ประวัติศาสตร์กรณีสวรรคต ร.๘

แบ่งปัน

  78

สรรใจ แสงเชียร และ วิมลพรรญ ปีตธวัชชัย

ปัจจุบันนี้ปรากฎว่า มีวิธีการชำระล้างผู้มีมลทินด้วยการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ทั้งผู้ที่ใกล้ชิดและผู้ที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด บิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยวิธีการเขียนและวิธีการพูดที่คิดกันได้หลายแง่ ให้ร้ายบุคคลต่างๆ โดยปราศจากหลักฐาน เพื่อให้ผู้มีมลทินบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้น

เป็นที่น่าแปลกว่าปัญญาชนรุ่นใหม่ที่สูงด้วยคุณวุฒิแต่เยาว์ด้วยวัยวุฒิเพราะเกิดช้าไป บัณฑิตและนิสิตนักศึกษาบางหมู่บางเหล่าหลงเชื่อข้อความเหล่านั้นอย่างงมงายไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าให้รู้ความจริงด้วยตนเอง ทั้งๆที่หลักฐานข้อเท็จจริงที่จะศึกษากรณีสวรรคต ตามแนววิชาการยังมีอยู่ เช่นหนังสือพิมพ์ ถ้อยแถลง คำให้การ เอกสารของสภาและอื่นๆอีกมากมาย พอที่จะทำการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังได้

ข่าวลือที่ให้ร้ายสมเด็จพระอนุชาธิราชนั้นปล่อยออกมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตใหม่ๆ และมีอยู่เสมอทุกระยะจนกระทั่งปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในต่างประเทศบางประเทศ

แต่สิ่งที่ปรากฎหลักฐานอย่างแน่ชัดก็คือ ขณะเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต สมเด็จพระอนุชาประทับอยู่ในห้องเครื่องเล่นซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งบรมพิมาน ห่างจากห้องบรรทมซึ่งอยู่ปลายทิศตะวันออกของพระที่นั่ง

พยานสำคัญคือตัวนายชิตและนายบุศย์เอง และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตแล้ว สมเด็จพระอนุชาได้ทรงยินยอมให้พิสูจน์หลักฐานทุกๆประการ สุดแล้วแต่ทางตำรวจและรัฐบาลต้องการจะกระทำอย่างไร ในการชันสูตรพระบรมศพก็เสด็จมาทอดพระเนตรและอำนวยความสะดวก

ทั้งได้ทรงแนะนำให้หาเครื่องเอ็กซเรย์มาหลายเครื่องๆ ให้เอาแพทย์ฝรั่งมาช่วยชันสูตร เป็นต้น สมเด็จพระอนุชาธิราชมิได้เคยทรงปฏิบัติการอย่างใดที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นการขัดขวางขบวนการยุติธรรมดังเช่นการกระทำของบุคคลบางพวกในขณะนั้น

เหตุผลดังกล่าวนี้ย่อมแสดงอย่างชัดแจ้งแล้วว่าข่าวลือที่ให้ร้ายต่อสมเด็จพระอนุชาธิราชเป็นข่าวลือที่กุขึ้นโดยอกุศลเจตนา ตั้งใจจะทำลายล้างพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ผู้ที่มีสำนึกเยี่ยงสามัญชนและมีใจเป็นธรรมย่อมจะเห็นแล้วว่าข่าวลือนี้มีความเท็จเพียงไร

อย่างไรก็ตามบุคคลที่เกิดไม่ทันกรณีสวรรคต เด็กรุ่นใหม่ หรือผู้ที่มีการศึกษา บางกลุ่ม บางเหล่า โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ได้พากันหลงเชื่อข่าวลือนี้อย่างงมงายปราศจากการไตร่ตรอง หรือแสวงหาข้อเท็จจริงศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานต่างๆ โดยถี่ถ้วนหากนำแต่ข่าวลือนี้ไปพูดแต่งเติมเสริมต่อ บ้างก็พูดเป็นนัยว่าให้รอบันทึกของใครคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ย่อมชี้ชัดว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาของคนมากนัก

“เบื้องหลังกรณีสวรรคต ร.8”

รักชาติ ผดุงธรรม

คำให้การของ นายชิต สิงหเสนี “ …… ข้าพเจ้าก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์และอ่านข่าวอยู่กับ นายบุศย์ฯ ณ ที่นั้น ตอนข้าพเจ้าออกจากห้องกุ๊ก จะขึ้นมาบนพระที่ เป็นเวลาอีก 5 นาที จะถึง 3 โมงเช้า ขณะที่นั่งกันอยู่นั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาหยุดตรงหน้า ก็เห็นในหลวงองค์ปัจจุบัน พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า ในหลวงเป็นอย่างไรบ้าง นายบุศย์ฯ กราบทูลว่า ทรงตื่นบรรทมแล้ว เข้าห้องสรงแล้วกลับเข้าพระที่อีก เอาน้ำส้มไปถวายก็โบกพระหัตถ์ไม่ต้องพระประสงค์ ในหลวงองค์ปัจจุบันไม่รับสั่งว่ากระไร ทรงพระราชดำเนินกลับไปทางห้องของพระองค์ท่าน ข้าพเจ้าก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ต่อมาราวห้านาที ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังปังคล้ายเสียงปืน……..” ( หน้า 160 )

คำให้การของนายบุศย์ ปัทมศริน “…….. เมื่อทราบว่าตื่นบรรทมแล้ว ข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นหยิบถ้วยน้ำส้มคั้น เพื่อนำไปถวาย แต่เมื่อพระองค์ท่านเสด็จออกจากห้องสรงแล้ว ก็เสด็จกลับเข้าห้องบรรทม ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทมในท่านั่ง หันพระพักตร์ไปทางปลายพระแท่น และก็เห็นในหลวงยกพระหัตถ์ข้างซ้ายโบกมาทางที่ข้าพเจ้าฯจึงกลับออกมานั่งรออยู่ที่เดิม ระหว่างที่เดินเข้าไปในห้องตามเสด็จนั้น ที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างไม่เห็นทรงอะไรอยู่เลย

ข้าพเจ้ามานั่งรออยู่ที่เดิมราว 10 หรือ 15 นาที ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบ 9 นาฬิกา นายชิตฯ ก็เดินตรงมาที่ข้าพเจ้าแล้วถามว่า ในหลวงตื่นบรรทมแล้วหรือยัง ข้าพเจ้าตอบว่า ตื่นบรรทมแล้ว เข้าห้องสรงแล้วเสด็จกลับพระที่อีกน้ำส้มคั้นก็ยังไม่ได้เสวย นายชิตฯ ก็นั่งรออยู่กับข้าพเจ้า เขาพูดว่า จะมาวัดดวงตรา นายชิตฯ มาแล้วสัก 10 นาที ในหลวงองค์ปัจจุบันก็เสด็จมาจากห้องเสวย ทรงหยุดประทับรับสั่งถามว่า ในหลวงเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้ากราบทูลว่า ไม่เป็นไรพะยะค่ะ

ในหลวงองค์ปัจจุบัน ทรงฟังแล้วก็ไม่ได้รับสั่งประการใด เสด็จกลับไปทางเฉลียงด้านหลัง ต่อจากนั้น ประมาณ 10 นาที ก็ได้ยินเสียงดังปังเหมือนเสียงปืน นายชิตฯ ก็เดินเข้าไปในห้องแต่งพระองค์ เข้าไปหยุดอยู่แค่หน้าพระทวารที่จะเข้าห้องพระบรรทม ส่วนข้าพเจ้าคงนั่งอยู่ที่เดิมด้วยความตะลึง นายชิตฯ เข้าไปชั่ว 3-4 วินาที ก็วิ่งกลับออกมา………..”

“คดีประวัติศาสตร์ลอบปลงพระชนม์ ร.8”

บุญร่วม เทียมจันทร์

ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และสมเด็จย่า วันที่ 2 มีนาคม 2477 เมื่อ ร.7 ทรงสละราชสมบัติ จึงได้ทรงครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 ( พระชนมายุ 9 ชันษา ) ขณะที่ยังทรงประทับอยู่ ณ สวิสเซอร์แลนด์

เสด็จกลับประเทศไทย ครั้งแรกใน พ.ศ. 2481 ประทับอยู่ 2 เดือน จึงเสด็จกลับ

เสด็จกลับประเทศไทย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2488 โดยมีพระราชกำหนดที่จะเสด็จกลับในวันที่ 13 มิถุนายน 2489

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 09.00 เศษ เสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ในห้องพระบรรทม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน เมื่อสมเด็จย่ากับมหาดเล็กวิ่งเข้าไปในห้องพระบรรทม ปรากฏว่าในหลวง ร.8 เสด็จสวรรคตแล้ว เพราะถูกอาวุธปืนยิงที่พระนลาฏเหนือพระขนง กระสุนปืนทะลุกะโหลกพระเศียร ( หน้า 34 )

พฤติการณ์ของ นายชิต สิงหเสนี จำเลยที่ 2 (จากคำพิพากษาศาลฎีกา)

นายชิตฯ เป็นมหาดเล็กห้องพระบรรทม ในขณะเกิดเหตุเป็นเวรของ นายบุศย์ ปัทมศริน แต่นายชิตฯ ได้ไปนั่งอยู่หน้าพระทวารห้องแต่งพระองค์กับนายบุศย์ ฯ ด้วย โดยอ้างว่า เพื่อไปเอาพระตราออกมาวัดขนาด สำหรับการว่าจ้างทำตลับใส่พระตรา

เมื่อเกิดเหตุการณ์ นายชิตฯ วิ่งไปทูลต่อสมเด็จพระราชชนนีว่า ในหลวงยิงพระองค์เอง ข้อเท็จจริงหลังเสียงปืน นายชิตฯ เข้าไปดูเห็นแต่พระองค์ท่านทรงบรรทมหงาย และมีพระโลหิตที่พระนลาฏเท่านั้น เหตุใดจึงสรุปว่า ทรงยิงพระองค์เอง

ภายหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นานนัก นายชิตฯ ยังได้แสดงท่าทางของในหลวงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ต่อหน้าพระบรมวงศานุวงศ์ นายปรีดี พนมยงค์ และข้าราชการผู้ใหญ่ ณ พระที่นั่ง ด้วยการทำท่านอนหงายเอามือแสดงท่าจับปืนจ่อหน้าผาก และกล่าวว่า ทรงยิงพระองค์เอง ทั้งๆที่ นายชิตฯ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ราว 2 สัปดาห์ก่อนวันสวรรคต นายชิตฯ พูดกับ น.ส.จรูญ ตะละภัฎ ว่า “นี่จะบอกให้ ท่านไม่ได้เสด็จดอก วันที่ 13 นั่น”

นอกจากนั้น นายมี พาผล เบิกความยืนยันว่า เช้าวันหนึ่ง ก่อนเสด็จสวรรคต นายชิตฯ เข้ามาคุยด้วย ขณะที่ นายมีฯ กำลังอยู่เวรบนพระที่นั่งฯ นายชิตฯ กล่าวว่า “ท่านจะไม่ได้เสด็จนา” ( หน้า 627 )

นายชิตฯ ได้นำปลอกกระสุนปืน ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า ไม่ใช่ปลอกที่ถูกสลัดออกจากปืนของกลางไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งที่ตำรวจมิได้เรียกร้อง ( หน้า 520 )

พฤติการณ์ของ นายเฉลียว ปทุมรส จำเลยที่ 1 (จากคำพิพากษาศาลฎีกา)

นายเฉลียวฯ ขาดความเคารพยำเกรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.8 เป็นต้นว่า ส่งรถยนต์ประจำพระองค์ไปให้ นายปรีดีฯ ใช้จนขัดข้องแก่การที่จะทรงใช้ นั่งรถยนต์ไขว่ห้างล่วงล้ำเข้าไปถึงหน้าพระที่นั่งฯ ถวายหนังสือราชการด้วยอาการขาดคารวะ จูบหญิงพนักงานในที่ทำการ สูบบุหรี่และโยนทิ้งลงบนพื้นในพระที่นั่งฯ เปิดวิทยุเสียงดังบนตึกที่ทำงาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามพระที่นั่งฯ เหล่านี้เป็นการเหยียดหยามพระราชประเพณี ไม่เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย

จึงทรงรับสั่งแก่นายปรีดีฯ ขอเปลี่ยนราชเลขานุการ นายเฉลียวฯ จึงต้องออกจากตำแหน่งในราชสำนักไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2489 ซึ่งต่อมา นายเฉลียวฯ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

นายเฉลียวฯ ได้พูดคุยกับพันเอกประพันธ์ กุลพิจิตร เมื่อ 8 มิถุนายน 2489 ถึงการเสด็จกลับในวันที่ 13 มิถุนายน 2489 ว่า “ไม่ได้ไปหรอก คอยดูไปก็แล้วกัน” และได้เคยพูดกับเจ้าหมื่นสรรเพ็ชรภักดี ในวันเดียวกันว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ จะ “ไม่ได้กลับ” ( หน้า 629 )

คำให้การที่พาดพิง เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช

ในวันที่เสด็จสวรรคต นายสี่ หรือ ชูรัตน์ เทียมแสงทอง ได้ไปพบ ร้อยตรีกรี พิมพะกร ที่โรงงาน ร้องไห้บอกว่า เมื่อ 4 วันก่อน ที่เคยเล่าว่า มีผู้จ้างยิงคนสำคัญนั้น คือ จ้างให้ยิงล้นเกล้าล้นกระหม่อม แต่เขาไม่กล้ายิง จึงหลบออกมาและจะขออาศัยอยู่ด้วย เพราะขณะนี้มีตำรวจคอยตามยิงเขาอยู่ โดยนายชูรัตน์ฯ ระบุว่า ผู้ที่เข้าไปยิงล้นเกล้าล้นกระหม่อมสวรรคตนั้น คือ เรือเอกวัชรชัยฯ ( หน้า 484 )

สิบตรีสวัสดิ์ ประดุงสิทธิ์ คนขับรถของ เรือเอกวัชรชัยฯ ให้การว่า เช้าวันที่เกิดเหตุประมาณ 6 นาฬิกาเศษ ได้ขับรถไปส่ง เรือเอกวัชรชัยฯ ที่หน้าสวนสราญรมย์

นายจรูญ เปรืองเวช ทำงานอยู่ที่กรมราชองครักษ์ ให้การว่า เช้าวันที่เกิดเหตุได้พบเห็น เรือเอกวัชรชัยฯ ยืนอยู่ที่หน้าโรงละคร

นายประสิทธิ์ แตงนารายณ์ มหาดเล็กชาวที่ ให้การว่า จวนเวลา 9 นาฬิกาของวันที่เกิดเหตุ ขณะที่ตนอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งบรมพิมาน ได้พบเห็น เรือเอกวัชรชัยฯ ยืนอยู่ระหว่างโรงละครกับหอโหร

นายช่วง ประณีตทอง ให้การว่า ขณะที่กำลังถอนหญ้าข้างพระที่นั่งบรมพิมาน ได้ยินเสียงปืน 1 นัด จึงเดินกลับ เพื่อจะเอากระป๋องบัวตักน้ำไปเก็บที่โรงละคร ได้พบเห็นเรือเอกวัชรชัยฯ เดินค่อนข้างรีบหน่อย ผ่านโรงละครไปจนลับตา ( หน้า 488 )

อาวุธปืน ปลอกกระสุน และหัวกระสุน ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ

ถ้อยคำของพยานผู้ชำนาญแต่ละคน ล้วนยืนยันว่า พระแสงปืนของกลางที่อยู่ในที่เกิดเหตุต้องยิงมาแล้ว ก่อนเสด็จสวรรคตไม่น้อยกว่า 8 วัน เพราะ ลำกล้องสกปรกมาก และมีสนิมอ่อนๆจับ ดังนั้น จึงไม่ใช่ปืนของกลางที่ใช้ในการลอบปลงพระชนม์ที่แท้จริง ( หน้า 361 )

สำหรับปลอกกระสุน และหัวกระสุนของกลางนั้น ผู้ชำนาญการพิเศษ ซึ่งได้ดำเนินการทดลองยิงและตรวจสอบแล้ว ลงความเห็นว่า เป็นปลอกกระสุนที่ยิงมาจากพระแสงปืนที่อยู่ในที่เกิดเหตุจริง ส่วนหัวกระสุนพิสูจน์ได้เพียงว่า เป็นหัวกระสุนขนาดเดียวกันเท่านั้น ( หน้า 548 )

………………………………………………….

…….เรารักในหลวง…… ที่มา pantip.com




ความเห็น

  • w wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 10:23

    แล้วทำไมต้องประหารทั้งสามคนด้วยอะ เป็นพยานด้วย

  • สุวรรณา จิตจงยิ่งเจริญ wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 10:29

    ข้อเท็จจริงตั้องเผยแพร่ออกมามาก ๆ ผู้คนจะได้ไม่หลงงมงายกับข้อมูลที่หลอกลวงต่าง ๆ ที่พยายามให้ร้ายพระองค์ท่าน นอกจากนี้ ยังมีหนังสือเรื่องการพิจารณาคดีการลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่มีข้อมูลจากการพิจารณาคดีของศาลอย่างมากมายด้วย

  • oh_julinze wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 16:06

    w ที่ 3 คนนั้นถูกประหารไม่ใช่เพราะเป็นแพะว่าปลงพระชนม์ครับ ลองหาความรู้ดูว่าคำตัดสินของศาลระบุว่าอย่างไร แต่มีใจความว่าทั้ง 3 คน บกพร่องในหน้าที่จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ครับ

  • ธนเดช wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 17:46

    ตกลงในหลวง ท่านเป็นพี่หรือน้อง ร๘ ครับ น้องอนุชา พี่เชษฐา

  • สายลม wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 20:57

    ธนเดช ถามแปลกจังครับ ต้องเข้าใจสรรพนามที่เขาใช้ในบทความนี้ ในหลวง หรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ขณะนั้นคือ ร๘ ครับ ดังนั้น สมเด็จพระอนุชาก็คือ ร๙ ถูกต้องแล้วครับ

  • w wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 21:24

    3 คน ที่โดนประหาร มีคนนึงออกเวรไปแล้ว ทำไมต้องลากเอามาประหารด้วยอะ
    ทำไมคำให้การ ของ ร9 ท่านปักใจว่า เป็นปรีดีทำ
    ทำไมสมเด็จย่า รับเป็นประธาน งานศพปรีดี แล้วก็มีพยานเท็จที่มาสารภาพกับ หลวงพ่อวัดชลประทาน

  • ggg wrote on 10 กรกฎาคม, 2014, 22:22

    ทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดีมีสุข  ถ้า ในหลวงเป็นอย่างที่คนบางกลุ่มกล่าวหา  ผมว่าพวกนั้นคงโดนเล่นงานแล้ว แค่ท่านสั่งก็มีคนทำอยู่แล้ว อย่าแครงในในตัวท่านครับ ท่านทำทุกอย่างได้แต่ท่านเลือกที่จะทำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน 

  • lee wrote on 14 กรกฎาคม, 2014, 13:42

    อดีต ก็คือ อดีต ไม่ควรมารวมกับปัจจุบัน เพราะท้ายที่สุดคุณก็ไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์จริง สิ่งที่เขาเขียน สิ่งที่เขาเล่า มาหรือเขียน เราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า จริงหรือไม่จริง ถ้าคนเขียนมีความประสงค์ดีหรือไม่เราไม่รู้แต่เขาคือผู้เขียน เราคือผู้เสพ เราจะเชื่อเขาเลยหรือ?  ทั้งๆที่ผู้เขียนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงคืออะไร และในเมื่ออดีตผ่านไปแล้ว ปัจจุบันก็มีแต่สิ่งดีดีที่แสดงให้เราเห็นโดยไม่ทำให้ประเทศเสื่อมเสีย แล้วทำไมเราต้องมาติดใจกับอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไป 

  • konthai wrote on 15 ธันวาคม, 2014, 6:23

    ร.8 สิ้นฝีมือ ปรีดีย์ สั่งฆ่าจริง
    ฆ่าพี่แล้วยังใส่ร้ายน้อง-เลวแท

    มีความพยายามจะใส่ร้ายองค์พี่ก่อน คือจัดฉากว่ายิงตัวตายเอง ด้วยการวางปืนปลอมข้างมือซ้าย ทั้งที่ท่านถนัดขวา และยิงเข้าที่กลางแสกหน้าแบบจ่อยิงไม่ใช่ท่าทางการยิงตัวตายตามธรรมชาติ และปืนหลักฐานเท็จที่คนร้ายจงใจจัดฉากใส่ร้ายนั้นตรวจสอบแล้วพบว่าคนละกระบอกกับที่ใช้ยิงจริง

    การจัดฉากแรกไม่ผ่าน มันทำไม่เนียนพอเลยไม่มีคนเชื่อ

    เมื่อหลักฐานเท็จแรกใส่ร้ายพี่ไม่ได้ผล จึงมากุข่าวลือเท็จใหม่ คือหันมาใส่ร้ายองค์น้องต่อ เล่นข่าวให้ตกเป็นแพะรับบาปแทนเออ คราวนี้ได้ผลบ้างแฮะ ไปเสี้ยมเด็กมธ อย่างน้อยก็เริ่มมีคนหลงเชื่อคล้อยตามบ้าง ถึงแม้ส่วนใหญ่คนจะมั่นใจว่าเป็นฝีมือของปรีดีย์สั่งการเองจริงก็เถอะ

    ขบวนการล้มเจ้าปล้นแผ่นดินจึงจัดฉากอย่างต่อเนื่องทั้งปล่อยข่าวบิดเบือนปิดบังอำพรางไม่ให้คดีดำเนินไปอย่างสะดวกเสรี ทั้งที่ครอบครัวและตัวในหลวงองค์น้องอยากทำคดีให้กระจ่างใสแจ้งชัดคลี่คลาย ถึงกับเสนอให้ใช้การพิสูจน์เอ็กซเรย์หลายๆ เครื่อง ให้ใช้ทีมนิติวิทยาศาสตร์จากต่างชาติมาสืบผล ในหลวงให้การร่วมมือดีมาตลอดไม่เคยขัดขวางกระบวนการสืบหาความจริงเลย 

    ผิดกับคนกลุ่มรัฐบาลนายปรีดีย์ ที่พยายามยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ ทั้งที่ตลอดมาจ้องเล่นงานและมีพฤติกรรมเจตนาป่วนเจ้าจนท่านเอือมมาตลอด เมื่อเกิดเหตุก็จัดฉากมากมายทั้งจงใจขัดขวางอำพรางคดีหมกเม็ดบิดเบือนให้สังคมคลางใจ จนมีแต่คนประณามในเจตนาความไม่บริสุทธิ์ใจของปรีดีย์ จนโดนรัฐประหารต้องเผ่นหนีไป 
    แบบรัฐบาลเสื้อแดงชั่วยุคนี้่เป๊ะ!! รัฐบาลปรีดีย์แหลจับกุมตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้ เพิ่มความคลุมเครือไม่พอใจให้สังคม เพื่อใช้จัดฉากให้สังคมเข้าใจผิดต่อในหลวงองค์น้องอย่างง่ายดายเพียงเพื่อปกป้องตัวเองและทั้งมีเจตนาแฝงพยายามป้ายความผิดให้สังคมมองว่าในหลวงน้องเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ข่าวลือนี้มีความพยายามอย่างมากที่จะใช้ปิดบังความจริงทั้งหมดที่ยังใช้ได้ผลจนทุกวันนี้

    แม้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อและยังเชื่อว่าเป็นฝีมือทหารของปรีดีย์ แต่ปรีดีย์ก็ใหญ่และมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ตนชนะคดี และไม่มีใครเอาผิดได้ โดยการหนีไปอยู่ต่างประเทศ ปล่อยให้ศาลประหารได้แต่ลิ่วล้อลูกสมุนขบวนการผู้สมคบคิดเท่านั้น

    นี่แหละ ปรีดีย์ นอมินีอเมริกา ไม่ต่างอะไรกับ ทักษิณ ตัวแทน CIA มูลปัญหาตัวถ่วงความเจริญชาติยุคนี้ที่ในหลวงต้องเจอความชั่วคนโง่เนรคุณแผ่นดินเข้ามาปอกลอกประเทศไทยต่อเนื่องจากอเมริกาทุกยุคทุกสมัย

    นักการเมืองพวกนี้เนื้อแท้ไม่ใช่นักประชาธิปไตยมีอุดมการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่มุ่งทำประโยชน์ใดเพื่อบ้านเมืองประชาชนอุทิศตนแบบในหลวง พวกมันเป็นแค่น้ำเน่าเผด็จการนักการเมืองขี้โกงฝูงห่าคอรัปชั่นขี้ฉ้อโกหกพกลมรัฐบาลหลอกลวงจอมขายชาติตัวแทนคนล้มเจ้าที่ส่งตรงมาจากอเมริกา เข้ามาเปิดทางให้ไอ้กันกอบโกยโกงกินทรัพยากรเอาเปรียบชาติคนอื่นให้สะดวกจนล่มจม

    โดยการใช้แค่เทคนิคง่ายๆ เดิมๆ ที่ใช้ได้ผลมากับพวกด้อยการศึกษาจิตวิทยาง่ายๆ ที่เดาได้กับพวกตามกระแสจัดฉากพวกห่างไกลสติคุณธรรมไร้ปัญญาแยกดีชั่วมันมีทุกยุคทุกชาติคือการสร้างภาพสร้างตำราอุปโลกขึ้นมายัดเยียดแนวความคิดใหม่ให้เด็กที่หลงเชื่อตามแนวทางอเมริกันนิยมไม่เอาเจ้า

    จัดฉากให้กลายเป็นฮีโร่จอมปลอมว่าเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอุดมคติ แต่แท้จริงไม่ต่างจากการค้าทาสนโยบายต่างประเทศที่ชั่วร้่ายอำมหิตจากอเมริกาหลอกใช้คนทั้งโลกให้เปิดประเทศขายชาติตัวเองให้พวกมันเท่านั้นเอง

    นี่แหละเรื่องที่น่าเศร้า ในหลวงเราต้องเจอมาทุกยุคสมัย เพราะมีคนไทยยังขายชาติให้อเมริกา

    จบ 

  • ขอให้เมฆหมอกแห่งความร้ายกาจของอเมริกากจงหายไปจากแผ่นดินไทยและทั้งสองพระองค์ด้วยเถิด wrote on 15 ธันวาคม, 2014, 9:13

    คนไทยที่ยังรักชาติอ่านซะ!!

    copy จาก comment ชาว mthai 

    แผนการก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ภายใต้การหนุนหลังจาก CIA 

    เรื่องการออก พรก.ฉุกเฉิน นี้ มีเบื้องหลังซับซ้อนมาก ซึ่งมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่านายสมัคร ต้องรู้เรื่องเป็นอย่างดี แต่ทำเป็นไขสือหรือแกล้งโง่(ความจริงกลัวตาย) เพราะคนวงในที่รู้เรื่องอย่างกระจ่างชัด และคัดค้านได้ถูกสังหารอย่างเลือดเย็น คุณทั้งสองคนเลิกทำตัวเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทำตัวว่าข้ารู้ไปหมด แต่กลับข้อมูลสำคัญที่คนไทยต้องควรทราบ ก็จะขอทบทวนความจำนายสมัครในฐานะที่นายสมัคร ก็เป็นลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งและรู้จักกับ พล.ต.ท.สมควร หริกุล ผู้บัญชาการลูกเสือชาวบ้านเป็นอย่างดี และเรื่องนี้เชื่อมั่นว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ และไม่เคยอ่านมาก่อน มีหลักฐานทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคล ที่ยังมีชีวิตและมีตัวตนสามารถสืบค้นได้ 100%

    แต่พวกคุณทั้งสองคนกลับปิดเงียบ คุณคงจำได้ว่าเมื่อวันที่ 12 กันยายน หลังเกิดเหตุการณ์ 911 ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจด้านการข่าวความมั่นคง ได้จัดประชุมและวิเคราะห์โดยรวบรวมสถานการณ์จากศูนย์รวมข่าวทุกมุมโลก โดยใช้ห้องประชุม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน พญาไท มี พล.ต.ท.สมควร หริกุล ผู้บัญชาการลูกเสือชาวบ้านเป็นประธาน มีเสนาธิการทหาร 4 นาย มีนายทหารระดับบังคับบัญชากำลังรบ 3 นาย อดีตผู้นำการปฏิวัติ 2 นาย สายงานข่าว 5 นาย ทุกท่านได้ข้อมูลตรงกันคือไปจบลงที่ ทักษิณ ชิณวัตร

    ในส่วนของประเทศไทย จึงมีคำสั่งให้ดำเนินการสืบสวนและหาข้อมูลต่อ ทำให้ได้ทราบว่ามีการวางแผนแบ่งแยกประเทศไทย โดยการสร้างสถานการณ์ มีนายบุช อดีตประธานาธิบดีเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุน และบุคคล รวมทั้งเครื่องมือสื่อสาร

    (ต้องบอกให้ทราบก่อนว่า จอร์จ บูช รู้จักทักษิณ ผ่านทางเจ้าหน้าทึ่ CIA ชื่อ จิม ทอมสัน ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรมาแต่ต้น เมื่อได้ทักษิณมาแทน จิม ก็ถูกเรียกไปสังหารทิ้งที่ภูลมโล และทักษิณก็แจ้งเกิดนับแต่นั้นมา โดยมีนายจอร์จ โซรอส ควบคุมอยู่ข้างหลัง การลงทุนและหุ้นทั้งหมดเป็นเงินของจอร์จ โซรอสทั้งสิ้น) หน้าที่ของทักษิณ คือก้าวขึ้นสู่อำนาจการบริหารประเทศให้ได้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายปิดกั้นจีน ไม่ให้ออกมาทางด้านใต้ คือด้านมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค นั่นคือต้องปิดกั้นภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งเดิมทีผู้รับงานนี้คือ บิ๊กจิ๋ว แต่ทำไม่สำเร็จเพราะไปหลงคารมจีนเป็งหัวหน้า จคม. ต่อมาจีนเป็ง ได้หักหลังจิ๋ว โดยเลิกขบวนการหอบเงิน CIAไปตั้งบริษัทที่ใต้หวันชื่อ บริษัท I-Lin ดังนั้นหน้าที่นี้จึงถูกเปลี่ยนเป็นทักษิณ ก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้ง ได้มีการทดลองระบบCOMที่จะใช้ในการนับคะแนนเสียงซึ่ง CIA ส่งมาให้ทดลอง โดยทดลองนับคะแนนในรัฐสภาปรากฏความผิดพลาดนับคะแนนผิด (ดังที่ปรากฏเป็นข่าว) เป็นการนับคะแนนทางComเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และทักษิณก็ชนะตามระเบียบ 

    ภายหลังจากการสร้างสถานการณ์ 911 ทาง USA ได้ให้ทักษิณออกกฏหมายฉบับหนึ่งเป็น กฏหมายต่อต้านผู้ก่อการร้าย แต่ได้รับการคัดค้านจากสภาผู้แทน และวุฒิสภา ทำให้ พรบ.ดังกล่าวไม่อาจออกมาบังคับใช้ได้ ดังนั้นจึงมีการสร้างสถานการณ์ภาคใต้ขึ้นนับแต่นั้น พล.ต.ท.สมควร ผู้บัญชาการลูกเสือชาวบ้าน ได้จัดประชุมหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านภาคใต้ พร้อมกับได้แจก CD ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นนี้ให้ อีกทั้งได้มอบให้กับ ผบ.เหล่าทัพเกือบทุกท่านได้รับรู้ แต่ไม่นานท่านก็ถูกสังหารเงียบ(เพิ่งพระราชทานเพลิงไปเมื่อปีที่แล้ว) ทำให้ปัจจุบันลูกเสือชาวบ้านซึ่งเป็นขบวนการชาตินิยมหลัก ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น กฎหมายต่อต้านผู้ก่อการร้ายนี้ จะมีผลที่จะทำให้กองกำลังต่างชาติ หรือกองกำลังสัมพันธมิตรสามารถเคลื่อนกำลังเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยอาศัยสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อภูมิภาค อันเป็นข้อกำหนดของ UN แผนดังกล่าวได้ทำไว้ล่วงหน้าเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งการอนุมัติงบประมาณตัดแบ่งประเทศหลายร้อยล้านซึ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 11มีนาคม ก่อนเหตุการกรือเซะ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน ก็อาศัยเงินดังกล่าว การประชุมอนุมัติงบนี้ ทักษิณเป็นประธานการประชุม (ขอวาระการประชุม ครม.มาศึกษาได้) และจากนั้นก็มีการสำรวจและศึกษาเส้นแนวตัดแบ่งภาคใต้ให้เป็นอีกประเทศหนึ่ง โดยทำกันเป็นทีมสำเร็จเสร็จสิ้นและได้รับฉันทามติจากสภาสูงไทย (สว.) ให้แบ่งภาคใต้ของประเทศไทยได้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 

    แทบจะในทันทีที่วุฒิสภาไทยมีมติอนุมัติให้ดำเนินการตัดแบ่งประเทศไทยได้อย่างเป็นทางการ นางไรท์ รมว.กห US ได้รีบเดินทางมายังประเทศไทย (โดยอ้างว่ามาเรื่องสึนามิ) และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์ยะลา เพียงข้ามคืนรัฐบาลก็ประชุมด่วนและออก พรก.บริหารราชการฉุกเฉินฯ ขึ้น

  • ขอให้เมฆหมอกแห่งความร้ายกาจของอเมริกากจงหายไปจากแผ่นดินไทยและทั้งสองพระองค์ด้วยเถิด wrote on 15 ธันวาคม, 2014, 9:25

    สรุป.. เนื่องจากการตัดภาคใต้ของประเทศไทย แยกขาดไปต่างหากเหมือนกับการตั้งประเทศปานามา ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.48 คนไทยทั้งประเทศจะต้องมีการต่อต้านรัฐบาล ดังนั้นการออก พรก.นี้ก็เพื่อใช้ในการปราบปรามเหตุที่จะเกิดขึ้นดังกล่าวนั้น อาจจะมีคำถามว่าทำไมจึงต้องตัด และเกี่ยวข้องอะไรกับแผนปิดล้อมจีน ก็เพราะว่าส่วนที่จะตั้งประเทศขึ้นใหม่นี้ จะถูกควบคุมโดยกองกำลังของ US หากไม่รีบดำเนินการให้แล้วเสร็จในสมัยที่ทักษิณเป็นรัฐบาล ก็จะไม่มีโอกาสอีก

    ซึ่งขณะนี้ในทุกด้านมหาสมุทรจีนได้ถูกปิดล้อมไว้หมดสิ้น เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ดังนั้นศักยภาพการรบของจีนจะมีเพียงทางบกเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องความได้เปรียบทางยุทธวิธี ทีเรื่องอื่นพวกคุณงี้ทำตัวเป็นผู้ที่สิบหมื่นรู้ (แสนรู้) ไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะนายสมัคร ทีตอนเอาลูกเสือชาวบ้านมาลุยนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ จนนักศึกษาถูกแขวนคอตายที่สนามหลวง ทีงั้นทำได้ ทีงี้ทำลืม เลิกเสียทีเถอะนะแก่ใกล้ตายแล้ว หัดทำดีกันเสียบ้างทั้งสองคน และอย่าพยายามบิดเบือนความจริงต่อไปอีกเลย อายเด็กรุ่นหลัง หรือว่ากลัวตายไม่กล้าพูดก็บอกชาวบ้านเค้าไปตรง ๆ จะไม่ว่ากัน แต่สนับสนุนเส้นทางเผด็จการเหมือนในสมัย 6 ตุลาน่ะเลิกเสียที

    ว่ากันตามความจริงแล้วการดำเนินการดังกล่าวมันเป็นขบวนการ เหมือนการวิ่งผลัดจะเห็นได้ว่า จิ๋วมีหน้าที่ออกรัฐธรรมนูญ แล้วสร้างสถานการณ์ “ต้มยำกุ้ง” คนส่งข่าวให้กับจอร์จ โซรอส คือ “แม้ว” โดยมี ท.. พิ..ะ เป็นหัวเรือ ล้มระบบการเงินการธนาคารไทยให้ฝรั่งเข้ามาฮุบ (ถามว่าทำไมเหตุการณ์จึงมาเกิดในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะประเทศไทย) จากนั้นส่งไม้ผลัดต่อให้กับ นาย พรรคปอบชอบเปรต(ปชป) ที่คุณว่าน่ะ มันก็ใช้อำนาจจากรัฐธรรมนูญนั่นแหละออก พรก. ปรส. (ปล้นจนราบพนาสูร) ขายสมบัติชาติ จากนั้นทำเป็นอับอายขายหน้าลาออกจากหัวหน้าพรรค (แต่ตัวเองรับเงินเดือนจาก IMF ทุกเดือนในฐานะกรรมการถาวรของ IMF) หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ชัดโดยพฤติกรรมว่า ปัจจุบันพรรคปอบชอบเปรต (ปชป) คือสาขาหนึ่งของ ไทยลักไทย ตัวอย่างเช่น นายบัญญัติ (ซึ่งต่อต้านแม้ว) รับผิดชอบผู้แทนภาคใต้ได้รับเลือกทั้งหมด แต่ส่วนของเจ้ามาร์ค (มีพฤติกรรมสนับสนุนแม้ว) ผู้แทนในสังกัดได้มาแค่สองคน ซึ่งตามความเป็นจริงมาร์คต้องรับผิดชอบ แต่กลายเป็นบัญญัติต้องถูกกระแสในพรรคให้ลาออก ถามว่าขบวนการใต้ดินของมาร์คที่บีบให้บัญญัติลาออกน่ะ ไม่ใช่มาจากแม้วหรือ 

    สรุป.. นี่คือขบวนการ ยาวครับ เรื่องนี้ยาวไม่ใช่ธรรมดา เพราะเป็นเรื่องการปล้นประเทศ การวางแผนจึงซับซ้อนเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจ กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว ดังนั้นไม่ว่าใครจะสนับสนุนพรรคไหน ก็เข้าทางที่เขาวางไว้ทั้งนั้น สงสารบรรพบุรุษไทยที่สร้างแผ่นดินไว้ให้พวกเรารุ่นหลังได้อยู่อาศัย แต่คนรุ่นเรากลับรักษาแผ่นดินไว้ไม่ได้ เพราะหลงกระแสของคนเพียงไม่กี่คน น่าเสียใจจริง ๆ ครับ 

  • รักที่สุดคือในหลวง หวงที่สุดคือแผ่นดิน ไม่หลงคนโกงกินขายชาติ wrote on 16 ธันวาคม, 2014, 7:38

    อ่านให้รู้แจ้งคนไทยยังหลงคำเท็จคนชั่วคิดว่าในหลวงฆ่าอีกหรือ
    ในหลวงยอมเป็นแพะมานานเกินไปแล้ว!!  

    https://th-th.facebook.com/vihokthai/posts/5916303442101 

    อีกแหล่งข้อมูลสำคัญ สุดท้ายความจริงต้องปรากฏ
    ว่าคนเลวอย่างไอ้ปรีดีย์และไอ้ทักษิณไม่มีวันหนีความผิด
    ที่ตัวเองก่อกรรมทำเข็ญกับแผ่นดินไทยไว้ได้พ้น
    ใหญ่แค่ไหนก็ต้องชดใช้กรรม ไม่อาจโกหกลบประวัติศาสตร์
    ที่มันมุ่งอาฆาตโจมตีให้ร้ายสถาบัน
    เพื่อสร้างภาพหมกเม็ดความอัปปรีย์ทุจริตของตัวเองได้อีกแล้ว
    คนรุ่นใหม่เราจะเข้มแข็งไม่ยอมโง่ไม่ยอมให้ชาติมีภัย
    จากพวกนักการเมืองขายชาติขี้ข้าอเมริกา
    ไม่ยอมให้พวกโกงเมืองหลอกอีกต่อไป
    และไม่ยอมให้ขบวนการแดงคอมมิวนิสต์หลงยุคจัญไรล้มเจ้า
    พวกโรคจิตประสาทเสื่อมจอมตอแหลชั่วๆ
    มารังแกใส่ร้ายในหลวงของเราอีกแล้ว

    ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

    21 พฤษภาคม 2013
    เทอดศักดิ์ โต้ง เจียมกิจวัฒนา

    เรื่องเล่าจากลุงนิต ในหลวง ร.8 ถูกวางยา
    ก่อนถูกลอบปลงพระชนม์
    สุดท้าย “รอ.วัชรชัย ต้องได้รับผลกรรม”

    ได้มีโอกาสเจอคุณลุงมานิต โชติกเสถียร วัย 71 ปี
    ท่านเป็นบุตรชายแท้ๆของ ศ.นพ.ชุบ โชติกเสถียร
    หรือฉายา ” หมอสปัสซั่ม ” ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ

    ผู้ชันสูตรพลิกศพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 8
    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
    ท่านเป็นหมอที่ยืนยันว่านอกจากจะมีการลอบปลงพระชนด้วยอาวุธปืน ” พาราเบลลั่ม “แล้ว
    ยังมีการวางยาในหลวง วางยาต้นห้อง

    คุณลุงนิต นั่งกินหมูกะทะกับผมโดยบังเอิญที่หน้าสถานีวิหคเรดิโอ
    เชียงใหม่ เพราะท่านมาวันเกิดลูกของน้องชายผม
    เลยคุยกับแบบถูกคอเรื่องบ้านเมือง ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
    คุณลุงนิตเล่าให้ฟังว่าพอ ศ.นพ.ชุบ โชติกเสถียร บิดา
    จะไปเป็นพยานในศาลคดีลอบปลงพระชนม์ ปรีดี ได้มาเจรจา
    เพื่อให้ยอมไปให้ปากคำว่าเป็นการปลงพระชนม์ตัวเอง
    โดยยื่นสินบนด้วยคำพูดว่า

    “จะเปิดคลังหลวงให้และให้เอากระเป๋าไป2ใบ
     ใส่เงินเท่าที่ใส่ได้ให้ไปกินอยู่ตลอดชีวิต
    แค่อย่าให้ปากคำกับศาลว่าเป็นการลอบปลงพระชน”

    ในสมัยนั้นถ้าใครไม่ยอมทำตาม ก็จะมี “เก๋งดำ”
    หรือรถยนต์เก๋งสีดำมาจอดหน้าบ้าน นั้นหมายถึงว่าตายทุกราย
    จนข่าวนี้โด่งดั่ง จนเกิดข่าวลือว่า ศ.นพ.ชุบ ตายแล้ว

    อันที่จริงแล้ว ศ.นพ.ชุบ ได้จ้างทหาร
    มาเป็นยามถือปืนลูกซองอยู่ในบ้าน
    ใครเข้ามา “ยิงทิ้งทันที” จากนั้นก็ไปให้ปากคำกับศาล
    ยืนยันว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์จริง

    ระบุว่าในการตรวจพระศพยังพบว่ามีการ “ลอบวางยา” ต้นห้อง
    ของในหลวงรัชการที่ 8 และในพระวรกายของท่านยังพบว่า
    มีการพบ “น้ำมันละหุ่ง” ในปริมาณมากผิดปกติ
    จนทำให้เกิดอาการ “มึนงง” ก่อนการลอบปลงพระชนม์

    คำว่าหมอ “สปัสซั่ม” ลุงนิต บอกว่าสื่อมวลชนในสมัยนั้น
    ได้ให้ฉายา กับ ศ.นพ.ชุบ เพราะคำให้การที่อธิบายถึง
    คนที่จะยิงตัวตายได้จะต้องมีอาการเกร็ง หรือ “สปัสซั่ม”

    แต่ในหลวงราชการที่ 8 ไม่มีอาการดังกล่าว
    นั้นยิ่งชัดว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์

    ที่ ศ.นพ.ชุบไม่ยอมไปให้ปากคำตามที่ปรีดี ต้องการ
    เพราะ ศ.นพ.ชุบ ได้ทุนเจ้าฟ้า
    เรียนในประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี มีพี่น้องคือ

    1.หลวงประเสริฐไมตรี โชติกเสถียร
    2.พลเอกหลวงสุระณรงค์ โชติกเสถียร สมุหราชองครักษ์-องคมนตรี
    3.ศ.นพ.ชุบ โชติกะเสถียร
    4.ท่านผู้หญิงศิริ สารสิน

    เป็นบุตรของ ทูตพระสัมผกิจปรีชา โชติกเสถียร และคุณหญิงฉลวย โชติกเสถียร

    ซึ่งพลเอกหลวงสุระณรงค์ โชติกเสถียร คือ สมุหะราชองครักษ์
    ต่อมาได้รับโปรดเกล้าให้เป็น “องคมนตรี”
    โดยได้รับใช้ดูแลในหลวงรัชการที่ 8 และ 9 พระพี่นาง สมเด็จย่า
    มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กในประเทศไทยตอนยังไม่ได้ครองราชบัลลังค์

    ก่อนเสด็จไปประเทศสวิซฯ ทำให้ ตระกูล “โชติกเสถียร”
    มีความใกล้ชิดและจงรักภักดีต่อราชวงค์จักรีเป็นอย่างมาก
    พอเกิดการเปลี่ยนแปลงจากคณะราษฎรยึดอำนาจกันเอง
    ทำให้ปรีดีหมดอำนาจ จากฝีมือจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์

    ชีวิตของ ศ.นพ.ชุบ จึงรอดเงื้อมือมัจจุราชมาได้
    และได้ก่อตั้งโรงพยาบาล หน่วยแพทย์อาสา
    จนสิ้นอายุขัยด้วยวัยชรา

    ลุงมานิต ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมสำหรับ ใจ อึ้งภากร
    ลูก ดร.ป๋วย อึ้งภากร มาใส่ร้ายโจมตีรัชการที่ 9
    กล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์รัชการที่ 8
    เพื่อแย่งชิงราชบัลลังค์นั้น

    ผมอธิบายกับคุณลุงมานิต
    ตามหลักยุทธศาสตร์การเมืองว่า เป็นเรื่องที่ไม่แปลก
    เพราะทั้ง ป๋วย ทั้ง ใจ เป็นฝ่ายซ้ายนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์
    แม้ ดร.ป๋วย จะเป็นเสรีไทยสายอังกฤษ แต่ก็ไม่นิยมเจ้า
    จึงเป็นพรรคพวกเดียวกับอำมาตรีปรีดีย์

    การปล่อยข่าวทำลายสถาบันกษัตริย์ 
    เป็นหลักในการล้มล้างการปกครองในประเทศฝรั่งเศส
    ที่จะปล่อยข่าวทำลายราชวงค์ก่อนที่จะมีการโค่นล้ม
    โดยมีรากเง่ามาตั้งแต่ ประชาธิปไตยเกิดขึ้นนครรัฐกรีกโบราณ
    ช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ยุค เมโสโปเตเมีย
    ฟินีเซียและอินเดีย ที่มีนักปราชที่รู้จักกันในนาม “เพลโต้”

    democracy ในภาษาอังกฤษมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ
    ว่า “ดีมอคระเทีย” การลอบปลงพระชนนั้น

    จากประวัติศาสตร์ที่ระบุจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่า
    เป็นฝีมือของ ” รอ.วัชรชัย ” รองราชเลขาสำนักพระราชวัง
    เข้าไปลอบปลงพระชนม์ วางยาเอง

    แล้วหลบหนีไปร่วมกับอำมาตย์ตรีปรีดี
    ก่อการกบฎวังหลวง กบฎแมนฮัตตัน กบฎเมษาฮาวาย
    สุดท้ายก็โดนทหารจีนยิงทิ้ง

    “คดีลอบปลงพระชนม์” ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง
    หลังจาก จอมพลสฤษดิ์ ยึดอำนาจสำเร็จถือหลักคิดโจโฉ
    ถือธงนำหน้า ปกป้องพระเจ้าแผ่นดิน

    ส่วนวาทะกรรมที่ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง”
    ที่มีการประกาศในโรงภาพยนต์สมัยนั้น
    เกิดจากประชาชนที่อดรนทนไม่ไหว
    กับการยึดครองอำนาจของคณะราษฎร์
    เกิดการทุจริต คอรัปชั่น เข่นฆ่าประชาชน รัฐมนตรี
    รัฐประหารกันเองหลายสิบครั้งต่างหาก

    แต่วาทะกรรมนี้ ฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์
    จะเอามาโจมตีว่าเป็นฝีมือของพรรคประชาธิปัตย์
    พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นโดย นายควง อภัยวงค์
    น้องชายของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ของรัชการที่ 7

    โดยเจตนาโจมตีป้ายสีรัชการที่ 9 ว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์
    ให้เกิดเป้าหมายสูงสุดคือปลุกให้ประชาชนไม่พอใจลุกฮือ
    เปลี่ยนแปลงการปกครอง เหมือนที่เกิดในฝรั่งเศส รัสเซีย ฯลฯ

    การลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชการที่ 8
    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
    พระอัฐมรามาธิบดินทร นั้น

    บทสรุปจากบทบันทึก
    จากทั้งฝ่ายคอมนิวนิสต์ คือฝ่ายผู้แพ้
    ฝายขวา คือฝ่ายชนะ
    และคนกลาง ตรงกันคือ
    ในหลวงรัชการที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์

    จากพยานที่ถูกบันทึกไว้ทั้ง 3 ฝ่ายระบุตรงกันว่า
    เพราะในหลวงรัชการที่ 8 จะลาออกมาเลือกตั้งแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรี
    และจะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 เป็นในหลวงแทน

    เพราะท่านทนไม่ได้ที่ถูกปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการ
    ริบรอนพระราชอำนาจ กดขี่ จนมีบันทึกในประวัติศาสต์ไว้ว่า

    ” แม้แต่รถก็ไม่มีให้ใช้ หากแม่เราป่วยจะไปโรงพยาบาลจะไปอย่างไร ”

    สิ่งเหล่านี้คือประวัติศาสตร์ ที่เป็นรากเหง้าของประเทศไทย
    ที่ต้องถือว่าเป็นบทเรียน ลุงนิตโทรศัพท์กลับมาหาผมว่า
    อยากให้ลูกหลานคนรุ่นต่อไปได้ทราบเรื่องเหล่านี้
    เสียดายแม่ของลุงนิตได้เสียชีวิตไปแล้ว

    ท่านจำเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างอย่างละเอียด
    ลุงนิตเองจำได้ในส่วนที่สำคัญ วันนี้ลุงนิตในวัย 71 ปี
    เป็นคนกรุงเทพ แต่มาพำนักพักอาศัยในวัยชราที่เชียงใหม่

    “ถ้าอยากรู้อนาคต ต้องศึกษาอดีตลึกซึ้ง
    จะเข้าใจปัจจุบัน และหยั่งรู้ซึ่งอนาคต”

    เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
    22 พฤษภาคม 2556

  • รักที่สุดคือในหลวง หวงที่สุดคือแผ่นดิน ไม่หลงคนโกงกินขายชาติ wrote on 16 ธันวาคม, 2014, 8:00

    https://th-th.facebook.com/vihokthai/posts/591630344210172

    พี่น้องท่านรักกันมาก ใครจะลบประวัติศาสตร์
    ปล่อยข่าวเท็จป้ายความผิดวางยาซ้ำเติมดวงใจของสมเด็จย่าทั้งคู่อีกหรือ 
    ชดใช้กรรมในนรกซะเถอะคนชั่วล้มเจ้าทุกยุคสมัย
    มันทั้งฆ่าทั้งยุยง ปลุกปุ่นคนหัวอ่อนปัญญาเขลา
    รังแกน้ำใจสายใยพี่น้องมหิดล
    ท่านเลี้ยงอบรมคุณธรรมมาดีแค่ไหน
    ความดีที่แท้จริงย่อมไม่มีความชั่วใดจะทำลายได้ 

    คนไทยจนป่านนี้ยังดูเจตนาคนไม่ออกอีกหรือ
    ยังแยกดีแยกชั่วไม่ได้เลยหรือไง อะไรจริงอะไรเท็จ
    อะไรโกหกเสี้ยมจัดฉากใส่ร้ายอะไรพิสูจน์ได้จริง

    มิน่าถึงยังมีคนทึ่รู้ไม่เท่าทันต้องหลงกลทักษิณ
    กับพวกนักการเมืองชั่วช้าโกงกินยอมให้พวกมันสวมเขา
    หลอกใช้จนหมดตัว ตกนรกทั้งเป็นหาคุณธรรมความเจริญไม่ได้

    ในหลวงถูกนักการเมืองชั่วขายชาติขี้ข้าล้มเจ้าอเมริกา
    มันใส่ร้ายยุยงเสี้ยมคนไทยให้แตกสามัคคี
    ให้ทรยศแผ่นดินแม่ให้เกลียดในหลวง
    ท่านต้องกลายเป็นแพะรับบาปทั้งหมดมานานเกินไปแลัว

    คนดีแม้โดนใส่ร้ายแค่ไหนก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 
    สุดท้ายความจริงก็ตัองปรากฏ
    คนที่ยังโกหกใส่ร้ายท่านต้องแพ้ภัยตัวเอง

  • มงคลชัย คำสัตย์ wrote on 5 มกราคม, 2015, 21:28

    ทุกอย่าง​เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว บุคคลที่คิดร้ายกับในหลวงทุกคนจะไปตายที่เมืองนอกหมดตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน แผ่นดินไทยมี​อาถรรพ์มี​สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอย​ปกปักรักษา ถึงจะเก่งแค่ไหนถ้าคิดชั่วทำชั่วพูดชั่วจะ​มีอันเป็นไป เมืองไทยเรา​นี้​ต้องการคนดี​ซื่อสัตย์และเสียสละ ส่วน​คนเก่ง​ สามารถสอนกันได้ วันนี้มีคนเก่งพรุ่งนี้ก็มีคนเก่งกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่น้ำมิตรคุณธรรมและ​ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ต้องสะสมและใช้เวลาเพื่อสร้างเครดิต ผม​อยาก​ให้​ทุกคน​ใช้​สติปัญญาความสามารถพิจารณาให้​ถี่ถ้วนให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทุกคน ตัดสินใจให้​ละเอียด เมือง​ไทย​อยู่ได้​เพราะมีล้ม​เกล้า​รัชกาล​ปัจจุบันผู้​มี​บารมี​อัน​ยิ่งใหญ่ไพศาลผู้เป็น​นา​ถะ​ของ​ประชาชนเป็น​ที่พึ่ง​พิง​แก่​สรรพสัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้มีอยู่ ๒ มหาบุรุษที่​ศึกษาอริยวัตรแล้วรู้สึกปลื่มปิติทุกครั้ง นั้นก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและล้มเกล้ารัชกาลที่ ๙ คิดถึงทีไรก็ปลื้มปิติอิ่มอกอิ่มใจทุกครั่งมีใจเป็นบุญเป็นกุศล ทั้งสอง​พระองค์มี​ชีวประวัติและความดีงามไม่เรื่องด่างพร่อยเลยซึ่งกาได้ยากในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยคนโสมมตลบแตลงผิดศีลผิดธรรม ผมอยากให้คนไทยเรามีวิจารณญาณให้มากคิดกลับไปกลับมามีเหตุมีผลอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของคนชั่วคนเลว

ผู้เขียน

เขียน 10260 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics