รบพม่าที่ท่าดินแดง

แบ่งปัน

๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๓๒๙

ทัพหน้าของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเข้าตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ ส่วนทัพหลวงซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงบัญชาการ ได้เข้าตีพม่าที่ตำบลท่าดินแดง รบอยู่นาน ๓ วัน ค่ายพม่าก็แตก

โดยทั่วไปคนไทยมักจะเคยได้ยิน หรือ รู้เรื่องสงครามเก้าทัพ มากกว่าสงครามรบพม่าที่ท่าดินแดงเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ แม้สงครามทั้งสองครั้งจะเกิดขึ้นติดๆกันเพียงสองปี แต่ระยะเวลาและความยากลำบากในการทำสงครามนั้นต่างกันมาก คราวสงครามเก้าทัพ พม่ายกพลมาจำนวนมหาศาล เข้าตีจาก๕เส้นทาง กว่าไทยจะเอาชนะได้ต้องใช้เวลาและปรับยุทธวิธีในการต่อสู้ลำบากกว่ากันมาก ส่วนสงครามรบพม่าที่ท่าดินแดงนั้น รบกันแค่สามวันพม่าก็แตกทัพ เราจึงให้ความสำคัญน้อยกว่าทั้งๆที่จะว่าไปแล้วชัยชนะที่ท่าดินแดงนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ส่วนทางด้านมุมมองของพม่า พม่ามองว่า การพ่ายแพ้กองทัพไทยคราวสงครามเก้าทัพนั้น พม่ายังกล่าวได้ว่าไม่ได้แพ้เสียทีเดียวเพราะสามารถตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ได้หลายเมือง แต่ที่ทำการไม่สำเร็จเป็นเพราะกองทัพหลวงขาดเสบียงอาหาร ซึ่งจะว่าไปก็ยังพอเป็นข้ออ้างแก้ตัวได้บ้าง

การพ่ายแพ้ที่ท่าดินแดงนี้ ไม่มีข้อแก้ตัวแต่อย่างใด เพราะข้อบกพร่องต่างๆ (เช่นเรื่องการขาดแคลนเสบียงอาหาร ฯลฯ) พม่าก็ได้วางแผนแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องจากศึกครั้งก่อนหมดแล้ว การยกทัพมาครั้งนี้ เป็นที่รู้กันทั่วไปทุกบ้านทุกเมืองว่า พม่าต้องการจะตีกรุงเทพฯให้แตกยับเยินเหมือนที่ตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี ๒๓๑๐ และเตรียมตัวมาพร้อมยิ่งกว่าคราวสงครามเก้าทัพเสียอีก

 

 

แต่เมื่อต้องกลับมาพ่ายแพ้ไทยยับเยินซ้ำสอง จนต้องแตกหนีกลับไปหมดทุกทัพ จึงไม่อาจมีความเห็นเป็นอื่นได้นอกจาก สู้ฝีมือและการวางแผนการรบของฝ่ายไทยไม่ได้ ที่พม่ามาแพ้ไทยครั้งรบกันที่ท่าดินแดงนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักด้วยเหตุผลอย่างที่ว่า แต่ทางพม่ารู้สึกว่าการรบครั้งนี้สำคัญมาก นับจากความพ่ายแพ้ในการรบที่ท่าดินแดงนี้แล้วพม่าก็ไม่ได้พยายามที่จะมาตีกรุงเทพฯอีกต่อไป

พระเจ้าปดุงคงจะทรงรู้สึกค้างคาใจอยู่พอสมควรที่ได้พลาดไปในครั้งก่อนทั้งที่มีการเตรียมการมาอย่างดี จำนวนรี้พลมหาศาล จึงทรงคิดแก้ไขจะไม่ให้พลาดพลั้งได้อีก

ครั้งนี้แทนที่จะแยกกำลังกันเข้าตีกรุงเทพฯ พระเจ้าปดุงกลับรวมกำลังเดินทัพมาเพียงทางเดียว โดยทรงจัดทัพยกเป็นกระบวนทัพใหญ่ติดตามกันมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อันเป็นทางใกล้กรุงเทพฯ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงเช่นสงครามเมื่อปีก่อน พระเจ้าปะดุงให้กะเกณฑ์เสบียงอาหารขนมารวบรวมไว้ที่เมืองเมาะตะมะตั้งแต่ฤดูฝน ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๒๙  พอถึงฤดูแล้งก็ให้ประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ ให้ราชบุตรผู้เป็นพระมหาอุปราชาลงมาเป็นนายทัพที่ ๑ มีจำนวนพล ๕๐,๐๐๐ ยกเข้ามาตั้งในเขตแดนสยามตอนที่ข้ามเขาบรรทัด

ด้วยความไม่ประมาท พระเจ้าปดุงได้สั่งให้จัดตั้งยุ้งฉาง วางเสบียงอาหารสำหรับกองทัพไว้ให้พอทุกระยะทางที่เข้ามาไม่ให้ไพร่พลอดอยาก กำหนดแผนการไว้ว่า เมื่อยกทัพมาถึงปลายน้ำไทรโยคแล้ว จะให้ไพร่พลมาหยุดพักตั้งกองต่อเรือรบ เมื่อพร้อมแล้วจึงจะยกทั้งกองทัพบก ทัพเรือเข้ามาตีกรุงเทพฯ

พระมหาอุปราชาลงมารวบรวมพลที่เมืองเมาะตะมะพร้อมแล้ว พอเข้าฤดูแล้งก็แต่งตั้งเมียนหวุ่นกับเมียนเมหวุ่น ซึ่งเคยเป็นนายทัพที่ ๔ ที่ ๕ มารบกับไทยที่ลาดหญ้าเมืองคราวก่อน คุมพล ๓๐,๐๐๐ ยกล่วงหน้าเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ให้เข้ามาตั้งมั่น และทำทางวางเสบียงอาหารสำหรับกองทัพใหญ่ที่จะยกตามเข้ามา อย่าให้ติดขัดในตอนที่จะข้ามเขาเข้ามาถึงที่ราบในแดนไทยได้เหมือนเช่นครั้งก่อน

เมียนหวุ่นคุมพล ๑๕,๐๐๐ มาตั้งค่ายที่ตำบลท่าดินแดง เมียนเมหวุ่นคุมพล ๑๕,๐๐๐ มาตั้งที่ตำบลสามสบ ทำค่ายใหญ่น้อยหลายค่ายชักปีกกาถึงกัน และขุดสนามเพลาะปักขวากป้องกันแน่นหนา ไม่ให้ฝ่ายไทยเข้าโจมตีได้ แล้วให้ปลูกยุ้งฉางวางเสบียงอาหารทุกระยะ สร้างสะพานข้ามห้วยธารและทำทางที่จะไปมาถึงกันได้โดยสะดวกทุกๆ ค่าย

ส่วนพระมหาอุปราชาก็ยกทัพหลวงจำนวนพล ๒๐,๐๐๐ ตามเข้ามาตั้งค่ายอยู่ริมลำน้ำแม่กษัตริย์ ในเขตแดนพม่าใกล้กับด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทัพหนึ่ง

การเตรียมการของทัพพม่าที่เข้ามาตั้งค่ายในดินแดนไทยครั้งนั้น มีในกลอนเพลงยาวพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพรรณนาไว้ในนิราศท่าดินแดงดังนี้

อ้ายพม่าตั้งอยู่ท่าดินแดง
ตกแต่งค่ายรายไว้ถ้วนถี่
ทั้งเสบียงอาหารสารพัดมี
ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ
มีทั้งพ่อค้ามาขาย
ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน
ด้านหลังทำทางวางวางสะพาน
ตามละหานห้วยธารทุกตำบล
ร้อยเส้นมีฉางหว่างค่าย
ถ่ายเสบียงอาหารทุกแห่งหน
แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน
จนตำบลสามสบครบครัน
อันค่ายคูประตูหอรบ
ตบแต่งสารพัดเป็นที่มั่น
ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน
เป็นชั้นอันดับมากมาย”

ยุทธวิธีที่ไทยต่อสู้พม่าคราวนี้ มีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า กองสอดแนมรักษาด่านของไทยไปสืบราชการ รู้ข่าวว่ามีทัพพม่ายกมาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ เมืองกาญจนบุรี จึงบอกเข้ามากรุงเทพฯเมื่อเดือนอ้าย ข้างแรม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงดำรัสสั่งให้เกณฑ์กองทัพ จัดกระบวนเป็นทัพใหญ่ ๒ ทัพ

ทัพที่ ๑ จำนวนพล ๓๐,๐๐๐ ให้กรมพระราชวังบวรฯกับเจ้าพระยารัตนาพิพิธยกไปก่อน

ทัพที่ ๒ จำนวนพล ๓๐,๐๐๐ เศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จยกเป็นกองทัพหลวงออกจากกรุงเทพฯ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ หนุนไปอีกทัพหนึ่ง โปรดให้กรมพระราชวังหลังโดยเสด็จไปในกองทัพหลวงด้วย

กองทัพไทยสมัยนั้นยกทัพกันสองทางครับ คือทางบก กับ ทางน้ำ

ทางบกนั้นใช้ลำเลียงสัมภาระ เสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ตลอดจน ช้างม้า วัวควาย ไพร่พล เดินทางเกาะลำน้ำกันไปครับ สุดแท้แต่จะขึ้นเหนือหรือลงใต้ ช้าสักหน่อยแต่ก็เป็นกำลังปะทะขนาดใหญ่ครับ

ส่วนทางน้ำก็ต้องลงเรือแจวกันไปสิครับ

 

กำลังพลที่ไปทางน้ำนี่เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว ต้องรีบไปขัดตาทัพข้าศึกเอาไว้ก่อนกำลังหลักจะมาถึง สรรพาวุธต่างๆค่อนข้างจำกัดตามขนาดของเรือ แต่ก็คล่องตัวไปได้เร็ว ที่สำคัญทหารไม่เหนื่อยล้าเหมือนเดินทัพทางบก

ศึกท่าดินแดงครั้งนี้ ทัพเคลื่อนที่เร็วของกรุงเทพฯไปทางเรือครับ โดยใช้เส้นทางเดินทัพที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือเริ่มออกจากกรุงเทพฯ ลัดเข้าคลองบางหลวง  ถึงคลองด่าน ผ่านสู่คลองมหาชัย จนกระทั่งออกสู่แม่น้ำท่าจีน แล้วเชื่อมไปยังแม่น้ำแม่กลอง

จากนั้นก็ยกขึ้นไปทางลำน้ำไทรโยคทั้ง ๒ ทัพ โดยทรงมีพระประสงค์จะเอากำลังเข้าทุ่มตีพม่าให้แตกไปแต่ยังอยู่ปลายแดน ไม่ปล่อยให้ข้ามเขามาถึงลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรีเหมือนดังคราวสงครามเก้าทัพครั้งก่อน

กองทัพกรมพระราชวังบวรฯเสด็จทางเรือไปถึงไทรโยค แล้วจึงจัดเป็นกองทัพบก ๔ กอง ให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร คุมพลยกไป ๓ กอง รวมจำนวนพล ๒๐,๐๐๐ กรมพระราชวังบวรฯเสด็จยกทัพจำนวนพล ๑๐,๐๐๐ ตามไป หมายตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ

ฝ่ายกองทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จขึ้นไปตามทางริมแม่น้ำ จนถึงเมืองไทรโยค แล้วจึงยกเป็นกองทัพบกขึ้นไปตามทางริมน้ำจนถึงเมืองท่าขนุน ให้ตั้งค่ายหลวง ณ ที่นั้น แล้วให้นายทัพนายกองคุมพลยกขึ้นไปตั้งประชิดพม่าที่ตำบลท่าดินแดง

เมื่อกองทัพไทยทั้ง ๒ ทัพพร้อมกันแล้ว ถึงวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ก็ตีค่ายพม่าพร้อมกัน กองทัพวังหน้าเข้าตีค่ายที่สามสบ กองทัพวังหลวงเข้าตีค่ายที่ท่าดินแดง รบกับพม่าอยู่ ๓ วัน ถึงวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาบ่าย ไทยเข้าค่ายพม่าได้ พม่าต่อสู้อยู่จนเวลาค่ำก็ทิ้งค่ายแตกหนีไปหมดทุกค่าย กองทัพไทยไล่ติดตามพม่าไปจนถึงค่ายพระมหาอุปราชาที่แม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพหน้าแตกก็ตกพระทัยรีบถอยหนีไปมิได้ต่อสู้

ในพงศาวดารพม่าว่า ครั้งนี้พม่าแตกยับเยิน ไทยฆ่าฟันพม่าล้มตายมากนัก ที่จับเป็นได้ก็มาก ได้ทั้งช้างม้าพาหนะเสบียงอาหารและศัสตราวุธ แม้ที่สุดปืนใหญ่ที่กองทัพพม่าเอามาครั้งนั้น ไทยได้ไว้หมดไม่มีเหลือไป ตัวแม่ทัพใหญ่ก็หนีไปเกือบไม่พ้น

กองทัพพระเจ้าปดุงมาแตกหนีไทยไปคราวนี้ ผู้คนในเมืองพม่าพากันตื่นตกใจมาก จนบาทหลวงบางคนบันทึกไว้ว่า ถ้ากองทัพไทยยกตามออกไปก็อาจจะตีได้จนถึงอมระปุระ แม้แต่หนังสือพงศาวดารพม่า ก็ยังสรรเสริญว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงปลุกใจไทยซึ่งเข็ดขยาดพม่ามานาน ให้กลับกล้าหาญ หายกลัวเกรงพม่าได้ตั้งแต่มีชัยชนะครั้งนี้

การสงครามครั้งรบพม่าที่ท่าดินแดง นับเวลาตั้งแต่กองทัพยกไปจากกรุงเทพฯไม่ถึงเดือนก็เสร็จสงคราม ครั้นมีชัยชนะพม่าแล้ว จึงมีรับสั่งให้เผาค่ายพม่าและยุ้งฉางที่พม่ามาสร้างขึ้นไว้แดนไทยเสียให้หมด แล้วก็โปรดให้กองทัพกลับคืนมายังพระนคร

 

“พันโชติ เจ้าพระยา”

 

 

 

 

 

 

 

 




ความเห็น

  • ตระกาน wrote on 22 กุมภาพันธ์, 2011, 10:05

    ศึกพม่าที่ท่าดินแดง

    สงครามครั้งที่ ๒
    คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง
    ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๒๙

    เหตุที่เกิดสงครามรบพม่าที่ท่าดินแดง เนื่องมาแต่สงครามครั้งที่ ๑ ซึ่งพม่ายกมา ๕ ทาง เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าเสียทีไทยกลับไปหมดทุกทาง พระเจ้าปดุงมีความอัปยศอดสู ด้วยทำสงครามไม่เคยแพ้ใคร เพิ่งมาแพ้ไทยเป็นครั้งแรก เกรงคนทั้งหลายจะดูหมิ่น จึงพยายามมาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง พอพระเจ้าปดุงกลับไปก็ให้เตรียมทัพในต้นปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙

    คราวนี้พระเจ้าปดุงรู้สึกการที่ได้ทำผิดไปในครั้งก่อน คิดแก้ไขจะมิให้พลาดพลั้งได้อีก จึงกะจะยกเป็นกระบวนทัพใหญ่ติดตามกันมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อันเป็นทางใกล้กรุงเทพฯแต่ทางเดียว และจะจัดวางเสบียงอาหารสำหรับกองทัพไว้ให้พอทุกระยะทางที่เข้ามามิให้ไพร่พลอดอยาก แล้วจะมาตั้งต่อเรือรบที่ปลายน้ำไทรโยค ยกทั้งกองทัพบกทัพเรือเข้ามาตีกรุงเทพฯให้จงได้(๑)

    การที่พม่าเตรียมทัพคราวนี้ปรากฏในเบื้องต้นว่า พระเจ้าปดุงให้กองทัพที่กลับไปจากเมืองราชบุรีตั้งค้างฝนอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ และให้กองทัพเกงหวุ่นแมงยี่ที่กลับไปจากเมืองนครศรีธรรมราชค้างฝนอยู่ที่เมืองทวาย กองทัพอื่นก็เห็นจะให้ตั้งค้างฝนอยู่ที่อื่นอีก แล้วให้เกณฑ์เสบียงอาหารตามบรรดาหัวเมืองมอญ ตลอดไปจนเมืองยะไข่ขนมารวบรวมขึ้นยุ้งฉางไว้ที่เมืองเมาะตะมะเป็นอันมาก

    ครั้นถึงปลายฤดูฝนจึงให้เกณฑ์รี้พลเพิ่ม ลงมาตั้งประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชาลงมาบัญชาการกองทัพที่ ๑ มีจำนวนพล ๕๐,๐๐๐ ยกเข้ามาเตรียมการในแดนไทยก่อน แล้วพระเจ้าปดุงจึงยกกองทัพหลวงตามเข้ามาอีกทัพหนึ่ง

    พระมหาอุปราชาลงมารวบรวมพลที่เมืองเมาะตะมะพร้อมแล้ว พอเข้าฤดูแล้งก็แต่งให้เมียนหวุ่นกับเมียนเมหวุ่น ซึ่งเคยเป็นนายทัพที่ ๔ ที่ ๕ มารบกับไทยที่ลาดหญ้าเมืองคราวก่อน คุมพล ๓๐,๐๐๐ ยกล่วงหน้าเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ให้เข้ามาตั้งมั่น และทำทางวางเสบียงอาหารสำหรับกองทัพใหญ่ที่จะยกตามเข้ามา อย่าให้ติดขัดในตอนที่จะข้ามเขาเข้ามาถึงที่ราบในแดนไทยได้ดังครั้งก่อน กองทัพเมียนหวุ่นและเมียนเมหวุ่นจึงเข้ามาตั้งที่ท่าดินแดงแห่งหนึ่ง ที่สามสบแห่งหนึ่ง ทำค่ายใหญ่น้อยหลายค่ายชักปีกกาถึงกัน และขุดสนามเพลาะปักขวากป้องกันแน่หนา ประสงค์จะมิให้ไทยชิงไปทำลายการได้ในตอนนี้ แล้วให้ปลูกยุ้งฉางวางเสบียงอาหารทุกระยะ แม้ทางที่จะเดินทัพนั้นก็ให้ทำทอดสะพานข้ามห้วยธารมาทุกแห่ง แล้วพระมหาอุปราชาก็ยกกองหลวงมีจำนวนพล ๒๐,๐๐๐ ตามเข้ามาตั้งค่ายอยู่ริมลำน้ำแม่กษัตริย์ ใกล้กับด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทัพหนึ่ง

    รายการที่พม่าเข้ามาตั้งค่ายตระเตรียมการทัพในดินแดนไทยครั้งนั้น มีในกลอนเพลงยาวพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพรรณนาไว้ในนิราศท่าดินแดงดังนี้

    “อ้ายพม่าตั้งอยู่ท่าดินแดง
    ตกแต่งค่ายรายไว้ถ้วนถี่
    ทั้งเสบียงอาหารสารพัดมี
    ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ
    มีทั้งพ่อค้ามาขาย
    ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน
    ด้านหลังทำทางวางวางสะพาน
    ตามละหานห้วยธารทุกตำบล
    ร้อยเส้นมีฉางหว่างค่าย
    ถ่ายเสบียงอาหารทุกแห่งหน
    แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน
    จนตำบลสามสบครบครัน
    อันค่ายคูประตูหอรบ
    ตบแต่งาสรพัดเป็นที่มั่น
    ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน
    เป็นชั้นอันดับมากมาย”

    ยุทธวิธีที่ไทยต่อสู้พม่าคราวนี้ รายการที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารอยู่ข้างขจะย่นย่อไม่สู้ชัดเจนนัก ว่าชาวด่านไปสืบราชการ รู้ข่าวว่าพม่ายกมาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ เมืองกาญขนบุรี บอกเข้ามากรุงเทพฯเมื่อเดือนอ้าย ข้างแรม จึงดำรัสสั่งให้เกณฑ์กองทัพ จัดกระบวนเป็นทัพใหญ่ ๒ ทัพ ทัพที่ ๑ จำนวนพล ๓๐,๐๐๐ ให้กรมพระราชวังบวรฯกับเจ้าพระยารัตนาพิพิธยกไปก่อน แล้วจึงเสด็จยกกองทัพหลวงเป็นทัพที่ ๒ จำนวนพล ๓๐,๐๐๐ เศษ ออกจากกรุงเทพฯ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ หนุนไปอีกทัพหนึ่ง โปรดให้กรมพระราชวังหลังโดยเสด็จไปในกองทัพหลวงด้วย

    กองทัพไทยยกขึ้นไปทางลำน้ำไทรโยคทั้ง ๒ ทัพ ด้วยประสงค์จะเอากำลังเข้าทุ่มตีพม่าให้แตกไปแต่ยังอยู่ปลายแดน ไม่ปล่อยให้ข้ามเขามาถึงลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรีดังคราวก่อน กองทัพกรมพระวังบวรฯเสด็จทางเรือไปถึงไทรโยค แล้วจึงจัดเป็นกองทัพบก ๔ กอง ให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร คุมพลยกไป ๓ กอง รวมจำนวนพล ๒๐,๐๐๐ กรมพระราชวังบวรฯเสด็จยกกองทัพหลวงจำนวนพล ๑๐,๐๐๐ ตามไป หมายตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ

    ฝ่ายกองทัพหลวงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จขึ้นไปตามทางริมแม่น้ำจนถึงเมืองไทรโยค แล้วจึงยกเป็นกองทัพบกขึ้นไปตามทางริมน้ำจนถึงเมืองท่าขนุน ให้ตั้งค่ายหลวง ณ ที่นั้น แล้วให้นายทัพนายกองคุมพลยกขึ้นไปตั้งประชิดพม่าที่ตำบลท่าดินแดง

    เมื่อกองทัพไทยทั้ง ๒ ทัพประจบกันแล้ว ถึงวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ก็ตีค่ายพม่าพร้อมกัน กองทัพวังหน้าเข้าตีค่ายที่สามสบ กองทัพวังหลวงเข้าตีค่ายที่ท่าดินแดง รบกับพม่าอยู่ ๓ วัน ถึงวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาบ่าย ไทยเข้าค่ายพม่าได้ พม่าต่อสู้อยู่จนเวลาค่ำก็ทิ้งค่ายแตกหนีไปหมดทุกค่าย กองทัพไทยไล่ติดตามพม่าไปจนถึงค่ายพระมหาอุปราชาที่แม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพหน้าแตกก็ตกพระทัยรีบถอยหนีไปมิได้ต่อสู้

    ในพงศาวดารพม่าว่า ครั้งนี้พม่าแตกยับเยิน ไทยฆ่าฟันพม่าล้มตายมากนัก ที่จับเป็นได้ก็มาก ได้ทั้งช้างม้าพาหนะเสบียงอาหารและศัสตราวุธ แม้ที่สุดปืนใหญ่ที่กองทัพพม่าเอามาครั้งนั้น ไทยได้ไว้หมดไม่มีเหลือไป ตัวแม่ทัพใหญ่ก็หนีไปเกือบไม่พ้น

    แต่ในจดหมายเหตุทางเมืองพม่าว่าแตกต่างกัยอยู่ตรงตัวแม่ทัพ ในจดหมายเหตุของนายพันตรีไมเคล ไชม์ ว่าพระเจ้าปดุงเองไทยเกือบจับได้ แต่ในพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วว่า ทัพพม่าแม่ทัพใหญ่ชื่อว่าแมงยีนันทะกยอดิน นายทัพหน้าชื่อหวุ่นทอกเนมิโยกยอชวาคนหนึ่ง หวุ่นทอกมณีเชฐคนหนึ่ง และจำนวนพลพม่าที่ยกมาครั้งนี้ว่า ๕๕,๐๐๐ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า แม่ทัพใหญ่ที่มาแตกไทยไปเห็นจะเป็นพระมหาอุปราชาอย่างที่ว่าในหนังสือพระราชพงศาวดาร พระเจ้าปดุงเวลานั้นเห็นจะยังอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ หรือยกตามมากลางทางยังมาไม่ถึงแม่กษัตริย์ จึงเข้าใจกันทางเมืองพม่าว่าพระเจ้าปดุงมาแตกทัพไป

    มีจดหมายเหตุของบาทหลวงอิตาลีคนหนึ่งชื่อสันเยอะมะโนอยู่ในเมืองพม่าในเวลานั้นกล่าวว่า กองทัพพระเจ้าปดุงมาแตกหนีไทยไปคราวนี้ ผู้คนในเมืองพม่าพากันตื่นตกใจมาก จนบาทหลวงบางคนเห็นว่า ถ้ากองทัพไทยยกตามออกไปก็เห็นจะตีได้จนถึงอมระบุระ ในหนังสือพงศาวดารพม่าที่เซอร์อาเธอร์ แฟร์ แต่งเป็นภาษาอังกฤษ ก็สรรเสริญว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปลุกใจไทยซึ่งเข็ดขยาดพม่ามาช้านาน ให้กลับกล้าหาญ หายคร้ามพม่าได้ตั้งแต่มีชัยชนะครั้งนี้มา

    ผลของการสงครามครั้งรบกันที่ท่าดินแดงคราวนี้ พิเคาระห์ดูตามหนังสือจดหมายเหตุทั้ง ๒ ฝ่าย ดูข้างพม่ารู้สึกว่าเป็นการสำคัญยิ่งกว่าที่รู้สึกกันทางข้างฝ่ายไทย เมื่อลองสันนิษฐานดูว่าจะเป็นเพราะเหตุใด เข้าใจว่าที่รู้สึกผิดกันคงเป็นเพราะเช่นนี้ คือสงครามพม่าครั้งนั้น ๒ คราวติดกันใน ๒ ปี คราวแรกพม่ายกมามากมายใหญ่หลวง กว่าไทยจะเอาชัยชนะได้ต้องรบพุ่งลำบากมาก ครั้งหลังนี้รบครั้งเดียวไทยก็ชนะสงคราม ฝ่ายไทยจึงเห็นว่าไม่สำคัญเหมือนคราวก่อน แต่ข้างฝ่ายพม่าเมื่อยกมาครั้งก่อนถึงว่ามาแพ้ไทยในที่สุด ก็มีผลพอเป็นข้อแก้ตัวว่าตีหัวเมืองเหนือใต้ของไทยได้หลายเมือง ที่ไม่สำเร็จเพราะกองทัพหลวงขาดเสบียงอาหารเป็นต้น แต่ครั้งหลังนี้ไม่มีข้อแก้ตัวอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะพม่าคิดอ่านแก้ไขข้อขัดข้องมาแต่ต้นจนหมดทุกอย่าง ความปรากฏโด่งดังว่าจะมาตีเมืองไทยให้จงได้ ครั้นกลับมาพ่ายแพ้ไทยยับเยินต้องแตกหนีกลับไปหมดทุกทัพ คนทั้งหลายก็ต้องคิดเห็นอย่างเดียวแต่ว่าสู้ฝีมือและความคิดไทยไม่ได้ ที่พม่ามาแพ้ไทยครั้งรบกันที่ท่าดินแดงพม่าจึงรู้สึกว่าสำคัญมาก แต่นี้ก็มิได้พยายามที่จะมาตีกรุงเทพฯอีกต่อไป

    การสงครามครั้งรบพม่าที่ท่าดินแดง นับเวลาตั้งแต่กองทัพยกไปจากกรุงเทพฯไม่ถึงเดือนก็เสร็จสงคราม ครั้นมีชัยชนะพม่าแล้ว จึงมีรับสั่งให้เผาค่ายพม่าและยุ้งฉางที่พม่ามาสร้างขึ้นไว้แดนไทยเสียให่หมด แล้วก็โปรดให้กองทัพกลับคืนมายังพระนคร เป็นสิ้นเรื่องสงครามครั้งที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ฯเพียงนี้



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35981 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics