“ในหลวง”กับการทรงใช้“พระราชอำนาจ”ตามรัฐธรรมนูญ

แบ่งปัน

“ในหลวง”กับการทรงใช้“พระราชอำนาจ”

ตามรัฐธรรมนูญ

                                                                                  อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ

ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค.2554 นายชัช ชลวร ทำหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดงานโครงการปาฐกถาพิเศษ จัดที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โดยใช้หัวข้อเรื่อง ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐธรรมนูญ”

ซึ่งได้รับเกียรติจากนายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี มาเป็นประธานในพิธีพร้อมกับกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” จึงขอนำความบางตอนมาบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้

ประเทศไทยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมายาวนาน โดยในอดีตเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงพระราชอำนาจสูงสุดแต่เพียงพระองค์เดียว แต่หลังจากวันที่ 24 มิ.ย. พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์ทรงจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์เอง โดยการพระราชทานในรัฐธรรมนูญ ในอดีตรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นฉบับถาวร หรือฉบับชั่วคราว

พระมหากษัตริย์เป็นผู้พระราชทานให้ พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ภายใต้รัฐธรรมนูญและพระราชทานพระราชอำนาจสูงสุดไปสู่ปวงชนชาวไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับบัญญัติว่า อำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้แสดงให้เห็นว่าตามกฎหมายนั้นอำนาจประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศชาติอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ซึ่งแต่ละฝ่ายเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโอการตามรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเสมอ โดยมีพระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล วันอังคารที่ 25 เม.ย. 2549 ความตอนหนึ่งว่า มาตรา 7 ว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา

แต่ว่าในมาตรา 7 นั้น ไม่ได้บอกว่า พระมหากษัตริย์สั่งได้ ไม่มี ลองไปดูมาตรา 7 เขาเขียนว่าไม่มีบทบัญญัติแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่ามีพระมหากษัตริย์ที่จะมาสั่งการได้ และขอยืนยันว่าไม่เคยสั่งการอะไรที่ไม่มีกฏเกณฑ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของกฎหมาย พระราชบัญญัติทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง พระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 9 ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ตั้งแต่เป็นมา มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับแล้วก็ทำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ถ้าทำไปตามใจชอบก็เข้าใจว่าบ้านเมืองล่มจมมานานแล้ว

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นั้น จะได้นำมาพิจารณาแบบนี้ ประการแรก พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแบบรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย เป็นพระประมุข เป็นที่เคารพ สักการะ ยิ่งของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงใช้อำนาจประชาธิปไตยอันเป็นของปวงชนชาวไทยผ่านองค์กรต่างๆ ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล จะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยงเกี่ยวพันในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขนั้น อำนาจทั้งหมด พระองค์พระราชทานให้เป็นของปวงชนชาวไทย คือให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนโดยผ่านทางรัฐสภา

ซึ่งการเข้าดำรงตำแหน่งนั้นมิจำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ก็ถือว่ามาจากการที่ประชาชนใช้อำนาจเลือกตั้งเข้ามา แต่สำหรับคณะรัฐมนตรีและศาลนั้นไม่ได้มีการใช้อำนาจของปวงชนชาวไทยโดยตรง จึงจำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งในฐานะที่ทรงเป็นประมุขและเป็นผู้ใช้อำนาจเช่นเดียวกัน

ตามรัฐธรรมนูญพระองค์ทรงอยู่ในฐานะที่เคารพยิ่ง ผู้ใดจะทำละเมิดหรือฟ้องร้องมิได้ เพื่อให้พระราชฐานะนั้นได้รับการปกป้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ บรรดาพระราชหัตเลขา และพระบรมราชโองการต่างๆ อันเกี่ยวกับราชการและการปกครองแผ่นดินจึงจำต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะพระมหากษัตริย์มิได้ทรงกระทำกิจการใดโดยพระองค์เอง ล้วนมีองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกระทำการนั้นและทูลเกล้าถวายขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย

พระมหากษัตริย์กับพระราชอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัติ พระราชอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัตินี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติไว้ในมาตรา 94 มาตรา 150 และมาตรา 151 ให้ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับการเห็นชอบของรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯทูลกระหม่อมถวายภายใน 20 วัน นับตั้งแต่วันที่รับร่างพระราชบัญญัติมาจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ แต่หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติใด ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะทรงยับยั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยพระราชทานคืนมายังรัฐสภาหรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานกลับคืนมา รัฐสภาจะต้องนำร่างพระราชบัญญัตินั้น มาศึกษาพิจารณาใหม่

การใช้พระราชอำนาจยับยั้งด้านกฎหมายนี้ ศาสตราจารย์คนหนึ่ง เคยอธิบายไว้ว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น พระมหากษัตริย์อาจแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบว่า ที่ไม่ทรงเห็นชอบด้วยนั้นเป็นเพราะเหตุใดก็ได้ หรืออาจจะแจ้งให้ทราบเพียงว่าไม่ทรงเห็นด้วย โดยไม่ให้เหตุผลอะไรเลยก็ได้ ซึ่งทั้งนี้แล้วแต่พระราชอัธยาศัย และสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหน้าที่จะต้องนำมาปรึกษากันใหม่

คำว่าที่ไม่ทรงเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติ หมายความว่า ไม่ทรงเห็นชอบ ด้วยในรูปลักษณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถวายคำแนะนำและยินยอมให้ตราขึ้นเป็นกฎหมาย ซึ่งอาจเห็นว่าไม่ทรงเห็นด้วยในหลักการพระราชบัญญัติทั้งหมด  หรือทรงเห็นด้วยในหลักการนั้นบางส่วน  หรือทรงเห็นด้วยในหลักการนั้นทั้งหมดแต่ไม่ทรงเห็นด้วยในวิธีดำเนินการที่จะให้เป็นไปตามหลักการนั้นๆ มีข้อพิจารณาว่า พระราชราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นการยับยั้งเด็ดขาด

แต่เป็นการยับยั้งเพื่อให้รัฐสภาได้ใคร่ครวญอีกครั้ง เพราะในขั้นตอนสุดท้ายหากรัฐสภายังยืนยันมติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็สามารถประกาศร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมอว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

อย่างไรก็ดี พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ในการยับยั้งการตรากฎหมาย ถ้ากฎหมายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์และความผาสุกของประเทศชาติและประชาชน เท่าที่ผ่านมาทรงใช้พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย จะเห็นได้จากครั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติขานร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2517 และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ นั้น

ในมาตรา 107 วรรค 2 บัญญัติว่า ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงเห็นด้วย แต่ก็ไม่ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งโดยตรง หากเพียงแต่มีพระราชกระแสท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ตามตรา 107 วรรค 2 แห่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ บัญญัติให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะประธานองคมนตรี เป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ตามความในมาตรา 16 เป็นการขัดกับหลักที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งจะทำให้ประธานองคมนตรีอยู่ในสภาพเสมือนเป็นองค์กรทางการเมือง

ในเวลาต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามแนวพระราชกระแสที่พระราชทานลงมาคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2518 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 110 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา 107 วรรค 2 ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของการใช้พระราชอำนาจยับยั้งด้านพระราชบัญญัตินั้น มีกรณีเกิดขึ้นในพ.ศ. 2535 ที่คราวนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2535 อันเกี่ยวด้วยค่าเสียหายเพื่อละเมิดที่สื่อมวลชนที่ผู้กระทำการละเมิดต้องชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายในคดีหมิ่นประมาท

โดยพิจารณา 3 วาระ ในวันเดียว คือในวันที่ 24 ม.ค. 2535 ซึ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าเสียหายให้เท่ากับจำนวนเงิน 20 เท่า ของอัตราโทษปรับ ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา คือเท่ากับเพิ่มจาก 2 แสนบาท เป็น 4 ล้านบาท เว้นแต่มีการพิสูจน์ความเสียหายไปมากกว่านั้น อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าอย่างสูงมากในทุกกรณี โดยไม่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจ

แต่ระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัตินี้อยู่ในขั้นตอนการนำทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงปรมาภิไธย ก็ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539 ออกมา และมิได้นำร่างพระราชบัญญัตินี้กลับคืนมายังรัฐสภาแต่อย่างใด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 110 มาตรา 144 บัญญัติให้บรรดาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิให้ความเห็นชอบหรือเมื่อพ้น 90 วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมาก็ให้เป็นอันตกไป และหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีก

การที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์ไม่ได้ก้าวล่วงมาใช้พระราชอำนาจในทางเนื้อหาแต่ประการใด เพราะพระมหากษัตริย์ทรงดำรงเหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ไม่มีพระราชดำริในด้านการเมือง และไม่ต้องรับผิดชอบทางด้านการเมือง ดังนั้นพระราชอำนาจตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจึงเป็นอีกรูปแบบที่ใช้ในการบริหารราชการดังกล่าวจะต้องมีผู้ถวายคำแนะนำก่อนมีพระบรมราชโองการเสมอ ซึ่งผู้ที่รับสนองรับราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมือง มีข้อสังเกตว่าพระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องกับอำนาจบริหารนี้ นอกจากพระราชอำนาจที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญแล้ว พระมหากษัตริย์ยังทรงคงไว้ด้วยอำนาจโดยทั่วไป ตามประเพณีการปกครองในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศ และในรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติรับรองพระราชอำนาจนี้ไว้ อันได้แก่ พระราชอำนาจที่ทรงจะปรึกษาหารือแก่รัฐบาล พระราชอำนาจในการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาล และพระราชอำนาจในการตักเตือนรัฐบาล

พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ อำนาจในการพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชทานในนิติพระราชประเพณีมาตั้งแต่ดั้งเดิมและเป็นอำนาจเฉพาะของพระมหากษัตริย์ที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ซึ่งเป็นอำนาจอิสระและเป็นกลางของพระมหากษัตริย์

เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความผูกพันและพระมหากรุณาของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประชาชน ต่อผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นทางออกสุดท้ายที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับความเป็นธรรม

การพระราชทานอภัยโทษนี้ ไม่ได้จำกัดโทษเฉพาะในคดีอาญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทษทางวินัยและโทษทางปกครองด้วย เช่นในกรณีที่ทรงพระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ที่ยื่นถวายฎีกา การพระราชทานอภัยโทษอาจพระราชทานอภัยโทษโดยไม่มีเงื่อนไข หรือพระราชทานอภัยโทษจากหนักเป็นเบาก็ได้ การพระราชทานอภัยโทษแบ่งเป็น 2 ประเภท คือการพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล ที่ทูลเกล้าฯฎีกาถวายพระราชทานอภัยโทษและการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ซึ่งมักจะกระทำในโอกาสสำคัญของบ้านเมืองโดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์

ในการใช้พระราชอำนาจดังกล่าวพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดั่งคำบรรยายพิเศษของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2530 ความว่า เรื่องทูลเลกล้าฯถวายฎีกานั้น มีสำนวนประกอบด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา คำร้องของนักโทษและการรับรองความประพฤติ บางสำนวนก็ไม่ใหญ่แต่บางกรณีต้องยืมสำนวนเพื่อให้สำนวนใหญ่ขึ้น ระเบียบปฏิบัติทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเป็นพระราชกระแสว่าเมื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกานักโทษให้ผ่านความเห็นของคณะองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงตรวจสำนวนเองทุกเรื่อง ที่รู้ก็เพราะบางสำนวนที่ย้อนสำนวนมาให้องคมนตรีพิจารณาอีกครั้ง ทรงถามมาว่า ข้อนั้นๆ อยู่ตรงไหน

พระเจ้าอยู่หัวฯทรงละเอียด ทรงใช้เวลาในการอ่านถวายฎีกานักโทษด้วยตัวเอง บางเรื่องก็ง่าย พระราชอำนาจในการอภัยโทษนี้เป็นอำนาจที่สำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์ในการดำรงความยุติธรรม พสกนิกร ผู้ต้องคดี เพราะการบังคับใช้กฎหมายก็มีข้อบกพร่อง ที่ไม่ถูก ไม่ได้สอดคล้องกับความยุติธรรมทางศีลธรรม ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายลงโทษรุนแรงเกินสมควรและเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษ แต่ด้วยพระมหากรุณาอาศัยอำนาจในรัฐธรรมนูญ ความไม่ยุติธรรมจึงได้รับการแก้ไขเยียวยาและคลี่คลายลงที่สุด

พระราชอำนาจในตุลาการ พระราชอำนาจนี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 197 มาตรา 200 และมาตรา 201 ที่ได้กำหนดพระราชอำนาจศาลที่การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องดำเนินการด้วยความยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และตามพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ การใช้พระราชอำนาจในทางตุลาการ

เริ่มตั้งแต่ การแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ การพิจารณาในอัตคดีของผู้พิพากษา ต้องกระทำในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฎิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความใกล้ชิดกับตุลาการ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส พระราชกระแส แนะนำ แก่ผู้พิพากษาตลอดมา

ทรงย้ำให้ยึดถือความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง สอดคล้องกับพระบรมปฐมพระราชโองการในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม และทศพิธราชธรรมข้อ 10 ที่มีความเที่ยงธรรม หนักแน่น ไม่เอนเอียงหวั่นไหว ในคำพูด โดยตั้งอยู่ในประเพณี ทรงตั้งอยู่ในประเพณี ไม่ประพฤติผิดจรรยานุวัตร ทั้งด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และทรงดำรงหลักนิติธรรมมาโดยตลอด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการอย่างเคร่งครัดในการทรงงานและหลักดังกล่าวติดอยู่ในพระราชหฤทัยตลอดมา ที่ปรากฏในพระราชกิจวัตร พระราชดำรัสและพระราชกระแส ที่พระราชทานแก่นักกฎหมาย ไม่ว่า จะทนายความ ตุลาการ อาจารย์ทางกฎหมาย หรือผู้ที่ใช้กฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ และปรากฏในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำตุลาการประจำกระทรวงเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ที่พระที่นั่งดุสิตดาลัย ความตอนหนึ่งว่า

สถาบันตุลาการนั้นก็ถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสาม สถาบันการปกครอง คือสถาบันนิติบัญญัติ บริหาร และยุติธรรม ท่านเป็นหนึ่งในสามสถาบันที่ปกครองประเทศ ถ้าทำด้วยดีประเทศชาติก็ไปรอด

เป็นที่น่าสังเกตว่า สถาบันบริหารนั้นต่อเนื่องมาจากสถาบันนิติบัญญัติ ส่วนสถาบันตุลาการนั้นควรจะรักษาความเป็นสถาบันเอกเทศมากที่สุดเพื่อจะให้ความยุติธรรมมากที่สุดในการนี้จะต้องทำงานในหลายด้าน ผู้พิพากษานั้นจะต้องไปตัดสินความต่างๆ ในศาลทุกศาลและมีความยุติธรรมกับทุกฝ่าย จึงเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งแก่ประชาชน สามารถที่คิดว่าประเทศเรามีขื่อมีแป ทำให้สบายใจว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะมีผู้ที่ช่วยให้ความยุติธรรม ฉะนั้นหน้าที่ของผู้พิพากษาทุกคนมีความสำคัญอย่างยิ่งและจะไม่มีใครบังคับให้ทำอะไรได้ เพราะว่าแต่ละคนมีความรู้ มีความสุจริต ตามที่ได้กล่าวคำสัตย์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้พิพากษาตุลาการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำศาลเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ณ พระราชวังไกลกังวล มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า ท่านได้เปร่งคำปฏิญาณด้วยความเข้มแข็งก็เข้าใจว่าท่านจะตั้งใจทำตามคำพูดที่ได้เปร่งออกมา ที่มีความสำคัญที่สุดของข้าพเจ้าคือ ท่านได้บอกว่าท่านจะปฏิบัติในปรมาภิไธย หมายความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นท่านทั้งหลายปฏิบัติดีชอบจริงๆ  แต่ว่า ถ้าสงสัยว่าข้าพเจ้าเดือดร้อนที่เดือดร้อนก็เพราะว่าเมื่อปฏิบัติอะไรในพระปรมาภิไธย พูดง่ายในนามของพระเจ้าอยู่หัวฯถ้าทำอะไรที่ไม่ดีไม่ชอบ พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯก็เป็นคนที่ทำไม่ดีไม่ชอบ ฉะนั้น ต้องกำชับอย่างหนักแน่นว่าต้องทำตามปฏิญาณ เพราะจะทำให้ข้าพเจ้าในส่วนตัวและหน้าที่เดือดร้อน และหากข้าพเจ้าเดือดร้อนก็ทำให้คนเดือดร้อนมากเช่นกัน เพราะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม

ความยุติธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญนี้อยู่ในพระราชดำรัสหลายตอน ดังจะขอยกพระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าเพื่อถวายปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน ความตอนหนึ่งว่า บ้านเมืองต้องมีผู้พิพากษา บ้านเมืองต้องมีผู้รักษาความยุติธรรม ต้องมีศาลเพื่อรักษาความยุติธรรมนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บ้านเมืองถึงความยุติธรรม เพราะว่าถ้าบ้านเมืองไม่มีความยุติธรรม บ้านเมืองก็จะล่มจม

เมื่อเกิดวิกฤติกาลเมื่อพ.ศ. 2549 เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารไม่สามารถทำหน้าที่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงตักเตือนให้ตุลาการซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยที่เหลืออยู่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของประคับประคองไว้ เพื่อให้ประเทศสามารถปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ต่อไป พระบาทสมเด็จฯทรงตักเตือนผู้ใช้กฎหมายเสมอว่าต้องใช้กฎหมายเป็นธรรม และได้พระราชทานดำรัสอีกหลายองค์ แก่นักกฎหมายให้ตระหนักถึงความยุติธรรม อันเป็นอุดมคติสูงสุดของกระบวนการยุติธรรม

ส่วนกฎหมายเป็นเพียงวิถีทางและเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องรักษาความยุติธรรมเป็นสำคัญมากกว่าการรักษาเครื่องมือ ความยุติธรรมต้องมาก่อน และอยู่เหนือกฎหมาย การรักษาความยุติธรรม ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายไปถึงศีลธรรม จรรยา ตลอดจนเหตุและผลของความเป็นจริงด้วย.

 

 




ความเห็น

  • เดือนแรม wrote on 13 กรกฎาคม, 2012, 9:56

    ทศพิธราชธรรม ๑๐ คือธรรมสำหรับพระราชา ในการใช้พระราชอำนาจและการบำเพ็ญประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฎ ๑๐ ประการ ดังนี้
    ๑. ทานัง หรือการให้ หมายถึงการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ การทรงเสียสละพระกำลังในการปกครอง แผ่นดิน การพระราชทานพระราชดำริอันก่อให้เกิดสติปัญญาและพัฒนาชาติ การพระราชทานเสรีภาพอันเป็นหัวใจแห่งมนุษย์
    ๒. ศีลัง หรือการตั้งและทรงประพฤติพระราชจรรยานุวัตร พระกาย พระวาจา ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา อันได้แก่ เบญจศีลมาเสมอ
    ๓. ปริจาคัง หรือการบริจาค อันได้แก่ การที่ทรงสละสิ่งไม่เป็นประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า คือ เมื่อถึง คราวก็สละได้ แม้พระราชทรัพย์ ตลอดจนพระโลหิต หรือแม้แต่พระชนม์ชีพ เพื่อรักษาธรรมและพระราชอาณาจักรของ พระองค์
    ๔. อาชชะวัง หรือความซื่อตรง อันได้แก่ การที่ทรงซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อ พระราชสัมพันธมิตร และอาณาประชาราษฎร
    ๕. มัททะวัง หรือทรงเป็นผู้มีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร ทรงมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่ เสมอกันและต่ำกว่า
    ๖. ตะปัง หรือความเพียรที่แผดเผาความเกียจคร้าน คือ การที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระราชอุตสาหะปฏิบัติพระราช กรณียกิจให้เป็นไปด้วยดี โดยปราศจากความเกียจคร้าน
    ๗. อักโกธะ หรือความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่พยายามมุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล และสำหรับ พระมหากษัตริย์นั้นต้องทรงมีพระเมตตาไม่ทรงก่อเวรแก่ผู้ใด ไม่ทรงพระพิโรธโดยเหตุที่ไม่ควร และแม้จะทรงพระพิโรธ ก็ทรงข่มเสียให้สงบได้
    ๘. อะวีหิสัญจะ คือ ทรงมีพระราชอัธยาศัย กอปรด้วยพระมหากรุณา ไม่ทรงก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น ทรงปกครอง ประชาชนดังบิดาปกครองบุตร
    ๙. ขันติญจะ คือ การที่ทรงมีพระราชจริยานุวัตร อันอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาพระราชหฤทัย และพระอาการ พระกาย พระวาจา ให้เรียบร้อย
    ๑๐. อะวิโรธะนัง คือ การที่ทรงตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องคนที่มีความชอบ ทรงบำราบคนที่มีความผิดโดย ปราศจากอำนาจอคติ ๔ ประการ และไม่ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระราชหฤทัยยินดียินร้าย

  • บัญชา wrote on 6 สิงหาคม, 2012, 10:55

    รักพ่อหลวงที่สุด ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics