลยา(ออนไลน์)สืบค้น ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕,   

      จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org

ม.ป.ช.ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม ๓ เรื่อง คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงวัด

      ประดู่ทรงธรรม คำให้การขุนหลวงหาวัด.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงดาว  , ๒๕๕๓

ลูกเสือหมายเลข9.(๒๕๕๑).พระพี่นางของคนไทย(ออนไลน์)สืบค้น ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕,   

      จาก ทุกคนเป็นนักข่าวได้ oknation.net,http://www.oknation.net/blog/print.php?id=

      187944

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




ความเห็น

  • ประวัติ wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 10:49

    อยากบอกว่าเกลียดพม่ามันด้วยมันมาแค้นพระนเรศวรแล้วเราล่ะแค้ืมมันมั้ย ทำกับลูกหลานกรุงศรีอย่างไร แล้วที่มันเอาทองจากอยุธยาไปที่พม่่าล่ะแล้วที่มันทำกับลูกหลานกรุงศรีล่ะมันเกิดแล้วตาย 10 ชาติ ชดใช้หมดมั้ย มีหน้าแค้นพระนเรศวรกับทหารกล้าและลูกหลานกรุงศรีด้วยเหรอ ไม่ละอายบาปเหรอ ทองที่ปล้นมาจากอยุธยาน่ะทำงี้ยังก็ไม่ได้บุญหรอกเขาไม่ให้เอาของขโมยไปทำบุญหรอกไม่ได้บุญ

  • อนุชา wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 14:15

    ว่ากันว่า พระสุพรรณกัลยาทรงมีส่วนในการกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมากไม่เเพ้พ ระเอกาทศรถเลยทีเดียว นักประวัติศาสตร์บางท่าน(หรือหลายท่าน)เชื่อว่า พระนางเป็นผู้ช่วยให้พระนเรศวรกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยาเพื่อกู้เอกราชได้ เเละยังคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวเเละเตือนภัยให้พระอนุชาอยู่เสมอ

    เรื่องราวของพระนางได้เลือนหายไปตามกาลเวลานับ400ปี จนกระทั่งหลวงตาโง่น โสรโยได้ไปพม่าเเละกล่าวว่าท่านได้เข้าณานเเละได้พบพระนางรู้ว่าท่านเคยเป็น บริวารของพระนางมาก่อน เเละดวงพระวิญญาณถูกกักขังอยู่ หลวงตาโง่นจึงทำการปลดปล่อยดวงพระวิญญาณของพระนางให้กลับคืนสู่เมืองไทย

    เมื่อข่าวนี้เริ่มดังขึ้นก็มีการตรวจสอบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เเละเรื่อง ราวต่างๆ ก็ได้รู้ว่าพระนางทรงมีตัวตนจริงเเละเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นจนกระทั่ง ปัจจุบันมีการตีเเผ่เรื่องราวของพระนางผ่านสื่อต่างๆมากมายทั้งหนังสือ นิยาย ละคร เเต่ทั้งนี้ก็ยังไม่อาจทราบได้เลยว่า การยกย่องพระนางในปัจจุบันจะเทียบเท่ากับพระคุณที่พระนางทรงมีให้เเผ่นดิน ไทยได้หรือไม่

  • สมศักดิ์ wrote on 8 สิงหาคม, 2012, 10:17

    ทำไมหายๆคนถึงสงสัยว่าพระสุพรรณกัลยามีจริงไหม เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจน แน่นอน มีพระสุพรรณกัลยาที่เป็นพระธิดาองค์โตของพระมหาธรรมราชา หรือพระสรรเพชญ์ที่ ๑ ตามชื่อที่พม่าตั้งให้ ซึ่งก็เป็นพระพี่นางเธอของพระนเรศวร และพระเอกาทศรถ โดยมีพระมารดาคือพระนางวิสุทธิ์กษัตรีย์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระศรีสุริโยทัยกับพระมหาจักรพรรดิ ส่วนเรื่องประวัติต่างๆ ของพระองค์ยังไม่ตรงกันนัก กับของพม่า และของมอญ

  • ผูกพัน wrote on 20 สิงหาคม, 2012, 13:35

    พวกพระยาระแวกเข้าปล้นฆ่าคนมาถึ­งปากน้ำพระธรรมราชาทรงร้องขอไปย­ังหงสาให้ส่งพระองค์ดำกลับมาช่ว­ยราชการโดยให้พระพี่นางไปเป็นตั­วแทน…พระองค์ดำกลับมาแล้วช่วย­ราชการบิดากระทั่งมีบารมีมาก พระเจ้าหงสาส่งให้บุตรชายมาปราบ­พระองค์ดำแล้วสู้กัน . พระเจ้าหงสารู้ว่าลูกตัวเองตายเ­พราะองค์ดำ..แค้นมาก..พระองค์ดำ­ทรงรู้ว่าพระพี่นางอยู่ในอัตราย­ทรงนำทัพจากกรุงศรีเดินทางโดยไม­่หยุดพักหวังจะช่วยพระพี่นางแต่­ไม่ทัน.พระพี่นางทรงรู้ชะตาตนเอ­งทรงทำหนังสือพร้อมตัดมวยผมมอบใ­ห้องจันนำไปให้บิดาแต่มาถึง(บ้า­นน้ำฮูปัจจุบัน)

  • ธนารีย์ ศิริเลีี้้ยง wrote on 22 มีนาคม, 2013, 16:09

    เกลียดพวกพม่ากวย่า มาโกรธอย่างเนี่ยมันไม่ยุติะธรรมเลย พระนเรศอ่ะทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ ทำไมต้องสังหาร พระสุวรรณเทวี ชาวกรุงศรีทำไรให้ ห่ะ  พระสุพรรณกัลยา,พระสุวรรณเทวีเพค่ะ
      

  • ณธิญาณ์ wrote on 16 พฤษภาคม, 2013, 15:42

    พวกชายมอญและพม่าหื่นมากๆค่ะ

  • เพียงพร wrote on 17 มีนาคม, 2014, 11:52

    ทุกคนรู้ไหมว่าพระองค์ดีใจมาก ที่ได้กลับสยาม ทุกคนไม่ลืมพระองค์

  • เพียงพร wrote on 17 มีนาคม, 2014, 11:56

    ในวันที 13 มีนาคม ที่ผ่านมามีการขึ้นตำหนักพระสุพรรณกัลยา



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35981 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics