หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ” เปลี่ยนดงฝิ่นเป็นสถานศึกษา สนองพระราชดำริ “สมเด็จย่า

แบ่งปัน

หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

เปลี่ยนดงฝิ่นเป็นสถานศึกษา สนองพระราชดำริ สมเด็จย่า

 

สามเหลี่ยมทองคำ พื้นที่ที่ตั้งอยู่เกือบจะเหนือสุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และพม่า มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยบานสะพรั่งไปด้วยดอก ฝิ่นและเคยเป็นแหล่งค้าฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

        สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่พระองค์เสด็จฯ ไปเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้

 

 

การเผาฝิ่นในประเทศไทย

        จากการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนชาวไทยภูเขาทุกเผ่าในภาคเหนือ ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยถึงสาเหตุที่ทำให้ชาวไทยภูเขาต้องถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย การตัดไม้ และการปลูกฝิ่น ถึงแม้จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ที่ประชาชนต้องทำผิดก็เพราะเกิดจากความยากจน ดังนั้น พระองค์จึงทรงแก้ไขปัญหาโดยทรงก่อตั้ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและ โครงการพัฒนาดอยตุงเพื่อเป็นแหล่งฝึกอาชีพให้แก่ชาวไทยภูเขา เพื่อแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น

ปี 2531 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย (อ.แม่สาย จ.เชียงราย) โดยมีเป้าหมายเพื่อจะคืนผืนป่าและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทือกเขานางนอนในเขตพื้นที่ประเทศไทย และหยุดการปลูกและการเสพฝิ่นในดินแดนแห่งนี้

ต่อมา พระองค์ได้ทรงริเริ่มโครงการที่จะช่วยให้การศึกษาแก่ประชาชนในการศึกษาประวัติของฝิ่นในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำและทั่วโลก เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันต่อสู้ยาเสพติด ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ยาเสพติดประเภทต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเฉพาะตัวผู้เสพ ครอบครัว หรือกับประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับประชากรในประเทศและสังคมโลกโดยรวมอีกด้วย ซึ่งการริเริ่มโครงการในพระราชดำริในครั้งนั้น ส่งผลสืบเนื่องให้เกิด หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำขึ้นเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

         

เจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องดอกป็อปปี้

         เป้าหมายของหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ คือการลดความต้องการสารเสพติด โดยเป็นสถานศึกษาความรู้เกี่ยวกับฝิ่นอย่างรอบด้าน อีกทั้งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกโดยเฉพาะ กลุ่มเยาวชน โดยพยามที่จะให้คนทั่วโลกเข้าใจและมีความเห็นพ้องต้องกันที่จะช่วยกันแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมดไปโดยการหยุดความต้องการใช้และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ให้หมดสิ้นไป

     หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เริ่มทำการก่อสร้างเมื่อปี 2542 –2545 เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และเมื่อวันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2548 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ ไปทรงเปิดอย่างเป็นทางการ

     ภายในหอฝิ่นฯ มีการจัดนิทรรศการแยกโซนเพื่อความสะดวกในการศึกษาข้อมูล ประกอบด้วย

อุโมงค์มุข (TUNNEL) อุโมงค์มืดสนิทยาว 137 เมตร ซึ่งเจาะทะลุภูเขาทางด้านตึกรับรองไปถึงตัวอาคารใหญ่อีกฟากหนึ่ง

        ห้องโถง (LOBBY) ผู้ชมจะได้เห็นทุ่งฝิ่นจำลอง ได้ศึกษาเรื่องราว และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพันธุ์ต่างๆ ของดอกป๊อปปี้ทั้งที่เป็นพันธุ์สวยงาม และเป็นพันธุ์ที่ใช้กรีดเอายางมาผลิตเป็นยา

 

 

แบบจำลองสาธิตการเคี่ยวฝิ่น

         ห้องประชุม (AUDITORIUM) ในห้องนี้มีการจัดฉาย VTR เล่าถึงที่มาจุดประสงค์และเรื่องราวที่บรรจุในการจัดหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

         ปัญจสหัสวรรษแรก ( THE FIRST 5,000 YEARS) การแกะรอยประวัติศาสตร์ของฝิ่น เริ่มต้นจากการกำเนิดของฝิ่น บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีหลักฐานการค้นพบครั้งแรกที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ตลอดจนหลักฐานที่มีการเขียนเป็นรายลักษณ์อักษรชิ้นแรกในตำราทางการแพทย์ SUMERIAN และการใช้เชิงการแพทย์ และการศาสนาในกรีกโบราณ โมและ อียิปต์ ได้มีการใช้ฝิ่นซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิผลที่ต่ำมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

        มีดสองคม (LIGHT AND DARK HALLWAY) ผนังสองด้านของทางเดินเชื่อมต่อนี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนถึงด้านดีและด้านร้ายที่ได้จากการใช้ ฝิ่นซึ่งด้านที่ดี จะเป็นด้านที่สว่างเห็นภาพของการใช้ยาที่ได้จากการสกัดจากฝิ่น เพื่อประโยชน์จากการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บปวด ผลผลิตที่ได้จากดอกป๊อปปี้ เช่น สินค้า เค้ก ขนมปัง ดอกไม่ประดับ ส่วนด้านร้าย เป็นด้านที่มืดจะเห็นอาการที่ทุกข์ทรมานจากการเสพติด ภาพการใช้เข็มฉีดยา และภาพการเสื่อมโทรมทางกายภาพของผู้ติดยา

 

 

ดอกฝิ่นจำลอง

 

        ประจิมสู่บูรพา (FROM WES TO EAST) ต่อจากนั้นผู้ชมจะก้าวเข้าสู่ยุคของการค้าระหว่างจักรวรรดิยุโรปกับเอเชีย เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าฝิ่นเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์อย่างไรและฝิ่นกลาย เป็นสารเสพติดที่แพร่หลายในวงกว้างอย่างไร โดยจำลองฉากท่าเรือพาณิชย์อังกฤษผู้ชมจะเดินทางผ่านห่อใบชา ผ้าไหม เครื่องลายคราม และเครื่องเทศ อันเป็นสินค้าของตะวันออก และวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นสาเหตุของการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลเกือบทำให้ประเทศนี้เกือบล่มสลาย

        ต่อจากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่เรือสินค้าของยุโรปที่ออกเดินทางจากอังกฤษมาอินเดีย พร้อมทั้งชมโรงงานฝิ่นในอินเดีย เรือบรรทุกสินค้าจะหยุดพักที่เมืองสิงคโปร์เพื่อเติมเสบียง และขนถ่ายสินค้าบางส่วนลงเรือขนาดเล็ก สู่ท่าเรือท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองสงขลา และจันทบุรี เมืองสิงคโปร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียและจีน ก่อนที่จะรวมการเดินทางราวติดปีกของฝิ่นมาสู่ประเทศจีน

        ศึกยาฝิ่น (OPIUM WARS) ร่องรอยประวัติศาสตร์นี้จะนำเข้าสู่ความขัดแย้งที่รู้จักกันในนาม สงครามฝิ่นเมื่อชาวอังกฤษบังคับให้จีนเปิดประเทศเข้าสู่การค้าเสรี และภายใน ค.ศ. 1900 คนจีนกว่า 13 ล้านคน ติดฝิ่นเศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่นเป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงค์แมนจู(ราชวงค์ชิง) ก็ตกอยู่ในภาวะล่มสลาย

        ฝิ่นในสยาม ( OPIUM IN SIAM ) เมื่อเข้ามาในห้องนี้จะมีเจดีย์รัตนโกสินทร์ตั้งอยู่และจะผ่านเข้าประตูเมือง มีการจำลองโรงน้ำชาจีนในเยาวราช โดยมีหุ่นนอนสูบฝิ่นสองคน ความเป็นมาของฝิ่นในสยาม แม้ฝิ่นจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในประเทศไทยแต่ก็มีหลักฐานยืนยันว่าคนไทยรู้จักฝิ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วในสมัยรัชการที่ 1, 2 และ 3 พระราชบัญญัติห้ามค้าฝิ่นและสูบฝิ่นยังคงถูกประกาศใช้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ฝิ่นในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังจากอังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่น

 

 

เรือจำลอง

 

        ยามหัศจรรย์ (MEDICAL MARVELS) ต่อจากนั้นจะได้รู้ถึงพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ของตะวันตกที่นำไปสู่การแยกตัวของมอร์ฟีน พัฒนาการของเฮโรอีน และการฉีดเฮโรอีนเข้าใต้ผิวหนัง ชาวตะวันตกส่วนมากจะติดยาแก้ปวดประเภทนี้และยาอื่นๆ รวมถึงฝิ่น และยาเสพติดอื่นๆ

         ข้อห้ามทางกฎหมาย/อาชญากรรม/การขัดแย้ง ( PROHIBITION /CRIME/ CONFLICT) การตามรอยประวัติศาสตร์จบลงด้วยการที่ทั่วโลกต้องหันมาป้องกันฝิ่นและยาเสพ ติดในช่วงทศวรรษที่ 20 โดยยาเสพติดที่ผิดกฎหมายอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การอาชญากรรมอันเป็นความพยายามของชาวโลกในการร่วมใจพัฒนาเพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้ายาเสพติดและการใช้ ยาในทางที่ผิด

        แหล่งซุกซ่อน (HIDE-OUT HALLWAY ) การนำตัวอย่างการซุกซ่อนยาเสพติดของผู้ลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้เท่าทันและสามารถจับได้ เช่น การซ่อนไว้ในรองเท้า และการซ่อนไว้ในกล่ำปลี เป็นต้น

        ผลร้ายของยาเสพติด (EFFECTS OF DRUGS) ผู้ชมจะได้เห็นว่าการติดยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทุกข์ทรมานจะเกิดผลร้ายที่กระทบ กันอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านเศรษฐกิจด้านสังคม และส่งผลเสียต่อตัวผู้เสพเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจโดยผู้ชมจะได้ทราบถึงยาเสพติดประเภทต่างๆ เช่น ยาเสพติดในกลุ่มฝิ่น, ยากดประสาท, ยากระตุ้นประสาท, ยาหลอนประสาท, กลุ่มสารระเหย ฯลฯ

        กรณีศึกษา (CASE STUDIES) นิทรรศการนี้ได้จัดแสดงเกี่ยวกับตัวอย่างกรณีศึกษาจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของผู้ที่ติดยาเสพติด การจัดแสดงเรื่องราวของครอบครัวที่ตกเป็นทาสยาเสพติดว่าต้องประสบชะตากรรมอย่างไรบ้าง

        หลอกตัวเอง/หลอกคนอื่น (GALLERY OF EXCUSES/GALLERY OF VICTIMS) รวมเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ตัว แก้ต่าง กล่าวโทษกันไปมา ไม่มีประโยชน์ ไม่มีข้อสรุป สุดท้ายคือความตาย และเรื่องราวที่เกี่ยวกับเอดส์และผู้ตกเป็นเหยื่อ

         ห้องคิดคำนึง (HALL OF REFLECTION) นิทรรศการปิดท้ายด้วยห้องคิดคำนึงซึ่งเป็นห้องที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้อยู่กับตัวเองและตั้งคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหมด ที่ได้รับจากการชมนิทรรศการตั้งแต่ต้นจนจบ

 

 

หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเกี่ยวกับฝิ่น

 

         สำหรับผู้ที่สนใจไปเยี่ยมชมหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-5378-4444-6 นอกจากผู้เยี่ยมชมจะได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฝิ่นและยาเสพติดชนิดต่างๆ แล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปสัมผัสพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีต่อชาวไทยภูเขาในพื้นที่ อ.แม่สายและอ.เชียงแสน จ.เชียงราย และพระมหากรุณาธิคุณนี้ก็ส่งผลไปยังราษฎรไทยและชาวโลกในการต่อต้านยาเสพติด

        พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำบริเวณ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในวันนี้ มิได้บานสะพรั่งไปด้วยดอกฝิ่น หากแต่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ที่ชาวไทยภูเขาช่วยกันปลูกและอนุรักษ์ให้เติบใหญ่ ทำให้ผืนป่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง และความรู้จากหอฝิ่นฯ ก็จะเบ่งบานในใจของผู้มาเยี่ยมชมทั้งชาวไทยและชาวโลก รวมถึงส่งผลให้ผู้เยี่ยมชมได้ตระหนักถึงโทษของฝิ่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป

        นอกจากนี้ คุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาบริเวณสามเหลี่ยมทองคำก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเมื่อชาวไทยภูเขาได้ตระหนักถึงโทษของยาเสพติดแล้ว ทำให้พวกเขาลด ละ เลิกการปลูกฝิ่น และตัดไม้ทำลายป่า โดยหันมาประกอบอาชีพที่สุจริต ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

        การพระราชทานความช่วยเหลือชาวไทยภูเขาผ่านโครงการพัฒนาดอยตุงและการก่อตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงหลักการ พัฒนาคนที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงยึดมั่นเป็นหลักการทรงงานเพื่อช่วยเหลือชาวไทยภูเขาและคนไทยทั้งประเทศ ด้วยความเข้าพระทัยถึงปัญหาที่ราษฎรชาวไทยประสบอยู่อย่างแท้จริง เพราะเมื่อคนพัฒนาแล้ว ประเทศชาติย่อมเกิดการพัฒนาสืบไป

 

ขอขอบคุณสยามรัฐ

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9750 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics