ประมวลสถานการณ์ ปะทะเดือดไทย – เขมร (22/04/54)

แบ่งปัน

 

ปะทุอีกรอบ ! ปะทะเดือด ไทย – เขมร

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 เมษายน 2554 มีรายงานว่า กัมพูชาเปิดฉากยิงปะทะทหารไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย บ้านหนองคันนา อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทั้งอาวุธเบา และ อาวุธหนัก ถล่มทหารไทยด้วยปืนใหญ่ โดยมีฐานที่มั่นจุดยิงปืนใหญ่ อยู่หลังวัดป่าเขาโต๊ะ ห่างจากชายแดนไทย 1 กิโลเมตร

ด้าน พระครูสัน เจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะ กล่าวว่า ได้พบเห็นทหารกัมพูชา ลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ มา 2-3 วันแล้ว ทั้งที่ทหารไทยได้เจรจาให้กัมพูชานำอาวุธหนักปืนใหญ่ ออกห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา 15 กิโลเมตร ตามสนธิสัญญาเจนีวา แต่ไม่เป็นผล ทำให้ทหารกัมพูชาไม่พอใจ จึงเป็นเหตุของการปะทะดุเดือด ซึ่งขณะนี้ยังไม่หยุดยิงแต่อย่างใด

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยความคืบหน้า กรณีเกิดเสียงปืนดังเป็นระยะ บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ใน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ใกล้เคียงกับ ปราสาทตาเหมือนธม ว่า เหตุดังกล่าวมีจริง โดยเกิดการยิงปะทะตั้งแต่เวลา ประมาณ 06.45 น. โดยมีการยิงปืนเล็กและได้ยินเสียงปืนใหญ่มาเป็นระยะ โดยจุดที่เกิดเหตุยังไม่ยืนยันว่า เป็นจุดภายในปราสาทตาเมือนธมหรือไม่ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 เจ้าของพื้นที่ ได้รับทราบรายงานแล้ว และได้แจ้งให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณดังกล่าวเตรียมพร้อมอพยพ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนอพยพประชาชน ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานความสูญเสีย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

ทั้งนี้ เสียงปืนใหญ่ดังติดต่อเป็นระยะ ได้ยินไปถึงอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง มีการอพยพชาวบ้าน ม.ไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก ไปยัง ร.ร.บ้านตาลวก วัดตาลวก ร.ร.พนมดงรักวิทยา และ ที่ร.ร.บ้านโคกกลาง แล้ว โดยมีการประกาศจากเสียงตามสายของอบต.บักได อ.พนมดงรัก ว่าทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยก็ จึงเกิดการยิงตอบโต้ พร้อมให้ประชาชนตามแนวชายแดนเตรียมพร้อมด้านอพยพถ้าจำเป็น

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ด้านแนวชายแดน จ.ศรีสะเกษ มีประชาชนได้ยินเสียงปืนใหญ่และระเบิดเช่นกัน ซึ่งยังไม่มีเจ้าหน้าที่ ออกมายืนยันเหตุดังกล่าวได้

ในขณะที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัย อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ รายงานว่า มีทหารพราน 2 นาย เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ. พนมดงรัก

โรงพยาบาลพนมดงรัก รายงานว่า ได้รับทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ 6 นาย โดยมีทหาร 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกสะเก็ดระเบิดต้องส่งต่อไป ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ส่วนอีก 3 นาย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ทางด้านพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ ผบช.ตชด. สนับสนุนการปฏิบัติของทหารอย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

รายงานล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 07.35 น. ทหารกัมพูชา ได้ยิงปืนใหญ่ กระสุนตกข้าง สภ.พนมดงรัก ในพื้นที่อีก 1 ลูก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย โดยล่าสุด นายอำเภอพนมดงรัก ได้ทำการอพยพประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนออกนอกพื้นที่แล้ว

ส่วนสถานการณ์ล่าสุด ทหารกัมพูชา เพิ่มความถี่ในการยิงมากขึ้น โดยใช้ปืนเล็ก ปืนใหญ่ ค.81 และ M 60 ได้เริ่มที่ช่องกร่าง อ.พนมดงรัก เลยมาจนถึงปราสาทตาเหมือนธม ปราสาทตาควาย ขณะนี้ฝั่งไทย ได้ยิงปืน ค.105 ตอบโต้ ประมาณ 4-5 นัด เพราะทราบพิกัดทางทหารที่แน่ชัดว่า ฐานที่มั่นปืนใหญ่ของกัมพูชาอยู่ตรงไหน คาดว่าการยิงตอบโต้ของทหารไทยไม่พลาดเป้า และทหารกัมพูชา เกรงที่จะมาต่อกลอนกับทหารไทย เนื่องด้วย ทหารไทยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า แต่สถานการณ์ขณะนี้การยิงปะทะกันยังไม่ยุติแต่อย่างใด และมีการยิงโต้ตอบกันเป็นระยะ

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณแนวชายแดนปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ส่งผลให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บคือ ทหารพราน บุญชิด บัวงาม สังกัดร้อยทหารพราน 2606 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากจุดปะทะที่ปราสาทตาควาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ มีการอพยพชาวบ้าน บริเวณแนวชายแดนใกล้พื้นที่ปะทะ ไปยัง ร.ร.บ้านตาลวก วัดตาลวก ร.ร.พนมดงรักวิทยา และที่ร.ร.บ้านโคกกลาง รวม 36 หมู่บ้าน จำนวน 7.000 คน

ความคืบหน้าเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ตามแนวชายแดนปราสาทตาควายใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (22เม.ย.) พบว่า มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 13 นาย ถูกนำเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพนมดงรัก และโรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์

ขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กาบเชิง ซึ่งอยู่ห่างจุดปะทะประมาณ 10 กิโลเมตร ได้อพยพออกจากพื้นที่มาอยู่ที่ศูนย์อพยพนิคมสร้างตนเอง อ.ปราสาท และโรงเรียนพนมดงรักวิทยา หลังมีกระสุนปืนใหญ่ตกเข้ามาในพื้นที่จำนวนลูก แต่ยังม่มีรายงานบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย

 


ทราบชื่อแล้ว 4 ทหารไทย ผู้เสียชีวิต ปะทะเขมร

สถานการณ์ชายแดน ไทย กัมพูชา รอบบริเวณปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม” อ.พนมดงรัก สุรินทร์ ความสูญเสียเบื้องต้น ทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย

ความคืบหน้า เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาควาย ต.บักกได อ.พนมดงรัก และที่บริเวณ ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. เป็นต้นมาและเมื่อเวลา 11.00 น. เสียงปืนใหญ่ที่ยิงโต้ตอบจากฝ่ายไทย เข้าไปยัง ฝ่ายกัมพูชาได้เงียบลง นั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันว่า มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบครั้งนี้ จำนวน 13 นาย และเสียชีวิต 4 นาย

รายชื่อทหารไทยที่เสียชีวิต ประกอบด้วย

1.จ.ส.อ.วิทยะ สวนชูผล สังกัด กองร้อยทหารพรานจู่โจม ที่ 960 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.เมียง อ.พนมดงรัก เสียชีวิตที่จุดปะทะปราสาทตาเมือนธม ,

2.จ.ส.อ.บุญรัตน์ สุขจิตร กองร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กรมทหารราบที่ 23 พัน 4 ,

3.พลทหาร บุญฤทธิ์ ชางาม ร้อยทหารพราน 2606

4.ส.อ.ประเวช หาราช ร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งทหารทั้ง 3 นาย เสียชีวิต ที่จุดปะทะปราสาทตาควาย และได้ลำเลียงศพมายังโรงพยาบาลพนมดงรักแล้ว

สำหรับศูนย์ผู้อพยพชั่วคราวรองรับประชาชนผู้อพยพหนีภัยการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ดังกล่าว ขณะนี้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้เปิดศูนย์ผู้อพยพชั่วคราวในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จำนวน 3 ศูนย์ ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านโคกกลาง ,วั ดบ้านโนนสมบูรณ์ ,โรงเรียนบ้านโคกโบสถ์ ต.โคกกลาง อ.พนมดงรัก ในการรองประชาชนหมู่บ้านชายแดนเขต ต.ตาเมียง เป็นหลัก

ส่วนประชาชนหมู่บ้านชายแดนในเขต ต.บักได อ.พนมดงรัก และ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง ได้อพยพไปยังศูนย์อพยพชั่วคราว ที่นิคมปราสาท อ.ปราสาท พร้อมกันนี้ได้เปิดโรงเรียนปราสาทวิทยา ต.กังแอน และโรงเรียนโสตศึกษา ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวเพิ่มเติม โดยล่าสุดมีประชาชนอพยพเข้าไปอยู่ศูนย์อพยพแห่งละกว่า 5,000 คน รวมกว่า 3 หมื่นคน

นายกฯ โวย เขมรแจ้นฟ้องอาเซียน

อภิสิทธิ์เผยเขมรฟ้องอาเซียน ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทยากขึ้น ยันเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา จนส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตจำนวน 4 นาย ว่า ตอนที่สรุปมาไม่ใช่อย่างนั้น เดี๋ยวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลงรายละเอียด เบื้องต้นต้องขอเรียนว่า ได้มีการประสานงาน และเร่งให้สถานการณ์คลี่คลาย พร้อมๆ กันนั้น เราได้บอกกับทางกัมพูชา ว่า ควรจะได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) กับคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่กรุงเทพฯ หรือกรุงพนมเปญโดยเร็ว เพราะจริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของการวางกำลัง ไม่ให้กำลังมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่

ส่วน ขณะนี้กัมพูชาพุ่งเป้าฟ้องร้องไปยังประธานอาเซียน ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นอะไร กลไกต่างๆ ที่ดูแลได้ เหมาะสมที่สุด ก็คือ กลไกในพื้นที่ ความจริงปัญหาในลักษณะที่เกิดขึ้น ควรให้กลไกที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เป็นคนดู ยิ่งถ้าขยายเรื่องไปไกลถึงอาเซียน ก็ยิ่งยากจะมาดูแลหรือแก้ไขได้

ในขณะที่ ต่างชาติจะเข้าใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงจะเข้าใจได้ เพราะเรื่องราวทั้งหมด ได้มีการประสานงานกันแล้วและทั้ง 2 ฝ่าย ได้ยืนยันว่า ไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

 


โฆษกกองทัพ ภ. 2 ยันเขมร ล้ำแดนไทย

พ.อ.ประวิทย์โฆษกกองทัพภาค 2 ยัน เหตุปะทะเดือดชายแดน ตาควาย-ตาเมือนธมเกิดจากทหารเขมรเหิมรุกล้ำดินแดน และเปิดฉากยิงถล่มไทยก่อน มีการยิงปะทะราว 5 ชม.

พ.อ.ประวิทย์ หูแก้ว โฆษกกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ ว่า สาเหตุการปะทะกันระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน ปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก ต่อเนื่อง ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น.ของวันนี้นั้น สืบเนื่องจากทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในเขตดินแดนไทย พร้อมใช้อาวุธยิงเข้าใส่ทหารของไทย ขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในฐานที่มั่นฝั่งไทยก่อน ทำให้ต้องมีการผลักดันทหารกัมพูชาออกไปจากดินแดน แต่ทางกัมพูชากลับใช้ทั้งอาวุธเบา และ อาวุธหนัก เช่น ปืนไร้แรงสะท้อนย้อนหลัง ปืน ค.60 และปืนใหญ่ ยิงเข้ามาในเขตไทย ทำให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้

พ.อ.ประวิทย์ กล่วต่อว่า จากเหตุปะทะครั้งนี้ จากรายงานพบว่า ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 13 นาย เสียชีวิตเบื้องต้น 3 นาย โดยผู้ได้บาดเจ็บทั้ง 13 นาย ขณะนี้เข้ารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก 3 นาย, โรงพยาบาลสุรินทร์ 6 นาย และ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดทหารบกสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ 2 นาย และ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 2 นาย โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากการปะทะในครั้งนี้ทางกองทัพมีระเบียบในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว

พ.อ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด แม้เสียงปืนจะสงบลงแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังถือว่าสถานการณ์ยังไว้วางใจไม่ได้ เนื่องจากเกรงว่าจะซ้ำรอยกับเหตุการณ์ปะทะกันที่ชายแดนด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเจรจาหยุดยิงในตอนเช้า แต่ตอนเย็นกัมพูชายิงปืนใหญ่เข้าใส่ทหารไทยอีก ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท จึงต้องมีการตรึงกำลังเตรียมความพร้อมตลอดแนวชายแดน แต่ฝ่ายไทยยังไม่มีการเสริมกำลังทหาร พร้อมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด เพราะกำลังที่อยู่ในพื้นที่นั้นมีเพียงพออยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในวันนี้ (22 เม.ย.) พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ได้เดินทางด่วนลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์การสู้รบ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ดังกล่าว พร้อมกำชับทหารทุกนายที่อยู่ตามแนวชายแดนหากอยู่ในที่ตั้งให้ตรวจพื้นที่ตลอดเวลา และให้ยึดฐานที่มั่นของตัวเองอย่างเข้มแข็ง เพราะการปะทะที่ผ่านมาฝ่ายเขมรได้ใช้อาวุธหนักโจมตีเข้ามาในเขตแดนไทยโดยตลอด

พ.อ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการอพยพประชาชนตามหมู่บ้านแนวชายแดนออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย นั้น ทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนแล้ว 7 แห่ง อยู่ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก 4 แห่ง และ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ 3 แห่ง ล่าสุด ได้เร่งอพยพประชาชนเข้ามาอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวทั้ง 7 แห่ง รวมมากกว่า 2 หมื่นคน และมีรายงานว่า กระสุนปืนใหญ่ของทหารฝ่ายกัมพูชา ยิงเข้ามาตกในหมู่บ้านโคกแสลง และ บ้านสกอ ถูกบ้านเรือนราษฎรเสียหายจำนวน 1 หลัง

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังเป็นปกติไม่มีเหตุการณ์สู้รบเกิดขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่ประชาชนชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ก็ยังใช้คงชีวิตเหมือนที่ผ่านมาและมีการอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งทหารทั้ง 2 ฝ่ายในพื้นที่ได้พยายามประสานความเข้าใจกันอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่เกิดเหตุความตึงเครียดขึ้น พ.อ.ประวิทย์ กล่าวในตอนท้าย

 


กัมพูชาจี้ ยูเอ็นลงมาจัดการความขัดแย้ง

กัมพูชากำลังรณรงค์ทางการทูตครั้งใหม่ เพื่อให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับไทย หลังการปะทะในวันศุกร์ 22 เม.ย.นี้ ไม่กี่ชั่วโมง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ส่งสาส์นถึงคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ และประธานกลุ่มอาเซียน กล่าวหาว่า ไทยรุกรานกัมพูชาอีกครั้งโดยยิงถล่มด้วยปืนใหญ่หลายขนาด

ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่กัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยได้ใช้เครื่องบินในการโจมตีกัมพูชาด้วย ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่การปะทะด้วยกำลังทหารธรรมดาอีกต่อไป หากเป็น สงครามซึ่งกัมพูชาได้พยายามใช้คำนี้แจ้งต่อสหประชาชาติ มาตั้งแต่เดือน ก.พ.หลังการปะทะที่ชายแดนปราสาทพระวิหาร แต่ไม่มีฝ่ายใดเชื่อถือ

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เปิดแถลงข่าวในกรุงเทพฯ เวลาบ่ายวันเดียวกัน ระบุว่า ทหารฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลง และรุกล้ำเข้ามาในแดนไทยอย่างชัดเจน ทำให้ไทยต้องป้องกันอธิปไตยและปกป้องประชาชนตามหน้าที่ และ กระทรวงการต่างประเทศกำลังจะทำหนังสือประท้วงเช่นกัน

ดูเหมือนว่า การปะทะในวันศุกร์นี้ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจจะให้เกิดขึ้น เพื่อดึงความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการประชุมที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ของคณะกรรมการชายแดนสองฝ่ายล้มเหลว การประชุมในระดับรัฐมนตรีกลาโหมไม่อาจจะจัดขึ้นได้ และคณะสังเกตการณ์การหยุดยิงจากอินโดนีเซีย ยังไม่สามารถเข้าประจำการตามแนวชายแดนได้

นายฮอร์ นัม ฮง รมว.กัมพูชา ได้แสดงความโกรธแค้นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน ในการแถลงข่าวที่เมืองโบกอร์

ในสาสน์ลงวันที่ 22 เม.ย.2554 ที่ นายฮง ส่งถึง นายเนสตอร์ โอซอริโอ (Nestor Osorio) ประธานคณะมนตรีความมั่นคงประจำเดือน เม.ย.นี้ ได้กล่าวหาว่า ทหารไทยได้ใช้ปืนใหญ่ 105, 106 และ 155 มม.ยิงถล่มดินแดนกัมพูชาในเขตปราสาทตาเมือน (Ta Mone) กับตาควาย (Ta Krabey)

กระสุนปืนใหญ่ของไทยตกลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชาถึง 21 กม.ในเขตบ้านโคกมอน จ.อุดรมีชัย และ เครื่องบินไทยได้บินล้ำน่านฟ้ากัมพูชา และกัมพูชาได้รับความเสียหาย เสียชีวิตและบาดเจ็บ เป็นจำนวนมากจากการโจมตี

สาส์นอีกฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาคล้ายกันนี้ส่งถึง นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำกลุ่มอาเซียนปีนี้

.ต่างประเทศแถลงการ ซัดเขมรยั่วยุไทย

กต. แถลงยืนยันเขมรโจมตีก่อน ส่งผลทหารไทยเสียชีวิต 3 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย ต้องอพยพคนเกือบ 10,000 คนออกจากพื้นที่ พร้อมประท้วงเขมร ละเมิดเอ็มโอยู 2543 อีก ยืนยันแก้ปัญหาข้อขัดแย้งโดยกลไกทวิภาคีเท่านั้น

เมื่อเวลา 20.19 น. กระทรวงการต่างประเทศได้ออกถ้อยแถลงเผยแพร่ผ่านเว็ปไซต์ (http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=27141) เกี่ยวกับการโจมตีด้วยอาวุธโดยปราศจากการยั่วยุโดยกองกำลังกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 โดยระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยขอเรียนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 ระหว่างเวลา 06.3007.00 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงและใช้อาวุธหนัก ซึ่งรวมถึงปืนครกและปืนใหญ่ โดยปราศจากการยั่วยุเข้าไปในบริเวณปราสาทตาควาย และตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามุ่งไปทางปราสาทตาเมือนซึ่งตั้งอยู่จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย ทหารกัมพูชาทำการโจมตีดังกล่าวภายหลังจากที่ชุดลาดตระเวนของไทยพบทหารกัมพูชาที่ติดอาวุธกำลังก่อสร้างที่มั่นในบริเวณปราสาทตาควายในดินแดนไทย และแจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

2. เมื่อเวลา 08.00 น. มีการหารือระหว่างผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายซึ่งได้ตกลงที่จะหยุดยิง อย่างไรก็ดี เมื่อเวลา 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาเริ่มยิงปืน ครกและปืนใหญ่เข้ามาในดินแดนไทยอีก ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงข้างต้น การยิงโต้ตอบดังกล่าวมีถึงเวลา 09.35 น.

3. การโจมตีด้วยอาวุธโดยปราศจากการยั่วยุโดยทหารกัมพูชาได้ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 3 นาย ทหารหลายนายได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหาย ต่อบ้านเรือนของพลเรือนจำนวนมาก รวมทั้งต้องอพยพพลเรือนเกือบ 10,000 คนออกจากพื้นที่

4. ฝ่ายไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน และได้ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุดมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ประเทศไทยจึงไม่มีทาง เลือกนอกจากต้องปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพเหนือดินแดน โดยใช้วิธีการที่สมน้ำสมเนื้อภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

5. ประเทศไทยขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการใช้กำลังทหารของฝ่ายกัมพูชาต่อทหารและพลเรือนไทย โดยปราศจากการยั่วยุ และการสร้างที่กำบังซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วย การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน พ.ศ. 2543 อย่างชัดเจน ประเทศไทยได้ใช้สิทธิในการป้องกันตัวเองบนพื้นฐานของความจำเป็น สมน้ำสมเนื้อ และมุ่งไปยังเป้า หมายทางทหารซึ่งกองกำลังกัมพูชาใช้โจมตีไทยอย่างเคร่งครัดเท่านั้น

6. ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขประเด็นเขตแดนที่ยังคั่งค้างโดยสันติวิธี และเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชาแก้ไขข้อขัดแย้งดังกล่าวโดยอาศัยกลไกทวิภาคีที่ มีอยู่ ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (หรือ GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (หรือ RBC) ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการชายแดน ทั่วไป และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (หรือ JBC) ในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายไทยได้หารือกับฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนใน พื้นที่บริเวณปราสาทตาควายระหว่างการประชุม JBC ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7-8 เมษายน 2554 ทั้งนี้ บันทึกผลการหารือของการประชุมดัง กล่าวซึ่งระบุว่าไทยได้แสดงความประสงค์และความพร้อมที่จะเริ่มการสำรวจหลักเขตแดนในพื้นที่ส่วนที่ 5 อันเป็นบริเวณที่ปราสาทตาควายตั้งอยู่ เป็นการแสดง ความจริงใจของฝ่ายไทยที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนโดยสันติวิธีภายใต้กลไกของ JBC นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมของไทยอยู่ในระหว่างการปรึกษาหารือกับฝ่าย กัมพูชาเพื่อให้มีการประชุม GBC และ RBC ในโอกาสแรก

ประยุทธ์ด่าเขมรลอบกัด เปิดฉากยิงก่อน

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2554 ที่กองการบิน กรมขนส่งทหารบก(ขส.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ)ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณ จ.สุรินทร์ ว่า ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีการวางกำลังห่างกันสัก 100 เมตร ตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายไม่ให้ขยับกำลังพลเข้ามา โดยเช้าวานนี้ กองกำลังสุรนารี ได้มีการตรวจพบการเคลื่อนไหวของกองกำลังทางด้านตะวันออกของปราสาทตาควาย เราเลยได้จัดกำลังออกไป พยายามเจรจาให้เขาถอนกำลังออก ซึ่งฝ่ายโน้นมีอาวุธขึ้นมาด้วย และได้ใช้อาวุธกับเราก่อน เราจึงได้โต้ตอบ อย่างไรก็ดี ตนได้รับรายงานจึงเตือนให้ใช้อาวุธเท่าที่จำเป็น ให้ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายออกไป อันเป็นสาเหตุของความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อฝ่ายทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธขนาดหนักมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ ค.120 ขึ้นมาไปจนถึงปืนใหญ่ จรวด มาตามลำดับ เราได้ตอบโต้ตามสมควร ตนได้สั่งการชัดเจนตามแนวทางของกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทย ว่า 1. เราจะพยายามไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน 2. เราจำกัดพื้นที่ให้เล็กที่สุด 3. เราไม่ใช้อาวุธเกินความจำเป็น และ 4. จะไม่ปฏิบัติต่อเป้าหมายพลเรือน ซึ่งทั้ง 4 ประการ กองกำลังสุรนารี ได้ดำเนินการทุกประการอย่างต่อเนื่อง จนถึง 10.30 นาที เหตุการณ์ได้ยุติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ในระหว่างนี้ตนได้รายงานให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรายงาน นายกรัฐมนตรีทราบ และได้ประสานไปยังฝ่ายกัมพูชา ได้มีการติดต่อประสานงานกันกับหน่วยในพื้นที่ชุดประสานงานไทย – กัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งประสานไปยังฝ่ายกัมพูชา ทราบว่าทางโน้นก็สั่งการมาข้างล่าง ปัญหาคือ การติดต่อสื่อสารของฝ่ายกัมพูชาค่อนข้างจำกัด ฝ่ายเราติดต่อได้ตลอดเวลา แม้ตนจะปฏิบัติงานอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อ ผบ.หน่วย กำลังรบในพื้นที่ได้ตั้งแต่เช้า ได้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบโดยตรงตามลำดับ กองทัพบกได้รายงานกองทัพไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามทราบว่ามีการบาดเจ็บสูญเสียทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นการปะทะกันระยะใกล้ เราพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าพื้นที่ปราสาทตาควาย เป็นพื้นที่ป่าเขา ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดคุยกันให้อยู่ในจุดที่ตรวจการได้ และจะไม่เข้าไปในปราสาทตาควาย ต่างฝ่ายต้องอยู่ห่างกัน 100 เมตร เนื่องจากยังเป็นพื้นที่มีปัญหา แต่รายละเอียดเป็นอย่างไรต้องสอบสวนอีกครั้ง

ส่วนเรื่องการอพยพประชาชน ผบ.ทบ.กล่าวว่า ได้รับรายงานช่วงแรกมีเล็กน้อย ตอนหลังประมาณ 1,000คน ให้อพยพออกไปอยู่ด้านหลังโรงเรียน และได้ให้กองกำลังสุรนารี ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายพลเรือน อส. ตชด. ดูแลตนคิดว่าปลอดภัย ที่สำคัญกรุณาอย่าตื่นตระหนก แล้วก็เรามีแผนงานแล้ว การปะทะครั้งนี้ครั้งหน้าอาจมีหรือไม่มี ไม่น่าจะรุนแรงเหมือนครั้งก่อน เราทราบดีว่าอันตรายเกิดขึ้นกับประชาชนโดยรวมไม่ว่าจะไทย หรือกัมพูชา เราจะไม่ยิงเป้าหมายพลเรือน อย่างไรก็ตามทราบว่ามีกระสุน 3 นัดตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนหมู่บ้านของไทย ขอให้ระมัดระวังอย่าตื่นตระหนก เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน การปฏิบัติทางยุทธวิธีและการช่วยเหลื่อต่างๆ ในอนาคตยุ่งยาก ตนพยายามยุติการสู้รบให้ได้ ขอให้ติดตามกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ในการประเมินว่ากลับเข้าไปได้เมื่อไหร่ พยายามจะให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่เร็วที่สุด ตนรู้และเข้าใจว่าประชาชนห่วงใยทรัพย์สินเงินทองสัตว์เลี้ยงต่างๆ ไม่อยากให้ออกมานาน ที่ผ่านมาพอมีการใช้อาวุธ เมื่อยิงปืนใหญ่มาเราก็โต้ตอบฝ่ายกัมพูชาขอให้หยุดยิง พอเราหยุดใช้เขาก็เริ่มใช้กลับมาอีก ไม่เข้าใจสาเหตุเหมือนกัน นโยบายชัดเจนถ้าไม่มีการใช้กับเราก่อนเราก็จะไม่มีการใช้ เราจะตอบโต้เท่าที่จำเป็น เขาใช้มากกว่าเราวันนี้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ช่วงที่ตนไม่อยู่ ไปปฏิบัติราชการ สปป.ลาว ๒ วัน ก็ทราบข่าวลือว่าทหารเอากำลังออกมาจะปฏิวัติ เราไม่มีจุดมุ่งหมายทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ขออย่างเดียวอย่าให้ทุกฝ่ายดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องอย่าเอาทหารไปยุ่ง เกี่ยวกับอะไรพันกันไปหมด อย่าดึงทหารไปเกี่ยวกับการเมืองความขัดแย้ง มีอย่างเดียวทหารขออย่าให้ทุกฝ่ายดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง เป็นหน้าที่ของทหารเหมือนกับคนไทยทุกคน ในส่วนของทหารมีการเตรียมความพร้อมตามปกติของเราทุก 3 เดือน จะมีการเตรียมพร้อมตามแนวชายแดนด้วย เป็นภารกิจของเขาอยู่แล้ว ต้องเตรียมให้พร้อมที่จะสั่งการ ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะเตรียมกำลังทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และอย่าทำอะไรให้บ้านเมืองยิ่งสับสน อยากให้ประชาชนไปฟังดูว่าการที่ปลุกระดมเรื่องนี้ขึ้นมา การพูดจาแต่ละครั้งต้องให้ทหารเข้าไปเกี่ยวทุกครั้งไป แทนที่จะปล่อยให้ทหารได้ทำหน้าที่ของเขา อย่างวันนี้ก็มีปะทะกันตามแนวชายแดน มีการช่วยเหลือน้ำท่วม ส่วนตนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีคนพยายามปลุกระดมเรื่องนี้ขึ้นมา พยายามทำให้ทุกอย่างเกิดความวุ่นวายมากที่สุดในบ้านเรา ตนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพิจารณาอย่าให้ทหารออกมาแก้ทุกครั้งไป

พล.อ.ประยุทธ์ กลาวทิ้งท้ายว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบบที่ดีที่สุดแล้ว ทหารทุกคนก็ยอมรับ อาจจะมีใครบางคนไม่ยอมรับหรือเปล่า ถึงพยายามก่อเหตุวุ่นวาย ทบทวนกันเอา ทำอย่างไรจะให้เขาหยุดพูด ทำอย่างไรถึงจะหยุดกล่าวอ้าง เรามีหน้าที่มากมาย การปฏิบัติตามพันธกิจ 4 ประการ มีภารกิจในการปกป้องชายแดน และการพัฒนา การรักษาความมั่นคงของประเทศ เรื่องการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน กองทัพบกทำมาโดยตลอด ตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ไม่อยากให้ไม่ไว้วางใจทหาร อีกหน่อยทหารก็ทำอะไรไม่ได้เลย จะตรวจความพร้อมรบก็ไม่ได้ จะเคลื่อนกำลังฝึกก็ไม่ได้ มองว่าทหารจะปฏิวัติไปทั้งหมด เรียนยืนยันอีกครั้งขออย่างเดียวอย่าไปละเมิดสถาบัน ขอแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงตนไม่เข้าใจ

สุเทพ ยันเขมรยิงไทยก่อน รับต้องกดดันทหารเขมร ออกพื้นที่พิพาท

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายนว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าของวันนี้แล้ว โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะทหารกัมพูชาได้ยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามายังฝั่งไทยก่อน ทำให้ทหารไทยต้องตอบโต้ตามความเหมาะสม โดยยอมรับว่ายังมีกองกำลังของกัมพูชาจำนวนหนึ่งอยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาท ซึ่งจะต้องมีการกดดันให้ออกไป ซึ่งจากเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือชีวิต

นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาต้องการให้มีผู้สังเกตการณ์เข้ามาในพื้นที่พิพาท ว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นยังเป็นเรื่องของ 2 ประเทศ ต้องให้ทั้งสองประเทศได้จัดการกันเอง ยังไม่ควรให้ประเทศที่ 3 เข้ามาสังเกตการณ์ ขณะนี้จะต้องเร่งหาช่วงทางในการหยุดยิงก่อน เพราะไม่ต้องการให้เหตุการณ์ปะทะปานปลาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทาง และแสดงท่าทีที่ชัดเจนแล้วว่า ต้องการให้สองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ต้องการให้มีการปะทะหรือสู้รบเพราะจะไม่เกิดผลดีกับทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เหตุยิงปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอ.พนมดงรัก จ. สุรินทร์ เมื่อช่วงเช้า จากบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย โดยนายสี พาเชื้อ ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ 5 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 3 กม. ได้รายงานเหตุการณ์ว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง จากบริเวณชายแดน และยังมีกระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชายิงมาตกลงในหมู่บ้านบ้านหนองคันนาด้วยหลายลูก ขณะนี้ชาวบ้านที่ยังอยู่ในหมู่บ้านต่างพากันวิ่งไปยังหลุมหลบภัย การยิงปะทะครั้งใหม่ในวันนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ภายหลังเสียงปืนได้สงบลงเมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้

 


ปะทะอีกรอบ ชาวบ้านวิ่งหนีจ้าละหวั่น

ช่วงเช้า (23 เม.ย) เมื่อเวลา 06.10 น. ทหารไทยกับทหารกัมพูชา ได้เปิดฉากปะทะกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง โดยทั้ง 2 ฝ่าย ใช้ทั้งอาวุธหนักและอาวุธเบายิงต่อสู้กันอย่างหนักตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดง เรื่อยมาจนถึงช่องกร่าง บ้านหนองตาเลิฟ ต.บักได และปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งได้ยินเสียงปืนกลยิงต่อสู้กัน ดังลึกเข้ามาในเขตไทย กว่า 15 กิโลเมตร (กม.) ถือว่าเป็นการปะทะกันรุนแรงกว่ารอบแรกเมื่อวานนี้ ( 22 เม.ย.)

โดยทหารกัมพูชาได้ระดมยิงปืนกล ปืน ค. และปืนใหญ่ เข้าใส่ทหารไทย ขณะที่ทหารไทยได้ใช้ปืนใหญ่ทำการยิงตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งประชาชนที่อยู่ในเขต อ.เมืองสุรินทร์สามารถได้ยินเสียงปืนใหญ่ได้ชัดเจน และชาวบ้านทุกคนต่างรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดจนถึงขณะนี้ เวลา 9.45 น. ยังได้ยินเสียงปืนของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ยิงต่อสู้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง และ มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากปะทะกันถูกนำตัวส่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก แล้ว จำนวน 4 นาย สาหัส 1 นาย บาดเจ็บเล็กน้อย 3 นาย ทั้งหมดถูกส่งต่อเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์

ขณะที่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา หมู่บ้านทุกแห่ง และถนนสายต่างๆ ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ แทบกลายเป็นหมู่บ้านและถนนร้าง เงียบเหงาไร้คนเดินทาง โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ .) ตำรวจภูธร ลาดตระเวนและตั้งด่าน รักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ หลังประชาชนได้ถูกอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยตามศูนย์อพยพชั่วคราวต่างๆ เกือบทั้งหมดแล้ว

สำหรับที่ด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งทางการไทยได้สั่งปิดมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ ( 22 เม.ย.) หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ล่าสุดบรรยากาศเงียบเหงา ไม่มีประชาชนเดินทางมาค้าขายสินค้าและท่องเที่ยวแต่อย่างใด เพราะเกรงได้รับอันตรายจากการสู้รบดังกล่าว

ทางด้าน นายสี พาเชื้อ ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ 5 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 3 กิโลเมตร รายงานเหตุการณ์ว่า เวลาประมาณ 06.00 น. ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง จากบริเวณชายแดน และยังมีกระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชายิงมาตกลงในหมู่บ้านบ้านหนองคันนาด้วยหลายลูก ขณะนี้ ชาวบ้านที่ยังอยู่ในหมู่บ้าน ต่างพากันวิ่งไปยังหลุมหลบภัยกันอย่างจ้าละหวั่น การยิงปะทะครั้งใหม่ในวันนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ภายหลังเสียงปืนได้สงบลงเมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics