ปราจีนบุรี

แบ่งปัน

ปราจีนบุรี

ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง

เขตเมืองทวาราวดี

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

        จากนครนายกไปตามทางหลวงหมายเลข 33 หลักกิโลเมตรที่ 158 ที่เรียกว่า วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปากทางเข้าสู่ตัวเมืองปราจีนบุรี ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท่าประทับยืน

        สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่านในคราวกรีธาทัพจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก ระหว่างการเดินทางได้หยุดพักทัพที่เขตจังหวัด ปราจีนบุรี ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรีและผู้เยี่ยมเยือนนิยมมาสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล

วนอุทยานเขาอีโต้

        ทางเข้าอยู่ริมถนนสาย 33 (สุวรรณศร) ใกล้กับวงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปในวนอุทยานได้โดยยังไม่เสียค่าธรรมเนียม (ณ วันที่ 5 พ.ค.51)

พิพิธภัณฑ์พระครูอุทัยธรรมธารี

        ตั้งถัดจากศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไปทางจังหวัดสระแก้ว เป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งของที่จัดทำขึ้นใหม่เลียนแบบศิลปะโบราณ ประมาณ 900 ชิ้น อาทิ กำไลสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องเคลือบ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เหรียญเงินตราของประเทศเพื่อนบ้านสมัยก่อน กี๋รูปกลมแบน 5 ขา เป็นต้น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี

        ตั้งอยู่บริเวณหลังศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำภูมิภาคตะวันออก เป็นที่รวบรวมศิลปโบราณวัตถุที่ค้นพบในจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดในภูมิภาคตะวันออก มีโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ เช่น เครื่องมือหินกระเทาะเทวรูปเคารพในศาสนาฮินดู พระวิษณุสวมหมวกทรงกระบอก ศิวลึงค์ ทับหลัง และคันฉ่องสำริด เป็นต้นรวมทั้งโบราณคดีใต้น้ำไทยที่พบจากใต้ทะเลบริเวณเกาะครามจังหวัดชลบุรี และที่อื่น ๆ

วัดแก้วพิจิตร

        ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2422 โดยนางประมูลโภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2456 จึงมีลักษณะ สถาปัตยกรรมและลวดลายประดับอาคารประสมประสานระหว่างศิลปไทย จีน ยุโรป และเขมร

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

        อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 135 ถ.ปราจีนตคาม ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ไปทาง อ.ประจันตคาม พื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑ์โอบล้อมไปด้วยพรรณไม้ สวยงามนานาชนิด อีกทั้งยังมีสัตว์สวยงามต่างๆมากมาย

        เมื่อท่านได้ก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ท่านจะได้พบกับตะเกียงจำนวน มหาศาล ซึ่งมีแขวนอยู่ทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นตามที่จอดรถ ร้านค้า บนเพดาน ตามอาคารต่างๆ แม้กระทั่งห้องน้ำอีกด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีอาคารทั้งหมด 5 อาคาร ซึ่งประกอบไปด้วย

อาคารที่ 1 อาคารราชาวดี

        อาคารนี้เป็นอาคารสองชั้น ในส่วนของการจัดแสดงของชั้นล่าง ได้จัดแสดงเกี่ยวกับสิ่งของโบราณหลากหลายชนิด เช่น เครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง เตารีดโบราณ เครื่องปั้นดินเผา ตู้เย็นใช้น้ำมันก๊าซเป็นต้น ในส่วนของชั้นสองเป็นชั้นที่รวบรวมตะเกียงเจ้าพายุหลากหลายยี่ห้อ ทั้งยังมีตะเกียงที่มีการใช้งานที่แตกต่างกันไปเช่น ตะเกียงเรือ ตะเกียงฉายสไลด์ นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดของส่วนประกอบตะเกียงให้ท่านได้ศึกษาอีกด้วย

อาคารที่ 2 อาคารลีลาวดี

        อาคารนี้เป็นอาคารแฝดที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดซึ่งมีสองชั้นรวมหกห้อง โดยแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างประกอบไปด้วย

        ห้องราชพฤกษ์ ได้จัดแสดงเกี่ยวกับถ้วยชามโบราณ ถาดกระเบื้อง โถพู ขวดน้ำมะเน็ด ซึ่งเป็นขวดน้ำอัดลมในสมัยก่อน

        ห้องชัยพฤกษ์ ส่วนใหญ่ของที่จัดแสดงจะเป็นเครื่องทองเหลือง อาทิเชี่ยนหมากทองเหลือง ขันลงหิน เตาน้ำมันก๊าซ ตะเกียงลาน

        ห้องกัลปพฤกษ์ ใครที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของรถจักรยานและ รถจักรยานยนต์ ต้องไม่พลาด ภายในห้องนี้ได้รวบรวมรถจักรยานหลากหลายยี่ห้อรวมไปถึงรถจักรยานยนต์ที่มีหลักการทำงานเป็นสองส่วน คือ จะให้เป็นจักรยาน(ถีบ) หรือเป็นรถจักรยานยนต์ก็ได้ ต่อมาจะเป็นในส่วนของชั้นที่สองซึ่งได้แก่

        ห้องทองกวาว ห้องนี้เห็นได้ว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ เพราะภายใน

ห้องนี้เป็นของสะสมที่เป็นของเล่นสังกะสี โดยส่วนใหญ่ และยังมีสามล้อถีบของเด็กในสมัยก่อน ซึ่งเป็นห้องที่เด็กๆจะได้เห็นวิวัฒนาการของของเล่นในอดีตจนถึงปัจจุบัน

        ห้องทองหลาง ภายในห้องนี้ได้จัดแสดงในเรื่องของพระ เช่น พระผง พระเหรียญรวมไปถึงรูปพระเก่าๆอีกมากมายหลายแบบ รวมทั้งพระเครื่องที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี

        ห้องทองพันชั่ง เป็นการรวบรวมเกี่ยวกับเครื่องคำนวณ ตราชั่งและเครื่องตวงวัดในรูปแบบต่างๆ เช่นตราชั่งคัน ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ในการจัดแสดงของอาคารหลังนี้ ได้จัดแสดงสิ่งของ ออกเป็นหมวดหมู่โดยในแต่ละห้องจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ถัดมาเป็น

อาคารที่ 3 อาคารชวนชม

        อาคารหลังนี้เป็นอาคารชั้นเดียว การจัดแสดงภายในของอาคารหลังนี้เป็นการจัดแสดงในเรื่องของรูปเก่าของเมืองปราจีนบุรีในสมัยก่อน และภาพถ่ายครั้งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่๙) เสด็จมาเยือนจังหวัดปราจีนบุรี ณ.วัดแก้วพิจิตร และมีหนังสือเก่านานาชนิด เช่น หนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 หนังสือการ์ตูนและสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของแสตมป์ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงแสตมป์ที่สำคัญๆไว้หลายชุดด้วยกัน รวมถึงยังมีล็อตเตอรี่รุ่นที่ 1 ของรัฐบาลสยามอีกด้วย

อาคารที่ 4 อาคารเจ้าพายุ

        อาคารนี้เป็นอาคารที่สร้างจากรูปแบบของตะเกียงเจ้าพายุ โดยมีส่วนสูงประมาณ 13 เมตร ซึ่งภายในของอาคารนี้ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเพื่อชมวิวโดยรอบได้เมื่อทุกท่านได้ชมกับของสะสมนานาชนิดที่ทำให้ท่านได้ย้อนกลับสู่อดีตแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีสถานที่ที่ให้ทุกท่านได้พักผ่อนหย่อนใจ ไปกับธรรมชาติ นั่นคือ บ่อปลาและกรงนกขนาดใหญ่ที่มีนกสวยงาม นานาชนิดให้ท่านได้ชื่นชม เช่น นกยูงไทยที่ในปัจจุบันหาดูได้ยากแล้ว และยังมีบ่อเต่า รวมไปถึงบ่อจระเข้อีกด้วย และจุดหลังสุดของพิพิธภัณฑ์ ท่านจะได้พบกับอาคารสุดท้ายคือ

อาคารที่ 5 อาคารฟ้าประดิษฐ์

        ซึ่งที่นี่ท่านจะได้พบกับเรือหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเรือขุดที่ใช้ต้นไม้ทั้งต้นมาทำเป็นเรือขุดเพียงลำเดียวและภายในโรงเรือยังมีเรือนผูก ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างจากไม่ไผ่โดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างเลย และภายในเรือนผูกได้จัดข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตในสมัยก่อน ให้เยาวชนได้ศึกษาอีกด้วยและนี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่จะนำให้ท่านหลบพักความวุ่นวายในสังคมเมืองแล้วมาพักผ่อนพร้อมย้อนอดีตไปกับที่แห่งนี้อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองปราจีนบุรีการเดินทางจากถนนเทศบาลดำริถึงสี่แยกถนนสุวินทวงศ์ ทางหลวงหมายเลข

วัดโบสถ์

        319 ตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 3071 ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร วัดโบสถ์ตั้งอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำปราจีนบุรี ภายในวัดมีพระพุทธรูป 3 องค์ ประดิษฐานเรียงรายไปตามริมแม่น้ำ คือ พระพุทธรูปปางลีลาพระนามว่า”พระสิริมงคลนิมิตร” พระพุทธรูปปางประทับนั่งห้อยพระบาทพระนามว่า”พระสรรพสิทธนาวา”พระพุทธรูปปางประทับนอนพระนามว่า”พระมหาชินไสยาสน์” ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ

สวนพันธุ์ไผ่

        ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จากทางหลวงหมายเลข 33 เลี้ยวซ้ายที่วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไปตามทางหลวงหมายเลข 3077ซึ่งเป็นถนนไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวเมือง ประมาณ 20 กิโลเมตรเป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไผ่นานาชนิดเพื่อการศึกษาและขยายพันธุ์ ภายในสวนพันธุ์ไผ่มีพันธุ์ไม้ผลต่าง ๆ จำหน่าย มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กศาลาพักผ่อนมีทิวทัศน์ที่งดงาม สามารถมองเห็นทิวเขาใหญ่ได้อย่างชัดเจน เหมาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี

น้ำตกเขาอีโต้

        ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองจากตัวเมืองเดินทางถึงวงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 160-161 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรน้ำตกเขาอีโต้เป็นธารน้ำไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นเป็นชั้น ๆความสูงไม่มากนัก สภาพบริเวณโดยรอบเป็นป่าโปร่ง มีน้ำมากเฉพาะในฤดูฝนและก่อนถึงตัวน้ำตกประมาณ 400 เมตรมีอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์หรืออ่างเขาอีโต้จากอ่างเก็บน้ำจะมีถนนขึ้นไปจนถึงยอดเขา เพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร และช่วงกิโลเมตรที่ 6 จะมีเนินพิศวง ถ้าจอดรถแล้วเข้าเกียร์ว่างไว้รถจะไหลขึ้นเนินได้ ซึ่งเกิดจากภาพลวงตาจากภูมิประเทศโดยรอบ.

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์

        อยู่ที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ิตำบลโคกปีบอำเภอศรีมโหสถจากตัวเมืองปราจีนไปตามถนนสุวินทวงศ(ทางหลวงหมายเลข319)ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร แล้วแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเป็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ วัดโดยรอบประมาณ 20 เมตร สูงประมาณ 30 เมตรสันนิษฐานว่าเป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้จากพระพุทธคยา ประเทศอินเดียซึ่งนำเข้ามาปลูกเป็นต้นแรกเมื่อประมาณ 2,000 ปีถือ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี..

โบราณสถานสระมรกต

        อยู่ที่วัดสระมรกต ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามถนนสุวินทวงศ์ (ทางหลวงหมายเลข 319) ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 500 เมตร เป็นกลุ่มโบราณสถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ ที่สร้างซ้อนทับกันหลายสมัยเริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างศิลาแลงและอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคารเท่านั้น ระหว่างการขุดแต่งได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่สลักอยู่บนศิลาแลงที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้างนับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใกล้กันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อนอกจากนี้ยังมีสระมรกตเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สระบัวหล้า และอาคารศรีมโหสถ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่ค้นพบในบริเวณนั้น ทั้งยังมีการจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ ประวัติความเป็นมาของโบราณสถานสระมรกต

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ

        ตั้งอยู่ที่บ้านโคกวัด ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ การเดินทางจากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามทางหลวงหมายเลข 319 ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 3070 อีกประมาณ 1 กิโลเมตร เมืองโบราณจะอยู่ทางด้านขวามือ เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่รูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ มีคูน้ำคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบ ภายในเมืองมีโบราณสถาน เนินดิน สระน้ำ บ่อน้ำ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดีหลักฐานส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อาทิเช่น เทวาลัย เทวรูป ศิวลึงค์ เป็นต้น โบราณสถานที่สำคัญในเมืองศรีมโหสถประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถานกลางเมือง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นหมู่เทวาลัยฐานก่อด้วยศิลาแลงด้านบนก่อด้วยอิฐ ภูเขาทองเป็นเจดีย์รูปกลมลักษณะเหมือนโอคว่ำสมัยทวารวดี โบราณสถานหมายเลข 25 เป็นเทวาลัยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 สระแก้วเป็นสระน้ำโบราณที่ขอบสระมีภาพแกะสลักลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ จำนวนถึง 41 ภาพอายุราวพุทธศตวรรษที่ 6 – 11..

อนุสาวรีย์ลายฝีพระหัตถ์

        ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ เลยที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิไปทางบ้านโคกขวาง ประมาณ 1.5 กิโลเมตรเป็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เสด็จประพาสปราจีนบุรีเมื่อปี พ.ศ.2451 ทรงจารึกไว้บนแผ่นศิลาแลงซึ่งเป็นซากโบราณวัตถุสมัยลพบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13..

เทวสถานพานหิน

        ตั้งอยู่ที่บ้านโคกขวาง ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิเลยที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิไปทางบ้านโคกขวางประมาณ 2กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แห่งเจนละ ตรงกลางของซากเทวาลัยมีฐานของเทวรูป ตะแคงอยู่มีลักษณะคล้ายพานจึงเรียกว่า พานหิน..ตั้งอยู่ที่ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี การเดินทางจากทางหลวงหมายเลข 33 ถึงกบินทร์บุรีเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 304 ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติทับลาน

        มีพื้นที่อยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 2,240 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,400,000 ไร่ นับเป็นป่าลานที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งสุดท้ายของประเทศ เป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ตระกูลปาล์มที่หายาก จะออกดอกเมื่อต้นมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ช่วงฤดูออกดอกในราวเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ดอกมีสีเหลือง สวยงามมาก หลังออกดอกแล้วต้นลานนั้นจะตายไป พื้นที่อุทยาน ฯ ยังปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและนกชนิดต่าง ๆสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในอุทยาน ฯ ได้แก่สวนพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ติดกับที่ทำการอุทยาน ฯ พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ประกอบด้วยต้นลานและพันธุ์ไม้ นานาชนิด สภาพร่มรื่น มีซุ้มสำหรับนั่งพักผ่อน กลางสวนมีสระน้ำขนาดใหญ่น้ำตกทับลาน (เหวนกกก) อยู่ห่างจากบ้านทับลานประมาณ 7 กิโลเมตร ต่อด้วยทางเดินเท้า เป็นน้ำตกที่สวยงามมีน้ำเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้นอ่างเก็บน้ำทับลาน อยู่ห่างจากบ้านทับลานประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำที่สวยงามล้อมรอบ ไปด้วยภูเขา อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อนน้ำตกห้วยใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันตกของอุทยาน ฯ แยกจากทางหลวงหมายเลข 304 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 79 เข้าไปอีก 6 กิโลเมตร ในหน้าแล้งนำรถยนต์เข้าไปเกือบถึงตัวน้ำตก น้ำตกห้วยใหญ่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่ง มีความสูงประมาณ 50 เมตร กว้างประมาณ 30 เมตร

        อยากล่องที่ปราจีนล่องแก่งหินเพิง ใช้แพยางนั่งได้ประมาณ 8 -10 คน ล่องในลำน้ำใสใหญ่ สภาพแก่งน้ำอยู่ในระดับ 3 -5 นักล่องแก่งจะต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการพายสูงเมื่อนักท่องเที่ยวติดต่อล่องแก่งกับผู้ประกอบการแล้ว ผู้ประกอบการฯ จะพานักท่องเที่ยว ไปยังบริเวณขญ. 9 (ใสใหญ่) และเดินป่าไปยังต้นน้ำ ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที จากนั้นจะเริ่มล่องแก่งมายังจุดสุดท้ายบริเวณ ขญ.9

        ลักษณะของสายน้ำแก่งหินเพิง เป็นแก่งหินตอนปลายสุดของแม่น้ำใสใหญ่ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นชั้นหินทราย ครั้นเมื่อถึงฤดูฝน กระแสน้ำ จะไหลหลากอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเกาะแก่ง ต่าง ๆ มากมาย แก่งหินเพิงเป็นที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายกับสายน้ำ อันเชี่ยวกราก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม กระแสน้ำบริเวณแก่งหินเพิงจะไหลรุนแรงมากความตื่นเต้น ท้าทายการล่องแก่งสายนี้จุดเด่นอยู่ที่ตัวแก่งหินเพิงอันเป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง ตัวแก่งหินเพิงมีลักษณะเป็นลานหินหักเท ลื่นลงมาจนเกิดเป็นกระแสน้ำวนและเชี่ยวกราก ต้องใช้ความสามารถและทักษะในการพายเป็นอย่างยิ่ง จากจุดเริ่มต้นเหนือแก่งหินเพิงลงมาจะผ่านแก่งวังบอน บริเวณนี้มีโขดหินสองฝั่งขวางกระแสน้ำอยู่ บีบให้กระแสน้ำเข้าหากัน เป็นรูปตัววี และถ้าผ่านแก่งวังบอนมาได้ กระแสน้ำหลังแก่งวังบอนจะไหลย้อนทิศทางตรงนี้สามารถพักเรือบริเวณนี้ได้ ล่องเรือต่อมาจะพบกับแก่งลูกเสือ ซึ่งมีความสนุกสนานเร้าใจไม่แพ้แก่งหินเพิง และผ่านไปจนถึงแก่งวังไทร และ แก่งงูเห่า ซึ่งเป็นแก่งสุดท้ายของการล่องแก่ง สายน้ำช่วงนี้แก่งวังไทรจะมีลักษณะเป็นคลื่นใหญ่ม้วนตัวขึ้นเป็นวง สร้างความตื่นเต้น เร้าใจได้พอสมควร

        แก่งต่าง ๆ ที่ล่องผ่าน*แก่งหินเพิง เป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง ลักษณะหินของแก่งหินเพิง เป็นแก่งยาวประมาณ 150 เมตร ในช่วงฤดูฝน เป็นสุดยอดของการล่องแก่ง

สวนนงนุช

        ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งโพธิ์ จากกรุงเทพ ฯ โดยใช้เส้นทางสายรังสิต – องครักษ์ ผ่านตัวเมืองนครนายก เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 33 สู่สี่แยกกบินทร์บุรี แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 304 ตรงมาประมาณ 22 กิโลเมตร จะเห็นป้ายบ้านสวนนงนุช ปราจีนบุรี ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง

        สวนนงนุช เป็นรีสอร์ทที่รวบรวมความหลากหลายในเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ มีพื้นที่ติดกับเขาใหญ่มีพรรณไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดสวนสวยแปลกตา และหลากหลายกิจกรรมกลางแจ้ง โทร. 0-3740-1371..

น้ำตกตะกร้อ

ตั้งอยู่ที่บ้านตะคร้อ ตำบลบุฝ้าย อำเภอประจันตคาม การเดินทางจากตัวเมืองปราจีนบุรี ไปตามถนนสายปราจีน – ตะคาม (ทางหลวงหมายเลข 3452) ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 จนถึงสี่แยกประจันตคามเลี้ยวซ้ายไปตามถนน รพช.

        หรืออีกเส้นทางหนึ่งเดินทางถึงวงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 จนถึงสี่แยกประจันตคาม เลี้ยวซ้ายไปตามถนน รพช. ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร และเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร จะถึงบริเวณน้ำตกตะคร้อ

        น้ำตกตะคร้อมีลักษณะเป็นแก่งน้ำกว้างมีสะพานแขวนทอดข้ามลำธาร ฝั่งซ้ายของลำธาร เป็นเนินเขา ฝั่งขวาเป็นป่าโปร่งมีทางเดินเท้าเลียบลำธาร มีความร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน และมีทางลงเล่นน้ำได้หลายจุด บริเวณน้ำตกตะคร้อมีทางเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกสลัดได ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม สภาพแวดล้อมยังคงความเป็นธรรมชาติตั้งอยู่ที่บ้านเนินหินตั้ง ตำบลหนองแก้ว อำเภอประจันตคาม เข้าทางเดียวกับน้ำตกตะคร้อ จะมีทางแยกซ้ายมือตรง กม.9 เข้าไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตรเป็นธารน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินต่างระดับบางช่วงไหลผ่านลาดหินบริเวณกว้าง บางช่วงเป็น แอ่งน้ำลึกสามารถลงเล่นน้ำได้ฝั่งซ้ายของลำธารลักษณะค่อนข้างสูงชันสภาพโดยทั่วไปยังเป็นป่าที่คงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ บรรยากาศร่มรื่นเหมาะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างดี..

น้ำตกส้มป่อย

        ตั้งอยู่ที่บ้านเขาน้อย ตำบลบุฝ้าย อำเภอประจันตคาม เข้าทางเดียวกับน้ำตกตะคร้อ ก่อนถึงน้ำตกตะคร้อจะมีทางแยกซ้ายมือ ที่ กม.14 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรเป็นน้ำตกที่ไม่สูงมากนักไหลลดหลั่นผ่านแก่งหินเป็นระยะทางยาวประมาณ 400 เมตร มีแอ่งน้ำให้ลงเล่นน้ำได้เป็นระยะ ๆ ตลอดลำธาร

 

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics