31 มี.ค. รำลึกลานพลับพลาฯ “วันมหาเจษฎาบดินทร์”

แบ่งปัน

รำลึกลานพลับพลาฯ“วันมหาเจษฎาบดินทร์”

31 มีนาคมของทุกปี

ถนนราชดำเนินบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ หากท่านทั้งหลายได้เคยเดินทางผ่านไปมาจะสังเกตเห็นพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริงประทับนั่งตรง มีแท่นฐานหินอ่อนรองรับ 2 ชั้น ด้านหลังพระบรมรูปเป็นฉากรูปพระวิมาน อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์และพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พื้นฉากด้านหน้าเป็นหินอ่อนเรียบ ฉากด้านหลังเป็นหินอ่อนจารึกพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

        ลวดลายพระวิมานเป็นกระเบื้องเคลือบ พื้นลานที่รองรับแท่นฐานรวมทั้งกระถางต้นไม้ตามมุมเป็นหินแกรนิต ตั้งเด่นเป็นสง่าให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เก็บภาพที่แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันงดงาม ไม่ว่าจะเป็นวัดภูเขาทอง โลหะปราสาท และสวนไม้ดอกไม้ประดับ ที่จัดไว้อย่างลงตัวยามเมื่อได้มาเยือน

        นี่คือ “ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์เป็นลานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พร้อมสร้างพลับพลารับพระราชอาคันตุกะ

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ และเป็นที่ตั้งพลับพลารับแขกบ้านแขกเมืองได้รับพระราชทานนามว่า ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์โดยกำหนดให้วันที่ 31 มีนาคมของทุกปี เป็นวันมหาเจษฎาบดินทร์ และเป็นงานรัฐพิธี

        ในวโรกาสวันที่ 31 มีนาคม เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งที่ปวงชนชาวไทยเราจะได้แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญมั่นคงทุกด้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านศาสนาและการบูรณะวัดสำคัญให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของแผ่นดินไทยเราสืบมาจนถึงปัจจุบัน

 

        พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุราลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2330 มีพระนามเดิมว่า พระองค์ชายทับ 

        เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระยศเป็น หม่อมเจ้าด้วยเวลานั้น พระราชบิดายังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น “เจ้าฟ้าต่างกรม” และพระราชมารดาเป็นเพียงสามัญชน จนเมื่อสมเด็จพระบิดาได้รับการสถาปนาเป็นที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือตำแหน่งพระมหาอุปราชแล้ว พระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา จึงเลื่อนพระยศขึ้นเป็น พระองค์เจ้าทุกพระองค์  

        ต่อมาในปี พ.ศ.2356 ภายหลังที่พระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระองค์เจ้าทับ ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม ทรงพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

        พระองค์เข้ารับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจ ว่าความฎีกาทรงพระปรีชาสามารถในการศึกษาหลายแขนง อาทิ ในด้านอักษรศาสตร์ พุทธศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์ จึงเป็นเหตุให้ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบรมชนกนาถให้ไปบังคับบัญชาหน่วยราชการอื่นๆ ต่างพระเนตรพระกรรณ 

        ขณะที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2 ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตนั้น มิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีได้ปรึกษากันเห็นควรถวายราชสมบัติแด่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แม้จะเป็นพระราชโอรสที่เกิดจากเจ้าจอม เนื่องจากทรงเจริญพระชนมายุมากกว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งขณะนั้นทรงพระเยาว์และทรงผนวชอยู่

        ทั้งยังไม่เคยทรงงานใหญ่มาก่อน และช่วงนั้นบ้านเมืองยังมีข้าศึกมาประชิดติดพันอยู่เนื่องๆ จึงได้ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ก็โปรดให้จัดการปกครองบ้านเมืองเสียใหม่ให้เหมาะสมกับภาวการณ์ในเวลานั้น โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่เพื่อสะดวกแก่การปกครองและเพื่อรวบรวมราษฎรที่กระจัดกระจายกันให้มาอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่า

        นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันข้าศึกที่อาจจู่โจมเข้ามาทางเรือเพิ่มเติมขึ้นที่สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และจันทบุรี โปรดให้มีการปราบปรามโจรผู้ร้าย ซึ่งในเวลานั้นมี พวกอั้งยี่เข้ามาระรานปล้นสะดมจนราษฎรไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเดือดร้อน จึงโปรดให้ทหารเรือยกกำลังไปปราบปรามจนสงบราบคาบ ตลอดจนการลักลอบค้าฝิ่นและการสูบฝิ่นก็ให้ปราบปรามเช่นกัน 

        พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจมีการจัดเก็บรายได้ของประเทศ จัดระบบการเก็บภาษีอากรใหม่ ตั้งภาษีอากรใหม่ 38 ชนิด เช่น อากรบ่อนเบี้ยจีน หวย ก.ข. ภาษีเกลือ ภาษีกระทะ มีการค้าขายกับต่างประเทศส่วนใหญ่ค้าขายกับจีนด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง

         ทรงโปรดให้ตั้งเมืองใหม่ ได้แก่ บางตะพาน พนัสนิคม กบินทร์บุรี ประจันตคาม อรัญประเทศ วัฒนานคร เรณูนคร ศรีโสภณ อำนาจเจริญ เสนานิคม อากาศอำนวย หนองคาย โพนพิสัย ชัยบุรี และสร้างป้อมปราการอีกหลายแห่งด้านศาสนา

         มีการตั้งธรรมยุตินิกาย สร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม รวม 53 วัด ได้แก่ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดราชนัดดาราม วัดเทพธิดา วัดอรุณราชวราราม วัดกลางเมือง วัดนางรอง วัดพระพุทธบาท วัดมหาธาตุ วัดโมลีโลกยาราม วัดโอรสาราม เจดีย์ภูเขาทอง พระสมุทรเจดีย์

        ทรงสนับสนุนให้พระภิกษุสามเณรได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมและพระไตรปิฎกด้านวรรณคดี มีพระราชนิพนธ์ เสภาขุนช้างขุนแผน บทละครเรื่องสังข์ศิลป์ไชย เพลงยาวรัชกาลที่ 3 โคลงปราบดาภิเษก กวีสำคัญคือ สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนิพนธ์คือ ลิลิตตะเลงพ่าย พระปฐมสมโพธิกถา สรรพสิทธิ์คำฉันท์ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ด้านการศึกษา

        มีการแต่งตำราเรียนภาษาไทยขึ้นใหม่ มีการรวบรวมตำราแขนงต่างๆ จารึกลงในศาลารายรอบพระอารามต่างๆ จนวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม ทรงโปรดให้หมอบรัดเลย์จัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

        ด้านการต่างประเทศ มีการเซ็นสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ สนธิสัญญากับอเมริกา เพื่อธำรงรักษาฐานะทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของไทยเอาไว้

        พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2394 สิริพระชนมายุได้ 64 พรรษา รวมเวลาที่เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัตินาน 27 ปี พระองค์ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 51 พระองค์ โดยประสูติก่อนที่จะทรงบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และประสูติหลังจากที่ทรงบรมราชาภิเษกแล้ว 11 พระองค์ พระองค์มิได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์ใดขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี 

        ดังนั้นจึงไม่มีพระบรมราชินีในรัชกาลนี้ คงมีเพียงแต่เจ้าจอมมารดาและพระสนมเอกเท่านั้น เนื่องจากตั้งพระราชหฤทัยที่จะคืนราชสมบัติแก้เจ้าฟ้ามงกุฎ

        เมื่อโอกาสดังกล่าวเวียนมาถึงจึงเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการนำเอาความรู้ ความสามารถ ผนวกกับความสามัคคีของคนในชาติมาช่วยเหลือประเทศไทยเราให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติ ทั้งในด้านสงครามเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติและความเสื่อมโทรมถดถอยทางสังคม 

        โดยเฉพาะช่วยกันธำรงรักษาความเป็นไทยให้พ้นจากการถูกครอบงำผ่านความเจริญทางเทคโนโลยีเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง ได้อย่างสง่างามดังเช่นอดีตที่ผ่านมาสืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ขอขอบคุณกลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อข้อมูล.

ขอขอบคุณ ไทยโพสต์

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9749 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics