ส่งเสด็จฯสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯสู่สวรรคาลัย

แบ่งปัน

น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ

ส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย

“ฉันขอกล่าวต่อท่านทั้งปวงว่า จะพยายามบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง ด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเกิด และต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระประมุขของชาติ ทั้งจะได้รักษาเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้จนชั่วชีวิต” พระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีพระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๖๑ พรรษา ณ วชิราวุธวิทยาลัย เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๒๙

พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 246827 กรกฎาคม พ.ศ. 2554) เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง ก่อนที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคตในอีกหนึ่งวันต่อมา

พระประวัติ

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

ก่อนหน้านี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมเหสีรับราชการอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ พระอินทราณี (แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2464), พระสุจริตสุดา (แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2464) และพระนางเธอลักษมีลาวัณ (แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2465)

ต่อมาพระอินทราณีได้ตั้งพระหน่อ จึงได้รับการสถาปนาเป็น พระวรราชชายาเธอ และพระบรมราชินี ตามลำดับ แต่ภายหลังได้ทรงแท้ง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงล้มเหลวต่อการมีพระโอรสสืบต่อราชบัลลังก์ จนในปี พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนานางสาวสุวัทนา อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นเจ้าจอมสุวัทนา

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2468 ด้วยเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินีไม่สามารถให้กำเนิดพระบุตรได้ จึงมีการลดพระอิสริยยศของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ลงเป็นพระวรราชชายาแทน และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเองก็ได้มีการสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะประสูติกาลพระบุตรในไม่ช้า ขึ้นเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เพื่อ “…ผดุงพระราชอิศริยยศแห่งพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหน้า”

          แต่แล้วเมื่อใกล้พระประสูติการ ความชื่นบานทั้งหลายกลับกลายเป็นความกังวล เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างมิคาดฝัน ในยามนั้น พระองค์ประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประทับ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ซึ่งติดกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งพระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิงในวันที่ 24 พฤศจิกายน

 

จากนั้นในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประสูติ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดำรัสว่า “ก็ดีเหมือนกัน

จนรุ่งขึ้นในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน เจ้าพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถผู้ทรงพระประชวรหนักบนพระแท่น เมื่อทอดพระเนตรแล้ว ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้เนื่องจากขณะนั้นมีพระอาการประชวรอยู่ในขั้นวิกฤต เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

พระนม (แม่นม) ของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ คุณบุปผา พนมวัน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นพระนมโดยตำแหน่ง เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในรัชกาลที่ 6 เสวยพระกษิรธาราจากพระชนนี มีคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถวายอภิบาลในเบื้องต้น จากนั้นจึงมีคณะพระอภิบาลจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นอดีตคุณพนักงานในรัชกาลที่ 6 โดยผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าอภิบาลจนทรงเจริญพระวัยพอสมควร

พระนาม

พระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้นได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468 และมีคำนำพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ (ภาติกา หมายถึง หลานสาวที่เป็นลูกสาวของพี่ชาย) โดยก่อนหน้านี้มีการสมโภชได้มีการคิดพระนามไว้ 3 พระนาม ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชอรสา สิริโสภาพัณณวดี, สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนจุฬิน สิริโสภิณพัณณวดี และสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ท้ายที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเลือกพระนามสุดท้ายพระราชทาน

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้เสด็จผ่านพิภพขึ้นสืบสนองพระองค์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีประกาศเปลี่ยนคำนำพระนามสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ผู้เป็นพระขนิษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ

จากนั้นในปี พ.ศ. 2489 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทน ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงคำนำพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ แม้ว่าสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ จะเป็นพระเชษฐภคินีผู้ทรงเจริญพระชนมายุสูงกว่า เนื่องจากคำว่า ภคินี แปลได้ทั้งน้องหญิงและพี่หญิง ดุจเดียวกัน จึงทรงพระนามตามพระฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ดังปรากฏในปัจจุบันว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ส่วนพระนามในภาษาอังกฤษตามทางราชการใช้ว่า “Her Royal Highness Princess Bejaratana”

 เมื่อทรงพระเยาว์

หลังจากประสูติแล้วไม่นาน สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้ทรงย้ายไปประทับ ณ ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงว่าสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ จะไม่มีสถานที่ทรงวิ่งเล่นเพราะในพระบรมมหาราชวังมีบริเวณคับแคบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายออกมาประทับ ณ พระตำหนักสวนหงษ์ พระราชวังดุสิต ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ซึ่งเป็นที่กว้างขวางร่มรื่น แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เหมาะแก่การสำราญพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ

ขณะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ทรงพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลทั้งด้านพระอนามัยและความเป็นอยู่มาโดยตลอด ด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระประชวรหนักนั้น ได้มีพระราชดำรัสกับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าว่า “ขอฝากลูกด้วยต่อมา สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้ายังได้มีพระราชกระแสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “เจ้าฟ้านี่ ฉันตายก็นอนตาไม่หลับ พระมงกุฎฝากฝังเอาไว้

        ระหว่างทรงพระเยาว์ มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฎบวรเดช ทำให้ต้องทรงย้ายที่ประทับอยู่ตลอดเวลา เช่น ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง, พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต, ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา, พระตำหนักสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในสวนสุนันทา และพระตำหนักเขียว วังสระปทุม

จนกระทั่งพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โปรดให้สร้างตำหนักใหม่ขึ้นเป็นส่วนพระองค์บนที่ดินหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยซึ่งเป็นที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่คราวอภิเษกสมรส ตำหนักแห่งนี้ประทานนามว่า สวนรื่นฤดี มีนายหมิว อภัยวงศ์เป็นสถาปนิก และพลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต)เป็นวิศวกร (ต่อมาได้ทรงขายให้แก่ทางราชการขณะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และปัจจุบันเป็นส่วนราชการของกองทัพบก)

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้ทรงพระอักษรเบื้องต้นโดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล, หม่อมเจ้าหญิงเสมอภาค โสณกุล, ครูพิศ ภูมิรัตน ฯลฯ จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา

ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ

ต่อมาใน พ.ศ. 2480 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ผู้เป็นพระชนนีทรงเห็นว่าพระพลานมัยของพระธิดาไม่สู้สมบูรณ์นักจึงนำพระธิดาไปทรงพระอักษรและประทับรักษาพระอนามัย ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนการสละราชสมบัติแล้ว ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ

กล่าวคือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค ทั้งสองพระองค์ต้องประสบความยากลำบากนานับประการอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ โดยผู้ที่รับใช้ภายในพระตำหนักจะเป็นสตรีทั้งหมด

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนซีเคร็ตฮาร์ต แคว้นเวลส์ ครั้นในช่วงเสด็จลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีทรงมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่างๆ ของชาวไทยอยู่เสมอ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทนแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ สภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

แม้ในยามยากลำบาก

ต่อมาได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น ทรงประสบปัญหาอย่างยิ่งโดยเฉพาะด้านการเงิน ต้องทรงรับปันส่วนอาหารเช่นพลเมืองอังกฤษทั่วไป ต้องทรงอพยพลี้ภัยไปประทับ ณ แคว้นเวลส์ ต้องทรงทำงานบ้านเองอย่างสามัญชน แต่แม้ในความยากลำบากเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ พร้อมด้วยพระชนนี ยังมีพระเมตตากรุณา ได้เสด็จไปทรงช่วยกิจการสภากาชาดอังกฤษ ทรงถักเครื่องกันหนาว และม้วนผ้าพันแผลสำหรับผู้ปฏิบัติงานในแนวรบ สภากาชาดอังกฤษจึงทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสรรเสริญน้ำพระทัยของราชนารีแห่งกรุงสยามทั้งสองพระองค์ ที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา แม้ในยามที่ทรงประสบความยากลำบากโดยส่วนพระองค์เองอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็ตาม

ที่พึ่งของชาวไทยในต่างแดน

เมื่อสงครามยุติ ทรงย้ายไปประทับ ณ ตำหนักในเมืองไบรตัน สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเป็นศูนย์รวมน้ำใจชาวไทยในประเทศอังกฤษและประเทศใกล้เคียง ได้เสด็จไปทรงร่วมงานของ สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมชาวไทยในอังกฤษอยู่เสมอ ทั้งยังมีชาวไทยมาขอพึ่งพระบารมีในโอกาสต่างๆ ถึงยังตำหนักที่ประทับ ทรงพระกรุณาช่วยเหลือทุกเรื่อง เช่น นักเรียนไทยบางคนประสบปัญหาทางสุขภาพ ก็โปรดให้แพทย์ประจำพระองค์ช่วยดูแล บางรายคิดถึงอาหารไทยก็โปรดพระราชทานเลี้ยงอาหารให้อิ่มหนำสำราญ เป็นที่พึ่งของคนไทยในต่างแดนตลอดเวลากว่า ๒ ทศวรรษที่ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ

       

นิวัตประเทศไทย-วังรื่นฤดี

เมื่อพระอนามัยดีขึ้น และสภาวการณ์บ้านเมืองไทยเป็นปกติสุข กอปรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จฯ นิวัตประเทศไทยแล้ว สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระชนนี เสด็จกลับประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเมื่อปี พ.ศ. 2500 ทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างวังในซอยสุขุมวิท 38 (ซอยสันติสุข) 

แล้วเสด็จไปประเทศอังกฤษอีกในปี พ.ศ. 2501 เพื่อทรงเตรียมพระองค์เสด็จกลับประเทศไทยเป็นการถาวร จากนั้นจึงได้เสด็จนิวัตประเทศไทยในปี พ.ศ. 2502 ประทับ ณ วังแห่งใหม่ จึงได้ขนานนามวังดังกล่าวว่า วังรื่นฤดี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 69 ซอยสุขุมวิท 38 กรุงเทพมหานคร

และพระองค์ได้ประทับอยู่ตราบกระทั่งสิ้นพระชนม์ ส่วนในช่วงฤดูร้อนพระองค์จะเสด็จแปรที่ประทับไปยังตำหนักพัชราลัย ถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญดอกไม้และผลไม้ และสังเกตพระอนามัยของพระองค์เป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ มีการจัดตำรวจคอยอารักขาตลอดเวลา และทรงโปรดฯให้ห้องเครื่องสวนจิตรลดาจัดเครื่องเสวยมาทุกวัน

นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลขาธิการพระราชวังจัดกรมวัง และสารถีมาปฏิบัติหน้าที่ประจำทั้งภายในวังที่ประทับ และจัดเจ้าหน้าที่มาตกแต่งสถานที่ และปฏิบัติในเวลาที่มีงานพิเศษ เช่น งานวันคล้ายวันประสูติ และการทรงบำเพ็ญพระกุศลอย่างสมพระเกียรติยศทุกประการ

 

ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเองก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน มาเฝ้าและคอยติดตามพระอนามัย และใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยเช่น คลุมพระบรรทมและปลอกพระเขนยที่สวยงาม รวมไปถึงการจัดดอกไม้ที่พระองค์ทรงโปรดมาไว้ที่ห้องพระบรรทม เพื่อให้ทรงชื่นพระทัย

เจ้าฟ้าผู้ทรงธรรม

พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพระหฤทัยอยู่ตลอดพระชนมชีพ โปรดเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระกุศลตามวัดต่างๆ ทั้งใกล้ไกลทั่วประเทศ เสด็จไปทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างน้อยปีละ ๓ วัดทุกปี ทรงบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียน และทรงสวดมนต์ทุกวัน โปรดสดับพระพุทธมนต์ สดับพระธรรมเทศนา ทรงอ่านหนังสือธรรมะและทรงศึกษาธรรมะ ได้เคยเสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นานนับปี และทรงศึกษาพระอภิธรรมอย่างจริงจัง

ทรงแจ่มแจ้งในหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง และมีพระโอวาทสั่งสอนเตือนสติข้าราชบริพารอยู่เสมอ เช่นครั้งหนึ่งเคยรับสั่งสอนธรรมะด้วยอุปมาโวหาร กับข้าราชบริพารซึ่งเป็นคนโมโหง่าย ว่า “โทสะนั้นเหมือนไฟ เช่นตะเกียงที่จุดไฟ ถ้ารุนแรงขึ้นเมื่อใดก็ให้ระงับเสีย เหมือนเราดับตะเกียง คือค่อยๆ หรี่ตะเกียงลง แล้วโทสะก็จะดับหายไปเอง”

        ความเป็นไทย

แม้ประทับในต่างประเทศนานกว่า ๒๐ ปี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงนิยมและภาคภูมิพระทัยในความเป็นไทยอย่างยิ่ง โปรดฉลองพระองค์ผ้าไหมและผ้าฝ้ายของไทย ฉลองพระบาท กระเป๋าทรงถือ เครื่องพระสำอางล้วนโปรดที่ผลิตในประเทศไทย ทั้งยังโปรดน้ำอบไทยอย่างมาก ทรงใช้นับแต่ทรงพระเยาว์จนตลอดพระชนมชีพ

การใช้ภาษาไทย ทรงเคร่งครัดเป็นพิเศษ ทรงเขียนและมีรับสั่งด้วยภาษาไทยที่ถูกต้องชัดเจนตามแบบแผน จะมีรับสั่งภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสกับชาวต่างประเทศเท่านั้น ไม่โปรดให้ผู้ใดกราบทูลภาษาไทยปนภาษาต่างประเทศ โปรดให้ใช้คำไทย เช่น ล็อคประตู ให้กราบทูลว่า ลงกลอนประตู, ทีวี ให้กราบทูลว่า โทรทัศน์, เน็ตคลุมผม ให้กราบทูลว่า ร่างแห่คลุมผม เป็นต้น

ความเรียบง่าย

แม้มีพระกำเนิดเป็นเจ้าฟ้า มีพระเกียรติยศสูงส่ง มีข้าในพระองค์แวดล้อมถวายงาน แต่กลับไม่โปรดให้รบกวนผู้ใดจนเกินไปให้ต้องลำบาก จะทรงหยิบจับใช้สอยสิ่งใด โปรดทรงทำเองทุกอย่าง เวลาเสด็จออกไปยังที่ใดก็ไม่โปรดให้กีดกันประชาชนให้ไกลห่างไปจากพระองค์ จะเสด็จไปทอดพระเนตรสิ่งใด หรือสถานที่ใด ก็ไม่โปรดให้ตระเตรียมการให้เกินปรกติ ส่วนใหญ่จึงโปรดเสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเงียบๆ ในลักษณะ “ปิดทองหลังพระ” ไม่ต้องมีการป่าวประกาศ ประชาสัมพันธ์ทำข่าว หรือกะเกณฑ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก ทรงวางพระองค์อย่างเป็นปรกติ รับสั่งทักทายผู้คนด้วยรอยแย้มพระสรวลสดใสเสมอ มีพระจริยวัตรที่เรียบง่ายและสามัญธรรมดา

ความมัธยัสถ์

ทรงใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ การใช้จ่ายเงินส่วนพระองค์จะทรงลงบันทึกรายการอย่างชัดเจนถี่ถ้วน ทรงประหยัดไฟฟ้า ไม่โปรดให้ผู้ใดเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าถวายไว้ล่วงหน้า จะเสด็จเข้าออกห้องใด โปรดทรงเปิดปิดเครื่องไฟฟ้าในห้องนั้นๆ เอง เมื่อฉลองพระองค์ชำรุด ก็ทรงซ่อมด้วยฝีพระหัตถ์ เพราะโปรดงานเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เครื่องใช้ส่วนพระองค์ก็โปรดให้มีเท่าที่จำเป็น เมื่อทรงมีสิ่งของใดมากเกินกว่าจะทรงใช้สอย เช่น ฉลองพระองค์ ฉลองพระบาท กระเป๋าทรงถือ ฯลฯ ก็ไม่ทรงเก็บไว้จนเกินจำเป็น แต่จะโปรดพระราชทานไปยังสภากาชาดไทย เพื่อนำออกจากหน่ายหารายได้เพื่อสาธารณกุศลในงานกาชาดเป็นประจำทุกปี

พระจริยวัตรอันควรแก่การสรรเสริญอีกประการหนึ่งคือ ทรงตรงต่อเวลาและทรงตระหนักในคุณค่าของเวลาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทรงปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าดาย ยามทรงว่างเว้นจากพระภารกิจจะทรงถักนิตติ้งเป็นผ้าผันคอพระราชทานทหาร ตำรวจผู้ปฏิบัติราชการชายแดน และโปรดพระราชทานไปให้อย่างปิดทองหลังพระ คือไม่ให้ออกพระนามว่าเป็นผ้าพันคอเหล่านั้นเป็นของฝีพระหัตถ์ ส่วนการเสด็จออกปฏิบัติพระกรณียกิจก็ต้องตรงต่อเวลาอย่างเคร่งครัด พระกิจวัตรประจำวันนั้นก็ทรงปฏิบัติเป็นเวลา ดังมีบันทึกพระกิจวัตรประจำวันขณะพระอนามัยยังอำนวยไว้ ดังนี้

๐๖.๐๐ น.หรือก่อนเล็กน้อย บรรทมตื่น เปิดวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเทียบนาฬิกาข้อพระกรและทุกๆเรือน ทรงออกพระกำลังโดยแกว่งพระกร ๒๐๐ ครั้ง เสร็จแล้วจะทรงสรงน้ำ แต่งพระองค์หรือทำธุระการงานด้วยพระองค์เอง ไม่เรียกผู้ใดเข้ามารับใช้ เช่น เก็บพระภูษา ฉลองพระองค์ พับเรียบร้อย นับชิ้นใส่ถุงผ้าซัก เตรียมสำหรับข้าหลวงจะเข้ามาเก็บส่งซัก และเมื่อถึงเวลาบ่ายเชิญพระภูษาขึ้นมา จะทรงเก็บใส่ตู้เองและทรงตรวจตรานับจำนวน ถ้าขาดหายไปสัก ๑ ชิ้นก็ทรงทราบ

๐๘.๐๐ น.เสด็จออกจากห้องบรรทมตรงไปที่ห้องพระ จุดธูปเทียนถวายเครื่องสังเวยพระกระยาหารเช้าแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและท้าวหิรันยพนาสูร (เทวรูปประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสวยพระกระยาหารเช้า รายการพระกระยาหารทรงสั่งล่วงหน้า ๗ วัน มีรายการต่างๆไม่ซ้ำกัน

๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น.ทรงงานแต่ลำพังไม่ต้องมีข้าหลวงเฝ้า ทรงถักผ้าพันคอทหารหรือเย็บผ้า ฯลฯ ถ้ามีบุคคลภายนอกมาขอเฝ้า ก็จะได้เฝ้าในระหว่างนี้

๑๐.๓๐ น.เสวยพระสุธารส เช่น กาแฟเย็นและน้ำผลไม้

๑๑.๓๐ น.เสด็จเข้าห้องพระถวายเครื่องสังเวยพระกระยาหารกลางวันแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและท้าวหิรันยพนาสูร

๑๒.๐๐ น.เสวยพระกระยาหารกลางวันซึ่งทรงสั่งรายการล่วงหน้า ๗ วัน มีลักษณะอาหารและคุณค่าแตกต่างกันไป

๑๒.๔๐ น.ถ้าไม่มีธุระกับผู้ใด ก็จะประทับเงียบๆแต่พระองค์เดียว หรือบรรทมพักผ่อนตามพระอัธยาศัย ไม่มีผู้ใดรบกวน

๑๖.๐๐ น.เสวยพระสุธารส

๑๖.๓๐ น.ทรงพระดำเนินออกพระกำลังไปรอบๆตำหนัก ๖ รอบหรือทรงพระดำเนินตามทางเรียบให้ได้ ๑ ชั่วโมง เสร็จจากการออกพระกำลังจะทรงพักผ่อนระยะหนึ่ง แล้วเข้าไปจัดของเครื่องใช้และจัดพระภูษา จัดฉลองพระองค์ที่ซักรีดแล้วเข้าที่ เข้าตู้ด้วยพระองค์เอง ถ้าจะเสด็จหัวเมืองก็จะทรงจัดของเครื่องใช้ต่างๆโดยมีผู้คอบหยิบถวายเท่านั้น ในระหว่างนี้เมื่อเสด็จออกจาก ห้องบรรทมแล้ว จะทรงถักไหมพรม ทอดพระเนตรโทรทัศน์ไปจนเวลา ๑๙.๐๐ น.

๑๙.๐๐ น.เสวยพระกระยาหารค่ำ ทรงสั่งล่วงหน้าบางวัน ถ้าไม่ทรงสั่งล่วงหน้าก็แล้วแต่ทางห้องเครื่องจัดถวาย เสวยเสด็จแล้วบางทีทอดพระเนตรโทรทัศน์หรือทรงถักไหมพรมต่อ ทรงสนทนากับบุคคลภายในซึ่งเป็นข้าราชบริพารอยู่ที่ตำหนัก

๒๐.๔๐-๒๐.๔๕ น.เสด็จเข้าห้องพระทรงบูชาพระด้วยดอกไม้ธูปเทียน สวดมนต์เสร็จแล้วถวายบังคมสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วยดอกไม้ธูปเทียน หลังจากนี้แล้ว จะไม่ทรงรบกวนผู้ใดจะเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงานส่วนพระองค์ เช่น จัดเครื่องทรง สรงน้ำ ฟังวิทยุ ฯลฯ จะไม่เสด็จออกอีกจนถึงเวลาบรรทมตื่นในวันรุ่งขึ้น”

กำลังสำคัญแห่งพระราชวงศ์

สมัยที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ เสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อย่างเต็มที่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ จึงทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระนั้นด้วยพระอุตสาหวิริยะ ทั้งในการเสด็จแทนพระองค์ไปในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ ตลอดจนทรงริเริ่มเปิดวังรื่นฤดี เป็นสถานที่จัดงานการกุศลเพื่อหารายได้สมทบทุนองค์กรสาธารณกุศล เช่น การจัดงานเดินแฟชั่น งานราตรีสโมสร และงานรื่นเริงต่างๆ หารายได้เพื่อการกุศล เป็นครั้งแรกๆ ในประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน

ทั้งยังทรงงานร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เช่น ทรงสร้าง “โรงเรียนเพชรรัตนราชสุดา” เป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ณ จังหวัดสระแก้ว ตามพระราโชบายของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมากเพื่อสมทบทุนมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ฯลฯ อยู่เป็นนิตย์ เพื่อช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎร

        ทรงเยี่ยมราษฎร

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ โปรดได้เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในทุกภูมิภาค และทรงพระสำราญยิ่งเมื่อได้ประทับท่ามกลางประชาชน ในสมัยนั้นการคมนาคมยังลำบาก ต้องเสด็จโดยรถไฟบ้าง รถยนต์ไปตามหนทางขรุขระทุรกันดารบ้าง ทางเรือบ้าง ทรงนำสิ่งของจำเป็นไปพระราชทานแก่ผู้มาเฝ้าอย่างทั่วถึง ด้วยน้ำพระทัยห่วงใยทุกข์สุขของประชาชน ตราบจนพระชนมายุสูงขึ้น พระอนามัยไม่สู้อำนวย และพระราชโอรสธิดาในรัชกาลปัจจุบันทรงพระเจริญแล้ว จึงเสด็จออกต่างจังหวัดน้อยลง แต่ก็ยังพระราชทานทุนทรัพย์และความช่วยเหลือประการต่างๆ เพื่อยังประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องจนตลอดพระชนมชีพ

        สืบสานพระราชปณิธานจากพระบุพการี

แนวพระดำริที่ทรงยึดถือเป็นหลักในการทรงงานคือการปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อพระบุพการี ด้วยเหตุนี้ จึงทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจัง ทรงรับกิจการลูกเสือ-เนตรนารี และอาสาสมัครรักษาดินแดน ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทรงสนับสนุนหน่วยทหารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิดไว้

ทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในรัชกาลที่ ๖ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย, โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ฯลฯ รวมถึงการบูรณะซ่อมแซมพระราชฐานในรัชกาลที่ ๖ เช่น พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี และพระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ

ทั้งยังทรงก่อตั้ง หอวชิราวุธานุสรณ์ และ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเผยแผ่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมชนกนาถ แม้ในส่วนของสมเด็จพระอัยยิกาก็มิได้ทรงทอดทิ้ง ทรงอุปการะสถาบันที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงก่อตั้งไว้เป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนราชินี, โรงเรียนวิเชียรมาตุ, วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา, สภากาชาดไทย เป็นต้น

ด้านการดนตรี

นับแต่ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงศึกษาเปียโนอย่างจริงจังกับพระอาจารย์ชาวอังกฤษ สืบต่อจากพื้นฐานที่ทรงศึกษาเบื้องต้นในเมืองไทย พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีจึงฉายแววขึ้นอย่างเด่นชัด ทรงสามารถจดจำโน้ตเพลงและบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ทอดพระเนตรแผ่นโน้ตเพียงครั้งเดียว ในลักษณะคล้ายการต่อเพลงแบบดนตรีไทย คือใช้วิธีจำโน้ตเพลงโดยไม่ต้องทอดพระเนตรโน้ตอีกเลย ต่อมาได้ทรงพัฒนาจนสามารถบรรเลงเปียโนได้แม้ไม่มีแผ่นโน้ตก็ทรงฟังเพลงที่โปรด แล้วทรงบรรเลงได้ทันที

นอกจากนี้ ยังโปรดการขับร้องควบคู่ไปกับการทรงเปียโน ทรงสามารถร้องเพลงไทย และเพลงสากล ด้วยกระแสพระสุรเสียงไพเราะและถูกต้อง โปรดทรงฟังดนตรีทุกประเภท ทั้งไทยเดิม สากล คลาสสิก ป๊อบ แจ๊ส ทรงสามารถใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและเทป ตัดต่อเพลงผสานกับเนื้อร้องได้อย่างกลมกลืน เพลงที่โปรดส่วนใหญ่เป็น เพลงจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖, เพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบัน และวงสุนทราภรณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงสนับสนุนและพระราชทานกำลังใจแก่นักร้อง นักดนตรี และนักแสดงต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อทรงมีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ก็มักมีรับสั่งสนทนากันเรื่องเพลงและดนตรี เป็นที่ทรงพระสำราญ เนื่องด้วยเป็นความสนพระทัยร่วมกันของทั้งสองพระองค์

ในทางดนตรีไทย โดยเฉพาะการขับร้อง ก็ทรงทราบอย่างถ่องแท้ นักดนตรีไทยของกรมศิลปากร และกรมประชาสัมพันธ์ ที่เคยได้เฝ้าบรรเลงและขับร้องถวาย ทราบกันดีกว่าหากขับร้องไม่ถูกต้อง ก็จะมีพระวิจารณ์อย่างสุภาพ แล้วทรงสอนแนวทางการขับร้องและบรรเลง บางครั้งก็ทรงขับร้องพระราชทานให้ฟังเป็นตัวอย่าง ด้วยเหตุมาจากที่ทรงได้รับการอบรมจากพระนางเจ้าสุวัทนาฯ พระชนนี ซึ่งทรงเคยรับราชการเป็นต้นเสียงในกรมมหรสพ ในสมัยรัชกาลที่ ๖

การคำนวณ ความทรงจำ

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ยังมีพระอัจฉริยภาพอย่างน่าอัศจรรย์ด้านการคำนวณปฏิทินร้อยปีได้ในพระทัยอย่างแม่นยำ มักมีรับสั่งถามวันเดือนปีเกิดของผู้มาเฝ้าว่าเกิด วันที่ เดือน และปีอะไร เมื่อกราบทูลสนองรับสั่งแล้ว จะทรงคำนวณในพระทัยได้ทันทีว่าบุคคลนั้นเกิดตรงกับวันอะไร อีกทั้งทรงมีความจำแม่นยำยิ่ง ทรงจำวันเกิดและวันที่มาเฝ้าของบุคคลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้มาเฝ้าต่างซาบซึ้งในพระอัธยาศัยอันงดงามว่าไม่ทรงเคยลืม ทรงจดจำได้แม้กระทั่งสิ่งของที่บุคคลนั้นเคยนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย และมักมีรับสั่งทรงขอบใจ หรือรับสั่งย้อนระลึกถึงสิ่งของนั้นๆ ด้วยความชื่นชมทำให้ผู้มาเฝ้ารู้สึกปีติยินดี

ภูมิศาสตร์

ทรงพระปรีชาสามารถในด้านภูมิศาสตร์ ทรงสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของแสงเงา กระแสลม ทิศทาง และสภาพแวดล้อมรอบพระองค์ได้อย่างรวดเร็ว ทรงสามารถคำนวณเวลาน้ำขึ้นลง และเวลาดวงจันทร์ขึ้นและลงได้อย่างชำนาญจากการศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นแบบอย่างอันดีแก่ผู้ขวนขวายศึกษาเรียนรู้ และรู้จักฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญในศาสตร์และศิลป์ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา สมกับที่เป็นสายพระโลหิตแห่งสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์โดยแท้

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงรับเป็นนายกกิตติมศักดิ์ ประธานกรรมการและองค์อุปถัมภิกา ของสถาบันหรือองค์กรเพื่อการสาธารณกุศลต่างๆ ดังนี้

ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิเพชรรัตน สุวัทนา

ทรงเป็นประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐมและมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

ทรงเป็นอุปนายกกิตติศักดิ์สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ทรงเป็นผู้บังคับการพิเศษกองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๕

ทรงเป็นนายทหารพิเศษกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์  กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์  กรมนักเรียนนายเรือ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ  กรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ  กรมราชองครักษ์ (ตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ)  กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์  ฝูงบินที่ ๖๐๒ รักษาพระองค์ กองบิน ๖

ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์

– คณะลูกเสือแห่งชาติ

– ค่ายลูกเสือเพชรรัชต์

– ชมรมคนรักวัง

– มูลนิธิดุลยภาพบำบัดเพื่ออายุและสุขภาพ

– มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

– มูลนิธิวชิรพยาบาล

– มูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์

– มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล

– มูลนิธิอาสาสมัครรักษาดินแดนสุรสีห์ร่มเกล้า

– มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท

– โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

– โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ เพชราวุธวิทยา

– โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา จังหวัดภูเก็ต – โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

– โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

– โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

– วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสยาม

– โรงเรียนเพชรรัชต์

– โรงเรียนเพาะปัญญา จังหวัดตรัง

– โรงเรียนศรีอยุธยา

– โรงเรียนสายน้ำผึ้ง

– วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามธุรกิจ

– โรงเรียนห้องสอนศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

– วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์

– สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

– สมาคมมิตรภาพกีฬาแข่งนก

– สมาคมศิษย์เก่าพณิชยการสันติราษฎร์     

– สมาคมสตรีอาสาสาสมัครรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร

– สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย

– สมาคมสตรีอาสาสมัครแห่งประเทศไทย

– สหพันธ์สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย

– สโมสรลูกเสือกรุงเทพ

– สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทย

– สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

– สโมสรเนตรนารีเพชราวุธ

– สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย

ทุนที่ทรงก่อตั้งและทุนในพระนาม

– ทุนจุฬาเพชรรัตน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– ทุนเพชรรัตน มหาวิทยาลัยศิลปากร

– ทุนเพชรรัตน สำนักงานบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย

– ทุนเพชรรัตนการุญ ศิริราชมูลนิธิ

– ทุนเพชรรัตนการุณ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๕

– ทุนเพชรรัตนอุปถัมภ์ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง

– ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

– ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย

– ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ นิธิวัดราชบพิธ

– ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

– ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตรราชสุดาฯ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม        – ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โสสะมูลนิธิแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

– ทุนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

สำหรับพระราชทานแก่นักเรียนและนักศึกษาใน :

   – โรงเรียนราชินี

   – โรงเรียนราชินีบน

   – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

   – โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม

   – โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง

   – โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง

   – โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

   – โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี

   – คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

   – วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย

ความต่อเนื่องแห่งพระกรณียกิจ

ด้วยพระปรีชาญาณอันยาวไกล สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้ทรงก่อตั้ง “มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อเผยแผ่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี และทรงก่อตั้ง “มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา” ไว้เพื่อเป็นกำลังหลักในการทรงบำเพ็ญกุศลสาธารณะ สืบสานพระกรณียกิจโดยเฉพาะในยามที่พระอนามัยไม่เอื้ออำนวย หรือแม้กระทั่งเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว

กิจการอันยังประโยชน์แก่ประชาชนที่ได้ทรงริเริ่มและสนับสนุนไว้ จักยังต้องดำเนินสืบเนื่องต่อไป โดยได้พระราชทานพระนโยบายไว้ล่วงหน้าว่ามูลนิธิมีหน้าที่ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ และคอยค้ำจุนองค์กรที่ทรงเคยอุปถัมภ์และทรงอุปการะต่อไปตามพระปณิธานตราบนานเท่านาน เพื่อประโยชน์สุขของแผ่นดินไทยที่ทรงผูกพันรักและภักดีมาจนตลอดพระชนมชีพ

พระชนมชีพในปัจฉิมกาล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงยกย่องนับถือสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ในพระฐานะพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่มาโดยตลอด พร้อมทั้งพระราชทานพระมหากรุณาเป็นอเนกประการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดเกือบทุกตระกูล พระราชทานพระยศทหารในที่ “พลเอกหญิง” “พลเรือเอกหญิง” และ “พลอากาศเอกหญิง” ในด้านการอภิบาลพระอนามัยก็ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ โปรดเกล้าฯ ให้มีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลถวายอย่างใกล้ชิด มีองคมนตรีผลัดเปลี่ยนกันเชิญของพระราชทานมาทูลเกล้าฯ ถวายทุกสองสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระชนมายุสูงขึ้นย่างสู่ราว ๘๐ พรรษา พระอนามัยก็เริ่มอ่อนแอลงด้วยพระโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เสด็จออกทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนอกสถานที่น้อยลง แต่ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดให้ผู้แทนองค์กรในพระอุปถัมภ์และที่ทรงอุปการะมาเฝ้ากราบทูลรายงานความก้าวหน้า พร้อมรับพระราชทานทุนทรัพย์บำรุงช่วยเหลืออยู่เสมอ

ดวงแก้วกลับสู่ฟ้าสุราลัย

        สิ้นพระชนม์

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จไปประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ ตึก ๘๔ ปี ชั้น ๕ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๗ นาที ของวันพุธ ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ รวมพระชนมายุ ๘๕ พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวายมีกำหนด ๑๐๐ วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป ครั้นถึงอวสานแห่งการพระราชกุศลพระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพออกสู่พระเมรุ ท้องสนามหลวง พระราชทานเพลิงพระศพ ในวันจันทร์ ที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามที่ทรงดำรงอยู่ทุกประการ.

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก www.princessbejaratana.com และวิกิพีเดีย




ความเห็น

  • พระครูพิมลสรกิจ wrote on 11 เมษายน, 2012, 16:53

    ขอถวายพระพรให้บพิตรทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์ทรงเป็นที่สักการบูชาของปวงชนชางไทยเสมอมา แม้สิ้นพระชนม์แล้วก็สุดแสนจะอาลัยในเจ้าฟ้าพระองค์นี้

ผู้เขียน

เขียน 10319 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics