ชาวนาคลองสี่วางแผนทำ“นาโยน”เพื่อสู้“ข้าวดีด”

แบ่งปัน

ชาวนาคลองสี่ จ.ปทุมฯ กำลังวางแผนทำ “นาโยน” 18 ไร่

เพื่อสู้ “ข้าวดีด” ที่เป็นปัญหาเรื้อรังกับชาวนากันมานาน

 

                                                                                            โดย jarinasa

Entry นี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากการพูดคุยกันในวงสนทนากับชาวนาคลองสี่ เรื่องปัญหา “ข้าวดีด” ซึ่งผมได้เขียนไว้ใน entry เรื่อง ” “ข้าวดีด” ปัญหาระดับประเทศ ที่ชาวนาอยากจะร้องไห้…ชาวนาคลองสี่ ปทุมฯ เลยต้องมานั่งคุยกัน…”

และทางหนึ่งทางเลือกของการแก้ไขปัญหา “ข้าวดีด” ก็คือการ “ทำนาโยน” ซึ่งทางชาวนาคลองสี่ก็ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการทำนาโยนที่บ้านผู้ใหญ่สุธรรม จันทร์อ่อน

และเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา หน่วยงานบริการวิชาการสู่สังคมของที่ทำงานผม (ม.กรุงเทพ) ได้ไปพบกับลุงลำพอง ซึ่งเป็นชาวนาคนเดียวใน ต.คลองสี่ ที่สนใจจะทำนาโยน โดยการไปในครั้งนี้ได้เชิญผู้ใหญ่สุธรรม จันทร์อ่อน เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 2553 และอ.ไชยยงค์ ผู้เชี่ยวชาญการทำนา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาเป็นที่ปรึกษาและวางแผนช่วยในการทำนาโยนให้กับลุงลำพอง

คณะทีมงานบริการวิชาการสู่สังคมของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้มาถึงบ้านลุงลำพองเวลาประมาณ 10 โมงเช้า ลุงลำพอง (ใสเสื้อเชิ้ตแขนยาว) กำลังเดินมาต้อนรับผมครับ

ลุงลำพอง ที่มีความสนใจการแก้ไขปัญหา “ข้าวดีด” มาตั้งแต่ครั้งแรกของการพูดคุย และได้ไปดูงานที่บ้านผญ.สุธรรม และไปดูงานบ้านเฮียตือ จนกระทั่งลุงลำพอง มีความมั่นใจที่จะทำ”นาโยน” แก้ไขปัญหา “ข้าวดีด”

ดังนั้น การมาคุยกันในวันนี้ จึงเป็นการมาเพื่อวางแผนและแนะนำการทำนาโยน ให้กับลุงลำพอง “ชาวนาคนกล้าแห่งทุ่งนาคลองสี่”

ลุงลำพองกำลังอธิบายถึงพื้นที่ ที่จะใช้ทำนาโยน จะมีพื้นที่~ 18 ไร่ (ห่างจากบ้านลุงฯ ไปไม่เกิน 1 กม.) โดยพื้นที่นาของลุงฯ มีทั้งหมด ~140 ไร่ แต่การตัดสินใจที่จะลองทำนาโยนในครั้งนี้ เหมือนเป็นการทำวิจัยระดับชาวบ้าน ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา “ข้าวดีด” ว่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพื้นที่นาคลองสี่ หรือไม่??

ชั่วชีวิตของลุงลำพอง เคยแต่ทำนาหว่าน ไม่เคยรู้จักการทำนาแบบอื่น ครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายในชีวิตของลุงฯ พอสมควร

แต่การทำนาโยนในครั้งนี้ มีที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศเข้ามาช่วย คือ อ.ไชยยงค์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ซ้าย) และผญ.สุธรรม จันทร์อ่อน เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 2553 (ขวา) คอยให้คำแนะนำ อย่างใกล้ชิด

การพูดคุยได้วิเคราะห์ตัวเลขของการทำนาประเภทต่างๆ เช่น 1.การทำนาหว่าน 2.การทำนาดำ 3.การทำนาแบบล้มตอซัง 4.การทำนาโยน

ซึ่งก็มีการพูดคุยถึงข้อจำกัดของลุงลำพอง คือลุงฯ มีลูกชายคนเดียวเท่านั้นที่จะมาช่วยในการทำนา ซึ่งเป็นเรื่องยากในการทำ”นาโยน” ถ้าชาวนาไม่มีคนงานที่จะช่วยทำนาในขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การเตรียมกล้า การถอนกล้า และการเอากล้าไปโยน เป็นต้น

วงประชุมเริ่มใหญ่มากขึ้น เพราะมี อ.ศุภชัย และผศ.ประสิทธิ์ จาก ม.กรุงเทพ เข้ามาสมทบ หลังจากไปพบนายกอบต.คลองสี่ คนใหม่มา

วงสนทนากำลังถกเถียงถึง ข้อดีและข้อเสีย และต้นทุนของการทำนาแต่ละรูปแบบ โอกาสในความเป็นไปได้ในรูปแบบที่ลุงลำพอง สามารถจะทำได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่สามารถทำนาโยนได้ ลุงฯ ก็หันกลับไปทำนาหว่านเหมือนเดิม

ข้อสรุปจากวงประชุมและประกอบกับการตัดสินใจของลุงลำพอง คือ

1. จะทำ”นาโยน” ในพื้นที่ 18 ไร่

2. เนื่องจากลุงฯ ขาดแคลนแรงงานในการทำกล้า จึงได้ตกลงกันว่า

                2.1 จะไปจ้างชาวบ้านที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง ในการทำกล้า จำนวน 16 ไร่ ค่าใช้จ่ายการทำกล้าไร่ละ 1200 บาท (ราคานี้รวมการมาโยนให้ด้วย) แต่ผู้ปลูกจะต้องนำข้าวเปลือกไปให้ที่อ่างทอง

2.2 ลุงลำพองเอง จะทำการปลูกกล้าเอง 2 ไร่ เพื่อทำให้ลุงฯ มีประสบการณ์ในการทำนาโยน ถึงแม้จะไม่ได้ปลูกกล้าเองทั้งหมด 18 ไร่ก็ตาม

3. จะมีการนำข้าวเปลือกไปให้ชาวบ้าน อ.ไชโย จ.อ่างทอง วันที่ 6 เมย.55 เพื่อนำไปให้เพาะกล้า ~10เมย.55

4. กล้าข้าวจะใช้เวลาประมาณ 15 วันจึงจะใช้โยนได้ ดังนั้น การโยนกล้า จึงตกลงกันว่าจะเป็นวันที่ 25 เมษายน 2555

เกือบเที่ยงแล้ว ที่ประชุมจึงตกลงกันว่าไปกินข้าวเที่ยงกันดีกว่า และเส้นทางที่ไปร้านอาหารก็อยู่ใกล้ๆ กับนาของลุงฯ เมื่อไปถึงร้านอาหาร ทุกคนจึงเดินลงไปตรวจสภาพที่นาสักเล็กน้อย

ที่นา 18 ไร่นี้ มีความกว้าง 24 เมตร และความยาว 1,200 เมตร (ยาวมากๆๆๆ…) ขณะนี้พื้นที่ยังทำข้าวนาหว่าน อายุประมาณ 90 วัน ข้าวบางส่วนเริ่มตั้งท้องบ้างแล้ว ลุงฯ บอกว่า ข้าวรุ่นนี้ลุงฯ บอกว่าน่าจะเก็บเกี่ยวได้ ~20 เมย.55 ดังนั้น จึงมีเวลาอีก~5 วัน ในการทำปรับแต่งหน้าดิน (ชาวบ้านเรียก “ตีเทือก”) ให้ทันโยนกล้าในวันที่ 25 เมย.55

หมายเหตุ

- ข้าว 1 ไร่ จะใช้ข้าวเปลือก ~10 กก. ราคากก.ละ 260-280 บาท

- กล้าข้าวจะต้องใช้เวลา~15 วันจึงจะใช้โยนได้ นับจากวันที่แช่ข้าวเปลือก

ผญ.สุธรรม กำลังวิเคราะห์ดิน ที่อยู่ในนาว่าบางจุดจะมีธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จึงทำให้ข้าวมีใบมากเกินไป (ชาวบ้านเรียก “บ้าใบ”) แต่โดยภาพรวมแล้ว นาหว่านของลุงลำพองอยู่ในสภาพที่ดี เพราะมีการควบคุมน้ำ เข้าออกนาได้เป็นอย่างดี

ผมจึงถามลุงฯ ว่า “มีข้าวดีดในนาหรือไม่?” ลุงฯ แกบอกว่า “มีเยอะแยะเลย !” ว่าแล้วก็ไปหยิบข้าวดีดรวงหนึ่งมาให้ผม

“โอ้ ! หน้าตาของข้าวดีดเหมือนกับรวงข้าวทั่วๆ ไปเลย…”

หน้าตาของข้าวดีด เหมือนกับข้าวปกติไหมครับเพื่อนๆ ? ถ้าถามผมซึ่งไม่มีประสบการณ์การทำนาเลย ก็คงตอบว่าไม่เห็นแตกต่างกันเลย ชาวนานี่เก่งจริงๆ นะครับที่สามารถแยกแยะข้าวดีดกับข้าวที่เป็นปกติได้

อาหารมื้อเที่ยงวันนี้ เมนูก็เป็นแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นกะเพราไก่ ผัดเปรี้ยวหวาน ไข่เจียว แกงจืดเต้าหู้หมูสับ อาหารเมนูง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้คนทำงานทุกคนมีความสุขแล้วครับ

การมาพูดคุยกับลุงลำพอง ชาวนา ต.คลองสี่ จ.ปทุมธานี ในวันนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการบุกเบิก การทำนาโยนในพื้นที่แห่งนี้

…อาจจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้…

แต่ลุงลำพองคงไม่ได้ทำนาโยนเพียงลำพัง เพราะยังมีที่ปรึกษาการทำนาโยนอีก 2 ท่านคือ ผญ.สุธรรม และอ.ไชยยงค์ มาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังเพื่อนๆ oknation ติดตามเป็นกำลังใจ ในการทำ”นาโยน” ของลุงลำพองกันมาตลอด

ซึ่งจะเริ่มการทำนาโยนแล้ว ด้วยการนำข้าวเปลือกไปให้ชาวบ้าน อ.ไชโย จ.อ่างทอง วันที่ 6 เมย.55 และจะมีการโยนกล้าในวันที่ 25 เมย.55

ขอขอบคุณ jarinasa โอเคเนชั่น

 

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9803 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics