วสิษฐ เดชกุญชร : ลางแห่งความพินาศ ?

แบ่งปัน

ลางแห่งความพินาศ ?

                                                                                            วสิษฐ เดชกุญชร  

หมู่นี้พบหน้าใคร  ก็ได้ยินแต่บ่นเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ้มหรือวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่ดูจะขยับใกล้วิกฤตกาลเข้าไปทุกที ๆ

        ต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความกลุ้มหรือวิตกเช่นนี้ ก็คือรัฐบาลและรัฐสภา นั่นแหละครับ 

        ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี  น.ส. ยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวของ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ แล้วหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

         และก็คงรู้กันอยู่แล้วเหมือนกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะ (พ.ต.ท.)ทักษิณ  ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหลายนั้น ก็ได้เป็นรัฐมนตรีกันก็เพราะ (พ.ตท.)ทักษิณเช่นเดียวกัน

        รัฐบาลนี้จึงเป็นเหมือนรัฐบาลที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง  ส่วน น.ส. ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นเพียงผู้ทำการแทน (พ.ต.ท.)ทักษิณ

        ส่วนรัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรนั้น สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ใคร ๆ ก็รู้อีกว่าหัวหน้าพรรคตัวจริงไม่ใช่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ แต่คือ (พ.ต.ท.)ทักษิณ

        ที่ผมว่ารัฐบาลและรัฐสภาเป็นต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ ทำให้ชาวบ้านกลุ้มหรือวิตกอยู่ใน ขณะนี้ ก็เพราะพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของรัฐบาลของรัฐสภา  อย่างหนึ่งได้แก่การที่รัฐบาลทั้ง ออกกฎหมาย (รวมทั้งพระราชกำหนด) และทั้งดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรีบร้อนและรวบรัด ให้ตนสามารถใช้เงินงบประมาณได้เป็นจำนวนมหาศาล

        ในกิจการที่น่าสงสัยว่าจะทำเพื่อเสริม ฐานทางการเมืองของตนให้มั่นคงแข็งแรง มากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น เอาเงิน ๗,๗๐๐ ล้านบาทไปตั้ง “กองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรี” (ตัวเลข ๗๗ เท่ากับจำนวนจังหวัด ที่จะได้รับ แจกเงินจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท) และเอาไปจ่ายชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จลาจลเมื่อ เดือนเมษายน ๒๕๕๓

        ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านั้นส่วนหนึ่งคือผู้ที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติหรือ นปช.ยุยงให้มาชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล  และซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่า นปช.คือองค์กรที่ตั้งขึ้นโดย หรือเพื่อสนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณ

        ทางฝ่ายรัฐสภานั้น ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างสอดรับกันที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่ จะให้มีการ “ปรองดอง” กัน แต่ซ่อนเงื่อนไขของการ “ปรองดอง” เอาไว้ว่า จะต้องให้มีการนิรโทษ แก่ผู้กระทำผิดทั้งหมด (แน่นอน รวมทั้ง (พ.ต.ท.)ทักษิณด้วย)

        ในขณะเดียวกัน นอกรัฐสภาและนอกรัฐบาล ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “นิติราษฎร์” ซึ่ง เรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อันเป็นมาตราที่ว่าด้วยความผิดฐาน หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผุ้สำเร็จราชการแทนพระองค์  โดยอ้างว่า บทบัญญัติในมาตรานั้นจำกัดสิทธิบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย

        พฤติการณ์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นไปอย่างหนักข้อและไม่หยุดยั้ง และดูเหมือนว่ารัฐบาลจะ ละเลยหรือไม่สามารถที่จะระงับยับยั้งได้ คือการลบหลู่จาบจ้วงล่วงเกินอย่างหยาบคาย ที่กระทำต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยใช้สื่อทางอินเตอร์ เน็ต

        นอกจากนี้ ก็ยังมีการตั้ง “หมู่บ้านแดง” ขึ้นโดย นปช.ในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ โดย เฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศ โดยใช้ธงแดงเป็นสัญลักษณ์  บางหมู่บ้านเมื่อตั้งขึ้น แล้วก็มีการปลดพระบรมฉายาลักษณ์ลง และเอาภาพของ (พ.ต.ท.)ทักษิณขึ้นประดับแทน

        เมื่อประมวลพฤติการณ์ของรัฐบาล รัฐสภา และกลุ่มอื่น ๆ นอกรัฐบาล และนอกรัฐสภาแล้ว วิญญูชนก็ย่อมแลเห็นแนวโน้มของความวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

        น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการปรองดองที่มีนิรโทษกรรมเป็นเงื่อนไขว่า เป็นเรื่องของ “สภา” ที่จะต้องพิจารณา  คำตอบแบบปัดสวะนี้เป็นคำตอบที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ชอบใช้

        แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ถ้าสมมติว่าเรื่องการปรองดองเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภาจริง ๆ จะเป็นไปได้หรือที่สมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จะลงมติไม่รับ ข้อเสนอนั้น

        เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเข้าสภาและต้องลงมติ พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องชนะ วันยังค่ำใช่หรือไม่ จึงชอบหรือกระเหี้ยนกระหือกันเหลือเกิน ที่จะให้สภาพิจารณาทุกเรื่อง รวมทั้ง เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ?

        เมื่อดูภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว จึงน่าเชื่อ (และวิตก) ว่าในไม่ช้านี้ การนิรโทษ กรรมเพื่อให้เกิดความ “ปรองดอง” และการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเกิดขึ้น เพราะเสียงข้างมากในรัฐ สภาเห็นชอบ 

        แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะได้เห็น (พ.ต.ท.)ทักษิณ เดินทางลอยนวลกลับมายังประเทศ ไทยอย่างคนที่บริสุทธิปราศจากมลทินแน่ละหรือ ?

        สมาชิกพรรคเพื่อไทยมักอ้างเสมอว่า ตนสามารถจัดตั้งรัฐบาลและครองเมืองอยู่ได้ในขณะนี้ เพราะคน ๑๕ ล้านคนลงคะแนนเสียงสนับสนุน แต่คงจะลืมไปว่า คนที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงเลือก พรรคเพื่อไทยนั้นมีถึง ๓๒ ล้านคน  และถ้าจะสมมติว่ามีการนิรโทษกรรมเพื่อปรองดอง และมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ การนิรโทษกรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นผลของการยกมือสนับ สนุนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนเพียง ๒๙๙ คนเท่าน้ัน ไม่ใช่เสียงของคน ๑๕ ล้านคน 

        และจะรู้หรือแน่ใจได้อย่างไรว่า คนอีก ๓๒ ล้านคนจะเห็นด้วย กับการนิรโทษกรรมและ ล้างมลทิน (พ.ต.ท.)ทักษิณ และกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ?

        (พ.ต.ท.)ทักษิณจะกล้าพอที่จะกลับเข้ามาเผชิญหน้าคนที่ไม่ยอมรับมติของรัฐสภาหรือ ? (พ.ต.ท.)ทักษิณจะรู้สึกสนิทใจในความบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินของตนเองหรือ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าได้มา เพราะพรรคพวกของตนเองในสภายกมือให้แต่ฝ่ายเดียว ?

        ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือความแตกร้าวในบ้านเมืองที่ยังประสานไม่ได้ และการเผชิญหน้า กันระหว่างผู้ที่สนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณกับผู้ที่ไม่ยอมรับ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ที่แต่ละข้างมีจำนวน เป็นสิบ ๆ ล้าน

        นี่คือลางแห่งความพินาศ และถ้าหากเป็นความพินาศของบ้านเมือง ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ อย่างแน่นอนก็คือ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร.

       

       

       




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10250 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics