ส. ศิวรักษ์… หวังดีหรือประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กันแน่

แบ่งปัน

58

ส.ศิวรักษ์ ผู้ลุ่มหลงตัวเอง

             จากกรณีที่นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้มีจดหมายถึงนิตยสารฟ้าเดียวกันนำเสนอข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ตนเองกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในปัจจุบัน พฤติกรรมของนายสุลักษณ์ฯที่ผ่านมาได้อาศัยความชำนาญที่เป็นนักพูดออกมากล่าว จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ วิพากษ์วิจารณ์กล่าวให้ร้ายต่อบุคคลและสถาบันอื่นๆตลอดระยะเวลาหลายสิบปี โดยหวังผลให้ตนเองได้มีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถและกล้าที่จะแสดงออก วิจารณ์บุคคลอื่นๆ การจาบจ้วงโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงโด่งดังนับว่าเป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้ายที่สุด นายสุลักษณ์ฯชอบนำแต่ละเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มากล่าวบิดเบือนให้คนทั่วไปเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษตริย์ในด้านลบแต่เพียงอย่างเดียว

          แล้วอ้างว่าตนเองวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความหวังดี ชอบแกล้งแสดงออกว่าตนเองเป็นRoyalist(นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์) นี่ไม่ใช่ความจริงใจ แต่เป็นความเจ้าเล่ห์ อยากให้เขาใช้พฤติกรรมเช่นนี้ไปแสดงความหวังดีต่อครอบครัวของตนเอง ทำไมไม่สร้างเรื่องบิดเบือนวิพากษ์วิจารณ์ พ่อ แม่ ลูกเมียของตนเองออกสู่สาธารณชนด้วยความหวังดีบ้าง จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นๆ อย่าบอกนะว่าครอบครัวคนรอบข้างตลอดชีวิตที่ผ่านมามีแต่ดีเลิศประเสริฐศรีไม่เคยมีข้อด่างพร้อยใดๆ

         ไม่ทราบว่าเก่งกาจมาจากไหนจึงมาเสนอแนะให้มีการปรับปรุงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมา 4 ครั้งแล้ว คนปกติที่รักเพื่อนรักลูกน้องมีความหวังดีอย่างจริงใจ ก็ต้องไม่ออกไปวิพากษ์วิจารณ์ด่าเพื่อนด่าลูกน้องต่อสาธารณชน คนแบบนี้เขาเรียกว่าคนบ้า คนเลวมากกว่า

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงทำงานทุ่มเทด้วยความเหนื่อยยากมาตลอดเวลากว่า 60 ปี ไม่ได้ทรงทำงานเพื่อพระองค์เอง แต่เพื่อปวงชนชาวไทย และประเทศชาติ วันนี้ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว พวกเราคนไทยต้องช่วยกันปกป้อง อย่าให้กลุ่มบุคคลแบบนายสุลักษณ์ฯออกมารุมจาบจ้วงพระองค์อยู่ฝ่ายเดียว เรื่องที่นายสุลักษณ์ฯออกมาวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเป็นการชี้นำในมุมมองแง่ลบแต่เพียงอย่างเดียว อย่างเช่น

           1.ต้องการให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในความเป็นจริงการแก้ไขกฎหมายไม่ได้เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากจะคิดปรับปรุงแก้ไขอย่างไร สมควรให้ประชานทั่วประเทศเห็นชอบด้วย เจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้ สืบเนื่องมาจากบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในฐานะที่ป้องกันตัวเองได้ยาก

          เมื่อมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะทรงเป็นโจทย์ดำเนินการฟ้องร้องต่อผู้ใดย่อมไม่มีความเหมาะสม ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ มิฉะนั้นจะเป็นประโยชน์กับบุคคลที่ชอบกล่าวให้ร้ายกับสถาบันพระมหากษัตริย์

           และบุคคลเหล่านี้มักจะกล่าวอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามได้ใช้กฎหมายฉบับนี้ฟ้องร้องคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือ ผลประโยชน์สวนตัวซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด หากตนเองไม่ได้กระทำความผิดก็สามารถไปต่อสู้คดีความในศาลยุติธรรม ศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าถูกหรือผิด

           นอกจากนั้นผู้ที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดก็มักจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสมอ

            2.นายสุลักษณ์ฯ ได้กล่าวข้อความในจดหมายว่ามีผู้คนจำนวนมากทำหนังสือกราบบังคมทูลฯขอความเป็นธรรมให้กับตนเองในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยผ่านทางราชเลขาธิการแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

          เรื่องที่เกิดขึ้นแบบนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมได้ ต้องให้ศาลยุติธรรมตัดสินก่อนถ้าไม่ผิดก็พ้นคดีไปถ้าผิดจริงต้องถูกลงโทษ แล้วเจ้าตัวจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษไม่เช่นนั้นจะเป็นแบบอย่างให้ผู้ต้องหาทุกคนก็จะทำหนังสือทูลเกล้าขอความเป็นธรรมเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินกันหมดทุกคน

           การทูลเกล้าเสนอหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีหรือไม่ มีหลายฉบับที่เดียวแต่ไม่ใช่คดีความแบบนี้ ซึ่งสำนักราชเลขาธิการก็จะส่งหนังสือเหล่านั้นไปให้กับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงกลับมาและมีหนังสือกราบบังคมทูลฯข้อเท็จจริงให้ทรงทราบต่อไป

            3.นายสุลักษณ์ฯมักจะวิจารณ์เรื่องโครงการพระราชดำริ ข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาแล้วว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนและ ทรงศึกษาเรื่องที่จะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากนั้นยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่โดยทรงมีพระราชดำรัสกับราษฎร เพื่อทรงรับทราบความคิดเห็น พระราชดำริก็ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะนำมาจัดทำโครงการทั้งหมด เรื่องใดที่เหมาะสมรัฐบาลมีความพร้อมก็จะนำมาดำเนินการบางเรื่องที่ยังไม่พร้อม รัฐบาลไม่ได้นำมาดำเนินการก็มี

         สำหรับเรื่องที่รัฐบาลนำมาดำเนินการก็จะต้องมีการตรวจสอบตามขั้นตอนอยู่แล้วทุกโครงการ เหมือนกับโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินงานตามปกติ ไม่มีเหตุผลที่นายสุลักษณ์ฯ ชอบมากล่าวมั่วว่าควรเปิดเผยให้โปร่งใส ถ้าเห็นว่าไม่โปร่งใสอย่างไร ก็สามารถนำพยานหลักฐานมาฟ้องร้องหน่วยงานที่ดำเนินการได้ตามกฎหมาย

          4.เรื่องการที่ประชาชนถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายสุลักษณ์ฯชอบกล่าวถึงว่าให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยให้ชัดเจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีความจำเป็นที่จะนำเงินส่วนนี้ไปใช้ส่วนพระองค์แต่อย่างใด ที่ผ่านมาพระองค์ทรงจัดสรรให้กับมูลนิธิต่างๆที่ทรงตั้งขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ การใช้จ่ายเงินของมูลนิธิก็มีการตรวจสอบตามระเบียบ และกฎข้อบังคับของมูลนิธิอยู่แล้ว

          เมื่อผู้เป็นบุตร ธิดา จบการศึกษาทำงานได้รับเงินเดือน คนที่มีความกตัญญูรู้คุณก็มักจะแบ่งมอบเงินเดือนให้กับ บิดามารดา บางคนมอบให้ทุกเดือน บางคนมอบให้ตอนต้นเดือนพอกลางเดือนเงินหมด ก็กลับไปขอเงินอีก ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ทุกครอบครัว จะต้องให้มีการตรวจสอบกันทุกครอบครัวหรือว่า บิดา มารดา นำเงินที่บุตร ธิดามอบให้นั้นไปทำอะไรบ้าง เป็นเรื่องเพ้อเจ้อสิ้นดีที่มีคนคิดแบบนี้นายสุลักษณ์ฯเองก็ไปขอเงินจากองค์กรต่างประเทศอยู่เสมอไม่เห็นตรวจสอบอะไร

          5.เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ชอบนำมาวิจารณ์ในลักษณะว่าคนร่ำรวยนั้นขัดกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยพระราชทานชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตของบุคคล และแนวทางการดำเนินงานขององค์กร หน่วยงานต่างๆจนถึงภาครัฐ ก็สามารถนำปรัชญานี้ไปใช้ปฎิบัติได้ เพื่อให้บุคคล หน่วยงานและประเทศชาติมีความมั่นคงแม้จะเกิดภาวะวิกฤติใดๆ ก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้

         แนวทางนั้นก็คือให้ยึดหลัก ความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ศึกษาให้รู้จริง และความมีคุณธรรมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามความร่ำรวย หรือ ความเจริญรุ่งเรือง แต่อย่างใดและคนรวยไม่ใช่คนเลว คนรวย คนปานกลาง คนจน ก็มีสิทธิเป็นคนดีได้ทั้งนั้น อย่าคิดแต่ในแง่ลบอย่างเดียว

          6.ข่าวในพระราชสำนักก็ออกมาวิจารณ์ว่าเหมือนกับถูกบังคับให้ดูและเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ อันที่จริงก็ไม่ได้มีกฎหมาย ไม่มีใครบังคับให้ต้องดู และก็ไม่ได้มีทั้งวันทั้งคืนที่เปิดมาเจอแต่ข่าวพระราชสำนัก คนที่เขาสนใจอยากดูก็มี บางคนไม่ได้ดูจนจบก็เปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นๆที่เขาอยากดูในห้วงเวลาเดียวกันก็มีซึ่งก็ไม่ได้เสียหายแต่ประการใดทำไมต้องเดือดร้อนนักหนา

           7.เรื่องขบวนเสด็จฯ ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลพิจารณาด้านการจราจรเพื่อให้มีความสะดวกรถติดน้อยลงโดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย ซึ่งได้มีการพัฒนาปรับปรุงไปมากแล้วขบวนเสด็จฯสั้นลงจนท. ตร กั้นรถประมาณ 5-6 นาทีเท่านั้น และยกเลิกการปิดช่องจราจรบางช่องเพื่อไม่ให้รถติดทุกช่องทางไปแล้ว

           8.เรื่องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นั้นอยากให้นายสุลักษณ์ฯได้ไปศึกษาหาความรู้ให้ถ่องแท้ จะได้ไม่วิจารณ์ผิดๆ ถูกๆอีกต่อไป ไม่ใช่หลับหูหลับตาวิจารณ์ไปเรื่อยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ลองไปหาข้อมูลดูว่า ค่าเช่าของสำนักงานทรัพย์สินฯถูกกว่าเอกชนเพียงใดทราบว่าบางแห่งเดือนละ 100 บาทก็มี คนยากคนจนในชุมชนแออัดที่เคยอยู่ในฐานะผู้บุกรุก เขาก็ได้พัฒนาจากสภาพที่เป็นสลัมให้เป็นบ้านมั่นคงและเปลี่ยนฐานะให้เป็นผู้เช่าโดยคิดค่าเช่าในราคาถูกที่สุด

          การขอพื้นที่คืนจากผู้เช่าเนื่องจากถูกเวรคืนจากทางราชการ หรือเพื่อนำมาดำเนินการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ให้โอกาสผู้เช่าสามารถกลับมาอยู่ที่เดิมได้หรือถ้าสมัครใจจะไปหาที่อยู่ใหม่ ก็จะจ่ายเงินค่าชดเชยตอบแทน เป็นจำนวนเงินที่มากว่าค่าเช่าทั้งหมดที่เคยได้รับไป

           เรื่องดังกล่าวควรพิจารณาด้วยความเป็นธรรมไม่ใช่มองในแง่ร้ายอย่างเดียว หน่วยงานเขามีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินไม่ใช่ให้มานั่งเฝ้าทรัพย์สิน งานด้านสังคมที่ปรากฎข่าวในสื่อมวลชนก็มีเป็นจำนวนมากเช่นการให้ทุนการศึกษากับนักเรียน นักศึกษา การทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ การปรับปรุงอาคารอนุรักษ์ การสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การสนับสนุนกีฬาเยาวชน การก่อสร้างอาคารนิทรรศการรัตนโกสินทร์ การสนับสนุนสร้างสวนสาธารณะการสนับสนุนหน่วยงานตำรวจ ทหาร มหาวิทยลัย สวนสัตว์ เอกชนอื่นๆ ฯลฯ งบประมาณที่ใช้ในการดูแลสังคมดังกล่าวน่าจะเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาทต่อปี

           แน่นอนละสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องของหน่วยงานนี้ คงจะมีอยู่บ้างไม่ใช่จะมีแต่ดีอย่างเดียว แต่ก็มีวิธีการอื่น ที่สามารถประสานงานทำความเข้าใจเพื่อให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นไปในทางสร้างสรรค์ได้

           จากจดหมายฉบับนี้ของนายสุลักษณ์ฯอ่านแล้วก็ไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าในใจแท้จริงต้องการอะไรกันแน่ ต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาช่วยให้พ้นผิดจากคดีความ หรือว่าต้องการให้ตนเองถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลที่เอ่ยถึงในจดหมายนี้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก อยากให้นายสุลักษณ์ฯได้สงบสติอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัว เพื่อที่จะเกิดปัญญาใช้ความคิดอย่างรอบคอบเดินไปในทางที่ถูกต้องเป็นคุณประโยชน์กับตนเองเสียก่อนที่จะไปห่วงใยในเรื่องอื่นๆ เวลานี้ดูแล้วเหมือนลิงติดร่างแหดิ้นรนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่มีใครแก้ให้ได้ถ้ายังไม่หยุดนิ่ง

             กรณีที่มีกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์แม้จะเป็นการนำเหตุการณ์บางตอนมาปรุงแต่งขึ้นเอง เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่เป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาให้คนคล้อยตาม โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ศึกษาหรือรับรู้ข้อเท็จจริงของเรื่องที่ถูกดัดแปลงต่อเติมมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง

          รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีงบประมาณประจำปีในการพิทักษ์สถาบันพระมากษัตริย์หลายพันล้านบาทต่อปี ขอได้กรุณาดำเนินงานอย่างจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ผ่านมายังไม่สามารถสกัดกั้นให้เป็นผลได้

           โดยเฉพาะสื่อทางอินเทอร์เน็ตและสถานีวิทยุชุมชน ปัจจุบันสถานีวิทยุหลักบางช่องของทางราชการก็เริ่มออกอากาศแบบกำกวมขึ้นมาบ้างแล้ว อย่าเอาแต่ประชาสัมพันธ์ว่าจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่เป็นรูปธรรมก็เท่ากับนำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้ประโยชน์ให้กับตนเอง ประชาชนที่จงรักภักดีก็จะขาดที่พึ่งและไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

           อย่างไรก็ตามขอให้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ประชาชนไม่ต้องการให้มีการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว




ความเห็น

  • ลูกทะเลเริงใจ wrote on 12 ตุลาคม, 2010, 11:30

    ผมเข้าใจว่า ส.ศิวรักษ์ ล่วงเกินในหลวงมากเกินไปครับ หลายเรื่อง ส.ศิวรักษ์ มองเหมือนจับผิด อย่างกรณีในหลวงทรงพระราชทานเงินที่ประชาชนถวายโดยเสด็จพระราชกุศลน้้น หากคิดให้ลึกมองให้ละเอียดจะเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์จะหวนกลับไปสู่ประชาชนทั้งหมด ไม่ได้ตกค้างอยู่ที่ใดเลย ส.ศิวรักษ์ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ก่อนแสดงความเปิ่นออกมา น่าเสียดายความอาวุโสของชายคนนี้ แก่แล้วน่าจะทำตัวให้คนเคารพเหมือนผู้อาวุโสในบ้านเมืองคนอื่น ๆ นะครับ

  • คนไทย wrote on 13 ตุลาคม, 2010, 5:56

    ค่าเช่าที่ทรัพย์สิน เดือนละ 20-30 บาทก็มีนะ 

  • ปิงปอง wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 12:00

    นิทรรศรัตนโกสินทร์ ที่ราชดำเนิน ส.ศิวรักษ์ คงยังไม่เคยไปดู แต่ถ้าไปป่านนี้ก็คงวิจารณ์ไม่มีดีเหมือนเดิม ก็มันเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมรับรู้ส่วนที่ดีงามใดๆ 

  • ชาย wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 15:11

    ผมได้อ่านบทความของส. ศิวรักษ์ ในฟ้าเดียวกันแล้วเรื่องกฎหมายหมิ่น มันก็จริงครับที่กฎหมายนี้เป็นดาบสองคม แต่อย่างที่ผู้เขียนว่าหากไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว เพราะมีกระบวนการยุติธรรมตัดสิน และผมเห็นด้วยกับบทความนี้อย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกในการปกป้องสถาบันหลักอันเป็นประมุขของชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในสถานะอันพิเศษ ไม่สามารถลงมาปกป้องฟ้องร้องด้วยตนเองได้  แต่อย่าไปสนใจให้น้ำหนักมากเลยครับในบทความของ ส. ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อชำระความผิดของตนเท่านั้นเอง

  • สำลี wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 15:33

    บอกตรงๆ เราเป็นผู้หนึ่งที่เช่าที่ดินทรัพย์สิน อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ก็ค่าเช่าแสนจะถูกไม่ว่าจะเทียบกับมูลค่าที่ดิน หรือค่าเช่าทั่วไปแถวนี้ พูดง่ายๆ ว่าถูกกว่าค่าน้ำค่าไฟที่ใช้กันอีก เราเคยได้ยินทั้งข่าวดีและไม่ดีกับสำนักนี้มาเยอะ แต่ช่วงหลังมานี้ เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์และทีวีว่าสำนักนี้เข้าไปปรับปรุงในหลายพื้นที่ ทั้งที่ท่องเที่ยว วัดวาอาราม ตึกเก่า ตลาดเก่า ดูแล้วต้องใช้เงินมากมายมหาศาล และเรายังได้เข้าไปในเว็บไซต์ของสำนักนี้ทำให้รู้ว่าเค้าทำอะไรดีๆ อีกมากมายกว่าที่เราเคยรู้ตั้งเยอะ หรืออาจจะอ่อนประชาสัมพันธ์ไป
    จากที่ได้เป็นผู้เช่าของทรัพย์สินนะ เราว่าที่ผ่านมาคนที่เคยมีปัญหากับทรัพย์สินมักคือคนที่เอาเปรียบทรัยพ์สินก่อนคือเช่าในราคาถูกแล้วไปปล่อยเช่าในราคาแพง พอเค้ารู้เค้าก็จะปรับ หรือเอาคืน ก็ไม่ยอม เราว่าทุกคนทุกองค์กรก็มีส่วนดีและไม่ดี แต่เราว่าคนที่อยู่บทพื้นที่ทรัพย์สินน่าจะมีคนได้ประโยชน์มากกว่าคนเสียประโยชน์นะ ลองนึกเล่นๆดูว่าถ้าเอาพื้นที่ทั้งหมดของทรัพย์สินไปให้เอกชน ค่าเช่าก็คงจะแพงลิบลิ่ว คนจนอย่างเราก็คงไม่มีปัญญามามีบ้านอยู่แบบนี้ แต่ถ้าให้ไปเป็นที่รัฐก็คงจะเห็นแต่พื้นที่ๆ เก่าโทรมๆ เหมือนที่การรถไฟ หรือที่ราชพัสดุทั่วไปอีก แล้วจะเอาอะไรกันนักหนา

  • นักวิชาการเถื่อน wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 15:43

    ….ที่ผ่านมานั้น ผมเองใช่ว่าจะสนใจเรื่องนี้มากแต่ยังรักและเคารพท่าน ดูได้จาก โครงการพระราชดำหริต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พวกมึงทำได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ อย่ามามัวแต่พูดตามตำรา มันไม่เกิดประโยชน์

  • วิเชียร เมฆไตรลักษณ์ wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 17:09

    นักวิชาการที่ดี ไม่ควรมีอคติกับสิ่งที่ตัวเองจะเขียนถึงหรือวิจารณ์ เพราะจะทำให้เรื่องที่เขียนถึง ขาดน้ำหนัก ในกรณีที่ คุณ ส.ศิวรักษ์ วิพากย์สถาบันนี้ จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากความอดีตในใจตัวเอง จึงไม่ยอมค้นหาข้อมูลต่าง ๆ / พระราชกรณียกิจของในหลวงทรงคุณแก่ประชาราษฎร์ยิ่งใหญ่กว่าคำพูดของคนแก่คนหนึ่งที่พยายามสร้างค่าให้ตัวเอง / เข้าวัดเข้าวาเถอะคุณ ส. เผื่อจะเห็นทางธรรมบ้าง

  • BBK wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 18:04

    ผมเคยฟัง ส.ศิวรักษ์พูดเหมือนพวกปลุกใจ แกเข้าใจพูด และมักคิดว่าตนเอง เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ อะไรประเภทนั้น แต่กลุ่มองค์กรต่างๆ ที่รายล้อม ของ ส.เอง ทุกกลุ่มล้วนกล่าวหา และโจมตี ส.ทั้งสิ้น ไม่เชื่อถามพวกฟ้าเดียวกันดูได้ ว่าเขาด่ากันมากกว่านี้อีก

  • เดชา บึงกุ่ม wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 19:03

    โธ่ ไอ้แก่หนังกลับ น่ากลับไปเกิดเป็นหมานะ ชอบเห่าแบบนี้

  • ส่องแสง ทะลุเมฆ wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 19:20

    คุณภาณุมาศครับ ผมได้นำเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ใน BLOG ของผมที่ OKNATION โดยไม่ได้ขออนุญาตคงไม่ว่ากันนะครับ ปรากฎว่าที่นี่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านพอสมควร และแสดงความเห็นไม่ใช่น้อย แวะไปดูนะครับ / ผมเอาลิงค์มาแปะในคอมเมนต์นี้ในตอนแรกแล้วไม่ติด จึงเขียนบอกให้ทราบครับ

  • อาคม วิสุทธ์กษัตริย์ wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 20:05

    เฮ้ย ส.ศิวรักษ์ เคยอ่านข่าวตำรวจจราจรช่วยทำคลอดให้ผู้หญิงในรถแท๊กซี่บางไหม นั่นแหละโครงการของในหลวงเชียวนะ เคยเห็นไหมรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรที่ซอกแซกไปตามถนนที่มีรถติดทั้ง ๆ ที่ไม่มีขบวนเสด็จเพื่อไปช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนน่ะ นายควรเปืดหูเปิดตาบางนะจะได้ไม่โง่จนแก่ตาย

  • วุฒิชัย เชียงราย wrote on 15 ตุลาคม, 2010, 10:14

    คนอย่างนี้น่าเอาไปทำเป็นปุ๋ยนะครับ

  • gangkaitia wrote on 22 ตุลาคม, 2010, 10:15

    คุณ ส. คุณคิดได้ไง อายุก็ขนาดนี้ ยังคิดจาบจ้วง พระองค์อีก สถาบันกษัตริย์ไปทำอะไรให้ท่านเดือดร้อน หรือไง นักวิชาการนักเขียน นักคิด หรือคนมีการศึกษาเค้าไม่ทำแบบนี้หรอกครับ พระองค์ท่าน ทรงมีพระเมตตา ต่อพสกนิกร ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่ทรงแบ่งแยก สถานะ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า อย่างเช่นเวลาที่ประเทศเกิดเหตุประสพภัยต่าง ๆ ท่านก็ไม่เคยที่จะทอดทิ้งประชาชนของท่าน ท่านทรงงานมาตลอดทั้งชีวิตของท่าน ก็เพื่อพสกนิกรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โครงการต่าง ๆจึงออกมาช่วยเหลืออย่างมากมาย อายุอย่างคุณควรศึกษาธรรมะให้มาก ๆนะครับ

  • กาก wrote on 25 ตุลาคม, 2010, 15:31

    เอานี่ไปอ่านซะ ไอ้กาก ส……….

    …………ผมได้พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง…….ว่า แก่นแท้ หลักคิด แบบเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาปรับใช้ได้กับ เศรษฐกิจในทุกๆระดับ ตั้งแต่ระดับล่าง รากหญ้า รากแก้ว ไปจนถึง เศรษฐกิจ ระดับบน ………….หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้น ก็สามารถนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ …………….

    ………………………เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายถึง …..ต้องไปอยู่ป่าอยู่เขา อยู่ท้องไร่ท้องนา ทำแต่เกษตร อย่างเดียว ………ถ้าคิดว่า “พอเพียง ” สันโดษ หมายถึงต้องไปทำเกษตรปลูกผักปลูกหญ้าอยู่ ตามท้องไร่ท้องนาแต่อย่างเดียว…………แบบนี้ ก็แสดงว่าเข้าใจผิดแล้ว ……..นั่นก็คือ สิ่งที่ผมต้องพยายามจะบอก ในหลายๆครั้งที่ผมเขียนกระทู้ หรือ โพสต์ตอบกระทู้ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

    ………………………แต่จนวันนี้ ผมก็เชื่อว่า ก็ยังมีคนที่ยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง หรือเข้าใจแบบผิดๆ แบบผิวเปลือก ยังเข้าใจว่า “พอเพียง” “สันโดษ” หมายถึงต้องไปปลูกผักปลูกพืชอยู่ป่าอยู่เขา …………..ซึ่งเป็นความเข้าใจแบบผิดๆ เข้าใจแบบผิวเปลือก

    และ ถ้าใครเคยฟังปาฐกถาของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านก็เคยพูดว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”ไม่ได้ห้ามใช้ของแพง ……………

    …………..และในทัศนะของผม เศรษฐกิจพอเพียง ……ยังหมายถึง “ไม่สำคัญว่า ใช้ของแพงหรือของถูก แต่มันสำคัญที่ว่า …..เมื่อจ่ายไปแล้ว คุณภาพ การใช้งาน หรือ บริการที่ได้รับมา มันคุ้มกับเงินที่ได้จ่ายไปหรือไม่”

    ………………………การลงทุน สร้างเขื่อน สร้างฝาย ใช้เงินมาก ถามว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ คำตอบคือ “เป็น” ถ้า ลงทุนมาก แต่ ผลที่ได้ คือ ประชาชน เกษตรกร มีแหล่งน้ำ มีอาชีพ ป้องกันอุทกภัยได้ ……………..ผลที่ประชาชนจะได้รับ คุ้มค่ามากกว่า ………..

    …………..ในกระทู้ คาราโอเกะ

    http://talk.mthai.com/topic/80056#lastest

    ผมก็ได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ แต่ก็มีคนพยายามจะมาลองภูมิกับผม ..กล่าวหาว่าเศรษฐกิจพอเพียง ที่นอกเหนือภาคการเกษตรนั้น นอกเหนือภาคชนบทนั้น “เลื่อนลอย เอามาใช้ไม่ได้จริง” (คือ คนผู้นี้ เขายังคิดว่า “พอเพียง.” สันโดษ หมายถึงต้องไปทำเกษตร อยู่ป่าอยู่เขาอะไรทำนองนั้น …เขาไม่เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริง มันเป็นปรัชญาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกภาคทุกระดับ ) …………คือ จะมาอวดภูมิข่มผม ทั้งๆที่ภูมิความรู้ความเข้าใจของคนผู้นี้ (ขอโทษที่ผมจะบอกว่า)………..”ตื้นเขิน และไร้เดียงสายิ่งนัก” ..แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ

    ………..สาระสำคัญผมเห็นว่า เรื่อง”ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถูกต้อง องค์ความรู้ เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีประโยชน์ มีคุณค่าพอแน่นอน ถ้าผมจะแตกประเด็นเอามาเปิดเป็นกระทู้ใหม่

    ผมก็เลยเอาบทความเก่าๆ มาโพสต์ใหม่ เพื่อให้เห็นนะครับ ว่า เศรษฐกิจพอเพียง ประยุกต์ใช้ได้กับเศรษฐกิจในทุกระดับ เอามาใช้กับวิถีชีวิตในเมืองก็ได้ ไม่ได้คิดตื้นๆแค่ ภาคเกษตร ภาคชนบท …………….

    ………….ที่สำคัญ เศรษฐกิจพอเพียง ที่นำมาใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้น มันก็ทำให้ผมรอดจาก ตลาดหุ้นดิ่ง 60 จุดกรณีข่าวลืออัปมงคลมาแล้วครับ

    ……………..มันไม่ใช่ผมรู้ข่าวล่วงหน้า แต่ ตอนนั้น ดัชนีตลาดหุ้นมันขึ้นมาถึง 100 % ซึ่งผมมองว่าสูงเกินไปแล้ว (รายละเอียดตรงนี้ ถ้าพูดถึงคงยาว)

    *****************************************************************

    ……………..พูดถึง คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” .ก็ยังมีคนไทยอีกไม่น้อย ที่ยังไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจ เศรษฐกิจพอเพียง ผิดไปจากความจริง ………

    ………ความเข้าใจที่ผิดๆ อย่างเช่น เข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง ต้องรัดเข็มขัดสุดๆ ไม่ลงทุน ไม่ใช้เทคโนโลยี หรือกระทั่งเข้าใจว่า เป็นเรื่องของเกษตรกรเท่านั้น (ถ้า”โง่”หน่อยก็เข้าใจผิดถึงขนาดคิดว่าต้องไปอยู่กระต๊อบโน่น)

    ……..ความจริง เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรอย่างเดียว แต่มันนำไปใช้ได้กับทุกอาชีพ ไม่ได้ห้ามใช้ของแพง แต่ใช้แล้วต้องได้ประโยชน์คุ้มค่า และไม่เกินกำลังซื้อ ……….ไม่ได้ห้ามใช้เทคโนโลยีทันสมัย ..แต่ใช้แล้วต้องเกิดประโยชน์คุ้มค่ากับ เงินที่ลงทุนไป ที่สำคัญ มันไม่ใช่ทฤษฎีทางเศรษฐกิจ แต่มันคือปรัชญา ที่ครอบคลุมไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของเราอีกด้วย ………………อย่างจะยกตัวอย่างให้ดูว่า หลักคิดแบบ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาใช้กับ ชีวิตประจำวันอย่างไร

    ********************************

    …..ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัย กับ การใช้ โทรศัพท์มือถือ

    …………………….เพื่อนที่มหาลัย แซวผมว่า เป็นนักเล่นหุ้น แต่ใช้โทรฯมือถือเครื่องไม่ถึงหมื่น ………
    ………………เอาน่ะ ปกติ โทรฯมือถือที่ผมใช้ มันก็แค่ โทรเข้า – ออก เล่น MP3 ถ่ายรูปได้ ตั้งปลุกตั้งปฏิทินนัดหมายได้ แค่นี้สำหรับผมก็ O.K. แล้วน่ะ ……..เพราะชีวิตประจำวัน ผมก็ใช้อยู่แค่นั้นจริงๆ ………….อีกอย่างน่ะ ผมซื้อแล้วใช้คุ้ม ใช้ได้หลายปี ในขณะที่ วัยรุ่น น.ศ. หรือ แม้แต่คนทำงานก็เถอะ มีไม่น้อยที่ต้องหมดเงินไปกับการ คอยเทิร์นเครื่องให้เป็นรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ได้เครื่องใหม่มา ใช้ไม่ทันไร พอมีอีกรุ่นออกมา ก็เสียเงินเปลี่ยนอีกทีละหลายพัน โดยที่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอะไรนัก .
    …………..ไม่เว้น กระทั่งธุรกิจ ที่ล่อให้ ผู้บริโภค โหลดเพลง โหลดรูป หรือ โหลดข้อมูลต่างๆ เสียเงินกัน นาทีละ 9 บาท – 15 บาท ……ไปกระทั่ง ล่อให้ผู้บริโภคโหวตเชียร์นักร้องทางโทรฯมือถือ …….เสียเงินค่าโทรศัพท์ ไปแบบไม่ได้ประโยชน์อะไรตอบแทนกลับมาเป็นเรื่องเป็นราว …….แต่ผู้ที่รวยขึ้น ก็คือ ….พวกธุรกิจ ผู้ให้บริการพวกนี้ ………………….. พวกบริษัทพวกนี้ ก็ช่างรู้ซึ้งถึงความกิเลสหนา(ปัญญาน้อย) ของผู้บริโภค ก็ ใช้แผนการตลาดต่างๆ ล่อให้ผู้บริโภคผลาญเงินไปกับเรื่องไร้สาระมากขึ้น …………. ผู้บริโภคเหล่านี้ ก็ เอาเงินไปเสียให้กับ สิ่งไร้สาระพวกนี้ นี่ยังไม่อยากพูดถึง ที่อุตส่าห์ลงทุนติดจานดาวเทียม เพียงเพื่อจะดู นักร้องวัยรุ่นมันกิน ซ้อมร้องเพลง ประกวดร้องเพลงแล้วก็นอนหลับ ให้ดู ผ่านหน้าจอ ………….

    …………แน่นอนว่า ผมคนหนึ่งหล่ะ ที่ไม่เคยหลงไปตามกระแสแฟชั่นการบริโภคนิยมที่ขาดสติเช่นนี้ ….ไม่ตกเป็นเหยื่อของทุนนิยมที่กระตุ้นกิเลส(ความหลง)ให้อยากจะบริโภคเกินความจำเป็นอยู่ตลอดเวลา ……..

    ………..เพราะผมยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำรงชีวิต …หลักความพอประมาณ และมีเหตุผล สอนว่า ผมไม่จำเป็นต้องไล่ซื้อเทคโนโลยีมือถือรุ่นใหม่ๆที่เกินความจำเป็นสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ปกติ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีจากโทรฯมือถือแค่ไหน ผมก็ใช้แค่นั้น …………….
    …………….แต่ วันข้างหน้า ผมเรียนจบแล้วไปทำงาน ทำธุรกิจ ผมจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีจากโทรฯมือถือรุ่นใหม่ๆ(เพื่อใช้ในธุรกิจการงาน) ผมก็ต้องซื้อรุ่นที่แพงขึ้น แต่ก็ต้องไม่เกินความจำเป็นในการใช้งานจริง ……………….

    ……………..นี่หล่ะครับ เศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริง ไม่ได้ห้ามใช้ของแพง …แต่ ….วิถีแบบพอเพียง สอนว่า การใช้ของแพง หรือ เทคโนโลยีทันสมัย ต้องอยู่บนพื้นฐาน 2 ประการ คือ 1)คุณต้องมีเงินพอที่จะซื้อ ……2) คุณต้องได้ประโยชน์จากการใช้สอยสิ่งนั้นคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป ……..การซื้อโทรฯมือถือตามแฟชั่น เพื่ออวดกัน หรือไล่ซื้อรุ่นใหม่ๆ เพราะมีเทคโนโลยีมาก(ทั้งๆที่ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูงขนาดนั้น) นั่นคือ คุณกำลังเป็นทาสบริโภคนิยม ไม่ใช่ชีวิตแบบพอเพียง ……………………..

    ..
    **********************************************

    ………………………..หลักเศรษฐกิจพอเพียง นำมาปรับใช้กับ “การเล่นหุ้น” ได้อย่างไร

    ……………………..ในประสบการณ์การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ของผม มักจะตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง(โดยไม่รู้ตัว)อยู่แล้ว …………เพราะผมจะชอบลงทุนค่อนข้างยาว ในหุ้นบิ๊กแคป หรือ หุ้นปันผล ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับ …………. การลงทุนแบบนี้ มันสอดคล้องกับ หลัก เศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 3 อย่างคือ ความพอประมาณ (ไม่หวังรวยแบบนักเก็งกำไรที่กลายเป็นนักพนัน และ แมงเม่า) …………มีเหตุผล (ซื้อเพราะปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่ซื้อเพราะเชื่อข่าวลือ) มีภูมิคุ้มกัน (ซื้อเฉพาะหุ้นที่เรารู้จักสภาพการทำธุรกิจของมันดี และศึกษามันมาพอสมควร) ……
    ………….ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่พอจะสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดแบบ พอเพียง ช่วยให้ผม ถออยออกจากตลาดได้ทันก่อนที่ตลาดจะร่วงอย่างไร

    ………….เหตุการณ์ที่ใกล้ที่สุด คือ ช่วง เดือน พฤษภา – มิถุนายน ปี 50 หลังจากที่ผมเห็นว่า หุ้นโรงพยาบาลที่ผมถือมาตั้งแต่ กลางๆ ปี 49 มันขึ้นมาเต็มที่แล้ว จนไม่สมเหตุสมผลกับการเติบโตของกำไร ……ผมก็ขายออก แล้วก็หันไปซื้อหุ้นน้ำมัน เพราะรู้ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ……………. ตอนนั้นผมจำได้ว่าดัชนี SET Index อยู่แถว ๆ 600 จุด ปริ่มๆจะทะลุ 700 ………..จนกระทั่ง ช่วง กรกฎาคม ปี 50 ดัชนี ตลาดก็ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องจนขึ้นมาถึง 890 จุด ………….ผมตัดสินใจขายหุ้นทำกำไร และ ถอยออกจากตลาด ในสัปดาห์สุดท้าย ของ เดือน กรกฏาคม ปี 2550 …………. แล้วผมก็ตัดสินใจได้ถูก เพราะหลังจากนั้น พอย่างเข้าเดือน สิงหา ดัชนีตลาดหุ้น ก็ตกต่ำลงตลอดทั้งเดือนจาก 890จุด ลงมาเหลือแค่ 730 จุด .

    ………………สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ เหตุผลอะไร ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจขายหุ้นและถอยออกจากตลาดได้ทัน ก่อนที่มันจะดิ่งลงในเดือนสิงหาคม

    ……………..ตอนที่ ดัชนีขึ้นไปใกล้ๆ แตะ 890 จุด ผมพบว่า ราคาของหุ้นบิ๊กแคป หลายๆตัว ถูกไล่ขึ้นมาจนแพงเกินกว่าที่มันควรจะเป็น เช่น ค่า P/E ที่สูงขึ้นมาก …….หรือ เรื่องของอัตราเงินปันผล เมื่อเทียบกับ ราคาหุ้นที่ระดับดัชนี 890 จุดแล้ว ปรากฏว่า เปอร์เซ็นต์เงินปันผลของมันหดลงมาจนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารเสียอีก ………..ในความเป็นจริง การลงทุนในหุ้น จะมีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินกับ ธนาคาร …..ผลตอบแทนของมัน จึงควรจะต้องบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย และมันจะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ………แต่ถ้าเมื่อไหร่ ที่ อัตราเงินปันผลตอบแทน เทียบกับราคาหุ้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ใกล้เคียงหรือ ต่ำกว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อนั้นหล่ะ ผมคิดว่า ราคาหุ้นมันแพงแล้ว …….

    ………………….ที่สำคัญ ผมประเมินได้ว่า หุ้นตัวที่ผมลงทุนอยู่ ผลประกอบการ ที่จะประกาศออกมาในไตรมาส 2 จะต้องลดลง (ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าของเงินบาท และราคาน้ำมันที่ลดลงช่วงต้นปี) ขณะที่ อัตราเงินปันผล ก็หดลงเหลือต่ำกว่า 3 % ต่อปี
    …………….ผมคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้าราคาของหุ้นตัวที่ว่านี้ จะถูกไล่ขึ้นไปจนสูงกว่านี้ อีก …………….ผมตัดสินใจขายทำกำไร ………(ต้นทุนแถวๆ 90 บาทกว่าๆ …..ผมปล่อยทำกำไร ที่ราคา แถวๆ 130 บาทต้นๆ ) …..

    ……………..อีกอย่าง ผลกำไรในพอร์ต ที่ระดับ 20 – 30 % ภายในเวลา 1 – 2 เดือน (ขณะที่ กำไรของบริษัทลดลง ) ….ผมว่ามันเป้นผลตอบแทนที่สูงเอามากๆแล้ว ถ้าผมยังโลภ อยากจะได้ 50 – 60 % …ผมคิดว่ามันออกจะ ฝืนความจริงมากไปหน่อย เพราะผลประกอบการเมื่อเทียบกับ ปีที่แล้ว มันก็ไม่ได้เติบโตถึง 50 – 60 % เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นมันจึงไม่ควรจะมากไปกว่านี้ …………….

    ………….แล้วก็จริงดังคาด …..เมื่อตลาดดิ่งลงในเดือนสิงหาคม …..หุ้นตัวที่ว่านี้ ….ก็ลงจาก 135 – 137 ลงมาทำจุดต่ำสุดอยู่แถวๆ 104 บาท …………….(และผมก็ซื้อกลับอีกครั้ง ที่ระดับราคา ต่ำกว่า 110 ……เพราะเห็นว่า ราคาน้ำมัน ในตลาดโลกเริ่มปรับสูงขึ้น ……….ประกอบกับ ราคาหุ้นได้ดิ่งลง รับข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ไปแล้ว ขณะที่ บริษัทมีแนวโน้มจะเติบโตอีกจาก การเริ่มดำเนินการของแท่นขุดเจาะ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยในปี 2551 …..) ขณะที่หุ้นตัวอื่นที่ปันผล สูงกว่า 5 % ขึ้นไปผมก็ถือลงทุนยาวไปเรื่อยๆ

    …………….แล้วถามว่า สะท้อนวิธีคิดแบบพอเพียง ยังไง ……….ก็ตรงที่ว่า พอใจกับ ผลกำไร แบบพอประมาณ ที่ 20 – 30 % ไม่โลภไม่หวังมากกว่าเหตุผลหรือความจริงที่ควรจะเป็น …………………ที่สำคัญ ลงทุนด้วยความรอบรู้ รอบคอบ ในตัวธุรกิจของหุ้นที่เราลงทุน รู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ …………………….

    ………………หรือ อีกเหตุการณ์หนึ่ง ………… ตอน 19 ธันวาคม ปี 49 ….มีการออกมาตราการกันสำรอง 30 % …เงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ….จนทำให้ ดัชนีตลาดหุ้น ร่วงลงครั้งประวัติศาสตร์ คือ ลบไป 140 จุดภายในวันเดียว ………………ตอนนั้น ผมถือหุ้นโรงพยาบาลอยู่เต็มพอร์ต …..แน่นอนหุ้นที่ผมถือ ก็ลง เหมือนกัน…แถมลงเยอะด้วย ..(แต่ลงไม่ถึงต้นทุน) ผมจำได้ว่า.ช่วงสายๆ วันที่ 19 ธ.ค.วันนั้น ผมนั่งอยู่ที่มหาลัย ……….พอเห็นดัชนีตลาดหุ้น จากจอโทรทัศน์ในโรงอาหารของมหาลัย ผมก็โทรไปถามมาร์เก็ตติ้งที่โบรกฯของผมทันที ……..หลังจากรู้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร ……….ผมก็กลับไปนั่งกินอาหารต่ออย่างสบายอารมณ์ …………….
    ………………เพราะ ……..มาตรการนี้ ไม่ได้มีผลอะไรกับ ปัจจัยพื้นฐานหรือศักยภาพการทำกำไร …..กับ การดำเนินธุรกิจหลักของโรงพยาบาลเอกชนเลย ………..เป็นการลงเพราะเหตุผลทางจิตวิทยา เพราะความตื่นตระหนกแท้ๆ …..ไม่เกี่ยวอะไรกับ ศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ โรงพยาบาล ………….ผมก็เลยไม่ขายทิ้งตามกระแส ………อีกอย่าง มาตราการนี้ กระทบแต่ เม็ดเงินลงทุนของพวกเฮดจ์ฟันด์ต่างชาติ ซึ่ง พวกต่างชาติ จะลงทุนเฉพาะหุ้นใหญ่ๆ ไม่ได้มีเงินลงทุนอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหุ้น มาร์เก็ตแค็ปเล็กๆอยู่แล้ว ……………..

    …………..แล้ววันรุ่งขึ้น …….20 ธันวาคม ………. ตลาดหุ้น ก็ฟื้น เปิดบวก 70 จุด ….ขณะที่หุ้นโรงพยาบาลของผม ราคาก็เด้งกลับขึ้นไปที่เดิม …………

    …………เป็นความโชคดีครับ ที่เห็นตลาดลงกว่า 100 จุด แต่ก็ยังมีสติ พิจารณาเหตุและผล ทำให้ไม่ตกใจขายหุ้นทิ้งในราคาถูกๆไปตามกระแส ……………

    **********************************************************

    ……………เศรษฐกิจพอเพียงกับ บทเรียนฟองสบู่จตุคาม

    ………….ต้นปี 50 …มีเพื่อนชวนให้ผมเล่นเก็งกำไรจตุคาม เช่ามาแล้วปล่อยไป ซึ่งการเช่าจะต้องจองล่วงหน้า และกว่าจะได้รับของก็ต้องรอเป็นเดือน ……..

    …….สิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิดของผม ……ก็คือ เหตุผลข้อแรก …ผมไม่มีความรู้เรื่องในวงการพระเครื่องเลย ไม่รู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร …..ตอนนี้มีพิมพ์ไหนเป็นที่นิยม มีกี่รุ่น กี่พิมพ์ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง ……ผมไม่รู้เลยซักอย่าง …..
    ……….(ขณะที่ หลักความพอประมาณในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอนว่า ก่อนจะลงทุนอะไรให้สำรวจตัวเองเสียก่อน ว่ามีความรู้ความเข้าใจสิ่งที่ตนจะลงทุนแค่ไหน)
    ……….เหตุผลที่ 2 ….หลักของการสร้างภูมิคุ้มกัน สอนว่า ให้คาดคิดถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และมีการป้องกันความเสี่ยง ………..
    ………….ผมคาดการณ์ว่า การที่ผู้ซื้อแย่งกันซื้อในช่วงแรกๆจนราคาถูกปั่นไปสูงเกินจริง เมื่อผู้ซื้อๆไปแล้วความต้องการของผู้ซื้อมันต้องลด ขณะที่ฝ่ายผู้ขาย ถ้ายังมีการแข่งกันผลิต แข่งกันปลุกเสกมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศ แบบนี้ ไม่นานสินค้าต้องล้นตลาด และราคาต้องตก ……………….นี่เป็นหลักเศรษฐศาสตร์แบบพื้นๆ แต่คนที่รวย คนที่ชนะ คือ คนที่เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดช่วงแรกๆ แล้วก็โกยเงินออกไปได้ก่อนที่ตลาดจะวาย ……..ผมรู้ว่าถ้าเข้ามาตอนนี้ มันช้าไปแล้วสำหรับผม

    ………..เหตุผลที่ 3 เศรษฐกิจพอเพียงสอนเรื่องความมีเหตุผล คือใช้เหตุผลในการเลือกทางเดินของเรา อย่าตามกระแส ……หลังจากพิจารณาแล้ว ผมตัดสินใจไม่กระโดดเข้าไปเล่นในตลาดจตุคาม ….เพราะ ผมไม่ถนัด ไม่รู้เรื่องในวงการพระเครื่อง สิ่งที่ผมถนัดคือ “ตลาดหุ้น” ……เช่าจตุคามมา ปล่อยได้ในราคาแพงกว่าก็กำไร ………ซื้อหุ้นมาในราคาถูก พอหุ้นขึ้นแล้วขายออกไปก็กำไรเหมือนกัน …… แต่ …..ที่ต่างกันคือ ผมรู้ว่าหุ้นตัวไหน เป็นยังไง …..ตัวไหนควรเล่น ตัวไหนควรหลีก …..แต่กับ จตุคามนั้น รุ่นไหน พิมพ์ไหน ควรจะราคาเท่าไหร่ ผมไม่รู้

    ………………..แล้วก็เป็นจริงตามคาด …………

    …………..เมื่อประมาณไม่ถึง 2 เดือนมานี้ ผมก็เห็นข่าว จตุคามขาลง ฟองสบู่เริ่มแตก ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์หัวสี ผมนึกถึงคนที่จองเอาไว้ราคาหลักพัน เมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่พอถึงวันรับของจริงๆ ปรากฏว่า ราคาในตลาดของรุ่นนั้น ตกลงจนเหลือไม่ถึง 1 พันบาท …………
    ……..(ข้อคิดอีกอย่าง ….ที่อยากจะฝากเป็นของแถม คือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นสอนให้ยึดมั่นในพระรัตนไตร เชื่อ และ ปฏิบัติตามคำสอนในพระธรรม เป็นหลัก ไม่ได้สอนให้ไปพึ่งเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ หรือพิธีกรรมปลุกเสกอะไรทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ วิชาที่เป็นไปเพื่อการ ดับกิเลส พ้นทุกข์ และรู้ตามจริงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า………ในชีวิตจริงของผม พึ่งแต่พระรัตนไตร การทำบุญสร้างกุศล และศึกษาธรรมะเพื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของพุทธ …….ผมไม่เคยพึ่ง ไสยศาสตร์ เครื่องลางของขลังอะไรทั้งนั้น )

    …………..ปล. ทั้งนี้ …..วิธีคิดแบบพอเพียง ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่รู้แล้วจะต้องไม่ลงทุนเลย (อย่าสับสน) …………. ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว เห็นว่า การลงทุน ในสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว แต่เราไม่รู้ ก็ให้ศึกษาเรียนรู้ จนเข้าใจ แล้วก็ลงทุน แบบมีความรู้ความเข้าใจ ……………

    ………………..สุดท้าย …ที่อยากจะฝากท่านผู้อ่าน ก็คือ ……….รวยแบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ รวยแล้วชีวิตต้องมีความสุข นะครับ ……….(ความสุข คือ การที่สามารถออกแบบชีวิตได้ตามที่พึงปราถนา …ความสงบ ในชีวิต .สามารถปล่อยวางได้ ……….ซึ่ง ต่างกับ ความสนุก จากการ เสพย์สุขในทรัพย์สิน เงินทอง อย่างสิ้นเชิง ตรงนี้ต้องแยกให้ออก ) ………………….

    ……………..ที่สำคัญ จุดสูงสุดของ เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “การรู้จักพอ และ รู้จักเผื่อแผ่ ” ……………..ดังเช่น ที่ มหาเศรษฐี ระดับโลก อย่าง บิลเกสต์ วอเรนบัฟเฟต์ …..ได้สละเงินจำนวนมหาศาล เพื่อสาธารณะกุศล ในบั้นปลายชีวิต …….

    .*****************************************

    ………….นี่เป็นตัวอย่าง ………..(ความจริง ตัวอย่างการเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันของผม ยังมีเยอะกว่านี้) ………แต่นี่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างเล็กๆ ……เป็นแนวทางที่คุณสามารถนำเอา ไปเป็นแง่คิด ไปปรับใช้ได้จริง …

    …………แง่คิด ส่วนใหญ่ ก็เป็นการนำหลักปรัชญา แบบเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน มาประยุกต์ใช้ ……….และบางส่วนก็ ได้มาจาก ปาฐกถาของ ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ……

    …………….อาจจะยาวไปหน่อย ……อันไหนที่ดี ก็หยิบไปใช้ ….อันไหนที่รู้สึกว่าไม่ดี ก็ อย่าไปใส่ใจ ….หรือ ติชม แลกเปลี่ยนกันได้………………..

    …….แล้ววันนี้ คุณ ได้ลองนำเอาแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันบ้างแล้วยังครับ !

    .Mr.K.Cheng Gong (จิ้งจอกหน้าหยก เซียวอิงจวิ้น) …. –>

  • สำลี wrote on 28 ตุลาคม, 2010, 10:33

    คุณจิ้งจอก คุณบรรยายได้ดี เป็นตัวอย่างการนำเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาใช้ได้จริง จับต้องได้ ชอบๆ

  • ลูกของพ่อคนหนึ่ง wrote on 16 ธันวาคม, 2010, 22:59

    เศรษฐกิจพอเพียงนั้นดีเเล้ว เเต่คนมันไม่ดี อะไรมันก้ว่าไม่ดี

    ไอ้พวกชอบวิจารณ์ จาบจ้วง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหลาย เชิญฟังทางนี้ พวกเอ็งอยากจะเอาชนะ.. ขอพวกเอ็ง …

    1.หยุดใช้ธนบัตรทุกประเภทที่มีตราในหลวง 3 เดือน

    2. ผ่านข้อ1 ได้ หยุดใช้ต่อไปอีก 9 เดือน

    3. ผ่านข้อ2 ได้ หยุดใช้ต่ออีก 81 เดือน

    4.ผ่านข้อ3 ไปได้ให้หยุดนิ่งอยู่กับที่7วัน7คืน(ห้ามดื่ม ขบฉัน)

    5.หากผ่านทั้ง4สเต็ปได้ ขั้นสุดท้ายให้หยุด/กลั้นหายใจยาว 7 นาที

    …เหม็นแท้ มึงเอ๊ย 55555

  • โอภาส wrote on 6 มกราคม, 2011, 12:59

    การวิพากษ์ – วิจารณ์ สถาบันฯ ของท่าน ศ. ศิวรักษ์ นั้น ท่านคงทำบ่อยครั้งจนเคยตัว แต่ก็เอาเถอะไหนๆ แกก็วิจารณ์ไปแล้ว ถ้าหากแกคิดว่าแกเป็นพวกชอบติ ก็ขอให้แกพิจารณาด้วยว่า ติเพื่อก่อหรือติเพื่อทำลาย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสของบ้านเมือง ก็ขอให้ท่านเอาประสบการณ์ทางธรรมมาชี้แนะให้แก่สังคมไทย อย่างเช่น อ.ระพี สารคริก น่าจะดีกว่า ปัจจุบันนี้ ทุนนิยมเข้าครอบงำคนไทยหมดแล้ว พวกหนุ่มสาวสังคมศาสตร์ปริทัศน์ หรือ ปาจารยสาร ก็เริ่มแก่เฒ่ากันหมดแล้ว หรือทว่า อ.ศิวรักษ์ อย่าบอกนะว่า ตนเองก็ถูกทุนนิยม เข้าครอบงำเหมือนกัน 

  • วทัญญู wrote on 4 พฤษภาคม, 2011, 13:42

    ต่อให้มี 100 สุลักษณ์ หรือ อีก 1000  สมศักดิ์  เจียมฯ ก็คงสูญเปล่าทางปัญญา เพราะด้วยความรักและความห่วงใย ของในหลวงที่มีต่อชาติและประชาชน ท่านจึงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ซึ่งเป็นภูมิธรรมที่ป้องกันพระองค์จากเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

  • รักชาติ wrote on 8 กรกฎาคม, 2011, 13:44

    ต้องถาม คนคนนี้ว่า “ทำไม่คนอื่นไม่คิดอย่างคุณ”
    และถามว่า “คุณต้องกาอะไรกันแน่” ที่เกิดมาในชาตินี้
    และถามว่า “มันเกี่ยวอะไรกับคุณ ทุกอย่างที่คุณกล่าวถึงในหลวงท่าน”
    เกิดมามีพ่อมีแม่ี มีแผ่นดินอยู่สุขสบาย “ยังไม่พออีกหรือ”
    อายุก็ไม้ใกล้ฝั่งแล้ว “ช่วยทำตัวให้เหมาะสมหน่อย”
    ควรสวดมนต์เข้าวัดและหมั่นทำบุญไว้เยอะ ๆ ได้แล้ว
    ไม่ใช่ยิ่งแก่ก็ยิ่งคิดยิ่งทำบาป ถ้าไม่พอใจก็ไม่มีใครบังคับให้อยู่บนแผ่นดินไทย
    ก็จงไปซะจากแผ่นดิน แค่นั้นเอง…แล้วจะยังอยู่ทำไม…ไม่เข้าใจ

  • ไทย wrote on 9 สิงหาคม, 2011, 17:34

    คนคนนี้ ผมเพิ่งจะรู้ความเป็นตัวตนที่แท้จริงมานี้เอง ผมขอบอกว่าเสียความรู้สึกกับคนที่ดูเหมือนว่าจะมีความรู้มากมาย มีธรรมะ แต่จริงๆแล้วเป็นแค่ภาพภายนอกเท่านั้น ในจิตใจเค้ามีแต่ ความโกรธ ความโลภ อิจฉา จริงๆแล้ว ก็แค่ เป็นคนมือถือสากปากถือศิลเท่านั้นเองครับ 

    ผมพูดจากใจจริงเลยนะครับ ผมได้สัมผัสมาด้วยตัวเอง เห็น clip วีดีโอวันเกิดแกแล้ว เศร้ามากๆ

  • มานะ wrote on 21 มิถุนายน, 2012, 9:51

    ผมคนหนึ่งไม่เคยให้ราคานักวิชาการประเภท เขียนด่าวิจารณ์อย่างเดียว
    แก้ไขปัญหาไม่ได้

  • คนมันบ้า wrote on 10 กรกฎาคม, 2012, 6:29

    ไม่มีราคาหรอกคนนี้นี้ สมัยหนุ่มๆก็ฝันอยากเด่นอยากดัง อยากมีชื่อเหมือนคึกฤทธิ์ ก็พยายามเกาะกระแสเข้าไปเรื่อยๆ จนเจอคึกฤทธิ์ตัวเป็นๆ แต่เสือกทำตัวผ่อง อวดรู้ มากวิชา เจอคึกฤทธิ์สวนมวยให้กลางงานที่สถานทูติไทยในอังกฤษ(งานเลี้ยงนักเรียนและคนไทยในอังกฤษ) ด้วยความเจ็บใจ นับตั้งแต่นั้นก็ตั้งตัวเป็นศัตรูคึกฤทธิ์เขาเรื่อยมา คึกฤทธิ์ เขียนหนังสือ หนังสือ หนังหาอะไรก็มาติ มาวาวิจารย์ หนักเขาก็บอกเลยว่าเรื่องนี้ เรื่องนั้นไปลอกฝรั่งเขามา(ซึ่มันก็มีบ้างอะไรบ้าง) พวกอยากมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ดูจากสันดานแล้ว คงมีชื่อจารึกไว้ในบัญชีหนังหมามากกว่า

  • นศท.ญ.0557104809 wrote on 12 สิงหาคม, 2012, 11:24

    เราคิดว่าใช้คำพูดที่แรงเกินไปไม่สมควรที่จะนำมาพูด มันเป็นเหมือนการไม่ให้ความเคารพสถาบัน

  • foleman wrote on 29 สิงหาคม, 2012, 9:20

    ลองอ่านเล่มนี้ดูครับ มีอยู่ครบเลย!

    http://upload.one2car.com/download/download.aspx?pku=1E4DAC8603TSCW%5B7EXMNJGTCYDLPU1

  • จันทร์จ้าว wrote on 29 สิงหาคม, 2012, 11:03

    1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นโครงการที่มีประโยชน์ 2. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งของประเทศ 3. จงทำความดีเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่ในหลวงของเรา โดยการกระทำความดีเสมอ 4. จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ 5. จากความแห้งแล้งกลับกลายมาชุ่มชื้นจากผืนทรายกลับกลายเป็นดินดี ด้วยพระบารมีของทั้ง ๒ พระองค์ 6. ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ช่วยรัฐ ราษฎร์สามัคคี สมัครสมานมิตรไมตรี สร้างความดีเพื่อแผ่นดิน 7. ชาติของเรา เป็นไทยอยู่ได้จนถึงตัวเราคนนี้ เพราะในหลวงของเรา 8. ชาติไทยผ่านพ้นวิกฤตมาหลายคราด้วยพระบารมีของในหลวง 9. ชาวไทยไม่ว่าเชื้อชาติใด มีสุขเสรีอยู่บนผืนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองภายใต้ร่มพระบารมี 10. ด้วยพระบารมี เราจึงรวมกันอยู่ได้อย่างเหนียวแน่นมีชาติมีประเทศเป็นอิสรเสรีมาช้านาน11. คนไทยควรหันมาร่วมมือกัน เพื่อ ประเทศ และในหลวงของเรา12. คนไทยจงช่วยกันอนุรักษ์รักษาป่าไม้ให้อยู่คู่ผืนดินไทยไปนานๆ 13. คนไทยโชคดีที่มีพ่อหลวง ทรงห่วงใยทรงช่วยเหลือ 14. คนไทยทุกคนยอมสละทุกสิ่งได้เพื่อในหลวงของเรา 15. คนไทยทุกคนรักในหลวงด้วยใจจริง

  • วาด wrote on 29 สิงหาคม, 2012, 13:09

    ผู้ใดคิดร้ายทำลายชาติจะพินาศจนสิ้นดี ผู้ใดจงรักภักดีจะสวัสดีศรีมงคล

  • มหาราช wrote on 29 สิงหาคม, 2012, 14:13

    เราคนไทย เรารัก เราเทิดทูน ในหลวงของเราผู้ใดกระทำให้สถาบันหลักของชาติสั่นคลอน เสียหาย ผู้นั้นไม่สมควรมีชีวิตยืนอยู่บนผืนดินไทยความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคนบ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อ ถ้าเกลียดพ่อแล้ว ไม่รักพ่อแล้ว..จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะนี่คือแผ่นดินของพ่อ..

  • สุกำพล wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 10:40

    สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสถาบันหลักในผืนธงชาติไทยที่เราเคารพ

  • น้องนาง wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 11:10

    ผู้ใดกระทำให้สถาบันหลักของชาติสั่นคลอน เสียหาย ผู้นั้นไม่สมควรมีชีวิตยืนอยู่บนผืนดินไทย

  • ทรายทอง wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 14:16

    พี่น้องทั้งหลายตื่นกันแล้วเนี่ย!!!!! ท่านเป็นประชาชนที่ประเสริฐกว่าไอ้พวกที่เป็นนักวิชาการอย่างสูงส่ง พวกนี้เรียนมาก ๆ สมองมันบ้าและลืมแม้แต่พ่อและแม่มันซึ่งให้มันเกิดมา ดีไม่ดีมันยังด่าแม่และพ่อมันเลยว่าโง่ สมควรได้เวลาแล้วพวกเราชาวไทยปล่อยให้มากระทบชิ่งพ่อหลวงแม่หลวงของพวกเรามาเป็นเวลากว่า 5 ปี แล้ว พอเถอะ เอาพวกมันได้แล้วและล้างมันให้สิ้นอย่าให้มันได้มีชื่อบนผืนแผ่นดินไทยต่อไปอีกเลย ผมก็รักพระเจ้าอยู่หัวและรบไม่เก่งแต่สู้ตายทั้งแบบนักรบและกองโจรได้เหมือนพี่น้อง

  • รักประเทศไทย wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 14:52

    ไม่มีงานทำหรือไง ไม่มีสมองคิดอะไรดีๆบ้างหรือ อยากเป็นเหมือนพม่า เขมร ใช่มั้ย ทุกวันนี้อยู่สุขสบายเพราะใคร หากรับไม่ได้ก็ไสหัวไปพม่า เขมร แผ่นดินนี้ไม่ต้องการคนเนรคุณ ไม่รู้ว่าอะไรควรเคารพกัน มีสมองแต่ไม่รู้จักคิดก็ไปตายเสีย พวกทำตัวไร้ค่า ไร้ปัญญา พวกชอบให้จูงจมูกอยู่เรื่อย อีกหน่อยเดินสี่ขาเหมือนควายแน่ สงสารควายมากเลยนะ ที่ต้องเอาไอ้พวกไร้สมองมาเปรียบ คิดไป คิดมา ควายยังฉลาดกว่า มีค่ามากกว่าไอ้พวกเนรคุณพวกนี้ ตายไปก็เกะกะนรกเปล่าๆ อยู่ไปก็รกประเทศชาติบ้านเมือง แน่จริงก็ไปอยู่กับนายพวกแกเลย เร่ร่อนไปเรื่อยๆ เหมือนสัมภเวสี ไม่มีที่อยู่แน่นอน เมื่อนั้นอาจคิดได้

  • น้ำผึ่ง wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 15:46

    อย่าให้พวกหนักแผ่นดินมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศอีกเลย….แค่นี้พระองค์ก็ทรงเหนื่อพระทัยพออยู่แล้ว

  • ชมรม 5 ธันวา wrote on 31 สิงหาคม, 2012, 11:32

    ถามจริงเถอะกฏหมายหมิ่นฯ ไม่ดีตรงไหน ถึงอยากให้ยกเลิกบอกว่ารักในหลวง แต่จะให้ยกเลิกกฏหมายหมิ่นฯ เหมือนๆกับว่ายอมให้ใครก็ได้ มาพูดจาดูหมิ่นพระองค์ แบบบนี้คิดดีแล้วเหรอหรือที่อยากให้ยกเลิกเพียงเพราะแกนนำโดนฟ้องเรื่องนี้เพียงเท่านั้น

  • ใหญ่ wrote on 31 สิงหาคม, 2012, 15:08

    ตอนนี้เริ่มเห็นชัดเจนล่ะว่า แม้ว คิดจะเป็นประธานธิบดี มันมักใหญ่ใฝ่สูงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมว่าส่งนักรบขั้นสูงของไทยไปเด็ดหัวมันซ่ะ จะได้หมดเรื่องหมดราว ตัวก่อปัญหาไม่เลิก ฆ่ามันคับฆ่าไอ่แม้วเพื่อให้ประเทศสงบสักที

  • อลงกรณ์ wrote on 24 กันยายน, 2012, 11:22

    การส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ช่วยสอดส่องป้องกันภัย และความเสียหายที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษํตริย์ เช่น ขจัดข่าวร้าย สลายข่าวลือ ที่ทำลายความศรัทธาและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

  • เอกพัน wrote on 22 ตุลาคม, 2012, 9:29

    จะยากจนข้นแค้นแสนสาหัส จะพรากพลัดอยู่แห่งใดไกลสุดแสน
    จะพิการแสนอนาถสุดขาดแคลน จะแร้นแค้นอยู่หนใดในแผ่นดิน
    น้ำพระทัยของพระองค์ส่งไปถึง เป็นที่พิ่งที่ลูกไทยใฝ่ถวิล
    ท่านทรงห่วงปวงประชาเรื่องหากิน ทุกสิ่งสิ้นพ่อหลวงทรงห่วงใย
    ยามนี้ท่านทรงประชวรลูกป่วนปั่น ทุกวี่วันไทยสลดไม่สดใส
    อยากให้พ่อหายห่วงด้วยเร็วไว ทุกผองไทยใฝ่จงรักและภักดี
    ขอให้พ่อมีแต่สุขเกษมสันต์ ทุกคืนวันจงไร้ทุกฃ์มีสุขศรี
    ปวงประชาขอเดชะพระภูมี ด้วยภักดีขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • สมบูรณ์ wrote on 24 ตุลาคม, 2012, 9:39

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญพลานามัยสมบูรณ์ มีพระวรกายแข็งแรง ปราศจากโรคร้าย และทรงเป็นมิ่งขวัญ ร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงประชาชนชาวไทย
    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

  • อักษร wrote on 24 ตุลาคม, 2012, 14:58

    กษัตริย์ ผู้ทรงธรรม พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ ชาวไทย 

  • วีระยุทธ wrote on 22 พฤศจิกายน, 2012, 14:55

    พวกเราคนไทยต้องช่วยกันปกป้อง อย่าให้กลุ่มบุคคลแบบนายสุลักษณ์ฯออกมารุมจาบจ้วงพระองค์อยู่ฝ่ายเดียว

  • ถึงเกิดช้า แต่ก็รู้ว่า ทรงงานหนัก เพียงใด wrote on 25 ธันวาคม, 2012, 10:48

    อ่านบทความที่ ส.ศิวรักษ์เขียนในวารสารเล่มนึง เขาให้เขียนถึงคนที่เสียชีวิตท่านนึง แต่ส.ศิวรักษ์กลับเขียนกระทบถึงเบื้องบน และชนชั้นสูง อ้างตัวเป็นผู้มีความรู้ แต่..กาลเทศะ..ในการเขียนก็ไม่มี เขียนเหมือนคนไร้การศึกษา หาโอกาสแต่จะจาบจ้วงสถาบัน คนที่เอาเวลามาคอยจับผิด อิจฉา ผู้อื่น ชีวิตก็ไม่ไปไหน ย่ำอยู่แต่ ความคิดที่จะทำให้จิตใจดำดิ่ง เขาไม่มีวันเข้าใจ ‘พอเพียง ก็เพียงพอ’อคติจนหน้ามืดตามัว จะรับสิ่งประเสริฐจากผู้ที่มีจิตใจประเสริฐอย่างไรได้

  • weera wrote on 4 มีนาคม, 2013, 12:46

    ลุงศ.สิวลักษ์ หลงตัวเอง น่าสงสาร เป็นมิจฉาทิฐิ  คบพระผิด 

  • weera wrote on 4 มีนาคม, 2013, 12:48

    แกบ้า เหมือนสุขุมพันธ์

  • ช่างสงสัย wrote on 31 กรกฎาคม, 2014, 1:04

    แล้วตัว ส. เองเคยทำดีกับประเทศอย่างไรบ้าง นอกจากพูด พูด พูด ให้คนในชาติแตกแยก ฟังทุกครั้งก็ออกไปในแนวโจมตี ดีอยู่คนเดียว เวลาบ้านเมืองถูกนักการเมืองโกง กิน ฉ้อฉล ไม่เห็นออกมาพูด ดีแต่เงียบ ถ้าดีจริงก็ควรวิพากษ์ วิจารย์ ให้ครบทุกมุมมอง ทำแบบนี้คือเก่งมุมเดียว เอาแต่ใจคนเดียว เก่งจับผิด เคยมองตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า ดีขนาดไหน เลวขนาดไหน ไท่ใช่มองเห็นแต่คนอี่น แต่ตัวเองไม่เคยก้มดูตัวเองเลย…..

  • ลุงศ wrote on 1 สิงหาคม, 2014, 17:59

    ผมมองว่า ในขบวนการรักษาสถาบัน ลุง ศ เป็นรอยัลลิสตัวจริง  มองอย่างบริสุทธิใจอย่างนั้น
    ผิดจากพวกจ้องทำลายอย่างแน่นอน 

    จะว่าไปแล้วการทำลาย สถาบันอีกทางหนึ่งพวกเราที่ ต่างคิดว่า สนับสนุนปกป้อง กลังทำลายสถาบันกันเสียเองใน มุมของ  พ่อแม่รังแกฉัน  ความรักที่มากเกินไปจนเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

    ยิ่งโลกหมุนมีพัฒนาการทางสังคมมากขึ้นเท่าไหร่ แนวทางของ ลุง ศ จะทำให้ สถาบันแข็งแกร่งขึ้น ตามสภาพยุคสมัย  อย่างไม่มีการทำลายลงได้เลย ผมมองอย่างนั้น

    หากเปรียบเทียบกับ พ่อแม่รักแกฉัน  ท่านจงมองเปรียบเทียบดูว่า ท่านเองหรือไม่ร่วมกันทำร้ายลายโดยไม่รู้ไม่ตระหนักถึง 

ผู้เขียน

เขียน 10270 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics