“ป่าแม่ทาสร้างชีวิต”ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พอเพียงตาม“ในหลวง”

แบ่งปัน

แม่ทา“ป่าสร้างชีวิต”ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พอเพียงตาม“ในหลวง”สร้างชุมชนให้ยั่งยืน

                                                                               พิมพ์ชนก ศรเพชร

              การจัดการทรัพยากรป่าไม้ในชุมชน ที่เกิดจากการร่วมมือร่วมใจกันดูแลรักษาผืนป่าของชาวบ้านในชุมชนแม่ทา ตำบลเล็กๆ ที่เงียบสงบของกิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชุมชนตัวอย่างศูนย์การเรียนรู้ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 การร่วมมือกันดูแลรักษาป่าไม้ของชุมชน ชาวแม่ทาต่อสู้เพื่อรักษาผืนป่า เกิดเป็นพลังชุมชนเข้มแข็ง มีการแบ่งแนวป่าชุมชนการใช้ประโยชน์ 3 พื้นที่ คือ พื้นที่ป่าลึก เป็นป่าอนุรักษ์ ห้ามตัดไม้ทุกรูปแบบ พื้นที่ป่าใช้สอย ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า แต่จะไม่มีเอกสารสิทธิ

กนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายก อบต.แม่ทา บอกว่า การจัดการทรัพยากรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน สิ่งแรกที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ ชาวบ้านมีน้ำใช้ ถ้ารักษาป่าก็จะมีน้ำ แต่ก่อนเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่ปัจจุบันทุกคนช่วยกันรักษา ชาวบ้านก็ใช้ประโยชน์จากน้ำได้ ป่าเป็นของทุกคนในชุมชน ชาวบ้านช่วยกันดูแล

 

ถ้าไม่ดูแลรักษา ป่าไม้ถูกทำลาย ก็จะไม่มีน้ำใช้ เป็นความรู้ที่ต้องถ่ายทอด เพราะการรักษาทรัพยากรป่าไม้เป็นเรื่องของส่วนรวม

ปัจจุบันได้จัดหลักสูตรการเรียนรู้ในโรงเรียน เป็นหลักสูตรท้องถิ่นชุมชนคนรักแม่ทา บูรณาการเข้ากับวิชาการเรียนการสอนในโรงเรียน สอดแทรกความรู้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ปลูกจิตสำนึกให้นักเรียน เห็นความสำคัญของการรักษาป่าไม้มากขึ้น

 

ปัจจุบันแม่ทากลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจ ชุมชนได้รับงบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรฯ ให้พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการระบบน้ำและขยะ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจมาดูงานเพื่อเป็นต้นแบบในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน” นายก อบต.ระบุ

เมื่อป่าไม้ได้รับการฟื้นฟู วิถีเกษตรกรรมแม่ทาก็ได้รับการพัฒนานำไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน อย่าง ลุงพัฒน์ อภัยมูล อายุ 58 ปี ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างกระแสการปลูกอยู่ปลูกกิน ให้เกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสานหวนกลับมาอีกครั้ง จนกลาย “เป็นเศรษฐี ความสุข ไม่ใช่เศรษฐีความร่ำรวย”

ลุงพัฒน์ เคยปลูกมาก่อน ทั้งยาสูบ ถั่วลิสง มะเขือเทศ ถั่วลันเตา ข้าวโพดอ่อน พอลงทุนเยอะ ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ขายได้ราคาเดิม หักใช้ค่าจ่าย ก็ขาดทุน เงินไม่พอก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมา ช่วงนั้นเครียดมากคิดหาทางออก จึงเริ่มทำการเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน มีผลผลิตก็นำไปขาย มีเงินก็ออมไว้ หลังจากนั้น 3 ปี ก็ปลดหนี้ได้ จึงเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี การนำพืชผักในครัวเรือนไปขาย การปลูกพืชผสมผสาน สร้างความหลากหลาย อัตราเสี่ยงการตลาดจะน้อย ปลูกเองกินเอง เหลือก็นำไปขาย แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน

การทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง มองถึงความเหมาะสม ความมั่นคงของครอบครัวเกษตรกรรม คนในหมู่บ้านร่วมกันถอดบทเรียนและประสบการณ์ทำเกษตรกรรมมาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อสอนลูกหลาน ต้องให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันต้องเรียนรู้ทั้งชีวิตเพื่อเอาตัวรอด พึ่งตัวเองได้ นำความรู้ไปเผยแพร่ให้ชาวบ้านแล้วทำให้เขามีช่องทางทำกิน มีเงินปลดหนี้สินได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” ลุงพัฒน์กล่าว

ขณะที่ เพิก ยุทธศักดิ์ ยืนน้อย อายุ 34 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ ผู้ริเริ่มตลาด CSA ส่งผักจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางในแม่ทา เล่าว่า

เกษตรอินทรีย์เป็นเกษตรที่ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เป็นการปลูกผักที่กินได้ด้วย เหลือก็นำไปขาย รายได้เพียงพอ ผักที่ปลูกไม่ซ้ำกันจะปลูกหมุนเวียนกันไป เป็นการตัดวงจรของศัตรูพืช ช่วยแก้ปัญหาศัตรูพืชได้ด้วย

 เขาและเพื่อนๆ รวมตัวกันชื่อกลุ่ม กัลยาณมิตร ได้ต่อยอดพัฒนาระบบการค้าผักให้มีคุณค่ามากขึ้นจากการซื้อขายปกติ

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ละอาทิตย์ลูกค้าจะบริโภคผักหมุนเวียนไปไม่ซ้ำกัน ทำให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมีความมั่นคงในชีวิตทุกๆ มิติ ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะป่าแม่ทาที่สร้างชีวิตให้พวกเขานั่นเอง.




ความเห็น

  • ยามาโมโต้ มิไร wrote on 26 สิงหาคม, 2012, 11:55

    ฉันเกิดและโตที่แม่ทามาก่อน ปัจุบันมาใช้ชีวิตในต่างแดน ตอนเป็นวัยรุ่นฉันชอบไปคุยกับลุงพัฒน์มาก ลุงพัฒน์คุยสนุกให้ข้อคิดแนะนำการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ในบั้นปลายชีวิตฉันจะกลับไปพลิกดินที่แม่ทาให้เป็นทอง ฉันสัญญา

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics