พระราชอำนาจกับระบอบประชาธิปไตยไทย

แบ่งปัน

 74

พระราชอำนาจกับระบอบประชาธิปไตยไทย

 

บทสัมภาษณ์ ลึกจากใจภักดิ์อานันท์ ปันยารชุน”จากมติชนสุดสัปดาห์

ความเคร่งครัดและข้อปฏิบัติตามธรรมเนียมของราชสำนักกว่า 770 ปี ถูกจัดวางควบคู่กับความก้าวหน้าแห่งหลักประชาธิปไตยในช่วง 77 ปี

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถูกถ่ายทอดผ่านการรับสนองพระราชโองการ ของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ

นายอานันท์ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เคยรับสนองพระบรมราชโองการ 2 สมัย สังเคราะห์การใช้อำนาจภายใต้พระราชอำนาจแห่งระบอบกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ ในยุคความขัดแย้งลงลึกถึงรากหญ้า

ระบอบการปกครองของไทยตั้งแต่ พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เรามีเวลา 75 ปี จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ใช้ทศพิธราชธรรมปกครอง ซึ่งผมถือว่าเป็นหลักธรรมาภิบาลของไทยอย่างแท้จริง การใช้อำนาจท่านทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 ข้อ เป็นการจำกัดอำนาจของท่านโดยทางอ้อม คือท่านจำกัดอำนาจของท่านเอง

อดีตนายกรัฐมนตรี เรียบเรียง-ลำดับพัฒนาการแห่ง เสาหลักประชาธิปไตยว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2475-2552 ประเทศไทยให้ความสำคัญ หมกหมุ่นกับเรื่องรัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้งค่อนข้างมากเกินไป โดยไม่เหลียวแลเลยว่าเสาหลักประชาธิปไตยอื่นๆ เช่น ความเป็นอิสระของสื่อ ความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม หลักในเรื่องนิติรัฐหรือนิตธรรม ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน (Accountability)

เราสร้างบ้านประชาธิปไตย แต่เราไม่ได้ดูแลเสาเอก แทนที่จะเริ่มสร้างด้วยเสาไม้สัก ของเราเป็นไม้ไผ่ นี่คือจุดอ่อนของวิวัฒนาการระบอบประชาธิปไตย

พอเราเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบุรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยก็ปรากฏว่า ไปผ่องถ่ายอำนาจมาจากพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ได้ตกถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ไปตกอยู่ในผู้ก่อการ-ทหาร-ข้าราชการ-พลเรือน-นักการเมือง และนักธุรกิจการเมือง

ระบอบกษัตริย์อยู่มาประมาณ 770 ปีแล้ว แต่เป็นระบอบกษัตริย์ที่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ภายใต้ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ แต่ระบอบกษัตริย์เป็นหลักใหญ่นะ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยนะ

ผมก็คิดว่า ปัจจุบันนี้ระบอบพระมหากษัตริย์ก็ยังเป็นระบอบที่คนไทยส่วนใหญ่ยังอยากให้คงไว้ ซึ่งระบอบนี้ คนไม่เห็นด้วยอาจจะมี และผมคิดว่าคนไทยก็ต้องใจกว้างพอนะตราบใดที่ไม่ได้พูดจาถล่มทลายระบอบนี้ หรือทำลายสถาบันโดยวิธีการที่ผิดรัฐธรรมนูญ

คำว่า พระราชอำนาจจึงครอบคลุมความหมายกว้างกว่าคำที่บัญญัติตามรัฐธรรมนูญ

เพราะแม้แต่พระราชอำนาจที่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ที่ใช้อำนาจเองไม่มีเลย ทุกครั้งก็ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านมีเพียงแต่ลงพระปรมาภิไธย

พระราชอำนาจ ซึ่งเป็นสิทธิของท่าน มีอำนาจที่จะพระราชทานคำปรึกษา อำนาจในการที่จะเตือนสติ มีอำนาจที่จะให้กำลังใจ มี 3 พระราชอำนาจเท่านั้น ซึ่งคุณจะเขียนรัฐธรรมนูญมาอย่างไรก็แล้วแต่

การใช้พระราชอำนาจผ่านหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ อานันท์มีประสบการณ์โดยตรงมีธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ชัดเจน

ถ้าจะให้ท่านลงพระปรมาภิไธย เรื่องแต่ละเรื่องนั้น ท่านก็ต้องทราบที่มาที่ไป เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องเข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์ เป็นหน้าที่ที่เรียกว่า ถวายงาน อย่างเช่น มีพระราชบัญญัติสำคัญ ก็ต้องไปกราบบังคมทูลท่านว่ามีจำนงอย่างไร จะมีผลบังคับใช้ในทางใด หรือถ้าเป็นงานบริหารจะมีโครงการอะไร อย่างสร้างเขื่อนที่ไหน ต้องไปกราบบังคมทูลรายงานท่าน ระหว่างรายงานท่านก็ไปขอคำปรึกษาท่านด้วย ถ้าไม่ไปถามท่านท่านก็ไม่ให้นะ

พระองค์มีพระราชอำนาจที่จะพระราชทานคำปรึกษา คือต้องมีคนไปรายงาน และไปถามความเห็นก่อน ท่านถึงจะพระราชทานคำปรึกษาแต่ไม่ใช่ว่าเป็นลักษณะที่เอาอันนั้น ไม่เอาอันนี้ไม่ใช่นะ เป็นการคุยกันเพื่อให้ทราบถึงเรื่องว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ผลจะเป็นอย่างไร ระหว่างนั้นท่านอาจเตือนสติบางอย่าง ท่านอาจให้กำลังใจ

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงต้องเคร่งครัดระมัดระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ลักษณะของการเข้าเฝ้าฯ เมื่อสนทนากันเสร็จแล้วนายกฯ ไม่ออกมาพูดในที่สาธารณะ เพราะถ้าถ่ายทอดมาผิด พระองค์ท่านเสียนะ แล้วพวกท่านมาปฏิเสธก็ไม่ได้ นายกฯบางคนก่อนเข้าเฝ้าฯ ก็บอกว่าจะไปเรื่องอะไร ออกมายังพูดต่ออีก แล้วพูดผิดด้วย จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็จะทำให้สถานะของพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการอยู่เหนือการเมืองก็ดี เหนือความขัดแย้งก็ดี ทำให้พระองค์ท่านอยู่ในฐานะลำบาก

จะมาบอกว่า ท่านเห็นด้วยกับเรื่องนี้ จะเห็นด้วยหรือไม่ คนที่ไปเข้าเฝ้าฯไม่มีสิทธิมาพูด และการสนทนาระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับนายกรัฐมนตรีประมาณ 80%จะหายไป ระหว่างนั้นก็ไม่มีการจดบันทึก นายกฯก็ไม่มีสิทธิจะพูดนอกจากพระราชบัญญัติที่จะเสนอขึ้นไป ก็อาจจะนำมาเล่ากับรัฐมนตรีบางคนเท่านั้น

การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการเข้าเฝ้าฯ อย่ามาใช้ประโยชน์จากการเข้าเฝ้าฯ และอย่าทำให้สถานะของพระองค์ท่านอยู่ในที่ล่อแหลม ภาษาธรรมดาเขาบอกว่า อย่าทำให้ระคายเคืองพระยุคลบาท แต่ความหมายคือ อย่ามาอ้าง

อดีตนายกรัฐมนตรี จึงทั้งสลดใจ-แปลกใจที่ได้ยินการ อ้างอย่างไม่บังควร

ตลอดเวลาที่ผมเป็นนายกฯ 2 ครั้ง ครั้งแรก 1 ปี 5 เดือน ครั้งที่ 2 ราว 5-6 เดือน พระองค์ท่านไม่เคยก้าวก่ายเรื่องการเมืองเลย ไม่เคยเลย บางครั้งผมถึงสลดใจที่คนชอบอ้างต่างๆนานาและในสังคมไทย พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพรัก เป็นที่สักการบูชา แต่ก็มีความพยายามที่จะดึงสถาบันลงมา ดึงพระเจ้าอยู่หัวลงมาให้เปรอะเปื้อน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้มีบารมีมาก ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับไหนเลย แต่เป็นบารมีที่ท่านสะสมมาจากการปฏิบัติพระองค์ท่านในฐานะพระมหากษัตริย์ สนใจกับกิจกรรมที่ท่านทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวสยาม ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มาท่านทำเรื่องทุกข์สุขของประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ

ในช่วงเวลา 7-8 ปี ที่ผ่านมา จึงมีปรากฏการณ์-ธรรมเนียม ที่ต่างไปจากอดีต ที่เมื่อนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ แล้วถูกนำออกมาบอกเล่า

จริงๆ ไม่ควรมีข่าวอะไรมาก นอกจากข่าวพระราชสำนัก และเข้าเฝ้าฯ มาแล้วอาจมีการบอกเล่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่ต้องไปทำต่อ ท่านไม่เคยแสดงว่าท่านต้องการอะไร ตั้งแต่สมัยก่อน 30-40 ปี แต่เวลามีรัฐประหารทีไรก็จะมีข่าวออกมาเสมอว่า เรื่องนี้ได้ไฟเขียวจากพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ผมคิดว่ามันแปลก และไม่จริง

หรือเมื่อเร็วๆนี้ ทักษิณ (ชินวัตร) ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เรื่องเหตุการณ์ก่อนปฏิวัติ 19 กันยายน 49 ผมว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่น่าเกิดขึ้น และมันไม่เป็นความจริง

เป็นเรื่องที่ใครก็ตาม ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้บ้าง ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรเปิดเผย เพราะฉะนั้น เป็นการเอาเปรียบพระเจ้าอยู่หัวนะ นายกรัฐมนตรีบางคนถึงขนาดเอากล้องทีวีไปถ่ายเพื่อให้คนดูได้ยินว่าคุยอะไรกับพระเจ้าอยู่หัวเรื่องอะไร ซึ่งไม่ถูก ไม่เหมาะสมที่จะทำ

ในยุคความขัดแย้งลงลึกถึงระดับปัจเจกเข้าถึงครอบครัว อานันท์ไม่มองแบ่งแยก แต่รวบรวมประเด็นปัญหาจาก ระบบไปถึงตัวบุคคล

ถ้ามีระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์จะลดปัญหาคอร์รัปชั่นไปได้ หากนายกรัฐมนตรีไม่โกงคนหนึ่ง ประเทศก็จะดีขึ้นเยอะ เหมือนคำที่ว่า ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กล้าขยับ แต่ถ้าหัวส่าย หางยิ่งแกว่งใหญ่เลย ถ้านายกฯไม่กิน รัฐมนตรีไม่กิน นักการเมืองจะกินก็เหนื่อย นักธุรกิจก็เช่นกัน

ปัญหาสังคมไทยไม่ใช่เรื่องคอร์รัปชั่นอย่างเดียวนะ อาจมีคนดีตั้งใจ แต่ทำงานไม่เป็น ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ หรือคนทำงานเก่งแต่ขี้โกง ก็เหนื่อยอีก




ความเห็น

  • นับหนึ่ง wrote on 13 กรกฎาคม, 2012, 9:24

    ระบอบการปกครองของไทยเรานับแต่พ.ศ.2475ที่มีมานี้ ผมเชื่อว่า
    ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ..แต่วันนี้ผมอยากให้ทุกคนได้ “เข้าใจ” ในเนื้อหาและสาระสำคัญที่เป็นแก่นแท้ ของระบอบกษัตริย์ที่ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ตามบริบท และตามเจตนาโดยแท้จริงที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อคำว่า…”ราชประชาสมาสัย”

    ก่อนอื่นผมอยากตัดคำว่าการเมือง/รัฐบาล และตัดคำว่าระบบรัฐสภาออกไปก่อน เพื่อให้สามารถเน้นไปที่เนื้อแท้ของคำว่าราชประชาสมาสัย ที่เน้นอิงถึงความชอบธรรมของความเป็นกษัตริย์ จากแง่มุมของ”ความสัมพันธ์แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างสนิทสนม ระหว่างพระมหากษัตริย์และประชาชน ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นการประสานกันระหว่าง..ฟ้า กับ ดิน”

    หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้แปลงศัพท์คำว่าราชประชาสมาสัยนี้ ที่แต่เดิมใช้คำว่า “เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ” เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น โดยได้ให้คำอธิบายไว้ในคอลัมน์ประจำวันในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อวันที่11 ธันวาคม 2514 ไว้ว่า ” การปกครองแบบราชประชาสมาสัย เป็นการให้พระมหากษัตริย์กับประชาชนร่วมกันปกครองแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครองมากขึ้น กว่าในระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชน มีอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบของไทยที่แล้วมา”

    ศ.ลิขิต ธีรเวคิน ได้ขยายความต่อเนื่องว่า “พระมหากษัตริย์กับประชาชนในเมืองไทยนั้นไม่เป็นภัยต่อกัน มีแต่ความรักต่อกัน และมีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อกันและกันมาโดยตลอด และหากว่า พระมหากษัตริย์และประชาชนของพระองค์ ได้ร่วมกันปกครองแผ่นดินด้วยความรัก และอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน ดังที่มีมาแล้วโดยตลอดนั้น แผ่นดินไทยของเรา จะเป็นแผ่นดินแห่งความสันติ และความเจริญในทุกทาง อย่างที่คนทั่วไปปรารถนา”

    จากคำอธิบายของคำว่า ราชประชาสมาสัย ที่ได้ให้ไว้นี้ ผมเชื่อว่าถึงกาลเวลาจะผ่านมาถึง41ปี ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ กับ ประชาชนของพระองค์ท่านนั้น ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพันธ์เช่นที่ผ่านมา ..จะมีอุปสรรค ปัญหาเข้ามาขวางกันความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมนี้อยู่บ้าง ก็ล้วนต่างมาจากเรื่องของการเมืองทั้งสิ้น หากพวกเราได้ดูแผนภูมิโครงสร้างการปกครองของไทย ที่ผมนำเสนออยู่บ่อยๆ ก็จะเห็นชัดได้ว่า “ระบบการเมือง” ก็คือตัวขั้นกลางระหว่าง พระมหากษัตริย์ กับ ประชาชนของพระองค์โดยแท้จริง ..เช่นนี้แล้วเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 2475นั้น คือปฐมเหตุของปัญหาทางการเมืองมากมายหลายอย่าง เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้หรือไม่? เช่นไร? ก็ลองพิจารณาดูกันเองครับ
    นับแต่พ.ศ.2475 ประเทศสยามเรา ก็มีรัฐบาลที่มาจาก “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ National Assembly ที่แต่งตั้งกันเข้ามา! เข้าไปสืบหา ค้นดูในแหล่งข้อมูลไหนๆ แม้ในวันนี้ก็ยังใช้รูปแบบสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่เหมือนเดิม ..เช่นนี้จึงสงสัย ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐสภา หรือ Parliamentary Governmentนี้ มีที่มากันเช่นไร? ตั้งแต่เมื่อใด? กำหนดไว้ตรงไหน? โดยใคร คณะใด? หรือขอรับ…เหล่านักการเมืองทั้งหลาย รู้กันหรือเปล่านั่น?

  • อาทิตย์ wrote on 6 สิงหาคม, 2012, 10:53

    เราคนไทย เรารัก เราเทิดทูน ในหลวงของเรา

  • คนเมืองเลย wrote on 6 สิงหาคม, 2012, 13:29

    พวกที่คิดจะริดรอนพระราชอำนาจพระองค์ จึงไม่เหตุผลเพียงพอที่จะทำเช่นนี้..เพราะพระราชอำนาจของพระมหากษัติย์ก็อยู่ในขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • น้ำทิพย์ wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 10:29

    พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย..พวกเราอ­ยู่อย่างมีความสุขภายไต้ร่มพระบ­ารมีมาช้านานตั้งแต่สมัยบรรพบุร­ุษ ดังนั้นคนไทยทุกคนถึงได้สำนึกใน­พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทุกพร­ะองค์ เป็นเหตุให้คนไทยรักและภักดีต่อ­ในหลวง พวกเราทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอก ว่าพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงยิ­่งใหญ่แค่ไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โกรธเมื่­อมีคนมาจาบจ้วง แต่พึงเข้าใจเถิดว่า คนที่ด่าพระองค์คือพวกที่ไม่ใช่­คนไทย ไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นพวกเ­รา มันจึงไม่รู้สึกอะไร สักว่าแค่ใช้ภาษาไทยได้เท่านั้น อย่าไปเต้นตามมันนะครับ สเียสุขภาพจิตเปล่าๆ

  • น้ำฟ้า wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 10:36

    หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”
    หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”หนูรัก “ในหลวง”

  • สมบูรณ์ wrote on 1 ตุลาคม, 2012, 10:50

    พ่อหลวงของเราทรงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ไม่ว่าในด้านการปกครองหรือการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอยากให้พสกนิกรทุกคนควรเอาพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าพวกเราอยากให้พระองค์พักบ้างเพราะพระองค์เหนื่อยมามากแล้ว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • พิภพ wrote on 1 พฤศจิกายน, 2012, 11:20

    พระองค์คือศุนย์รวมใจของคนไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ผู้เขียน

เขียน 10294 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics