เปลว สีเงิน : เมื่ออำนาจประชาธิปไตยเป็นพิษ

แบ่งปัน

 

เปลว สีเงิน

 

    เมื่อแสงตะวันแห่งประชาธิปไตยสาดแสงเหนืออาณาจักรพุกาม  สยามก็คล้ายว่าถึงคราโพล้เพล้ การเลือกตั้งในความหมายระบบรัฐสภาของเขา แค่เลือกตั้งซ่อม ประกายแห่งสมานฉันท์-สามัคคี ก็ปลุกวิญญาณเสรีในชาติให้ฉาดฉานโชนแสง แต่บ้านเราสิ เสรีชนคนประชาธิปไตยกลับอ่อนแรง รัฐสภาเป็นแหล่งสะบั้นรัก-หักสามัคคี นครานี้โจรครอง ซ่องสุมใช้เสียงมากกระชากเอา กระทำเข้าข่ายเผด็จการคราบประชาธิปไตย ยึดรัฐสภา “ปั๊มกฎหมาย” เพื่อทักษิณคนเดียว!

    แล้วนี่…เมื่อวาน (๒ เม.ย.๕๕) ครม.ยิ่งลักษณ์ก็เห็นชอบให้ขยายเวลาการประชุมรัฐสภา สมัยนิติบัญญัติที่ครบกำหนด ๑๒๐ วัน และต้องปิดสมัยประชุมในวันที่ ๑๘ เม.ย.ออกไปชนิดไม่มีกำหนด ด้วยอ้างว่า ยังมีพระราชบัญญัติค้างคาการพิจารณาอยู่มาก

    เรียกว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเกิดขยันจนตัวเป็นขนกันขึ้นมาล่ะทีนี้ ขนาดสงกรานต์งานปีใหม่อันเป็นหัวใจวัฒนธรรมประเทศยังไม่ยอมหยุดงาน-หยุดการ  ทั้งที่ในสมัยประชุม ประชุมแต่ละทีเหมือนต้อนควายเข้าคอก แถมล่มแล้ว-ล่มอีก

    อะไรล่ะ…ที่ไปกระแทกต่อมกระสันรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ถึงขนาดขยายสมัยประชุมออกไปไม่มีกำหนดปิด?

    ไม่ต้องบอก ชาวบ้านเขาก็รู้เช่นเห็นชาติกันทั้งเมือง ขยายสมัยประชุมนิติบัญญัติไปเพื่อทำรัฐประหาร โดยระบบรัฐสภา หวังลากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการให้จบ ๓ วาระ ไปสู่การเลือกตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่วางคนไว้รอแล้ว

    และหวังใช้ประกอบพิธีกรรมในรายงานกรรมาธิการปรองดอง ที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน จะเสนอรายงานให้สภาฯ พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (๔ เม.ย.)

    พิจารณาอะไร?

    ก็พิจารณาเพื่อเลือกเห็นชอบตามข้อเสนอจากงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้านั่นไง ที่ รศ.วุฒิสาร ตันไชย บินไปรับฟังข้อเสนอทักษิณมาคนเดียว  ถูกกล่อมเสร็จแล้วมาสรุปความต้องการทักษิณเป็นผลงานวิจัย ว่าต้องนิรโทษกรรม ต้องล้มเลิกคดีที่ คตส.ทำเกี่ยวกับทักษิณทั้งหมด!

    แบบนี้มันน่าเป็นผลงานปัจจัย มากกว่าเป็นผลงานวิจัย…ว่ามั้ย?

    เห็นบอกว่า วันนี้บรรดากรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าจะประชุมกัน  เท่าที่ฟังเสียง พอจับหางเสียงได้ว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้จะเสนอเข้ามาให้รับทราบเท่านั้น

    รับทราบ” แปลว่า ใครก็…อย่าเสือก!

    คำว่าอย่าเสือกก็คือ คณะกรรมการไม่ต้องไปแตะ-ไปต้องงานวิจัยชิ้นนั้นของเขา รับทราบแล้วก็เสร็จ ของเขาปลุกเสกมาขลังดีแล้ว ชงมาลงตัวแล้ว อะไรประมาณนั้น

    ยิ่งฟังท่าน รศ.วุฒิสารให้สัมภาษณ์สื่อถึงเรื่องนี้ ออกอาการจะภาคภูมิ ด้วยหยิ่งในผลงานวิจัยชิ้นเลิศนี้เป็นพิเศษ ดังนั้น เรื่องที่หวังจะให้ถอนอย่างที่หลายคนเรียกร้อง รวมทั้งที่ตัวเองเคยเขียนบันทึกเป็นเงื่อนไขถึงคนจ้างว่าจะขอถอนรายงาน เห็นจะยาก!

    จะยาก-จะง่ายอย่างไร ก็ลองเงี่ยหูฟังผลประชุมวันนี้แล้วกันว่า สถาบันนี้ยังคงเป็น “สถาบันพระปกเกล้า” หรือเป็น “สถาบันปกเกล้าทักษิณ” ไปแล้ว?

    พูดมากก็ไม่ดี เกรงใจท่านศาสตราภิชาน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้ลุ่มลึกปานห้วงมหาสมุทร และสูงส่งปานยอดหิมาลัย ยากแท้ที่สามัญมนุษย์จะหยั่งถึง!

    นายใหญ่ของพวกไพร่แดงในคราบอำมาตย์ครองเมืองเขาประกาศแล้วว่า  จะกลับบ้านวัน-สองวันนี้ และจะกลับอย่างเท่ๆ

    กลับเท่ๆ มันก็มี ๒ แบบ

    เท่ ๑ มีตราสัง มีคนหาม มีพระนำ มีแตรแห่

    เท่ ๒ มีคนหาม มีพระนำ มีแตรแห่

    แต่ดูเหมือนทักษิณและสมุนจะเลือก “เท่ ๒” คือจะใช้รัฐสภาเป็นฉากประชาธิปไตย แล้วใช้เสียงมากหักเอา-ลากเอา โดยเลือกข้อที่สถาบันพระปกเกล้าเจาะรูไว้ให้ผ่านงานวิจัย คือนิรโทษกรรม เป็นทักษิณผู้บริสุทธิ์ดุจจะเหาะเหินลงมาจากนภากาศ และคดีความที่ คตส.ทำไว้ทั้งหมด ล้มเลิกเป็นโมฆะไป

    เท่ ๒ นี้จะต่างจากเท่ ๑ นิดเดียว คือมีคนหาม มีพระนำ มีแตรแห่เหมือนกัน ที่ไม่เหมือนก็แค่ตรงที่ แบบที่สองนี้ ไม่มีตราสังเท่านั้นแหละ!

    พอสภาฯ เห็นชอบตามแนวทางวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะกระบิดกระบวนแก้เขินซักเล็กน้อย แล้วจะนำเรื่องเข้า ครม.ให้มีมติเสนอร่าง พ.ร.บ.ล้างโทษ-ล้างคดีทักษิณในชื่อว่า พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่สภาฯ ที่เปิดอ้าซ่าชนิดไม่มีกำหนดปิด…

    รอท่าอยู่แล้ว!

    ด้วยใช้เสียงข้างมากรัฐประหารผ่านระบบสภาฯ ต้องการแบบไหน-อย่างไร  หักเอาได้เลย หรือเขาเห็นว่า ขนาดหักหาญเหมือนเอาตีนลูบหน้าประชาชนทั้งประเทศออกกฎหมายนิรโทษให้ทักษิณ ก็ไม่เห็นมีประชาชีคนไหนกล้าซักแอะ

    อย่ากระนั้นเลย ฉวยโอกาสแก้ “กฎหมายกลาโหม” มันซะอีกฉบับจะเป็นไรไป?

    ก็ไม่เป็นไร…ใครจะไปกล้ากะท่าน

    สรุปลงท้าย ทั้ง ๓ สถาบันอำนาจหลัก “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” รวมศูนย์ประธานประเทศแล้ว สถาบันกองทัพ บก-เรือ-อากาศ แก้กฎหมายกลาโหม บัญชาการใหญ่ ตั้งใคร-ปลดใคร นายใหญ่ “ประธานประเทศ” คนเดียว!

    ส่วนสถาบันตำรวจ ไม่ต้องพูดถึง เหมือนไข่อยู่ในเจเพรส ไม่ต้องคลำก็เห็นตุ่ยๆ ยิ่งระบบอัยการก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เอ้า…พูดถึงซะหน่อยก็ได้

    วานนี้ (๒ เม.ย.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง เสนอ ครม.ยิ่งลักษณ์ ตั้งนายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด สมัยทักษิณ เป็นประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยไปแล้วอีกหนึ่ง!

    สรุปแล้ว การที่รัฐบาลสั่งขยายเวลาประชุมสภาฯ สมัยนิติบัญญัติออกไปไม่มีกำหนดครั้งนี้ ไม่ใช่เครื่องสะท้อนความขยัน ความเอาใจใส่กิจการบ้านเมืองด้วยสุจริตเป็นที่ตั้ง หากแต่เป็นการขยายด้วย “อหังการในอำนาจ”

    คือหวังใช้สภาฯ ที่เปิดนั้นเป็นคราบประชาธิปไตยในการอ้างอิง แล้วให้เสียงข้างมากของตน “ออกกฎหมาย” เอาตามอำเภอใจ

    โดยเฉพาะเพื่อล้างโทษให้ทักษิณและคณะ!

    การปิด-เปิดสภาฯ มีกำหนดระบุบ่งไว้แน่ชัด จริงอยู่ถึงขยายได้ แต่เหตุผลการขยายนั้นต้องชอบธรรม มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์สำคัญเร่งด่วนต่อรัฐ อันเป็นที่รับรู้ด้วยเข้าใจได้ต่อสาธารณชน แต่นี่…อ้างลอยๆ ว่ายังมี พ.ร.บ.ค้างพิจารณา ซึ่งเป็นเหตุผลฟังไม่ขึ้น

    ถ้าอ้างเหตุผลนี้ ทุกยุค-ทุกสมัย จะต้องขยายสมัยประชุมตลอด เอ้า…ค้างก็ค้าง ไหน..ลองยกมาซักฉบับซิว่า มีฉบับไหนเป็นไปเพื่อประโยชน์เร่งด่วนของรัฐ ถึงขั้นต้องขยายสมัยประชุม?

    ก็ไม่มี…

    หรือฉบับล้างโทษ-ล้างคดีเพื่อทักษิณคนเดียวนี่แหละ “เพื่อประโยชน์ของรัฐ” ถึงต้องขยายสมัยประชุม?

    ลำพัง ส.ส.เพื่อไทย ก็รู้กันแล้วเป็นพวกไพร่-พวกทาสทักษิณ เขาจิกหัวสั่งยังไงก็ต้องทำ แต่ ส.ส.ที่ไม่ใช่ทาส รวมถึงข้าราชการรัฐสภา ซึ่งเขาก็มีตารางต้องทำ-ต้องไปในเทศกาลสงกรานต์ หรือตารางชีวิตที่กะการณ์ไว้ตอนว่างสมัยประชุม แล้วรัฐบาลเพื่อไทยใช้ประโยชน์ตน-ประโยชน์ทักษิณเป็นที่ตั้งลากยาวอย่างนี้

    เผด็จการที่มีคุณธรรม เขายังไม่ทำกันเลย!

    แล้วนี่…แหกปากกันมาตลอดเรียกหามาตรฐานประชาธิปไตย พอมามีอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ก็ใช้อำนาจไร้คุณธรรมสำนึก ไม่เพียงงานแฝงใต้ดิน งานบนดิน ยังขนผู้ต้องหาเสื้อแดงยกโขยงเข้ามาตั้งเป็นข้าราชการการเมืองไม่เว้นแต่ละสัปดาห์

    เป็นเผด็จการรัฐสภาป่าเถื่อน ตั้งแต่ประธานยันลูกพรรครัฐ ทำหน้าที่ไร้หิริ-โอตตัปปะ ฉุดกระชากลากเอาทุกเรื่องที่อยากได้ แพ้แล้วโหวตใหม่จนชนะ-ก็ทำ ปิดประชุมแบบตีหัวเข้าบ้าน-ก็ทำ ว่าไปแล้ว มันเลวร้ายกว่าเผด็จการทหารที่ผ่านมาเป็นร้อยเท่า!

    ผมมองไม่เห็นเลยว่า อันใดที่ไร้คุณธรรม-ศีลธรรม อันใดที่ไร้ละอาย แล้วจะไปรอด การใช้อำนาจหักหาญเพื่อสิ่งที่พวกตัวเองต้องการผ่านมติ ครม.  ผ่านมติรัฐสภา โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึก-นึก-คิด ทั้งของสมาชิกรัฐสภาส่วนน้อย และทั้งของประชาชนส่วนใหญ่

    สุดท้าย…จะต้องเกิดเหตุ “สังคมจัดการ” รัฐบาลและรัฐสภาในอำนาจพวกป่าเถื่อนทุกครั้งไป เพราะอำนาจประชาธิปไตย คืออำนาจประชาชน.

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics