ปัญหาการแก้ไข มาตรา112

แบ่งปัน

61

ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา


                                                                                              โดย มีชัย ฤชุพันธุ์

                       มีเสียงพูดกันถี่ขึ้นถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่เรียกกันติด ปากว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” บางคนก็บอกว่าต้องยกเลิกเพราะไม่เป็นประชาธิปไตยบ้าง ขัดต่อรัฐธรรมนูญบ้าง เป็นการขัดขวางต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบ้าง   บ้างก็ว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเสียใหม่ เพราะโทษที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินไป น่าจะไม่ชอบด้วยหลักสิทธิมนุษยชน
               ความคิดเห็นที่แตกต่างหรือการคิดปรับปรุงกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของแต่ละบุคคลที่จะคิดได้ ถกเถียงกันได้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าใครผิดหรือใครถูก
               แต่ก่อนที่จะเฮโลกันเห็นด้วย หรือคัดค้าน หรือถกเถียงกัน ควรรู้เสียให้ตรงกันก่อนว่ากฎหมายในเรื่องนี้มีว่าอย่างไรบ้างเผื่อใครที่มีอำนาจ อยากจะยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติม จะได้ทำได้ถูกและหาเหตุผลชี้แจงให้คนทั่วไปเข้าใจได้
เพราะขึ้นชื่อว่า “กฎหมาย” เมื่อล้าสมัย หรือไม่เหมาะสมกับสังคม หรือขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ก็สมควรยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขได้เสมอ

               การกระทำความผิดตามมาตรา 112 นั้น คนชอบเรียกกันว่าเป็นความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งทำให้เข้าใจไขว้เขวไปว่า เป็นความผิด   ที่หาความชัดเจน  และ แน่นอนไม่ได้  เพราะไม่รู้ว่า “พระบรมเดชานุภาพ” นั้นกว้างไกลเพียงใด   ขึ้นอยู่กับใจของคนว่าใครจะมีความจงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์มากน้อยเพียงใด  คนที่มีความจงรักภักดีอย่างเหลือล้น  ก็อาจกล่าวหาคนที่จงรักภักดีอย่างธรรมดาได้   สุดแต่ใครจะหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้อกล่าวหาเชือดเฉือนใคร

               และในที่สุดก็เลยกลายเป็นอาวุธทางการเมือง  ถ้ากฎหมายมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็สมควรยกเลิก  หรือ  แก้ไขเสียใหม่โดยเร็ว  แล้วกฎหมายเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? 

               มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีความดังนี้ “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
               แท้ที่จริงแล้ว การกระทำอันจะเป็นความผิดตามมาตรา นี้ มีอยู่ 3 อย่าง คือ  หมิ่นประมาทอย่างหนึ่ง  ดูหมิ่นอีกอย่างหนึ่ง  และแสดงความอาฆาตมาดร้าย อีกอย่างหนึ่ง   

               ไม่มีอะไรให้ต้องยุ่งยากเกี่ยวกับ “พระบรมเดชานุภาพ” ทั้งสิ้น ซึ่งการกระทำทั้ง 3 อย่างนั้น  อย่าว่าแต่ทำกับพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของประเทศเลย   แม้ทำกับคนธรรมดา   ก็อาจเป็นความกระทำทั้ง 3 อย่างนั้น   อย่าว่าแต่ทำกับพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของประเทศเลย    แม้ทำกับคนธรรมดาก็อาจเป็นความผิดได้เช่นเดียวกัน
              
การที่มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน   ในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นนั้น   มิได้หมายความว่าจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้  เพราะสิทธินั้นมาควบคู่กับหน้าที่   คือในการใช้สิทธิ   ก็ต้องคำนึงถึงหน้าที่ที่จะต้องเคารพถึงสิทธิของคนอื่นด้วย
             อยู่ๆ ใครจะลุกขึ้นใส่ร้ายใคร  หรือดูหมิ่นใคร  หรืออาฆาตมาดร้ายใคร แล้วอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการพูด  หรือ  การแสดงความคิดเห็นได้เสียเมื่อไหร่กัน
             ตัวอย่างเช่น  นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน  หรือ  ออกแถลงการณ์ว่า  ที่ตนสอบตก  เพราะอาจารย์ที่สอนวิชานั้น  เรียกไปบอกให้จ่ายเงิน  มิฉะนั้นจะให้สอบตก  เมื่อตนไม่จ่าย  อาจารย์คนนั้นจึงให้ตนสอบตก  ซึ่งไม่เป็นความจริง  ก็อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ หรือ  ลูกศิษย์ไปยืนชี้หน้าด่าอธิการบดีว่า “มึง! ไอ้หน้าเลือด จะขึ้นค่าหน่วยกิตกันไปถึงไหน เห็นใจกูบ้างซีวะ” ก็อาจเข้าข่ายการดูหมิ่นซึ่งหน้า หรือ  ถือไม้คมแฝกไปยืนดักพบอาจารย์  พอพบหน้าก็ยกไม้ขึ้นชี้หน้าพร้อมกับตะคอกว่า มึงไอ้ตัวดี ลองมึงให้คะแนนกูน้อยกว่าคนอื่น กูจะเอาเลือดมึงออกมาล้างตีนให้ดู ถ้าไม่ผิดฐานใดฐานหนึ่งเสียก่อน  ก็คงได้ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย
              อาจารย์หรือนักวิชาการทั้งหลายคงไม่ลงความเห็นว่า พฤติการณ์ของนักศึกษานั้นเป็นการใช้สิทธิ  และ  เสรีภาพ   ในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นที่สุจริต  ที่สมควรได้รับการคุ้มครอง
              มีนักวิชาการบางคนอ้างว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท คุ้มครอง
              มีนักวิชาการบางคนอ้างว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท มีอยู่แล้วในประมวลกฎหมายอาญาสำหรับคนทั่วไป  ทำไมจึงต้องมีการบัญญัติความผิดขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์อีก  ทำให้ไม่เสมอภาค  และน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
              ข้อคิดเห็นอย่างนี้แหละ   ที่สมควรจะต้องทำความเข้าใจกัน   ถ้าคนเสนอความคิดเห็นเป็น นักรัฐศาสตร์  นักกิจกรรม  หรือนักอะไรต่ออะไร  ที่ไม่ใช่นักกฎหมาย  ก็ยังพอทำเนา  เพราะต่างคนต่างไม่รู้กฎหมาย  การแสดงความคิดเห็นก็อาจเป็นไปโดยสุจริตใจ  ตามที่ฟังๆ เขามา  หรือตามความอยาก  หรือความต้องการของแต่ละคนซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นฐาน  หรือ  ปูมหลังของแต่ละคน

              แต่ถ้าเป็นนักกฎหมาย  ก็น่าสงสัยว่าขาดความรู้จริงๆ  หรือ  พยายามปกปิดความจริงไม่ให้ประชาชนรู้
              เพราะตามกฎหมายอาญาของไทยนั้น  ไม่ได้ปกป้องคุ้มครองเป็นพิเศษเฉพาะพระมหากษัตริย์ดังที่ระบุไว้ในมาตรา 112 เท่านั้น   หากแต่ได้ปกป้องคุ้มครองบุคคลอื่นๆ ไว้ในมาตราอื่นๆ ด้วยดังจะเห็นได้จากมาตราต่างๆ ดังต่อไปนี้
              มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              แปลว่า พระราชา พระราชินี คู่สมรส หรือประธานาธิบดีของประเทศไหนๆ ในโลก ไม่ว่าจะมีสัมพันธไมตรีกับเราหรือไม่ ก็ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ
               ใครจะเที่ยวได้ใส่ร้าย ดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย ไม่ได้ และไม่ว่าจะไปแอบด่าเขาในเว็บไซต์ หรือยืนตะโกนด่าเขาหน้าสถานทูต ก็เป็นความผิดตามกฎหมายไทยเหมือนกัน
               จะด่าโอบามา หรือ  ภรรยาของโอบามา หรือ  ด่ากัดดาฟี ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายไทยได้เท่าๆ กัน
                มาตรา 134 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              
แม้แต่บรรดาทูตทั้งหลายที่ได้รับแต่งตั้งให้มาประจำอยู่ในประเทศไทย ไกลบ้านไกลเมืองของเขา เมื่อมาอยู่ในประเทศไทยก็ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากกฎหมายไทยเช่นกัน
               นอกจากชาวต่างชาติแล้ว คนไทยด้วยกันในฐานะต่างๆ กัน ก็ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากมาตราต่างๆ ดังต่อไปนี้มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               มาตรา 198 ผู้ใดหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้ง แต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               สำหรับมาตรา 136 นั้น อย่าไปนึกว่าเขียนสั้นๆ  เพียงเท่านั้นแล้วจะไม่มีความหมายอะไร  เพราะผลแห่งการคุ้มครองนั้นกว้างขวางนัก   กล่าวคือคุ้มครองตั้งแต่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  พลตำรวจ ไปจนถึง  นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เพราะในการทำหน้าที่ของบุคคลเหล่านั้น   เป็นการทำหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานทั้งนั้น การคุ้มครองจึงขยายวงออกไปถึงเรื่องการ “ดูหมิ่น”   ไม่ใช่เรื่องการ “หมิ่นประมาท”   เหมือนคนธรรมดา
               จากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาของไทย จึงเห็นได้ว่าได้ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่มีฐานะต่างๆ กันเป็นพิเศษกว่าคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้คุ้มครองแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์ไทยเท่านั้น
               สำหรับพระมหากษัตริย์ของไทย ที่มีบทบัญญัติคุ้มครองเป็นพิเศษ ก็เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหนึ่งในรัฐธรรมนูญ  และ  เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย   อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”
               สำหรับมาตรา 8 ดังกล่าวนี้ เห็นจะต้องบอกไว้เสียก่อนว่า ไม่ใช่บทบัญญัติใหม่ เพราะตั้งแต่ปี 2475 ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกเป็นต้นมา    ก็มีบทบัญญัติอย่างเดียวกันนี้มาทุกฉบับ   ตลอดระยะเวลา 79 ปีที่ผ่านมา บทบัญญัติในเรื่องนี้มีถ้อยคำที่แตกต่างกันเพียงคำเดียว  คือ  ความขึ้นต้นที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะ…” นั้น     แต่เดิมไม่มีคำว่า “ทรง” เพิ่งจะมามีในรัฐธรรมนูญ ปี 2534 เป็นต้นมา   ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไป   ส่วนถ้อยคำอื่นๆ นั้นเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
               ถ้าไม่บอกไว้ให้ละเอียด เดี๋ยวจะมีคนหาว่าเพิ่งจะมาเขียนในรัฐธรรมนูญปี 2550
               เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองฐานะของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในที่เคารพสักการะ จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีบทกฎหมายกำหนดว่า คนทั่วไปจะต้องทำอย่างไร ซึ่งกฎหมายก็มิได้กำหนดให้ต้องทำอะไรมากไปกว่า “การไม่ไป หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงการอาฆาตมาดร้าย”
               กฎหมายอาญามาตรา 112 จึงมีขึ้นด้วยประการฉะนี้ และ เป็นการบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว
               อันการกระทำทั้ง 3 อย่างดังกล่าวสำหรับคนไทยโดยทั่วไปนั้น อย่าว่าแต่จะทำองค์พระมหากษัตริย์เลย แม้แต่ครูบาอาจารย์ ไม่ว่าครูบาอาจารย์นั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ดีอย่างไร เราก็ไม่ทำเช่นนั้น มิใช่หรือ?
                และถ้าเรานึกถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ผูกพันคนไทยไว้ด้วยกัน ก็อาจตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อมีถึง 3 สถาบัน เหตุใดจึงมีกฎหมายคุ้มครองแต่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์
                ความสงสัยเช่นว่านี้น่าจะเข้าใจได้ เพราะเวลาที่มีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด มักจะพูดถึงแต่การเฉพาะมาตรา 112 ที่คุ้มครองพระมหากษัตริย์เท่านั้น
แท้ที่จริงแล้วกฎหมายอาญาคุ้มครองทั้ง 3 สถาบันไว้เป็นการเฉพาะเช่นเดียวกัน
               
ในเรื่องชาติ ซึ่งมีธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ กฎหมายอาญาก็บัญญัติคุ้มครองไว้ในมาตรา 118 ว่า “ผู้ใดกระทำการ ในเรื่องชาติ ซึ่งมีธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ กฎหมายอาญาก็บัญญัติคุ้มครองไว้ในมาตรา 118 ว่า “ผู้ใดกระทำการใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
                  และไม่เพียงแต่คุ้มครองชาติไทยเท่านั้น  แม้แต่ชาติอื่นที่มีสัมพันธไมตรีกับไทย  ก็คุ้มครองด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา 135 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำการใดต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใด อันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐ นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท
                
ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา ประมวลกฎหมายอาญาก็บัญญัติไว้ในมาตรา 206 ว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใดแก่วัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการ เหยียดหยามศาสนา นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

                ซึ่งถ้าอ่านให้ดีก็จะเห็นได้ว่า การคุ้มครองศาสนานั้นไม่ได้คุ้มครองแต่เฉพาะศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาที่ถือกันว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทยเท่านั้น หากแต่ได้เผื่อแผ่ไปถึงศาสนาทุกศาสนาที่แต่ละคนเคารพนับถือด้วย
รวมความว่า ประมวลกฎหมายอาญา ได้ให้ความคุ้มครองทั้ง 3 สถาบันไว้เป็นพิเศษ และไม่เพียงแต่คุ้มครองสถาบันที่เป็นของไทยเท่านั้น แต่ได้คุ้มครองไปถึงสถาบันของประเทศทั้งหลายด้วย
                บางคนอ้างว่า มาตรา 112 กำหนดให้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวเหมือนอย่างการหมิ่นประมาทคนธรรมดาทั่วไป เป็นผลให้ใครๆ ก็สามารถกล่าวหาเพื่อให้ตำรวจเริ่มต้นคดีได้ ซึ่งก็จริงอยู่
             แต่บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้นำของรัฐ ทูตานุทูต เจ้าพนักงาน และศาล รวมทั้งการคุ้มครองชาติและศาสนา ก็ล้วนแต่ถือว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดินเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องการทำผิดต่อสถาบัน ต่อผู้มีตำแหน่งแห่งที่ มิใช่เรื่องส่วนบุคคลของแต่ละคน
             ใจคอจะให้พระมหากษัตริย์มาเที่ยวได้ร้องทุกข์กล่าวโทษคนด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ? ในเมื่อท่านมีแต่ความเมตตาและความรักให้กับประชาชน
ถ้าทำเช่นนั้นจะไม่ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประมุขของชาติดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะดอก 
              หรือบางคนอ้างว่ากฎหมายเช่นนี้ ทำให้ขัดต่อหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ คนที่พูดเช่นนั้นอาจแยกไม่ออกระหว่างการแสดงความคิดเห็นกับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย
              คำพูดบางอย่างบางลักษณะพูดกับคนหนึ่งอาจไม่มีความผิดอะไร ไม่เกิดความรู้สึกอะไร ทั้งต่อคนที่พูดด้วย และคนที่ได้ยินได้ฟัง แต่คำพูดเดียวกัน เหมือนกัน ถ้าพูดกับอีกคนหนึ่ง ก็อาจเป็นเรื่องได้ และสังคมคงรับไม่ได้ เช่น
พอพบหน้าเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมา 2-3 วันก็ตะโกนขึ้นว่า “ไอ้ห่า มึงหายหัวไปไหนวะ กูนึกว่ามึงตายโหงตายห่าไปแล้ว” เพื่อนก็คงเดินยิ้มเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงแล้วชวนกันไปเที่ยวต่อ คนผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้า ก็ไม่รู้สึกอะไรเพื่อนก็คงเดินยิ้มเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงแล้วชวนกันไปเที่ยวต่อ คนผ่านไปผ่านมาได้ยินเข้า ก็ไม่รู้สึกอะไร
              แต่ถ้าอาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน หลังจากที่ป่วยไม่ได้มาสอน 2-3 วัน แล้วมีนักศึกษาตะโกนขึ้นว่า “ไอ้ห่า มึงหายหัวไปไหนวะ กูนึกว่ามึงตายโหงตายห่าไปแล้ว” ประโยคเดียวกันเหมือนกันทุกตัวอักษร อาจารย์คงไม่เดินเข้าไปลูบ หน้าลูบหลังแล้วชวนไปเลี้ยงข้าว คนภายนอกได้ยินเข้าคง ไม่มีใครสรรเสริญมหาวิทยาลัยแห่งนั้นว่าช่างมีสิทธิและเสรีภาพดีแท้
              สำหรับที่บางคนวิจารณ์ว่าโทษที่กำหนดไว้สูงเกินไป และยิ่งไปนำคดีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่ศาลตัดสินจำคุกคนทำผิดถึง 60 ปี ก็ยิ่งดูสมจริงสมจัง
แม้โทษที่กฎหมายกำหนดไว้จะค่อนข้างสูง คือ อาจจำคุกได้ถึง 15 ปี แต่ดูเหมือนศาลยังไม่เคยลงโทษสูงเต็มอัตรา แต่ที่โทษรวมในคดีนั้นดูสูงนัก ก็เพราะเป็นการกระทำความผิดหลายกระทง และยังกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อีกด้วย
             คนที่เรียนกฎหมายย่อมรับรู้กันอยู่ทั่วไปว่า ในการกระ ทำความผิดนั้น ถ้ากระทำความผิดหลายครั้ง แต่ละครั้งย่อมถือเป็นการกระทำความผิดเบ็ดเสร็จในตัว ที่เรียกกันว่ากระทงความผิด ซึ่งศาลจะลงโทษไปทุกกระทง
             ผู้จัดการธนาคาร ยักยอกเงินของธนาคารไปครั้งเดียว 100 ล้านบาท ถ้าไม่ได้กระทำความผิดอย่างอื่นด้วย ศาลก็ลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่พนักงานขายของในร้านสะดวกซื้อ ยักยอกเงินของร้านไปทุกๆ วัน วันละ 1,000 บาท รวมยักยอกไป 30 วัน จึงถูกจับได้ ได้เงินไป 30,000 บาท อัยการก็คงต้องฟ้องเป็น 30 กระทง ถ้าศาลปรานีลงโทษเพียงกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมแล้วก็จะถูกลงโทษ 30 ปี
             นักสิทธิมนุษยชนคงร้องลั่นว่า ไม่เป็นธรรม แต่อาจารย์สอนกฎหมายจะเสนอให้แก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมในทัศนะของนักสิทธิมนุษยชนไหม?
โทษตามกฎหมายอาญานั้น บางครั้งก็ถูกเพิ่มขึ้นตามความรู้สึกหนักเบาของสังคมในขณะหนึ่งๆ เช่น เมื่อมีคนขโมยพระพุทธรูปเอาไปขายฝรั่งกันมากขึ้น ก็มีการแก้ไขกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มโทษการขโมยพระพุทธรูปในวัด ให้มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี โทษปรับอีกต่างหาก โทษที่กำหนดนั้นสูงกว่าการทำให้คนตายโดยเจตนาด้วยซ้ำไป (การทำให้คนตายโดยไม่เจตนามีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี) ในขณะที่ความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดาๆ มีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 3 ปี
               ขอย้ำอีกครั้งว่า ความเห็นในเรื่องการแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขกฎหมายนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดแต่อย่างใด เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป สังคมเปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกนึกคิด หรือความจำเป็น ความต้องการของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ย่อมเป็นปัจจัยที่จะริเริ่มเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการหรือวิวัฒนาการของโลกหรือสังคมได้เสมอ แต่คนที่เสนอแนะหรือเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงจะต้องบอกความจริงให้ประชาชนทราบอย่างครบถ้วนว่ากฎหมายมีอยู่อย่างไร
               ที่สำคัญต้องไม่นำเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหว แตกต่างกันไป
               คนไทยที่ผิวคล้ำหรือดำเป็นตอตะโก ถูกเรียกว่า “ไอ้ดำ” หรือ “ไอ้มืด” อาจจะฉุนอยู่บ้างแต่ก็เท่านั้นเอง แต่ใครไปเรียก คนอเมริกันเชื้อชาติแอฟริกันว่า “ไอ้มืด” หรือ “นิโกร” คนอเมริกันยอมกันได้ที่ไหน จะต้องขึ้นศาลกันกี่ศาลก็เอากันจนถึงที่สุด ยิ่งถ้าใครขืนไปเรียกประธานาธิบดีของเขาอย่างนั้น คงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย อาจถูกไล่ล่าเสียยิ่งกว่าบินลาดิน
               ใครไปด่าพ่อแม่ของคนอเมริกัน คนอเมริกันอาจไม่รู้สึกอะไร หรือบางทีก็อาจผสมโรงพลอยด่าไปด้วย แต่ใครมาด่าพ่อแม่ของคนไทย คงได้เจ็บตัวกันไปข้างหนึ่ง
               ความรู้สึกของสังคมหนึ่งจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องวัดมาตรฐานสำหรับอีกสังคมหนึ่งได้
               ใครที่คิดหรือรณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ควรจะได้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ในเมื่อกฎหมายปัจจุบันให้ความคุ้มครองสถาบันหลักทั้ง 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งยังให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ อื่นๆ ที่กระทำการตามหน้าที่ ทำไมจึงสมควรยกเลิกการคุ้มครองแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์ โดยไม่พูดถึงหรือแตะต้อง การคุ้มครองสถาบันผู้นำสูงสุดของต่างประเทศ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ชาติ และศาสนา ที่กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองอยู่
               ทำไมสถาบันอื่นๆ ยังสมควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ
ทำไมจึงจะยกเลิกแต่เฉพาะการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์
ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองว่าเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ เหตุผลคืออะไร
หรือตั้งใจจะยกเลิกการคุ้มครองเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าพนักงาน ก็ไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองกันเป็นพิเศษ ก็พูดมาเสียให้ชัด
              เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจได้ถูก และแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้อย่างถูกต้อง !!–จบ–

 




ความเห็น

  • หยุดกันได้แล้ว wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 9:29

    ผมว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ พระมหากษัิย์คงไม่ใช้แนวที่ทางที่ถูกนัก จากการสังเกตมาตรานี้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยตลอดแต่ก็ได้ทำ หน้าที่ปกป้องสถาบันจากคนที่มุ้งมันร้ายมาตลอดเช่นกัน ผมว่าวิธีการที่ดีคือ การแก้ไขหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ฟ้องร้อง จากการที่ประชาชนทั่วไปไปกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้ตำรวจเป็นผู้ ฟ้อง ให้เปลี่ยนมาเป็น สำนักราชเลขาหรือองค์กรใดที่จัดขึ้นมา ให้มีหน้าที่เฉพาะเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องเอง เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาการตกเป็นเครื่องมือ รวมทั่้งวินิฉัยเบื้องต้นได้ก่อนว่า การกระทำการได้เป็นการหมิ่นพระเกรียรติฯ หรือไม่ มอใช้เพียงกล่าวอย่างเลื่อนลอย หรือเอาความรู้สึกส่วนตนมาตัดสิน น่าจะดีเสียกว่า

  • แมว wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 11:10

    คนพวกนี้ พูดกันไปก็เท่านั้น คนมันจะหาเรื่องยังไงก็หาเรื่องเหตุผลดีแค่ใหน พวกก็แถไปได้เรื่อยๆ ถามหน่อยเห่อะจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่นให้มันได้อะไร จะอยากรู้เรื่องของคนอื่นไปทำไม่ จะอยากรู้ว่าเขามีเงินเท่าไหร่ ทำอะไรบ้างไปทำไม อย่ามาอ้างนู่อ้างนี้เลย ทีพวกนักการเมือง พวกนายทุนน่ะเคยมีไหมจะพยายามขุดคุ้ยแบบที่ทำกันอยู่นะ ถ้าอยากนินทาอยากวิจารณ์คนอื่นก็หัดให้คนอื่นนินทาและก็วิจารณ์ตนเองแบบที่ในหลายเว็บวิจารณ์สถาบันกันอยู่ซะก่อนแล้วไม่ต้องสะเออมาบอกว่าฉันทำได้ฉันทนได้นะ ในเน็ตน่ะคนมันก็อุปโลกน์ให้ตัวเองดีแค่แค่ใหนก็ได้ เอาให้มันจริงในโลกแห่งความจริงไม่หลอกตัวเองให้ได้เสียก่อน ถ้ามีคนชี้หน้าหรือนินทาด่าต่อหน้าแล้วเอ็งเฉยได้ หรือมีคนอยากสอดรู้สอดเห็นแล้วเอ็งเฉยได้ซะก่อนแล้วค่อยคิดให้คนอื่นทำ ตนเองทำตนเองให้ได้และดีเสียก่อนค่อยคิดไปสั่งสอนและทำกับคนอื่น ไม่ใช้ฉันวิจารณ์สถาบัน วิจารณ์คนอื่นได้ แต่ถ้าคนอื่นมาวิจารณ์แล้วฉันไม่พอใจฟาดงวงฟาดงา ฉันสอดรู้สอดเห็นคนอื่นได้ แต่พอคนอื่นจะสอดรู้สอดเห็นบ้างก็มาพูดอ้างนู่นอ้างนี่ไม่พอใจ

  • ปกป้องสถาบัน wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 12:12

    โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้ามีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ก็มีฆาตกรรมและการทำร่ายร่างกายกันเกิดมากขึ้นแน่นอนครับ ในเมื่อการหมิ่นไม่สามารถเอาผิดได้ทางกฎหมาย คนจำนวนหนึ่งที่เห็นการหมิ่นนั้นไม่ได้ก็อาจจะใช้ทางออก โดยการทำร้ายผู้หมิ่นนั้นเอง โดยถึงขนาดเอาชีวิตได้ จริงๆแล้วคงเป็นการยากที่จะให้คนทุกคนเคราพรักสภาบันฯ จากใจจริง ยิ่งเดียวนี้หลายคนคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่งกันทั้งนั้น ความลำพองในใจก็คงมีเพิ่มมากขึ้นแต่คนไทยเราน่าจะคิดคำนึงถึงพระคุณของพระมหากษัตย์ที่ผ่านมากันบางนะครับ อย่างน้อยเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งคือการยกเลิกทาสและการที่พระมหากษัตย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชนุญาติให้พวกชาวต่างชาติ (เช่นพวกชาวจีน) อพยพเข้ามาอยูในประเทศไทย เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้นป่านนี้คนหลายคนทั้งที่อ้างว่าตนเป็นคนมีการศึกษา มีหัวก้าวหน้ายังคงเป็นแค่ไพร่ หรือไม่ก็แค่ทาสที่มาอาจมีทางลืมตาอ้าปากได้เลยมั้งครับ หรือถ้าเป็นชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาก็คงต้องเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งก็เป็นได้

  • พัดลม wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 14:14

    โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้ามีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ก็มีฆาตกรรมและการทำร่ายร่างกายกันเกิดมากขึ้นแน่นอนครับ ในเมื่อการหมิ่นไม่สามารถเอาผิดได้ทางกฎหมาย คนจำนวนหนึ่งที่เห็นการหมิ่นนั้นไม่ได้ก็อาจจะใช้ทางออก โดยการทำร้ายผู้หมิ่นนั้นเอง โดยถึงขนาดเอาชีวิตได้ จริงๆแล้วคงเป็นการยากที่จะให้คนทุกคนเคราพรักสภาบันฯ จากใจจริง ยิ่งเดียวนี้หลายคนคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่งกันทั้งนั้น ความลำพองในใจก็คงมีเพิ่มมากขึ้นแต่คนไทยเราน่าจะคิดคำนึงถึงพระคุณของพระมหากษัตย์ที่ผ่านมากันบางนะครับ อย่างน้อยเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งคือการยกเลิกทาสและการที่พระมหากษัตย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชนุญาติให้พวกชาวต่างชาติ (เช่นพวกชาวจีน) อพยพเข้ามาอยูในประเทศไทย เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้นป่านนี้คนหลายคนทั้งที่อ้างว่าตนเป็นคนมีการศึกษา มีหัวก้าวหน้ายังคงเป็นแค่ไพร่ หรือไม่ก็แค่ทาสที่มาอาจมีทางลืมตาอ้าปากได้เลยมั้งครับ หรือถ้าเป็นชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาก็คงต้องเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งก็เป็นได้

  • น้ำชา wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 15:17

    จริงค๊ะที่ว่าเราเอาความคิดเห็นของเราไปตัดสินคนอื่น เป็นเรื่องธรรมดาค๊ะแต่ถ้าเราเป็นคนชาติอื่นแล้ว เอาความคิดของเราไปตัดสินกฎหมายของชาตินั้นที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดเสีย อีก มันจะเข้าเรื่องหรือคะ เราอาจคิดไม่ผิดที่คิด แต่จะมีใครในชาติที่เราอาศัยอยู่สนใจหรือคะ ตราบใดที่กฎหมายและการกระทำของชาติหนึ่งไม่ทำให้สังคมโลกเดือดร้อนโดยสวรวม ก็ไม่มีกลุ่มคนกลุ่มไหนในชาติไหนคิดอยากเข้าไปวุ่นวายในความเป็นไปของคนใน ชาติอื่นหรอกค๊ะ เพราะนั้่นคือการก้าวก่ายกัน เทียบดูง่ายๆ เราอยู่ในบ้านของเราแล้วเพื่อนบ้านไม่ชอบกฎเกณฑ์อะไรบ้างอย่างที่เรามีใน บ้านของเรา เราจะรู้สึกอย่างไรคะถ้าเพื่อนบ้านมาสอนว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

  • ประกายแก้ว wrote on 30 กรกฎาคม, 2012, 15:55

    สรุปคือ มันเป็นเรื่องของมุมมองสองฝั่ง ฝั่งแรกคือ ฝั่งกบเลือกนายหรือ ประมาณ the grass on the other side is always greener เป็นฝั่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบ abrubt change ถือคติไปตายเอาดาบหน้า ฝั่งนี้รู้ทั้งรู้ว่า อีกแบบมันก็เป็นพิษมากกว่าด้วยซ้ำ แต่เนื่องจาหลงใหลวังคม utopia เลยอยากจะลองไม่สามารถมองข้อดีของระบบปจจุบันได้แล้ว แถมข้อเสียหลายเรื่องที่ไม่มี ก็ยังอุตส่าห์ดันทุรังให้มีให้ได้แล้วเกลี้ยวกราดเวลาคนอื่นไม่เชื่อตนเอง เค้าเรียกประชาธิปไตยแบบ ถ้าเมิงไม่เชื่อกูเมิงผิด ฝั่งนี้มีเส้นสายจากทางเมืองนอกเมืองนา จากคนไทยที่อยู่ที่นั่น ที่ไม่ได้ไปอยู่เป็นคนระดับดีที่นั่นนัก ความซับซ้อนของสังคมและความเป็นมา ใครสีซอเพราะจะไปรุมฟัง หรือเป็นฝั่งที่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะอยากเด่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้หรอกว่าเปลี่ยนไปแล้วมันจะดีขึ้นจริงเปล่า ฝั่งที่สองคือ ฝั่งที่รู้เรื่องดี รู้เรื่องไม่ดี แต่รู้จักบวกลบคุณหารว่า ในที่สุดแล้วอะไรดีกว่า อะไรไม่ดี รู้จักรใช้สถานการณ์ปัจจุบันให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่เอาเวลามาเสียกับกับความฝันลมๆแล้งๆ เพรารู้ดีว่าจะเปลี่ยนไปใหน คำว่า ไฮรากกี้ ในสังคมมันมีอยู่แล้ว แต่ฝั่งนี้มีมีความรักที่คล้ายมัวเมา แต่ความรักนี้มาจากประสบการณ์โดยตรงที่ได้รับได้เห็น ไม่ได้สนข่าวลือข้อมูลทางด้านลบ เพราะลบอย่างไรก็ไม่สามารถเอามา calculate ให้ทุกอย่างติดลบได้ การถกกันเรื่องอย่างนี้คงจะมีต่อไอ ข้อแนะนำฝั่งแรกควรเลิก post กระทู้ เพราะคนที่รู้ทัน ฝั่งที่สองควรเลิกสนใจฝั่งแรก เพราะพวกนี้ไม่มีหลักฐานอะไรเลย สิ่งเดียวที่มีคือ ความเชื่อมั่นว่ามีหลักฐาน

  • ฉาว wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 9:05

    พอเถอะครับหมิ่นทำให้ชีวิตคุณดีขึันหรือไง รึว่าวิจารณ์แล้วมันทำให้คนหายตกงาน รึว่าเก็บกดไม่รู้จะด่าใคร เบื่อข่าวดาราแล้วหรือ ถ้าพ่าแม่ในบ้านคุณโดนคนอื่นวิจารณ์เสียๆหายๆทั้งบางเรื่องมั่วซั่วสิ่นดี คุณชอบไหมครับ

  • สำนึกดี wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 10:45

    เขียนได้ดีมากครับ อยากให้คนไทยทุกคนที่เป็นคนไทยและรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้อ่าน และอยากให้พวกนิติ-สีแดงได้อ่าน แล้วจะมาเถียงว่าอย่างไรอีก
    สังเกตุได้ว่า พวกนิติ-สีแดง จะไม่เคยพูดถึงเรื่องการพัฒนาการเมือง การออกกฎหมาย หรือแก้กฎหมาย
    ที่จะเอาผิดนักการเมืองชั่ว ไม่เคยพูดเลย สงกะสัยจะรับเงินมาจากพวกนักการเมืองชั่วๆ

  • กำไร wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 11:43

    ขอบคุณ อาจารย์ ที่ออกมาให้ความรู้ และความเห็นค่ะ พวกนี้เป็นคนเนรคุณ เป็นเด็กรุ่นหลังที่ไม่รู้ซึ้งถึงประวัติศาสน์ชาติตัวเอง คิดว่าตัวเองแน่ ที่แท้เป็นพวกงี้เง่า คิดผิดทาง

  • เรื่องจริง wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 12:16

    ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะไปแก้ไขมาตรา 112 และพรรคเพื่อไทยควรจะคิดให้มากๆ ควรทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและความสุขของประชาชน ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ อีก สงสารประเทศกันได้แล้วนะ

  • จำต้องเศร้า wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 14:17

    ผมว่าประเทศไทยของเราอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ก็เพราะว่า เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างในหลวง หากเราจะแก่มาตรา 112 ซึ่งว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ไอคำว่า “เรารักในหลวง” จะมีไว้ทำไม มีไว้เพื่ออะไร ในเมื่อเราต้องการที่จะแก้ไขมาตรา 112 หากเราลองย้อนคิดดูสักเล็กน้อยนะครับในอดีตเราก็ใช้มาตรานี้กันแล้วทำไมเราจะต้องแก้ไขในเมื่อมันมีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว มันจะทำให้ท่านเป็นห่วงมากกว่าที่คนไทยเรามาทะเลาะกันเพราะเรื่องเพียงเท่านี้

  • สายหล่อฟ้า wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 15:12

    สงสารประเทศไทย สงสารพระองค์ท่านจริงๆ ทำเพื่อลูกมา 84 ปี แต่ลูกบางคนไม่ได้ตอบแทนพระคุณท่าน ไม่ตอบแทนคุณแผ่นดินเลย..มันน่าจับลอยแพหรือถ่วงน้ำซะให้เข็ดพับผ่าเถอะ!

  • จับเวลา wrote on 31 กรกฎาคม, 2012, 15:57

    พวกคุณณณณณ…….คุณกล้ายอมรับกับผมใหมว่า คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มาตรา 112 คืออะไร และคุณกล้ายอมรับใหมคับว่าคุณยังไม่รู้ว่ากลุ่มนิติราษฎ์จะแก้ไขตรงไหน เพราะอะไร เพื่ออะไร………?

  • ยอมตายดีกว่าที่จะล้มสถาบัน wrote on 20 สิงหาคม, 2012, 11:38

    คนส่วนใหญ่เป็นคนอยู่ในที่ๆสบายอยู่แล้ว
    เลยไม่ค่อยเห็นพระราชกรณีญากิจของพระองค์ท่าน
    เลยคิดที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
    ส่วนตัวของผมหรือคนที่อยู่ในชนบทคงไม่อยากให้ใครแตะต้อง
    หรือไม่อยากให้ใครดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระองค์ท่าน
    ในเมื่อทำผิดไปแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับผิดแต่กลับปลุกปันให้
    มีการแก้กฎหมายมากกว่าที่จะไม่ทำผิดตามกฎหมาย
    อีกอย่างเรื่องพระมหากษัตย์เราควรทูลไว้เหนื่อเกล้าอะไรที่ปกป้องท่านได้
    เราก็ควรที่จะสงวนไว้ผมว่าถ้าแก้แก้ให้มีโทษหนักกว่านี้น่าจะดีกว่าอีกนะครับ
    เพราะท่านมีแต่สร้าไม่เคยทำลาย
    แต่เรากลับไม่ทำตามแนวพระราชดำริของท่าน
    แต่คิดที่จะแก้กฎหมายที่ปกป้องท่าน
    ผมเห็นว่าไม่สมควร

  • รำพึง wrote on 20 สิงหาคม, 2012, 13:22

    ข้อกฏหมายข้อนี้มีข้อดีและสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (1) พระมหากษัตริย์ (2) พระราชินี (3) รัชทายาท หรือ (4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” เป็นส่วนที่ประชาชนชาวไทยทุกคนหรือคนทั้งโลกไม่สมควรทำอยู่แล้ว มีข้อนี้ไว้ถูกต้องที่สุดครับ
    แต่สิ่งที่ไม่ดีคือสิ่งที่มันตามมากับข้อกฏหมายนี้ต่างหาก

  • อดออม wrote on 21 สิงหาคม, 2012, 10:59

    พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย..พวกเราอ­ยู่อย่างมีความสุขภายไต้ร่มพระบ­ารมีมาช้านานตั้งแต่สมัยบรรพบุร­ุษ ดังนั้นคนไทยทุกคนถึงได้สำนึกใน­พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทุกพร­ะองค์ เป็นเหตุให้คนไทยรักและภักดีต่อ­ในหลวง พวกเราทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอก ว่าพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงยิ­่งใหญ่แค่ไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โกรธเมื่­อมีคนมาจาบจ้วง แต่พึงเข้าใจเถิดว่า คนที่ด่าพระองค์คือพวกที่ไม่ใช่­คนไทย ไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นพวกเ­รา มันจึงไม่รู้สึกอะไร สักว่าแค่ใช้ภาษาไทยได้เท่านั้น อย่าไปเต้นตามมันนะครับ สเียสุขภาพจิตเปล่าๆ

  • ปอน wrote on 21 สิงหาคม, 2012, 13:24

    ถึงพวกคุณไม่ได้แก้112 ก็ยังมีอีกหลายมาตราที่พวกคุณอยากแก้คุณคิดว่าคนไทยโง่หรือ ทหารต้องปกป้องสถาบันอยู่แล้วแสดงว่าคุณไม่มีสถาบันใช่มั้ย

  • สมาคม wrote on 21 สิงหาคม, 2012, 15:46

    ก็เพราะพวกนี้เค้าต้องการล้มล้างสถาบันอยู่แล้ว ถึงได้เอาเรื่องโน่นเรื่องนี้มาอ้างที่อยากแก้คือพวกแดงเท่านั้น กฏหมายนี้อยู่มาตั้งนานกี่ปีกี่สมัยรัฐบาลมาแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร มัยพอมาถึงพวกแดงเป็นรัฐบาลถึงอยากจะแก้นัก เพื่อให้พวกตัวเองหมิ่นสถาบันได้โดยไม่ต้องโทษงั้นหรือ แดงก็ยังเป็นแดงวันยังค่ำ ต้องทำตามที่ตัวเองถูกใจเท่านั้นถึงจะเป็นเรื่องดีเรื่องถูกต้อง สงสารประเทศชาติจิงๆ

  • หอม wrote on 22 สิงหาคม, 2012, 11:05

    พูดถึงโทษมาตรา 112 ผมว่าโทษไม่ได้แรงไปเลยซักนิดถ้าคุณไม่ได้คิด ไม่ได้อยากจะทำผิดกฏ คุณก็ไม่ได้เดือดร้อนใช่มั้ยต่อให้จำคุกตั้งแต่สิบปี สูงสุดไม่เกินห้าสิบปีหรือร้อยปีคนที่ไม่ได้คิดจะทำผิด และไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ได้คิดอะไรลองนึกถึงว่า โทษของคนที่ข่มขืนกระทำชำเรานะครับใคร ๆ ต่างก็อยากให้ได้รับโทษที่รุนแรง ขังลืมไปเลย หรือว่า ประหารชีวิตไปซะทุกคนดูข่าวข่มขืนทีไร ก็มักจะมีอารมย์เช่นนี้เพราะอะไร ถึงอยากให้ได้รับโทษหนัก ๆก็เพราะเราไม่ได้คิดจะไปข่มขืนใคร ไม่ได้ข่มขืนใครมาด้วยไงก็เลยพูดได้เต็มปากว่า เอามันให้แรงป.กฏหมายอาญามาตรา 112 ก็เช่นเดียวกันคนที่เคารพและจงรักภักดีต่อสถานบันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะไม่ได้คิดไม่ได้ทำแต่คนที่คิด คนที่ทำ และคนที่พยามจะทำมันก็ออกมาบอกว่าแรงไป ไม่ดี ขัดต่อเสรีภาพ ต่าง ๆ นา ๆ ที่คิดจะหาคำสวยหรูมาอ้างกฏหมายอยู่ดีอยู่แล้ว คนต่างหากหละที่มักจะเข้าไปบิดเบือนแก้ไข หาช่องว่าง เพื่อประโยชย์ของตัวเอง กฏหมายก็อยู่นิ่ง ๆ ของเค้าอยู่แล้วไอ้คนที่เฮีย ๆ ทั้งหลายก็จะเป็นเดือดเป็นร้อนกับกฏหมายที่ไม่เอื้อให้ตนเองจบมั้ย

  • ดวงกมล wrote on 22 สิงหาคม, 2012, 15:36

    ถ้าไม่ทำผิด แล้วจะโดนลงโทษได้อย่างไร ถ้าพูดดี เป็นประโยชน์มันจะผิดกฏหมายข้อนี้ได้หรือ? ขนาดโทษแรงขนาดนี้ยังไม่กลัว ยังไม่หลาบจำกันเลย ยังมีคนด่าว่าในหลวงทุกวัน ในเวปไซด์ก็เพียบ หรือคุณว่ายังไงคะ เราเห็น ๆ กันอยู่ หรือคุณไม่เห็น ><

  • นัน wrote on 23 สิงหาคม, 2012, 12:12

    ผมไม่เคยจะเห็นด้วยกับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ออกมาเครื่อนไหวแก่มาตรา 112 แต่มีความคิดว่าใครไม่ชอบกฏหมายของไทยช่วยย้ายไปอยู่เขมรด่วน

  • ไม่เอานิติเนรคุณ wrote on 23 สิงหาคม, 2012, 13:50

    ขอยืนยัน “คนธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์”
    ขอยืนยัน “คนธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์”
    ขอยืนยัน “คนธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์”
    นิติราษฎร์อยากเนรคุณให้ไปเนรคุณที่อื่น ไม่เป็นวิชาการแต่อ้างความเป็นวิชาการ ไม่ได้จงรักภักดี แต่มีเบื้องหลังแอบแฝงคือเปลี่ยนระบอบการปกครอง

  • เกษตร wrote on 23 สิงหาคม, 2012, 14:54

    แก้ให้มันดีขึ้น หรือแก้ให้พวกเหี้ยควายแดงหมิ่นง่ายขึ้นกันแน่ว่ะ
    อย่าพูดให้มันดูดีเลย พวกสวะแดงจัญไร ถ้าประเทศนี้ไม่มีพวกเหี้ยแดง ประเทศนี้คงจะเจริญไปไกลแซงญี่ปุ่นแน่ๆ

  • เด็กธรรมศาสตร์ wrote on 24 สิงหาคม, 2012, 10:34

    พี่น้องประชาชนอย่าได้ไปหลงเชื่อตามคำกล่าวอ้าง หรือการพยายามแสดงออกมาให้ประชาชนหลงเชื่อว่า

    บรรดาคณาจารย์และนักศึกษาในธรรมศาสตร์ของเรา ล้วนแล้วแต่พวกบ้าน้ำลาย อยากดัง ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ดังที่กลุ่มบุคคล อาจารย์บางคน รวมทั้งกลุ่มคนเพียงกลุ่มเล็กนิดเดียวที่อ้างความเป็นองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์(ปลอมๆ) กระทำอยู่

    ที่จริงนั้น ชาวธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับคนเหล่านั้น เพียงแต่พวกเราเคารพในการแสดงความคิดเห็นโดยเสรี ที่ยืนอยู่บนหลักวิชาการ หรือไม่เป็นการทำลายประเทศชาติ ราชบัลลังก์ ที่แล้วมาเราจึงไม่มีการคัดค้านใดๆ

    แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้ย่ามใจ บังอาจก้าวล้ำเกินไปถึงขนาดจาบจ้วงสถาบันอย่างรุนแรงและหยาบคายมากขึ้นๆ และยังไปไกลขนาดจัดตั้งเป็นองค์กรรณรงค์ล้มกม.อาญาม.๑๑๒ ขึ้นมา เราจึงต้องออกมาแสดงตัวและขอประกาศให้พี่น้องประชาชนและสังคมรับทราบว่า

    พวกเรากลุ่มนักศึกษารัฐศาสตร์มธ.เกือบทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและสนับสนุนกับการกระทำอันไม่สมควรของคนกลุ่มนี้ และต่อไปนี้พร้อมที่จะ ต่อต้านตอบโต้การกระทำเลวๆเช่นนี้ในกทุกรณีไป

    มาตรการที่เราได้ทำไปแล้วคือ พร้อมใจกันไม่ลงชื่อขอเรียนในวิชาที่อจ.เสื้อแดงเหล่านี้เข้าสอนครับ

  • นักสู่ wrote on 14 กันยายน, 2012, 12:18

    .ก็เพราะพวกนี้เค้าต้องการล้มล้างสถาบันอยู่แล้ว ถึงได้เอาเรื่องโน่นเรื่องนี้มาอ้างที่อยากแก้คือพวกแดงเท่านั้น กฏหมายนี้อยู่มาตั้งนานกี่ปีกี่สมัยรัฐบาลมาแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร มัยพอมาถึงพวกแดงเป็นรัฐบาลถึงอยากจะแก้นัก เพื่อให้พวกตัวเองหมิ่นสถาบันได้โดยไม่ต้องโทษงั้นหรือ แดงก็ยังเป็นแดงวันยังค่ำ ต้องทำตามที่ตัวเองถูกใจเท่านั้นถึงจะเป็นเรื่องดีเรื่องถูกต้อง สงสารประเทศชาติจิงๆ

  • มณีนุช wrote on 14 กันยายน, 2012, 14:01

    .ไม่เห็นด้วยควรคงไว้ต่อไป เพราะขนาดมีกฎหมายนี้คุ้มครองพระองค์ท่านอยู่ ยังมีพวกถ้าทางออกมาตามเว็บบอร์ด เวทีเสื้อแดง ถามจริงถ้าไม่มีขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น ฟรีสไตล์ในการหมิ่น-ใส่ร้าย-สาดโคลน ถามจริง พวกที่กระเหี้ยนกระหือรือจะให้ยกเลิกนี่ ทำเพื่อพวกคุณจำไว้วิพากษ์อย่างเสรีใช้มั้ยชอบใช้มั้ยกับการหมิ่นได้โดยเสรีเนี่ย

  • จำปี wrote on 12 ตุลาคม, 2012, 10:19

    ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคน

  • รักในหลวง wrote on 15 ตุลาคม, 2012, 11:05

    สงสารพระองค์ท่านจริงๆ ทำเพื่อลูกมา 84 ปี แต่ลูกบางคนไม่ได้ตอบแทนพระคุณท่าน ไม่ตอบแทนคุณแผ่นดินเลย..มันน่าจับลอยแพหรือถ่วงน้ำซะให้เข็ดพับผ่าเถอะ!

  • ทัพไทย wrote on 16 ตุลาคม, 2012, 10:54

    คนไทยเราน่าจะคิดคำนึงถึงพระคุณของพระมหากษัตย์ที่ผ่านมากันบางนะครับ อย่างน้อยเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งคือการยกเลิกทาสและการที่พระมหากษัตย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชนุญาติให้พวกชาวต่างชาติ (เช่นพวกชาวจีน) อพยพเข้ามาอยูในประเทศไทย เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้นป่านนี้คนหลายคนทั้งที่อ้างว่าตนเป็นคนมีการศึกษา มีหัวก้าวหน้ายังคงเป็นแค่ไพร่ หรือไม่ก็แค่ทาสที่มาอาจมีทางลืมตาอ้าปากได้เลยมั้งครับ หรือถ้าเป็นชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาก็คงต้องเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งก็เป็นได้

  • อัง wrote on 12 พฤศจิกายน, 2012, 12:05

    ผมเชื่อว่าตราบใดที่กฎหมายและการกระทำของชาติหนึ่งไม่ทำให้สังคมโลกเดือดร้อนโดยส่วนรวม ก็ไม่มีกลุ่มคนกลุ่มไหนในชาติไหนคิดอยากเข้าไปวุ่นวายในความเป็นไปของคนใน ชาติอื่นหรอกค๊ะ เพราะนั้่นคือการก้าวก่ายกัน เทียบดูง่ายๆ เราอยู่ในบ้านของเราแล้วเพื่อนบ้านไม่ชอบกฎเกณฑ์อะไรบ้างอย่างที่เรามีใน บ้านของเรา เราจะรู้สึกอย่างไรคะถ้าเพื่อนบ้านมาสอนว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

  • เจริญพร wrote on 14 พฤศจิกายน, 2012, 11:38

    สำนึกใน­พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทุกพร­ะองค์ เป็นเหตุให้คนไทยรักและภักดีต่อ­ในหลวง พวกเราทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอก ว่าพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงยิ­่งใหญ่แค่ไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โกรธเมื่­อมีคนมาจาบจ้วง แต่พึงเข้าใจเถิดว่า คนที่ด่าพระองค์คือพวกที่ไม่ใช่­คนไทย ไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นพวกเ­รา มันจึงไม่รู้สึกอะไร สักว่าแค่ใช้ภาษาไทยได้เท่านั้น อย่าไปเต้นตามมันนะครับ สเียสุขภาพจิตเปล่าๆ

  • ชื่นชม wrote on 15 พฤศจิกายน, 2012, 10:47

    ในเมื่อทำผิดไปแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับผิดแต่กลับปลุกปันให้
    มีการแก้กฎหมายมากกว่าที่จะไม่ทำผิดตามกฎหมาย
    อีกอย่างเรื่องพระมหากษัตย์เราควรทูลไว้เหนื่อเกล้าอะไรที่ปกป้องท่านได้
    เราก็ควรที่จะสงวนไว้ผมว่าถ้าแก้แก้ให้มีโทษหนักกว่านี้น่าจะดีกว่าอีกนะครับ
    เพราะท่านมีแต่สร้าไม่เคยทำลาย
    แต่เรากลับไม่ทำตามแนวพระราชดำริของท่าน
    แต่คิดที่จะแก้กฎหมายที่ปกป้องท่าน
    ผมเห็นว่าไม่สมควร

  • วิชาการ wrote on 12 ธันวาคม, 2012, 12:02

    “สถาบันพระมหากษัตริย์” คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

ผู้เขียน

เขียน 10270 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics