สายธารแห่งสำนึก

แบ่งปัน

75

“สายธารแห่งสำนึก”

พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพฯ

ขอพระราชานุญาตอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง “สายธารแห่งสำนึก” มาลงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้ชาวไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้กำลังศึกษาอยู่ ได้ตระหนักและ “สำนึก” ในหน้าที่ของตน

…………………………………………..

ในราว พ.ศ.๒๕๑๔-๒๕๑๕ ฉันได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในการเสด็จประพาสจังหวัดต่างๆ แต่ก่อนนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยไปไหน ก็ไปเหมือนกันแต่ไม่ได้มีหน้าที่พิเศษ เพียงแต่ถ้าไปที่ไหนนานๆ นอกกรุงเทพฯ เช่น ไปเชียงใหม่หรือหัวหิน จะมีครูมาสอนหนังสือ

ถ้าไม่มีครู ก็มีการบ้านที่ครูให้ไว้ทำวันต่อวัน และก็มีหน้าที่รับผิดชอบให้การบ้านเหล่านี้เสร็จเรียบร้อย แต่เมื่อถึงช่วงปีที่กล่าวถึงข้างต้นได้ไปหลายจังหวัดในทุกภาค มีหน้าที่คอยซักถามเรื่องราวจากผู้ที่มารับเสด็จ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนด้วยกรณีต่างๆ

เช่น เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องการเล่าเรียนของเด็กๆ เรื่องปัญหาการทำมาหากินฝืดเคือง เพราะเพาะปลูกก็ขาดน้ำหรือน้ำท่วม แม้แต่เรื่องคดีความ หรือความทุกข์ของผู้รู้น้อยที่ถูกผู้รู้มากกว่าหลอกลวงหรือถูกบีบบังคับโดยไม่มีทางเลือก จะต้องช่วยหอบของพระราชทาน

ฝึกหัดกระทั่งเป็นผู้ช่วยหมอ การได้ย่ำไปในพื้นที่ต่างๆ เห็นภูมิประเทศแปลกๆ ได้ฟังเรื่องราวชีวิตหลายรูปแบบจากคนเป็นพันเป็นหมื่น เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตำราเรียนเล่มใดจะพึงบันทึกไว้ได้ ขณะเดียวกันก็วางแนวดำเนินชีวิตให้ฉันด้วย

นอกจากการเรียนหนังสือ หน้าที่ตามเสด็จ และทำงานแล้วแต่จะทรงใช้สอยแล้ว สิ่งที่ฉันชอบอย่างเอาเป็นเอาตายคือ เรื่องการกีฬา เมื่อมีเวลาเช่นเปิดเทอม ก็จะวิ่งเช้าบ่าย เล่นเกมส์กีฬาเกือบทุกประเภท เช่น วอลเลย์บอล แบดมินตัน บาสเกตบอล ไปจนถึงฟุตบอล ฉันจะศึกษากติกา ติดตามข่าวนักฟุตบอลทุกสโมสร จะรู้จักหมด

ปีการศึกษา ๒๕๑๕ ฉันจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ อันเป็นชั้นสูงสุดในโรงเรียน ยอดปรารถนาของนักเรียนมัธยม คือการเข้ามหาวิทยาลัย และมักจะต้องเลือกคณะที่เหมาะสมกับคะแนนของตน สำหรับคนที่ได้คะแนนสูงๆ ในแผนกศิลปะ

สมัยนั้นส่วนใหญ่จะต้องเลือกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เพราะว่าคะแนนสูง สำหรับฉันมีปัญหาที่ต้องขบคิดหลายแง่มุมด้วยกัน เป็นต้นว่า ฉันควรจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยเมืองไทยหรือไปต่างประเทศ หรือควรจะเริ่มต้น ทำมาหากิน สนองพระเดชพระคุณในราชการ

การเรียนมหาวิทยาลัยจะเป็นประโยชน์สำหรับฉันเพียงไร ในเมื่อต้องเดินทางไปเรียน ไปฟังคำบรรยาย ไปทำกิจกรรมนานาประเภท ซึ่งล้วนแต่ต้องการเวลามาก ถ้าเชิญอาจารย์มาสอนพิเศษ จะทำให้ได้ความรู้เนื้อหาวิชาการดีกว่าไปเรียนเป็นหมู่หรือไม่ หรือถ้าคนที่มีความสามารถจริงแล้ว จะค้นคว้าด้วยตัวเองได้ดีเท่าๆ กับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหรือไม่

ในเวลานั้น ฉันรู้สึกไม่สบายใจนัก เป็นธรรมดาของเด็กวัยรุ่นที่ชอบทำตามเพื่อน (เป็น ข้อหนึ่งที่ถูกโจมตีมาตลอด) เพื่อนๆ ล้วนแต่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันก็มีผลการเรียนดีเด่นเสมอมา จะไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัยก็รู้สึกน้อยหน้าผู้อื่น โดยคิดว่าไม่ยุติธรรม จึงตัดสินใจซื้อใบสมัครมากรอกจนครบทุกอันดับ แต่เลือกคณะที่ต้องสอบน้อยที่สุด แล้วนึกในใจ เสี่ยงดวงดู เหมือนโยนหัวโยนก้อยว่า

ถ้าสอบติดก็จะเรียน ถ้าสอบไม่ติดก็แสดงว่าแนวชีวิตเราไม่ได้ไปทางการเรียน จึงไม่ได้รับคัดเลือกจากระบบให้เรียน ฉันไม่ท่องหนังสือเลย แถมใช้เวลาว่างไปเล่นดนตรีไทยกับเพื่อนรุ่นน้องนักเรียนชั้นประถม ในระหว่างที่เพื่อนคนอื่นเขาไปเรียนพิเศษกัน

เมื่อประกาศผลสอบ ฉันสอบติดคณะอักษรศาสตร์ตามที่เลือกไว้เป็นอันดับแรก แม้จะไม่ได้ที่ ๑ จนหนังสือพิมพ์เอาไปลงว่า ที่หนึ่งตกอันดับ เรื่องนั้นไม่สำคัญอะไร

ที่สำคัญก็คือจะต้องคำนึงว่าจะเรียนไปได้อย่างไร ที่ตกลงกันไว้คือ ถ้ามีงานอะไรก็ต้องทำต้องไป การเรียนเป็นงานนอกเวลา แทนการไปเที่ยวดูหนังดูละคร เวลาจริงๆ ก็ไม่ได้เคร่งครัดเท่าที่กำหนดไว้

แต่ฉันมีข้อตกลงกับทางมหาวิทยาลัยว่าจะไม่นับเวลาเรียน ถ้าลาโดยมีเหตุผล มีใบลาระบุวันเวลาที่จะลา ผู้บริหารของจุฬาฯ ก็ยอมโอนอ่อนให้ นิสิตอื่นๆ ก็ไม่มีใครขัดข้องในเรื่องนี้ ทุกๆ คนมีส่วนช่วยเหลือให้ฉันได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีส่วนร่วมทำประโยชน์แก่สังคมสืบไป

ความลำบากเช่นนี้เป็นเหตุผลที่ฉันบ้าเรียนมาก ถึง เวลาที่ได้เรียนก็ต้องเอาเต็มที่ ตอนแรกๆ กิจกรรมต่างๆ แม้แต่กีฬาซึ่งเป็นของชอบมากก็ยังต้องตัดใจเลิกและทำตนเป็นคนไม่แข็งแรงวิ่ง ไม่ไหว เพื่อให้มีเวลาเรียนมาก

บรรยากาศ มหาวิทยาลัยขณะนั้นถือได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง (พูดขึ้นอย่างนี้มีคนขัดคอใครๆก็ว่าเวลาที่ตนอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลา ที่ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ) ไม่อยากจะวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง หรือสังคมที่ส่งผลต่อๆ กัน เหตุการณ์ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ นั้นเป็นอย่างไร เข้าใจว่าเพื่อนๆ หลายคนคงจะเขียนบรรยายไว้ในหนังสือเล่มนี้บ้างแล้ว

ช่วงนั้นนิสิตนักศึกษาสนใจความเป็นไปของชีวิตชาติบ้านเมือง ค่านิยมของกลุ่มในเวลานั้นไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยหรูหรา หรือใครมีวัตถุมากๆ เป็นที่นับหน้าถือตาเหนือผู้อื่น แต่กลับถือว่าคนเก่งคนดีนั้นคือผู้ที่เสียสละ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์

สมัยนั้นเริ่มต้นมุ่งพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยจะอบรมนิสิต รุ่นพี่ก็จะอบรมรุ่นน้อง มีการเขียนหนังสือคำขวัญเผยแพร่อุดมการณ์ แนวคิด บางทีก็มีการยกตัวเลขกล่าวว่า ประชาชนในประเทศมีเท่าไร ได้รับการศึกษาจบภาคบังคับเท่าไร ชั้นมัธยมเท่าไร จนถึงผู้ที่มีโอกาสศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเปรียบเทียบกับจำนวนประชาชนไทยนั้นเป็นส่วนน้อย

อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องคำนึงอยู่เสมอคือ ค่าเล่าเรียนหรือค่าบำรุง ที่เราจ่ายไปนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ทางราชการจะต้องลงทุนให้เราเรียนโดยใช้เงินอีกเป็นจำนวนมาก และคัดเลือกมาให้เราศึกษาเพื่อทำประโยชน์แก่สังคม จะลืมข้อนี้ไปไม่ได้ ฟังอย่างนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ในทางปฏิบัติก็ตีความต่างกันเล็กน้อยคือ บ้านเมืองมีปัญหา มีเหตุไม่สงบหรือไม่ยุติธรรม นิสิตส่วนหนึ่งเห็นสมควรจะหยุดเรียนไปช่วยกันแสดงประชามติ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่อยู่เฉยๆ ไม่คิดอะไรสักอย่าง หรือ เห็นว่าหน้าที่ในปัจจุบันของเราก็คือเรียนให้ดีที่สุด ให้มีความรู้เต็มที่เสียก่อน เมื่อจบแล้วจึงจะสามารถใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์

พวกแรกก็ว่าในสถานการณ์คับขันรอให้เรียนจบก็คงไม่ทันการ นอกจากตัวอย่างที่ยกมานี้ ก็ยังมีข้อคิดอีกมากที่หาคำตอบที่ถูกต้องทางเดียวได้ลำบาก ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน ความคิดเห็นเหล่านี้เราจะรู้ได้จากการไปฟังอภิปราย ปราศรัย หรือใบปลิว แต่ใบปลิวนี้ก็ต้องระวังหน่อย เพราะว่าบางทีคนคนเดียวเขียนใบปลิวหลายๆ ใบ และใส่ชื่อว่าเป็นกลุ่มต่างๆ ชื่อแปลกๆ หลายกลุ่ม

ถ้าเรานึกดูทางด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งความรู้และแหล่งของผู้มีความรู้ มีภารกิจในการให้การศึกษาระดับสูงค้นคว้าวิจัยและบริการชุมชนอยู่แล้ว พวกเรานิสิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยย่อมจะมีโอกาสร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย

ในจุฬาฯฉันได้เรียนวิชาความรู้ที่ได้นำมาใช้ปฏิบัติงานจนทุกวันนี้ สิ่งที่ได้รู้เห็นจากจังหวัดต่างๆ นั้นเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาบางวิชา เช่น วิชาภูมิศาสตร์ ช่วยให้ตอบข้อสอบได้ดีขึ้น แม้ในปัจจุบันเมื่อต้องการความรู้เพิ่มเติมเพื่อไปทำงานใดๆ ก็ยังได้ความเอื้อเฟื้อจากคณะอาจารย์และเพื่อนๆ เป็นผลจากความเป็นไปในจุฬาฯ เมื่ออดีต ที่เราอยู่กันเหมือนในครอบครัวใหญ่ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง สนิทสนมและมีน้ำใจต่อกัน

แม้บางครั้งจะมีความคิดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนมีสมองจะคิดตามกันไปตลอดไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะคบหากัน เรื่องในจุฬาฯ ยังมีอีกมากมาย จะให้เล่าก็คงเล่าไม่ถูก หรือจะต้องพาดพิงถึงใครต่อใครอีกเยอะแยะ ไม่แน่ใจว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงจะพอใจหรือไม่

ถึงแม้จะใช้นามแฝงสมมติชื่อก็คงจะจำกันได้ ที่เรื่องเยอะ เพราะพวกเราล้วนมีปัญหา และก่อปัญหาเหมือนกันด้วยสิ่งแวดล้อมบังคับ (สังเกตดูซิ เวลาเขาจะเขียนโครงการอะไรกัน ต้องเริ่มต้นด้วยอุปสรรคและปัญหา เราก็เลยอยู่ในแวดวงปัญหากันไปหมด)

นับเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว จากวันแรกที่ย่างเข้าสู่รั้วจุฬาฯ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไป สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เมืองไทยวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน

จุฬาฯวันนี้ กับจุฬาฯวันก่อน ก็ไม่น่าจะเหมือนกัน แต่ฉันผู้ได้ดีมาจากจุฬาฯ ก็ยังอยู่ ถึงจะเปลี่ยนไปบ้าง ว่างๆ ก็น่าคิดทบทวนดูว่า

สำนึกที่ถูกปลูกฝังมา ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ สายธารที่ไหลมาเรื่อยๆ บัดนี้เป็นอย่างไร และฉันได้ก่อกำไรให้แก่สังคมคุ้มกับที่สังคมลงทุนไปหรือเปล่า

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

…………………………………………………..

ขอขอบคุณ terasphere in Special-Report




ความเห็น

  • นิพล wrote on 11 กรกฎาคม, 2012, 10:31

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเริ่มเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 และหลังจากนั้นบัณฑิตทุกคนเฝ้ารอที่จะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์อย่าใจจดใจจ่อ ภาพถ่ายวันพระราชทานปริญญาบัตรกลายเป็นของล้ำค่าประดับไว้ตามบ้านเรือน เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของหนุ่มสาวและความภาคภูมิใจของบิดามารดา
    จน 29 ปีต่อมา มีผู้คำนวณให้ฉุกใจคิดกันต่อว่าพระราชภารกิจในการพระราชทานปริญญาบัตรนั้น เป็นพระราชภารกิจที่หนักหน่วงไม่น้อย หนังสือพิมพ์ลงว่าหาเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละราว 3 ชม. เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์ในการพระราชทานปริญญาบัตร 470000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรใบละ 3 ขีด รวมน้ำหนักที่พระราชทานมาแล้ว 141 ตัน
    ไม่เพียงเท่านั้น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ยังเล่าเสริมให้เห็นถึง”ความละเอียดอ่อนในพระราชภารกิจ” ที่ไม่มีใครคาดถึงว่าท่านไม่ได้เพียงพระราชทานเฉยๆ ทรงทอดพระเนตรอยู่ตลอดเวลาว่า มีโบหลุดอะไรหลุดพระองค์ท่านก็ทรงผูกใหม่ให้เรียบร้อย บางครั้งเรียงเอกสารไว้หลายวันฝุ่นมันจับ พระองค์ท่านก็ทรงปัดออก ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้กราบบงคมทูลขอพระราชทานให้ทรงลดการเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรลงบ้าง โดยอาจงดเว้นการพระราชทานปริญญาบัตร ป.ตรี คงไว้แต่เพียงระดับปริญญาโทขึ้นไป
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมีพระกระแสรับสั่งตอบว่า “พระองค์เสียเวลายื่นปริญญาบัตรให้บัณฑิตคนละ 6-7 วินาทีนั้น แต่ผู้ได้รับนั้นมีความสุขเป็นปีๆ เปรียบกันไม่ได้เลย”
    ที่สำคัญคือ ทรงเห็นว่าพระราชทางปริญญาสำหับผู้สำเร็จปริญญาตรีนั้นสำคัญ เพราะบางคนอาจจะไม่มีโอกาสศึกษาขั้นปริญญาโทและปริญญาเอก
    ดังนั้น “จะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตปริญญาตรีไปจนกว่าจะไม่มีแรง”
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ผู้เขียน

เขียน 10221 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics