เหตุใดต้องมี “สถาบันพระมหากษัตริย์”

แบ่งปัน

73

เหตุใดต้องมี “สถาบันพระมหากษัตริย์”

 

นิรนาม

จริงๆ มีเหตุผลมากมายแต่ผมขอให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรมเพียงข้อเดียว นั่นเพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่สืบทอดศิลปวัฒนธรรม รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญของไทย หากพระราชวงศ์ไม่ได้ทำหน้าที่นี้ การดำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของไทย คงกลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นคุณค่าก็สนับสนุนดำรงรักษาไว้ แต่หากไม่วัฒนธรรมไทยคงทิ้งไว้ให้ดำเนินไปตามยถากรรม

พระราชวงศ์ไทยถือเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยให้คงอยู่ (เสมือนเป็นหน้าที่) ซึ่งหากไม่ได้พวกท่านแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีใครรักษาไว้ได้ดีเท่านี้

ทำไมกษัตริย์ในราชวงศ์ไทยควรได้รับการยกย่องเชิดชู

เพราะพระองค์ทำหน้าที่ของกษัตริย์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เรียกว่าในฐานะกษัตริย์ควรต้องทำอะไรพระองค์ก็ทำอย่างนั้น ไม่เคยเกียจคร้านการงาน บางอย่างก็ทำมากกว่าหน้าที่ เช่น การเดินทางไปยังถิ่นห่างไกลความเจริญ นั่นแหละครับ ที่เรียกว่าเป็นแบบอย่างของใครหลายคน

ในวันที่ฉลองครบรอบครองราชย์ 60 ปี ผมยังจำได้แม่นที่ในหลวงกล่าวกับนานาประเทศและชนชาวไทยว่า พระองค์เพียงทำหน้าที่ของพระองค์ในฐานะที่เป็นคนไทย สิ่งที่ควรดูมากที่สุดคงไม่ใช่การดูว่า ราชวงศ์ไทยร่ำรวยแค่ไหน หรือมีข้อบกพร่องบ้างมั๊ย…. นั่นมันก็แค่เปลือกที่เราเอามาเลือกมอง

ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถเป็นกษัตริย์ และไม่ใช่กษัตริย์ทุกองค์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อพสกนิกร ก็เพราะได้ตัวอย่างจากพระองค์ไม่ใช่หรือ เราจึงมีนักพัฒนาและคนกล้าเสียสละพัฒนาชนบทที่ห่างไกล คนที่หวังเพียงจะดำเนินตามรอยพระบาท

หากไม่เคยกล้าเหยียบย่างไปในถิ่นยากแค้น จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ได้อย่างไร

ทำไมไม่ควรลบหลู่ดูหมิ่น

เรื่องหมิ่นๆ นี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำไมไม่ควรหมิ่น นั่นเพราะพระองค์ถือเป็นตัวแทนของความเสียสละ และความดี เมื่อเริ่มดูหมิ่นก็เหมือนไม่เชื่อในความเสียสละ และความดี ที่พระองค์ทรงทำอีกแล้ว

เหตุผลแค่นี้แหละครับ การไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา และเริ่มดูหมิ่น เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่สามารถสั่นคลอนความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ และเรื่องกรรม ที่อยู่ในใจได้ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่เชื่อ และศรัทธาด้วย ถ้าแค่หากไม่ชอบ ไม่เชื่อแต่เก็บไว้ในใจมันก็ย่อมไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจ (เป็นเพียงมโนกรรม)

แต่เมื่อมีพฤติกรรมดูหมิ่นแล้วไซร้ ก็เหมือนไปจงใจทำลายความเชื่อความศรัทธาของผู้อื่น (แสดงออกทางกายและวาจา) ถ้าเขาเห็นด้วยก็ดี หรือไม่เห็นด้วยแต่นิ่งเฉยก็ยังดี แต่ถ้าเริ่มตอบโต้ มันก็จะกลายเป็นการสร้างความทุกข์ร้อนวุ่นวายให้แก่กันทั้งสองฝ่าย

ระหว่างผู้นำรัฐบาลลงไปในพื้นที่ห่างไกล (หาได้ยากจริงๆ แม้แต่ในประเทศอื่น) กับราชวงศ์เดินทางไปในพื้นที่ห่างไกล ความรู้สึกปิติยินดีปลาบปลื้มใจของชาวบ้านในพื้นที่นั้น ย่อมต่างกันยิ่งนัก

อาจไม่ใช่แค่เรื่องจริงที่ต้องรู้ หรือต้องเปิดหูเปิดตา

แต่การลบหลู่ ดูหมิ่นสถาบัน เป็นการทำลายศรัทธาที่ปลูกสร้างความสุขของผู้คนในสังคม…ให้หายไปอย่างช้าๆ

(ทว่าความจริงที่เชื่อว่าจริงนั้น อาจไม่จริงเลยก็ได้)

ไม่รู้จะตั้งคำถามว่าอะไร แต่อยากเล่า

สมัยก่อนข้อมูลข่าวสารอาจไม่มาก และสามารถเข้าถึงได้สะดวกเหมือนยุคนี้ อาจทำให้คนในยุคก่อนมีความสุขมากกว่ายุคเรา ไม่ต้องเป็นทุกข์เมื่อได้รับรู้เรื่องของคนอื่นที่อยู่ห่างไปครึ่งโลก หรือกังวลใจกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อที่น่าเชื่อถือ ยิ่งมีข้อมูลให้รับรู้มากกลับกลายเป็นว่าเราทุกข์มาก พยายามดิ้นรนไปหาสิ่งที่เชื่อว่าจริงกว่ามากขึ้น

สำหรับปู่ย่าตายายสมัยก่อนนั้น ท่านนิยมศักดิ์ศรียิ่งกว่าความสะดวกสบาย เทิดทูนสถาบันกษัตริย์โดยไม่มีเงื่อนไข แม้นเมื่อมีอ้ายอีใดมาดูหมิ่นสิ่งที่เคารพรัก ไม่ว่าจะชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ท่านก็พร้อมที่จะปกป้องด้วยร่างกายและหัวใจ

บางคนในยุคนี้อาจมองว่า ผู้เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างปราศจากเงื่อนไขช่างโง่เขลานัก ในเมื่อมีข้อมูลที่บ่งบอกว่าสถาบันไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเชื่อ ไม่ได้เลิศเลออย่างที่คาดหวัง จะยังเคารพเทิดทูนไปเพื่ออะไร…

หากแต่เมื่อคนเรามีการศึกษามาก เรียนรู้ในเชิงเหตุผลมาก เราก็มักเชื่อเรื่องราวต่างๆ ด้วยเหตุผล ด้วยตรรกศาสตร์ ด้วยข้อมูลที่อ้างอิงพิสูจน์ได้ จนทำให้ความเชื่อที่ดีงามบางอย่าง เมื่อถูกพิสูจน์ด้วยเหตุผลก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรเชื่อไป

ทำไมถึงเรียกว่าดีงามเล่า ก็เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เราเป็นคนดี เชื่อในความดี ทำให้ชีวิตเรามีความสุข แม้ไม่มีเงินทองมากมาย แต่ก็อยู่ด้วยความรัก และศรัทธาในสิ่งเดียวกัน … สังคมจึงสงบสุขอย่างง่ายๆ

แต่อย่างไรเสียโลกก็เป็นเช่นนี้ เมื่อความเจริญทางวัตถุเพิ่มมากขึ้น เราจึงถูกตีกรอบให้เข้าใจในธรรมชาติน้อยลง ยึดติดในตัวในตนมากขึ้น…เชื่อในสิ่งที่เห็นอันได้แก่รูปวัตถุมากขึ้น …ทว่ามันก็คงต้องเป็นไปแบบนั้น เช่นนั้นเอง

สิ่งที่เคยมีอยู่ใช่จะมีอยู่ได้ตลอด เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่มันเคยมีก็ต้องหาย หรือกลายเป็นอื่น วัฏจักรมันก็เช่นนี้ จะทุกข์ร้อนไขว่ขว้าไว้ ก็ได้แค่ชั่วคราว

หากต่างปรารถนาสิ่งที่อยู่ไกลจนเหนื่อยล้า

แม้เป็นดาวบนฟ้าก็ต้องทุกข์ตรม

ก็แค่อยากเล่าครับ….(แต่ด้วยใจ หาได้ใช้เหตุผล)




ความเห็น

  • คนไทยรักกัน wrote on 11 มิถุนายน, 2012, 10:38

    พวกเราคนไทยควรช่วยกันเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คู่บ้านเมืองไทยของเราตลอดไป  “ความดีทำได้ไม่มีวันหยุด”

  • มณีรัตร wrote on 13 กรกฎาคม, 2012, 9:36

    มีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่านเรื่องของในหลวงค่ะ มีบางคนมีความพยายามจะแยกประชาชนออกจากในหลวง แต่ก็คงไม่สำเร็จหรอกค่ะ

  • ติชม wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 10:34

    เพราะคนไทยรักในหลวง ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • เขตวิทย์ wrote on 1 ตุลาคม, 2012, 10:45

    ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
    อยู่เป็นมิ่งขวัญชาวไทยไปยิ่งยืนนาน ขอให้ประเทศชาติสงบสุข
    เพื่อในหลวงของเรา

  • น้อมจิตร wrote on 2 ตุลาคม, 2012, 10:44

    พระองค์คือศุนย์รวมใจของคนไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • ไไ wrote on 2 ตุลาคม, 2012, 20:08

    จริงครับ จะเห็นได้ว่า ในหลวง และราชินี มีหน้าที่สิบสานส่งเสริม ศิลปะไทย ไม่งั้นจะสลายตามกาลเวลา 
    กลายเป็นประเทศสากล ที่เหมือนกันทั่วโลก 

  • อณง wrote on 1 พฤศจิกายน, 2012, 11:26

    ทุก ๆ โครงการที่พระองค์ทรงคิดล้วนแล้วแต่แก้ปัญหาให้ประชาชนพ้นความเ­ดือดร้อน และป้องกันน้ำท่วมอย่างได้ผล

  • ภาคภูมิ wrote on 2 มกราคม, 2013, 11:52

    สำหรับปู่ย่าตายายสมัยก่อนนั้น ท่านนิยมศักดิ์ศรียิ่งกว่าความสะดวกสบาย เทิดทูนสถาบันกษัตริย์โดยไม่มีเงื่อนไข แม้นเมื่อมีอ้ายอีใดมาดูหมิ่นสิ่งที่เคารพรัก ไม่ว่าจะชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ท่านก็พร้อมที่จะปกป้องด้วยร่างกายและหัวใจ

ผู้เขียน

เขียน 10244 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics