ท้าวสุรนารี

แบ่งปัน

 

ท้าวสุรนารี

 

     ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม (พ.ศ. 2314  พ.ศ. 2395) บุคคลในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะวีรสตรีผู้กอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์แห่งเวียงจันทน์ เมื่อปี พ.ศ. 2369 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าท้าวสุรนารีมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากเรื่องราวของท้าวสุรนารีพบในหลักฐานเป็นบันทึกที่ออกเผยแพร่ภายหลัง พ.ศ. 2475 เท่านั้น

 

ประวัติ

 

  ท้าวสุรนารี มีนามเดิมว่า “โม” (แปลว่า ใหญ่มาก)หรือ ท้าวมะโหโรง เป็นชาวเมืองนครราชสีมาโดยกำเนิด เกิดเมื่อปีระกา พ.ศ. 2314 สมัยกรุงเทพ มีนิวาสถานอยู่ ณ บ้านตรงกันข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ทางทิศใต้ของเมืองนครราชสีมา เป็นธิดาของนายกิ่มและนางบุญมา มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ แป้นาผล ไม่มีสามี จึงอยู่ด้วยกันจนวายชนม์ มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อ จุก(ภายหลังได้เป็น เจ้าเมืองพนมซร๊อก ต่อมามีการอพยพชาวเมืองพนมซร๊อก มาอยู่ ริมคูเมืองนครราชสีมาด้านใต้ จึงเอาชื่อเมือง พนมซร๊อก มาตั้งชื่อ บ้านพนมศรก ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น บ้านสก อยู่หลังสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ จนทุกวันนี้)

   เมื่อปี พ.ศ. 2339 โม เมื่ออายุได้ 25 ปี ได้แต่งงานสมรสกับนายทองคำขาว พนักงานกรมการเมืองนครราชสีมา ต่อมานายทองคำขาว ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระภักดีสุริยเดช” ตำแหน่งรองปลัดเมืองนครราชสีมา นางโม จึงได้เป็น คุณนายโม และต่อมา “พระภักดีสุริยเดช” ได้เลื่อนเป็น “พระยาสุริยเดช” ตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา คุณนายโมจึงได้เป็น คุณหญิงโม ชาวเมืองนครราชสีมาเรียกท่านทั้งสองเป็นสามัญว่า “คุณหญิงโม” และ “พระยาปลัดทองคำ” ท่านเป็นหมันไม่มีทายาทสืบสายโลหิต ชาวเมืองนครราชสีมาทั้งหลายจึงพากันเรียกแทนตัวคุณหญิงโมว่า แม่ มีผู้มาฝากตัวเป็นลูก-หลานกับคุณหญิงโมอยู่มาก ซึ่งเป็นกำลัง และอำนาจส่งเสริมคุณหญิงโมให้ทำการ ใดๆ ได้สำเร็จเสมอ หนึ่งในลูกหลานคนสำคัญ ที่มีส่วนร่วมกับคุณหญิงโม เข้ากอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ คือ นางสาวบุญเหลือ

    ท้าวสุรนารี เป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม เล่นหมากรุกเก่ง มีความชำนาญในการขี่ช้าง ขี่ม้า มีม้าตัวโปรดสีดำ และมักจะพาลูกหลาน ไปทำบุญที่วัดสระแก้วเป็นประจำเสมอ[1]ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2395 (เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 81 ปี

 

วีรกรรม

 

   วีรกรรมของคุณหญิงโมนั้นเป็นที่คนไทยรุ่นหลังทราบดีว่า เมื่อพุทธศักราช 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมาได้ แล้วกวาดต้อนครอบครัวชาวนครราชสีมาไป คุณหญิงโม และนางสาวบุญเหลือ ได้รวบรวมครอบครัวชาย หญิงชาวนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เข้าต่อสู้ฆ่าฟันทหารลาวล้มตายเป็นอันมาก ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2369 ช่วยให้ฝ่ายไทยสามารถกอบกู้เมืองนครราชสีมากลับคืนมาได้ในที่สุด

   เมื่อความทราบไปถึง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโม ขึ้นเป็น ท้าวสุรนารี เมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 เมื่อคุณหญิงโมมีอายุได้ 57 ปี พร้อมกับพระราชทานพระราชทานเครื่องยศ มีต่อไปนี้

 

      ถาดทองคำใส่เครื่องเชี่ยนหมาก 1 ใบ

      จอกหมากทองคำ 1 คู่

      ตลับทองคำ 3 ใบเถา

      เต้าปูนทองคำ 1 ใบ

      คนโท และขันน้ำทองคำอย่างละ 1 ใบ

   ในปี พ.ศ. 2524 คือเมื่อวันที่ 5 เมษายน เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ท่ามกลางพสกนิกร ที่เข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีอย่างเนื่องแน่น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบรมราโชวาทมีความตอนหนึ่งว่า

 

     ….ท้าวสุรนารี เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อให้ประเทศชาติได้อยู่รอดปลอดภัย

ควรที่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน

บ้านเมืองทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน การหวงแหน คือ ต้องสามัคคี

รู้จักหน้าที่ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ชาวนครราชสีมาได้แสดงพลังต้องการ

ความเรียบร้อย ความสงบ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชาติกลับปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวเราและรอบโลก จะผันผวนและ ล่อแหลมมาก

แต่ถ้าทุกคนเข้มแข็ง สามัคคี กล้าหาญ และเอื้อเฟื้อต่อกันชาติก็จะมั่นคง….

 

                                                                  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

อนุสาวรีย์

 

    เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442)

   ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีบนฐานอนุสาวรีย์ใหม่ปี พ.ศ. 2510

 

   ทั้งนี้ได้อัญเชิญอัฐิของท่านนำมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ และประดิษฐานไว้ ณ ที่หน้าประตูชุมพล อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานไพที สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรี คนแรกของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2476 แล้วเสร็จ และ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477

   ในงานพิธีเปิดนี้ จึงได้มีการสร้างเหรียญไว้เป็นที่ระลึก โดยมี สมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์สายพระอาจารย์มั่น – พระอาจารย์เสาร์ ร่วมพิธีปลุกเสกที่ วัดสุทธจินดา ชาวเมืองนครราชสีมารัก และหวงแหนเหรียญรุ่นนี้กันมาก เพราะถือกันว่านี่คือ เหรียญแห่งชัยชนะ เพื่อศรีสง่าแห่งบ้านเมือง และเชิดชูเกียรติ ท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาล และทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นโบราณสถานวัตถุแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480

  ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ฐานอนุสาวรีย์ชำรุด ข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา โดยนายสวัสดิวงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น เป็นประธาน ได้ร่วมใจกันสร้าง ฐานอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ขึ้นใหม่ ณ ที่เดิม เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง และเชิดชูเกียรติท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาลนาน แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510

 




ความเห็น

  • วันเวลา wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 14:29

    หลายปีก่อนมาข่าวประท้วงยกใหญ่
    เกี่ยวกับวิทยา นิพนธ์เล่มหนึ่ง
    ระบุว่า
    ตามประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงแล้ว
    ไม่ มีย่าโม
    หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป
    ไม่รู้ว่าวิทยานิพนธ์เล่ม นั้น
    และคนทำวิทยานิพนธ์ไปอยู่ไหนแล้ว
    เรื่องในสังคมไทยเป็น เรื่องละเอียดอ่อน
    เรื่องที่นำเสนอนั้นอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
    แต่ ถ้าไ่ม่ถูกใจคนแล้ว
    อันตราย
    ไม่ต่างจากเรื่องบั้งไฟพญานาค
    น่า เห็นใจประเทศชาติ

  • แอบรัก wrote on 7 สิงหาคม, 2012, 14:34

    จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ มากกว่าครับ ส่วนย่าโมมีจริงหรือเปล่านั้น ถ้าถามคนไทยคนไทยก็ต้องตอบว่ามีจริงครับ แต่ไปถามคนลาวเขาก็บอกว่าไม่จริงเพราะหลักฐานของเขาไม่มีบันทึกไว้ เรื่องนี้ก็น่าเห็นใจทั้งสองฝ่ายไม่ว่าไทยหรือลาวครับ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัย ร.3 ของไทย และ สมัยเจ้าอนุวงศ์ ของลาว ซึ่งลาวก็ถือว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นกษัตริย์ที่พยายามที่จะกู้ชาติลาวถ้าเป็นไทย ก็เปรียบเหมือนพระเจ้าตากสิน แต่เจ้าอนุวงศ์ทำไม่สำเร็จทางไทยเรียกว่า “กฎบ” ส่วนทางลาวเรียกว่า “วีรบุรุษ” ฉะนั้นทางลาวจึงคิดว่าวีรบุรุษของเขาจะไม่ลอบกัดโจมตีโคราชตอนที่ไทยไม่ ระวังตัว(เพราะทางพงศาวดารไทยบอกว่าลาวทำทีว่าจะมาช่วยโคราชแต่กลับมาโจมตี แทน)แต่พงศาวดารของลาวกล่าวว่าที่เจ้าอนุวงศ์ทำไปนั้นคือการกู้เอกราช เพราะโคราชเคยเป็นเมืองหนึ่งของลาวตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วครับ ซึ่งใน กรณีที่พงศาวดารของทั้งสองประเทศเขียนมาไม่เหมือนกันมีอีกเยอะครับ เช่น ทางกรุงเทพฯ ได้อุปการะให้เลี้ยงดูเจ้านโรดม(น่าจะเป็นปู่หรือพ่อของสีหนุ)อย่างลูกอย่าง หลานในสมัย ร.5 (ไม่แน่ใจสมัย) โดยให้ที่อยู่ที่เรียนจนส่งกลับไปกัมพูชาแล้วเจ้านโรดมยังไปสร้างพระราชวัง ของตนที่พนมเปญคล้ายกับวัดพระแก้ว แต่พงศาวดารของเขมรบอกว่ามาอยู่กับไทยอย่างเฉลยอย่างตัวประกัน สุดท้ายไปยอมเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเพื่อหวังจะได้เป็นเอกราชจากไทย มีตัวอย่างอีกมากมายครับ

  • บุญมี wrote on 8 สิงหาคม, 2012, 10:15

    คนเขียนวิทยานิพนธ์ชื่อ สายพิณ แก้วงามประเสริฐ เคยเป็นครูที่โคราช ภายหลังถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่ วิทยานิพนธ์ของคุณสายพิณเป็นวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมของ มธ ครับบางครั้ง ความจริงอาจเป็นสิ่งที่เจ็บปวด มีเพียงคนเขลาเท่านั้นที่ยอมหลอกตัวเองเพื่อที่จะเชื่อในบางสิ่งที่เสพย์ แล้วทำให้เกิดความพึงใจ
    ลูกหลานชาวลาวอิสาณ (นอกเมืองโคราช) ถ้าอ่านแล้วยังปลื้มวีรกรรมท้าวสุรนารีนี่คงแปลกอ่าน แล้วใครจะด่า ผมเชิญเถิด ผมเป็นคนสัญชาติไทยรักเมืองไทยครับ แต่จะให้หลอกตัวเองยอมรับในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือเพื่อจะได้ชื่อว่าภูมิใจใน ชาติไทย (สยาม) นั้นคงทำไม่ได้จริงๆ

  • ยาวนาน wrote on 8 สิงหาคม, 2012, 12:01

    การสร้างสังคมความรู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สมาชิกในสังคมต้องมีความสามารถในการแยกแยะระหว่าง ความรู้กับความเชื่อก็ ลำบากครับ คล้าย ๆ กับการเหยียบดวงจันทร์กับประเพณีไหว้พระจันทร์นั่นแหละเมื่อ ก่อนนี้ ผู้มีอำนาจจะทำการ “ผลิต” ความรู้หรือชุดความรู้ (ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน) ออกมาเพื่อสร้างหรือรับใช้อำนาจของตนทั้ง นี้ รวมถึงการ”กัน” หรือ “แยก” จนกระทั่ง “ทำลาย” ชุดความรู้อื่น เพื่อไม่ให้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่ แทน”ชุดความรู้” ของตนเองเช่น เมื่อก่อนนี้พงศาวดาร หรือประวัติศาสตร์เป็นเรื่องต้องห้าม แม้กระทั่ง พระนามของเจ้านายชั้นสูง ก็ไม่อนุญาตให้สามัญชนได้ทราบต่อมาก็มีการ ผลิตความรู้ชุดต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อสร้างชาติไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม และคอมมิวนิสต์สิ่ง เหล่านี้แหละ ครับ ที่ตกค้างมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพราะความรู้ประเภทนี้มันมี “พลัง”ในตัวเอง ทำให้คนที่ได้เรียนรู้หรือรับรู้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง และทำให้เกิดความเป็น “พวกเขา” “พวกเรา” ขึ้น
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เหมาะ สำหรับผู้นำที่จะสร้างฐานอำนาจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในหรือนอกประเทศเพราะ ลองทำให้คนรู้สึกว่านี่คือ “พวกเรา” ก็ย่อมหมายถึงว่าจะทุ่มเททุกอย่างที่ตัวเองจะทำได้เพื่อ”สกัด” หรือ “ทำลายล้าง” พวกเขาอ.สุพิณ ก็เลยกลายเป็น “พวกเขา” เพราะไม่ยอมเชื่อแบบ”พวกเรา” เท่านั้นเอง
    เคย เห็นหนังสือของกระทรวง ที่ทำเป๋นเล่มใหญ่ ๆ สีขาว ๆ แยกเป็นจังหวัด และมีเรื่องราวแบบครบถ้วนทั้งประวัติศาสตร์ ข้อมูลสารพัดไหมครับลอง ไปเปิดดูเล่ม นครราชสีมา ดู ก็จะได้รับทราบข้อมูลเช่นเดียวกับที่ อ.สายพิณ ศึกษาไว้ก็เป็นเรื่องที่ราชการยอมรับครับ เพราะทำมากับมือ แต่ก็รู้หลีกเป็นหาง คือ ไม่ประโคมดีกว่าประเด็น สำคัญ คือ ไม่ได้เรียกร้อง หรือต่อสู้ให้ยอมรับอันใดอันหนึ่งหรอกครับ แต่ว่าอยากให้แยกแยะให้ออกระหว่างความเชื่อกับการเปิดกว้างทางการศึกษา เพราะถึงอย่างไร เราก็ต้องเดินไปสู่ สังคมฐานความรู้ ที่ต่อไป ความรู้จะถูกผลิตออกมาเพื่อความรู้ และกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญแทนอุตสาหกรรมแบบเดินเครื่องเปิดโรง งานจ้างแรงงานเป็นกะ ๆ แล้วแต่ผมว่ายากครับ เพราะอย่างที่บอก ความรู้ที่ก่อตัวขึ้นเป็นหลักแล้ว จะมีระบบป้องกันตัวเองจากการท้าทายของความรู้อื่นที่ขัดแย้งกัน เพราะถ้าปล่อยให้ความรู้อื่นขึ้นมาเทียมได้ ก็อาจจะหมายความว่าความรู้นั้นจะถูกทำลาย และถูกแทนที่ด้วยความรู้อื่นแทนซึ่ง เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากความรู้เดิมก็จะสูญเสียผลประโยชน์นั้นไปด้วยตอน นี้ยังมีคนเชื่อว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตเพราะถูกจีนรุกรานจนต้องมา สุดที่แหลมทองแบบ “เราถอยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว” อยู่หรือเปล่าครับ
    1 ความเชื่อที่ถูกฝังรากลึกนั้นย่อมยากที่จะล้างสมองออกได้ มีทางเดียวคือ ” ปฏิวัติ ”
    2 ความเชื่อบางทีก็สวนทางกับความจริง
    3 สังคมไทยสอนให้เชื่อมากกว่าให้คิด เช่น ผู้เป็นครูมักจะดุด่าเด็กๆ หากเด็กคิดต่างจากครูว่า ” หัวล้านเกินครู “

  • นารี wrote on 20 สิงหาคม, 2012, 13:50

    เกิดมาทั้งที ควรไปกราบท้าวย่าโม ผู้มีพระคุณต่องคนไทย มาก อ่านประวัติจะลึกซึ้งมาก ไปกราบย่าโมแล้ว ควรไปดูวัด ศาลาลอย กราบพระที่โบสถ์ ชึ่งเป็นวันที่ย่าโมเป็นผู้สร้างวัดนี้ เมื่อกราบย่าโมแล้ว จะทำให้เจริญก้าวหน้า ร่างกายเข็งแรง สุขภาพดี จะหมดหนี้หมดสิน อย่างที่ไม่คาดคิด นะคะ

  • สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม wrote on 18 มกราคม, 2013, 17:14

    ทำถูกให้เป็นผิด ทำผิดให้เป็นถูก ตามสัญญากรรมที่มันมีมา
    มันก็วนเวียนอยู่แถวนี้แหละไอ้พวกลาว พวกเขมร พวกไทยขายชาติ กลับชาติมาเกิดจองเวรในแบบของมัน มันแค่ลืมว่าทำไมมันถึงมายืนจุดนี้ กรรมใดใครก่อมันก็รับไป

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics