“แก้มลิงหนองใหญ่”ชาวชุมพรร่มเย็นด้วยพระบารมี

แบ่งปัน

แก้มลิงหนองใหญ่ชาวชุมพรร่มเย็นด้วยพระบารมี

เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การประกอบอาชีพ บางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว

      “…เมื่อพายุลินดาเข้าทีแรกนึกว่าจะเข้าชุมพร ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งว่าจะเข้าแถวชุมพร แต่ว่าความจริงนึกว่าจะเลยชุมพรขึ้นมาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี เช่นนั้นก็จะทำให้ชุมพรโดนกำลังแรงที่สุดของพายุ   แม้กระนั้นโดยที่คลองท่าตะเภา เขาเรียกว่าคลองคือลำน้ำที่ผ่านเมืองชุมพร มีต้นน้ำขึ้นไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ก็เข้าใจว่าน้ำจะลงมามากถึงเวลาพายุลินดาเข้าฝนก็ลงตลอดแถวตั้งแต่เหนือของชุมพรไปถึงเพชรบุรีน้ำก็จะท่วม   แต่โดยที่ได้ระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ลงคลองที่ขุดทะลุทะเลตามหน้าที่ของหนองใหญ่  ในฐานะเป็นแก้มลิง ลงท้ายตัวเมืองชุมพรและชนบทข้างๆชุมพร  น้ำจึงไม่ท่วม  แม้มีพายุมาอย่างหนัก จากการทำงานของแก้มลิงหนองใหญ่”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชกระแสอธิบายว่า ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ลิงจะรีบปอกเปลือกเอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม

จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำพฤติกรรมของลิงที่นำกล้วยมาสะสมไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อนกลืนกิน เป็นตัวอย่างในการระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง

หนองใหญ่ มีพื้นที่ติดต่อกับคลองหัววัง พนังตัก ระหว่าง กม.5 + 000 ถึง กม. 8+100 ในฤดูน้ำหลากสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 3,000,000 ลูกบาศก์เมตร   ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่

ก่อนถึงฤดูน้ำหลากให้ระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ผ่านประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ทั้ง 3 แห่ง เพื่อให้แก้มลิงว่าง เมื่อน้ำที่ไหลหลากลงมาจากคลองรับร่อ คลองท่าแซะ ผ่านคลองท่าตะเภา เข้าสู่คลองหัววัง พนังตัก ปริมาณน้ำส่วนที่เกินความสามารถที่จะรับไว้ได้จะไหลเข้าไปอยู่ในพื้นที่หนองใหญ่นี้   แก้มลิงหนองใหญ่จึงอมน้ำส่วนเกินไว้ได้  

เมื่อปริมาณน้ำก้อนนี้ไหลผ่านพ้นลงสู่ทะเลก็ค่อยระบายน้ำที่อมไว้ในแก้มลิงหนองใหญ่ผ่านประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ลงสู่คลองหัววัง พนังตัก และลงสู่ทะเลต่อไป   เพื่อเตรียมรับน้ำก้อนใหม่ 

 และเมื่อปลายฤดูฝนให้ปิดประตูน้ำในพื้นที่แก้มลิงแห่งนี้เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งต่อไป โดยมีสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำในลำคลองต่าง ๆ จำนวน 25 แห่ง รายงานข้อมูลเพื่อใช้ในการเปิด ปิดประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ ซึ่งควบคุมการทำงานของแก้มลิงหนองใหญ่แห่งนี้ให้เป็นไปตามพระราชดำริต่อไป

       ที่ อ.เมือง จ.ชุมพร ในอดีตนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแทบจะทุกปี ด้วยภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขาสูง

ทำให้กลายเป็นที่รองรับน้ำจากที่อื่น ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย แต่หากระบายไม่ทันก็จะกลายเป็นน้ำท่วมในตัวเมือง เช่นเมื่อคราวพายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปี 2532 และพายุโซนร้อนซีต้า

ในปี 2540 ซึ่งทำให้ในตัวเมืองชุมพรมีน้ำท่วมสูง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากมาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล และใช้เวลานานในการฟื้นฟูเมืองให้กลับมาเป็นเหมือนเก่า

พิพัฒน์ รัตนากร อุปนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร หนึ่งในชาวชุมพรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยเล่าว่า แต่ก่อนนั้น ในเขตตัวเมืองน้ำท่วมแทบทุกปี เดือดร้อนกันไปหมด นอกจากนั้น ถ้าคนดูข่าวว่าตัวเมืองชุมพรน้ำท่วม ก็จะคิดเหมาไปเลยว่าชุมพรทั้งจังหวัดน้ำท่วม คนจะมาลงทุน มาทำงานที่นี่ก็ไม่กล้ามา เพราะเดี๋ยวก็น้ำท่วมแล้ว

แต่ในปี 2540 นั้นเอง ชาวชุมพรก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างมาก เพราะภายหลังจากเกิดพายุซีต้าที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในตัวเมืองชุมพรสูงถึง 2.20 เมตร ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ตรวจสอบ และศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพร

พบว่า มีพื้นที่ลุ่มทางตอนเหนือของเมืองชุมพร เรียกว่าหนองใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ต.บางลึก อ.เมืองชุมพร มีสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเหมาะสมที่จะใช้พักน้ำก่อนการระบายลงสู่ทะเล

เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับคลองหัววัง – พนังตัก สามารถรับน้ำและระบายน้ำลงสู่ทะเลได้โดยไม่ต้องผ่านเมือง แต่คลองนั้นยัง ไม่ได้ขุดให้ตลอด เหลือระยะทางอีกประมาณ 1,460 เมตร

พระองค์ท่านทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สร้างประตูระบายน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในหนองใหญ่ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ และพระราชทานชื่อว่า ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 1″

จากนั้นก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทาง จ.ชุมพร เร่งขุดคลองหัววัง – พนังตัก ที่ยังขุดไม่แล้วเสร็จในบริเวณอ่าวพนังตัก หมู่ที่ 4 ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร ให้ทะลุเพื่อระบายน้ำจากตัวเมืองชุมพรลงสู่ทะเลโดยเร็ว ให้ทันกับการขึ้นฝั่งของพายุไต้ฝุ่นลินดา ที่คาดว่าจะขึ้นฝั่งที่ จ.ชุมพร ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2540

ในที่สุดการขุดคลองหัววัง-พนังตัก ก็แล้วเสร็จลงก่อนที่พายุไต้ฝุ่นลินดาจะเข้าฝั่งเพียง 1 คืน เมื่อพายุเข้าฝั่ง  จึงได้ใช้ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ 1 ระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ลงทะเลผ่านคลองหัววัง – พนังตัก น้ำจึงไม่ท่วมตัวเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียง

ซึ่งในภายหลังก็ยังทรงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ให้เป็นแก้มลิงที่สมบูรณ์แบบ เพื่อรองรับการระบายน้ำในอนาคต

หลังจากนั้นจนถึงทุกวันนี้ ตัวเมืองชุมพรก็ไม่เคยมีน้ำท่วมอีกเลย ซึ่ง พิพัฒน์ บอกว่า คลองหัววัง-พนังตัก กับแก้มลิงที่หนองใหญ่มีประโยชน์กับคนชุมพรสุดที่จะพรรณนา

สิบกว่าปีนี้ที่ไม่มีน้ำท่วมเลยก็ทำให้เศรษฐกิจของชุมพรขยายตัวขึ้นเยอะ ชาวบ้านก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมอีก คิดว่าโครงการนี้น่าจะเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่อื่นๆ ได้ดี เพราะพระเมตตาของในหลวง ทำให้คนชุมพรมีความสุขได้ในทุกวันนี้

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อชาวชุมพร ทาง จ.ชุมพร จึงได้จัดทำ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ซึ่งบริเวณพื้นที่หนองใหญ่นั้น  เป็นแก้มลิงที่มีวัตถุประสงค์  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย  รวมถึงเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการเกษตร ซึ่งบริเวณใกล้กับแก้มลิงนั้นจัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต โดยมีเครือข่ายจากภูผา สู่มหานที ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนเป็นผู้ดูแล

อรรถวุฒิ ครุฑปักษี ตัวแทนเครือข่ายจากภูผา สู่มหานที จ.ชุมพร เล่าว่า เครือข่ายจากภูผา สู่มหานที จะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มหลักๆ

คือ ธนาคารต้นไม้ เกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยวชุมชน จากนั้นก็มารวมตัวกันเป็นโดยจะอยู่ในลักษณะข่ายซ้อนข่าย มีการช่วยเหลือกันในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นการจัดการตั้งแต่คนต้นน้ำ คนกลางน้ำ คนปลายน้ำ สู่ท้องทะเล ใช้หลักของในหลวงมาจัดการ ซึ่งก็คือ ดิน น้ำ ป่า คน

        ที่นี่คือแผ่นพับที่มีชีวิตของ จ.ชุมพร ไม่ใช่แผ่นพับที่รวบรวมของดี แต่เป็นแผ่นพับที่รวบรวมคนที่ทำตามรอยพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อให้เห็นว่าคนที่ทำเพื่อพระเจ้าอยู่หัวมีจริง  คนที่เอาศาสตร์ของพระราชาไปใช้มีจริง  ตอนแรกที่ทำโครงการนี้ เราใช้ชื่อว่า ศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่ไหนก็เป็นโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า ศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา เพราะศาสตร์ของในหลวงมีเป็นร้อยเป็นพันศาสตร์ เราก็ไม่ได้เอามาทั้งหมด แต่พยายามจะรวบรวมมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงก็คือหนึ่งในศาสตร์ที่พระองค์ท่านพระราชทานให้แก่พวกเรา

 หรืออย่างโครงการแก้มลิง ที่ชาวชุมพรได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด ตามที่เห็นได้ตามบ้าน ตามร้านค้าในชุมพรติดป้ายไว้ว่า ชุมพรวันนี้สุขร่มเย็นด้วยพระบารมี นี่คือเรื่องจริง ชุมพรวันนี้สุขร่มเย็นมาได้กว่า 12 ปีแล้ว ที่น้ำไม่ท่วมในเมืองเลย ด้วยแก้มลิงอันนี้ ด้วยคลองหัววัง ที่พระองค์ทรงดูแล ด้วยความสำนึกในพระเมตตา เราจึงสร้างโครงการตรงนี้ขึ้นมา

ในพื้นที่ของโครงการฯ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็นเกาะชมนกชมไม้ ส่วนที่เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพจริง และส่วนสุดท้ายคือเกาะเลข 9

โดยส่วนที่เป็นเกาะชมนกชมไม้ จะปลูกต้นไม้ที่มีผลเป็นอาหารนก เพื่อในอนาคตจะกลายเป็นสถานที่ดูนก ซึ่งจะมีสื่อการเรียนรู้ และจัดทำเส้นทางเดินเท้าเพื่อศึกษาธรรมชาติบนเกาะ และส่วนที่เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพจริง มีการปรับพื้นที่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยใช้ปุ๋ยจากพืชสดและปุ๋ยคอกจากหมูลาน และแสดงองค์ความรู้การทำการเกษตร

ส่วนของเกาะเลข 9 จะเป็นแผ่นพับมีชีวิตของ 8 อำเภอใน จ.ชุมพร เช่น ของ อ.พะโต๊ะ จะมีอาคารจำลองของหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ

 มีโฮมสเตย์บ้านคลองเรือที่จำลองมาและสามารถพักได้จริง อ.ต้นตะโก จำลองสวนคอนโด 9 ชั้นของลุงนิล บ้านดิน และเส้นทางสายเครื่องแกง

หรือที่ อ.ปะทิว เสนอเรื่องนาข้าว เป็นแปลงนาสาธิตที่ใช้ได้จริง โดยใช้ข้าวพันธุ์เหลืองปะทิว ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของ จ.ชุมพร มีการใช้อุปกรณ์ทำนาโบราณ มีเครื่องสีข้าวโบราณและสมัยใหม่

พื้นที่ของ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน

เพื่อเรียนรู้ศาสตร์และภูมิปัญญาต่างๆ ที่ผู้คนได้น้อมนำเอาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้จนเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ตนเองและผู้อื่น และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

ติดต่อเข้าเยี่ยมชม และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โครงพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ โทร. 081-895-8923 , 084-745-2180

*ขอขอบคุณ ผู้จัดการ และ www.prachathon.org




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 10244 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics