วัน“มาฆบูชา”

แบ่งปัน

มาฆบูชา

วันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง โดยในปี พ.ศ.2555 นี้ เป็นปีอธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองครั้งตามปฏิทินจันทรคติของไทย จึงทำให้วันมาฆบูชาซึ่งปกติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 แทน ทำให้วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ.2555

 

สำหรับในปีพุทธศักราช  2555 นี้  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชา ความว่า “..วันมาฆบูชาอันเป็นอภิลักขิตกาลที่สำคัญวาระหนึ่งของพระพุทธศาสนา ได้เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 7 มีนาคม 2555 นี้ เมื่ออภิลักขิตกาลเช่นนี้เวียนมาถึงก็เตือนจิตให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ในพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในวาระนี้ คือ จาตุรงคสันนิบาต การประชุมที่พร้อมด้วยองค์ 4 คือ พระอรหันตสาวก 1,250 รูป มาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระอรหันตสาวก เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ และวันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ หรือเดือน 3

..ฉะนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงวาระสำคัญดังกล่าวแล้ว พุทธศาสนิกชนทั่วไปจึงได้ทำการบูชาเป็นพิเศษขึ้น เรียกว่า มาฆบูชา

..วันมาฆบูชา จึงเป็นการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ที่รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย ซึ่งเมื่อเรียกโดยระบุชื่อแล้ว ดูเหมือนจะเป็นคนละอย่างต่างกัน

..แต่ว่าโดยสารัตถะ หรือ ความหมายที่แท้จริงแล้ว พระรัตนตรัยนั้น ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือพระธรรม ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และพระสงฆ์ได้ทรงรักษาไว้ และปฏิบัติสืบต่อกันมานั้นเอง และพระธรรม ความจริงที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ที่เรียกรวมว่า พระพุทธศาสนานั้น ก็สรุปลงเป็นหลักสำคัญดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในโอวาทปาติโมกข์ 3 ข้อ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์

..ฉะนั้น ผู้ที่ระลึกถึงพระพุทธโอวาทนี้อยู่เสมอ จึงเท่ากับระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เสมอ ผู้ที่มีพระธรรมคำสอน ทั้ง 3 ประการนี้อยู่ในใจ ก็เท่ากับมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในใจ ผู้ที่น้อมนำเอาพระธรรมคำสอนทั้ง 3 ประการนี้ มาปฏิบัติเป็นปกติประจำวัน ก็ได้ชื่อว่าได้ปฏิบัติบูชาพระรัตนตรัย พร้อมทั้งได้ปฏิบัตินับถือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

..อนึ่ง ในปีพุทธศักราช 2555 นี้ เป็นวาระครบ 26 ศตวรรษแห่งพระพุทธศาสนาที่ประดิษฐานมั่นคงอยู่ในโลก นับว่าเป็นอภิลักขิตกาลที่พิเศษอีกวาระหนึ่ง จึงควรที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จักถือเป็นโอกาสใส่ใจศึกษาและตั้งใจ ปฏิบัติพระพุทธศาสนากันอย่างจริงจังอีกวาระหนึ่ง เพื่อความดำรงคงอยู่ของพระสัทธรรม อันจะอำนวยสันติภาพและสันติสุขแก่โลก ตลอดไปชั่วกาลนานขออำนวยพร..”

ความหมายของวันมาฆบูชา

คำว่า “มาฆะ” นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า “มาฆบุรณมี” หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3

การกำหนดวันมาฆบูชา

        การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม

ความสำคัญและประวัติของวันมาฆบูชา

หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้มาได้ ๙ เดือนแล้ว วันหนึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (วันมาฆบูชา) ตรงกับวันสำคัญของศาสนาพราหมณ์ คือเป็นวันทำพิธีลอยบาป ที่เรียกว่า ศิวราตรี

วันนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวนาราม ในตอนบ่ายภิกษุสาวก จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ขึณาสพ ได้เดินทางมา ณ ที่นี้ โดยที่มิได้นัดหมายกันไว้ก่อนเลย นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ การประชุมในวันนั้น เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” เพราะเป็นการประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ คือ

วันนั้นพระจันทร์เต็มดวง (เสวยมาฆฤกษ์) (เพ็ญเดือนสาม)

ภิกษุสาวก ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ (ผู้ได้อภิญญา ๖) ทั้งสิ้น

ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ทั้งสิ้น (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)

ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง “พระโอวาทปาติโมกข์” คือหลักคำสอนที่เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยตรัสเป็นพระคาถา ดังต่อไปนี้

สัพพะปาปัสสสะ อะกะระณัง, การไม่ทำบาปทั้งปวง,

กุสะลัสสูปะสัมปะทา,     การทำกุศลให้ถึงพร้อม,

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง  การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส,

เอตัง พุทธานะสาสะนัง,  ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,

นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง,

นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี, ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,

นะ สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย.

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต,      การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,

ปาติโมกเข จะ สังวะโร,   การสำรวมในปาติโมกข์,

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง, ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค,

ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง, การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,

อะธิจิตเต จะ อาโยโค, ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง,

เอตัง พุทธานะสาสะนัง. ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

        มีข้อความในโอวาทปาฏิโมกข์ที่อาจจะจำเพาะเจาะจงสำหรับนักบวชหรือบรรพชิต และบางข้อก็นำไปประพฤติปฏิบัติได้ทั้งบรรพชิตและผู้ครองเรือน

อย่างไรก็ตามข้อความในโอวาทปาฏิโมกข์ก็ได้แสดงถึง จุดหมายสูงสุด แห่งพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน

ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า จึงควรศึกษาพระโอวาทปาฏิโมกข์ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ ตามฐานะและกำลังความสามารถของตน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง

………………………………..

ความหมายของโอวาทปาติโมกข์

        โอวาทปาติโมกข์ เป็นหลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ หมายถึง หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาอันเป็นไปเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น

………………………………..

คำสอนอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาคือ หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้

หลักการ ๓

การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาป ทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ

- ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม

- ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ

- ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดี ทุกอย่าง ซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ

- การความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม

- การทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ

- การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละการไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตาและปรารถนาดี และมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบมี ๕ ประการ ได้แก่

- ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)

- ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)

- ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)

- ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ)

- ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดี ความชั่วว่ามีผลจริงหรือไม่

อุดมการณ์ ๔

ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกายวาจา ใจ

ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้ายรบกวน หรือเบียดเบียนผู้อื่น

ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ

นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วิธีการ ๖

ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร

ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎ กติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีของสังคม

รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหาร หรือการใช้สอยสิ่งต่างๆ

อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิตให้สงบ มีสุขภาพ คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี

………………………………..

ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งคำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

จาตุร แปลว่า 4   ,    องค์ แปลว่า ส่วน   ,  สันนิบาต แปลว่า ประชุม

ดังนั้น “จาตุรงคสันนิบาต” จึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ 4″ นั่นเอง

ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

ประวัติการถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

        พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า

ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อถึงเวลาค่ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย

กิจกรรมทางพุทธศาสนาในปี 2555 มีดังนี้

ที่ กทม. - รัฐบาล จับมือ มหาเถรฯ จัดใหญ่ มาฆบูชา ฉลอง 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้พระพุทธเจ้า ถวายในหลวง 85 พรรษา 5-7 มี.ค.2555 วัดสระเกศฯ เชิญชวนพุทธศาสนิกชน สักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนยอดภูเขาทอง เพื่อระลึกพระกรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมต่างที่วัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดขึ้น อาทิ การปล่อยขบวนรถบุพชาติ การบรรยายธรรม การสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

ด้านสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ในวันมาฆบูชา ในวันที่ 7 มีนาคม 2555 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันมาฆบูชา ยังวัดพิชยญาติการราม** ซึ่งขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยเฝ้ารับเสด็จฯ พร้อมทั้งมาฟังพระธรรมเทศนาในหัวข้อ เรื่องสัมมาสติ คือ การมีสติระลึกชอบในการทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งจะเตือนให้คนไทยมีสติในการดำเนินชีวิตและไม่เกิดความประมาณ โดยใช้วันมาฆบูชาเป็นวันเริ่มต้นแห่งการทำความดี (**วัดพิชยญาติการราม คือ วัดพิชัยญาติ เดิม อยู่แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.)

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดตัวธงสัญลักษณ์พุทธชยันตี ให้ทุกจังหวัดประดับตลอดปี 55

ส่วนที่ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จัดงานวันมาฆบูชา 2555 ระหว่างวันที่ 3-7 มี.ค.นี้  ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี ซึ่งเป็นปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

        การไหว้พระ 9 วัด และบรรยายพระไตรปิฏก พิธีทำบุญตักบาตรในวันมาฆบูชา , พิธีเวียนเทียน , ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ , สวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ,นมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจำลอง 12 นักษัตร ,ฟังการบรรยายธรรม ปาฐกถาธรรม และอภิปรายธรรม

การร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และบำเพ็ญกุศลเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา

โดยกิจกรรมภายในงาน มีการสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระแก้วมรกตจำลองนิทรรศการทางพระพุทธศาสนา มหกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือธรรมะ  

จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกิจกรรมในวันมาฆบูชาดังกล่าว โดยพร้อมเพียงกัน

                                               …………………………………

ที่จังหวัดเชียงใหม่ – นอกจากการจัดกิจกรรมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนรักษา ศีลบริสุทธิ์ และไหว้พระ 9 วัดในช่วงเทศกาลมาฆบูชาพร้อมกันทั่วประเทศ แล้วยังจัดให้มีการแข่งขันตอบปัญหาธรรมะและบรรยายธรรมะชิงโล่พระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา ขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2555 ณ วัดพันอ้น และ พุทธสถานเชียงใหม่

นอกจากนั้นในวันที่ 6 มีนาคม 2555 ยังกำหนดจัดงาน ปล่อยปลาคืนชีวามัจฉามาฆฤกษ์เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ พุทธสถานเชียงใหม่ ได้แก่ การเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรพระประจำวันเกิดเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยสำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่จะจัดเตรียมพันธุ์ปลา 20,000 ตัวไว้บริการประชาชนที่ประสงค์จะร่วมปล่อยปลาในวันดังกล่าว

                                                 ……………………………….

ที่ จ.ยโสธร – อ.มหาชนะชัย  ในระหว่างวันที่ 4-6  มีนาคม 2555 เทศบาลตำบลฟ้าหยาด อ.มหาชนะชัย  จัดงานประเพณีแห่มาลัยข้าวตอกที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนลุ่มน้ำชีแห่งบ้านฟ้าหยาด  ซึ่งจะนำข้าวตอกมาร้อยเป็นมาลัยสายยาวแทน ดอกมณฑารพอันเป็นดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์แล้วจัดขบวนแห่ไปถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา  

มาลัยข้าวตอกดังกล่าวสื่อความหมายแทนดอกมณทารพ   ซึ่งเป็นดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ที่จะบานเฉพาะในวันที่มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ซึ่งได้แก่ วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานและวันที่ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร การแห่มาลัยข้าวตอกเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา   เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานที่สืบทอดต่อเนื่องเฉพาะที่ชุมชนบ้านฟ้าหยาดแห่งนี้

มาฆบูชาอันเป็นงานบุญสำคัญของชุมชน โดยในงานดังกล่าวชุมชนต่างๆ จะนำข้าวตอกขาวที่คัดจากข้าวเปลือกข้าวเหนียวที่ดีที่สุด  มาร้อยเป็นมาลัยสูงนับสิบเมตรและประดับตกแต่งอย่างงดงามหลากหลายรูปแบบ หลังจากนั้นจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง 

อาทิ   เช่น การประกวดการออกแบบของที่ระลึกมาลัยข้าวตอก   ชมการสาธิตทำมาลัยข้าวตอก เลือกซื้อสินค้า OTOP จากกลุ่มต่างๆ ของอำเภอมหาชนะชัย ขบวนรถแห่มาลัยจากทุกชุมชน หมู่บ้านรวมกัน ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอมหาชนะชัย

การแสดงบนเวทีกลาง  การประกวดธิดามาลัย  การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม จ.ขอนแก่น   ชมการแสดงของนักเรียนในเขตพื้นที่ อ.มหาชนะชัย ชมขบวนแห่มาลัยข้าวตอกและร่วมแห่มาลัยข้าวตอกไปทอดถวาย ณ วัดหอก่อง ,  วัดฟ้าหยาด  และวัดของแต่ละตำบลในเขต อ.มหาชนะชัย

ททท. จึงขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านไปร่วมชื่นชมงานประเพณีแห่มาลัยบ้านฟ้าหยาด  ซึ่งนอกจากจะได้ร่วมงานบุญมาฆบูชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแล้วท่านยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ  ในจังหวัดยโสธรได้อย่างคุ้มค่า  อาทิเช่น เส้นทางย้อนรอยเมืองสิงห์ท่า ค้นหาอดีตเมืองยโสธร โบสถ์คริสบ้านซ่งแย้ อ.ไทยเจริญ  หัตถกรรมหมอนขวาน ผ้าขิดบ้าน  

ศรีฐาน รอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ วัดพระพุทธบาทยโสธร  ธาตุกู่จาน ธาตุก่องข้าวน้อย  เป็นต้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี    โทร. 0-4524-3770 , 0-4525-0714  www.tatubon.org

……………………

ที่ จ.นครศรีธรรมราช – วันที่ 1-7 มีนาคมนี้ ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่า มาฆบูชา ขบวนแห่ผ้าพระบฏ ในงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร 2555”  ภายในงาน พุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันนำผ้าแถบสีขาว เขียนภาพพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติ เรียกว่า ผ้าพระบฏและผ้ายาวสีเหลืองและสีแดงขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันเพ็ญเดือนสาม เป็นประจำทุกปี ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

        นครศรีธรรมราชถือได้ว่าเป็นดินแดนที่หลากหลายและเป็นแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของศาสนิกชน เป็นเส้นทางท่องเที่ยวสุขใจ

เมื่อไปสัมผัสพลังแห่งศรัทธา อิ่มอุ่น และอิ่มเอมด้วยความปีติแห่งความเป็น สิริมงคล แม้เพียงครั้งเดียวที่มีโอกาสได้มานมัสการองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคลแห่งชีวิตอันใหญ่หลวงเพราะมีโอกาสใกล้ชิดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีคำกล่าวว่าเม็ดทราย ทุกเม็ดในแผ่นดินนี้ถูกเหยียบย่ำโดยผู้ใฝ่ธรรมมาแล้วทั้งสิ้น จนชาวพุทธเชื่อกันว่าเกิดมาหนึ่งชาติขอได้กราบ พระธาตุเมืองนคร เพื่อมุ่งหมายให้ทุกคนละชั่ว ใฝ่ดีและทำจิตใจให้ขาวบริสุทธิ์

จึงถือได้ว่าชาวนครศรีธรรมราช เติบใหญ่ภายใต้ร่มเงาศิลปะ ที่ผสมผสานกับความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรตามพรลิงค์ อันมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์บนถนนสายเดียวเที่ยวได้ 5 ศาสนา 5 วัฒนธรรม และยังมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามหลากหลายและมีคุณภาพที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ถึง 15 รางวัล

เหนือสิ่งอื่นใดนครศรีธรรมราชยังมีประเพณีซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเกือบ 800 ปี คือ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันนำผ้าแถบสีขาว เขียนภาพพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติ เรียกว่า ผ้าพระบฏและผ้ายาวสีเหลืองและสีแดงขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันเพ็ญเดือนสาม เป็นประจำทุกปี ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นับเป็นกิจกรรมมหากุศลที่ชาวพุทธพึงได้กระทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ด้วยความตระหนักในความสำคัญและคุณค่าที่ควรอนุรักษ์ สืบสานประเพณีดังกล่าว จังหวัด-นครศรีธรรมราช โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ องค์กรปกครองท้องถิ่น ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และพุทธศาสนิกชน จึงพร้อมใจกันจัดงานประเพณี มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ โดยใช้ชื่อว่า มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร 2555” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 มีนาคม 2555 ณ วัดพระมหาธาตุ-วรมหาวิหาร สมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด) และสวนศรีธรรมาโศกราช

โดยคณะผู้จัดงานได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชนผู้สนใจ และนักท่องเที่ยว ร่วมพิธีทางศาสนาและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะการจัดงาน 2555 สัมพุทธชยันตี 2,600 ปี พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรม การสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะการเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง การแสดงพระธรรมเทศนา (2 ธรรมาสน์) พิธีพุทธาภิเษกเบิกเนตรพระโพธิสัตว์กวนอิม พิธีเขียนผ้าพระบฏ (90 เมตร) พิธีกวนข้าวมธุปายาส (ข้าวทิพย์หรือข้าวยาคู) พิธีพุทธาภิเษกผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏนานาชาติ ผ้าพระบฏจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พิธีมอบข้าวมธุปายาสยาคู พิธีเปิดและปล่อยขบวนแห่ผ้าพระบฏ พิธีถวายผ้าพระบฏเป็นพุทธบูชา พิธีเวียนเทียน และชมการแสดงที่น่าสนใจ เช่น การแสดงแสง เสียง การแสดงทางวัฒนธรรมสี่ภาค การแสดงหุ่นละครเล็ก คณะโจหลุยส์ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกในโซนตลาดนัดชุมชนและตลาดนัดโบราณอีกด้วย

ทั้งนี้ ททท. คาดว่าการจัดงาน มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร 2555” ในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 80,000 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวเชิงพุทธ หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเกิดการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่สู่การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ทั้งยังเป็นการปลูกฝังความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีไทยในกลุ่มเยาวชนและพุทธศาสนิกชนสืบไป โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานนครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6

………………………………..

**สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมของวัดต่างๆ สอบถามได้ที่สำนักงานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม หมายเลข 0-2422-8812-6

………………………………

**ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม และ hilight.kapook.com

 

 

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9612 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics