เผด็จศึกที่ทุ่งลาดหญ้าในสงครามเก้าทัพ

แบ่งปัน

๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๓๒๘

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ โปรดให้ระดมพลเข้าตีค่ายพม่าที่ ตำบลลาดหญ้า กาญจนบุรี พร้อมกันทุกด้านในคราวสงครามเก้าทัพ

 

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานีแห่งใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๕ ปี และเพิ่งผ่านพ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งเต็มไปด้วยการทำศึกสงครามเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร เวลานั้นบ้านเมืองอยู่ในช่วงผ่านศึกสงครามมาใหม่ ๆ เพิ่งเริ่มต้นสร้างราชธานีได้เพียงสอง-สามปีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ หลังจากพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า บรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังวะแล้ว ต้องการประกาศแสนยานุภาพ เผยแผ่อิทธิพล โดยได้ทำสงครามรวบรวมเมืองเล็กเมืองน้อยรวมถึงเมืองประเทศราชให้เป็นปึกแผ่น แล้วก็ได้ยกกองกำลังเข้ามาตีไทย โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำสงครามเพื่อทำลายกรุงรัตนโกสินทร์ให้พินาศย่อยยับเหมือนเช่นกรุงศรีอยุธยา

สงครามครั้งนี้พระเจ้าปดุงได้ยกทัพมาถึง ๙ กองทัพ รวมกำลังพลมากถึง ๑๔๔,๐๐๐ คน โดยแบ่งการเข้าโจมตีกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น ๕ ทิศทาง

 

ทัพที่ ๑ ยกมาตีหัวเมืองประเทศราชทางปักษ์ใต้ตั้งแต่เมืองระนองจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช

 

ทัพที่ ๒ ยกเข้ามาทางเมืองราชบุรีเพื่อที่จะรวบรวมกำลังพลกับกองทัพที่ตีหัวเมืองปักษ์ใต้แล้วค่อยเข้าโจมตีกรุงรัตนโกสินทร์

 

ทัพที่ ๓ และ ๔ เข้ามาทางด่านแม่ละเมาแม่สอด

 

ทัพที่ ๕-๗ เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เชียงแสน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตีตั้งแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือลงมาสมทบกับทัพที่ ๓,๔ ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เพื่อตีเมืองตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์

 

ทัพที่ ๘-๙ เป็นทัพหลวงพระเจ้าปดุงเป็นผู้คุมทัพ โดยมีกำลังพลมากที่สุดถึง ๕๐,๐๐๐ คน ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์เพื่อรอสมทบกับทัพเหนือ และใต้โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเข้ารบกับกรุงเทพฯ

ฝ่ายไทยเมื่อทราบข่าวศึกก็วางแผนต่อสู้ โดยจัดกองทัพออกไปสกัดกองทัพพม่าไว้ ๓ ทาง คือ

ทัพที่ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (กรมพระราชบวรสถานพิมุข) ถือพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่ เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันมิให้พม่าที่ยกทัพลงมาทางข้างเหนือล่วงเลยเข้ามาถึงกรุงเทพฯได้ ในช่วงเวลาที่กำลังต่อสู้ข้าศึกทางเมืองกาญจนบุรี

 

ทัพที่ ๒ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จเป็นจอมทัพถือพลจำนวน ๓๐,๐๐๐ ไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า) คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปะดงที่จะยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์

ทัพที่ ๓ เจ้าพระยาธรรมมาธิบดี (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราชถือพล ๕,๐๐๐ ไปตั้งรับพม่าที่เมืองราชบุรี คอยต่อสู้พม่าซึ่งจะยกทัพเข้ามาทางใต้หรือทางเมืองทะวาย

ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงคุมกำลังไพร่พลประมาณ ๒๐,๐๐๐ เศษ เป็นกองทัพหลวงเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ ถ้าหากกำลังข้าศึกบุกหนักทางด้านไหนก็จะได้ยกไปช่วยได้ทันที

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จยกกองทัพออกไปตั้งรับกองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี) โดยตั้งค่ายหลายค่ายชักปีกกาถึงกันทุกค่าย และให้ขุดสนามเพลาะปักขวากหนามไว้ด้วย แล้วทรงจัดให้พระยามหาโยธา (เจ่ง) คุมกองมอญ ๓,๐๐๐ ยกออกไปตั้งค่ายขัดตาทัพพม่าอยู่ทางด่านกรามช้างอันเป็นช่องเขาริมลำน้ำแควใหญ่

กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ได้ยกทัพหน้าเดินเรื่อยมาและเข้าโจมตีกองมอญที่ด่านกรามช้างแตกพ่ายถอยร่นเข้ามายังค่ายที่ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าได้ยกติดตามเข้ามา และปะทะกับกองทัพไทยที่ตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าจึงได้หยุดยั้งตั้งค่ายอยู่บริเวณชายทุ่งลาดหญ้านั่นเอง

 

ส่วนกองทัพหนุนของพม่าที่ยกตามมาก็หยุดยั้งตั้งค่ายเป็นระยะ ๆ ที่ท่าดินแดง สามสบและบริเวณชายแดน ซึ่งได้รับความลำบากมากในเรื่องการส่งและจัดหาเสบียงอาหารจากแดนพม่าข้ามภูเขาและบุกป่าฝ่าดงเข้าส่งให้กับทุกกองทัพ

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ให้ทหารออกไปโจมตีค่ายพม่า แต่พม่าก็ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง พลทหารไทยและพม่าต่างยิงโต้ตอบกัน ทำให้บาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองข้าง

 

สมเด็จพระบวรราชมหาสุรสิงหนาท จึงทรงตั้งกองโจรให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาเพชรบุรี ทั้งสามนายเป็นนายทัพกองโจร และให้พระยารามคำแหง ถือพล ๕๐๐ ยกทัพกองโจรลัดป่าไปคอยซุ่มสกัด คอยตีกองลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าที่พุไคร้ ทางลำน้ำแควไทรโยค แต่นายกองโจรทั้งสามนายอ่อนแอและย่อท้อได้หลบหนีไปซุ่มตั้งทัพอยู่ที่อื่น สมเด็จพระบวรราชเจ้าสุรสิงหนาทจึงดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตนายทัพกองโจรทั้ง – สามนาย แล้วนำศีรษะไปเสียบประจานไว้หน้าค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้า ส่วนปลัดทัพสองนายนั้นก็ให้เอาดาบสับศีรษะคนละ ๓ เสี่ยง เป็นการลงโทษไม่ให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง

แล้วให้พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณรเป็นนายทัพกองโจรกับข้าหลวงหลายนาย ถือพล ๑,๐๐๐ ยกไปบรรจบกองโจรเดิม อีก ๕๐๐ รวมเป็น ๑,๕๐๐ ไปคอยสกัดกองลำเลียงพม่าที่พุไคร้ มิให้ส่งกองลำเลียงเสบียงอาหารถึงกันได้ กองทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้าจะได้ขาดเสบียงอาหารและอ่อนกำลังลง

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าขุนเณร ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จับได้พม่า ช้าง ม้า และโค ต่าง ๆ ส่งมายังค่ายหลวงที่ ทุ่งลาดหญ้าอยู่เนือง ๆ


ฝ่ายแม่ทัพหน้าพม่าทั้งสองนายที่ตั้งค่ายอยู่ที่ชายทุ่งลาดหญ้า ได้แต่งหอรบขึ้นที่ค่ายหน้าหลายแห่ง แล้วให้เอาปืนใหญ่ตั้งขึ้นบนหอรบยิงค่ายกองทัพไทย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็ให้เอาปืนลูกไม้แต่ครั้งกรุงธนบุรี (ปืนใหญ่ที่ใช้ท่อนไม้เป็นกระสุน) เข็นออกมาตั้งหน้าค่ายยิงค่ายและหอรบพม่าพังลงหลายแห่งทำให้ไพร่พลบาดเจ็บล้มตาย จนพม่าครั่นคร้ามไม่กล้าออกมาโจมตีค่ายไทยทั้งเสบียงอาหารก็ขาดแคลนลง

 

ในขณะที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสู้รบกับพม่าติดพันกันอยู่ ที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปริวิตกเกรงว่ากำลังไพร่พลจะไม่พอตีทัพพม่าให้แตกพ่ายไป จึงเสด็จ ยกกองทัพหลวงหนุนไปจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์เดือนยี่ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ เมื่อเสด็จไปถึงค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าก็ทรงปรึกษาราชการสงคราม สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทกราบทูลว่า

 

พม่าอดอยากมากอยู่แล้วขออย่าได้ทรงพระวิตกถึงการรบที่ทุ่งลาดหญ้าเลย พม่าคงจะแตกพ่ายไปในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนขอให้เสด็จกลับคืนพระนครเถิด เผื่อข้าศึกจะหนักแน่นมาทางอื่นจะหนุนกันได้ทันท่วงที

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเห็นชอบด้วยจึงเสด็จยกกองทัพหลวงคืนพระนคร

ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาททรงทำกลอุบายลวงข้าศึกว่ากองทัพไทยมีกำลังไพร่พลและศาสตราวุธมาหนุนเนืองเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งกำลังพลในกองทัพให้ลอบออกจากค่ายในเวลากลางคืนอย่างเงียบๆและไปให้ไกลพอควร ครั้นรุ่งเช้าก็ยกกระบวนเดินพลช้างม้าเรียงรายเนืองกันขึ้นไปอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าจนเย็นเพื่อกลับเข้าค่าย

สมเด็จกรมพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงทำกลลวงข้าศึกเช่นนี้อยู่หลายวัน พม่าซึ่งอยู่ที่สูงกว่าและเห็นก็เข้าใจว่ากองทัพไทยได้กำลังเพิ่มเติมเสมอก็ยิ่งครั่นคร้ามมากขึ้น

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสังเกตเห็นว่ากองทัพพม่าอดอยากและครั่นคร้ามมากแล้ว จึงสั่งให้ไพร่พลเจ้าโจมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๘ ฝ่ายพม่าพยายามสู้รบอยู่ตั้งแต่เช้าจนค่ำครั้นเวลาประมาณทุ่มเศษ แม่ทัพพม่าเห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ก็แตกฉานออกจากค่ายหนีไป ไทยได้ค่ายพม่าหมดทุกค่ายจับไพร่พล และเครื่องศาสตราวุธ ปืนใหญ่น้อยได้เป็นอันมาก

 

ส่วนพระองค์เจ้าขุนเณรซึ่งเป็นนายทัพกองโจรเมื่อทราบว่าทัพพม่าแตกพ่ายแล้วก็นำกองโจรออกสกัดตีซ้ำเติม จับได้ผู้คนเครื่องศาสตราวุธ ช้าง ม้า ส่งเข้ามาถวายสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ณ ค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าเป็นอันมาก

 

ครั้นพระเจ้าปะดุงทรงทราบว่ากองทัพหน้าแตกกลับไปก็เห็นว่าจะทำการสู้รบต่อไปไม่สำเร็จ จึงสั่งให้เลิกทัพออกไปเมืองเมาะตะมะอย่างรวดเร็ว

 

สงครามที่ทุ่งลาดหญ้าคราวนี้ไทยกับพม่าสู้รบขับเคี่ยวกันมาเป็นเวลาประมาณสองเดือนเศษ ผลของสงครามนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพม่าเป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน และการประสบชัยชนะอย่างงดงามของกองทัพไทยนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากความเข้มแข็งความห้าวหาญเด็ดเดี่ยวและความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณในด้านกลศึกอย่างลึกซึ้ง ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็เป็นผลเนื่องมาจากวีรกรรมอันห้าวหาญของนักรบบรรพชนของเราทุกท่านที่ได้เป็นกำลังอันสำคัญในการต่อสู้กับพม่าข้าศึกอย่างเข้มแข็งด้วย

วันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่เราควรจดจำถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของบรรพบุรุษ ที่ได้พยายามปกป้องผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักและหวงแหนจนตกทอดมาถึงคนรุ่นเรา และจากสงครามคราวนี้เองได้ทำให้ชื่อเสียงของทุ่งลาดหญ้าจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยตั้งแต่นั้นมา


พันโชติ เจ้าพระยา

 

 




ความเห็น

  • สมศักดิ์ wrote on 17 กุมภาพันธ์, 2011, 15:23

    สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และพระเจ้าหลานเธอองค์เจ้าขุนเณรเกี่ยวข้องกับจังหวัดกาญจนบุรีในฐานะที่เป็นวีรบุรุษที่สำคัญยิ่งในยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้าครั้งสงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 ซึ่งในสงครามครั้งนั้นพระเจ้าปะดุงกษัตริย์พม่า ได้ยกทัพมามีจำนวนพลถึง 144,000 จัดเป็นกระบวนทัพ 9 ทัพ แยกย้ายกันเข้ามาตีไทยทั้งทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ หัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตกและกรุงเทพฯ พร้อม ๆ กันทีเดียว โดยเฉพาะ
    อย่างยิ่งกองทัพที่ยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ซึ่งเข้ามาทางด่านพรเจดีย์สามองค์ ทางชายแดนตะวันตกนั้นมีกำลังพล ถึง 55,000 และมีพระเจ้าปะดุงเป็นจอมทัพ

    ฝ่ายไทยเมื่อทราบข่าวศึกด็วางแผนต่อสู้ โดยจัดกองทัพออกไปสกัดกองทัพพม่าไว้ 3 ทาง คือ

    ทัพที่ 1 เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (กรมพระราชบวรสถานพิมุข) ถือพล 15,000 ไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่
    เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันมิให้พม่าที่ยกทัพลงมาทางข้างเหนือล่วงเลยเข้ามาถึงกรุงเทพฯได้ ในช่วงเวลา
    ที่กำลังต่อสู้ข้าศึกทางเมืองกาญจนบุรี

    ทัพที่ 2 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จเป็นจอมทัพถือพลจำนวน 30,000 ไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า)
    คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปะดงที่จะยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์

    ทัพที่ 3 เจ้าพระยาธรรมมาธิบดี (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราชถือพล 5,000 ไปตั้งรับพม่าที่เมืองราชบุรี คอยต่อสู้พม่า
    ซึ่งจะยกทัพเข้ามาทางใต้หรือทางเมืองทะวาย

    ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงคุมกำลังไพร่พลประมาณ 20,000 เศษ เป็นกองทัพหลวง
    เตรียมไว้ในกรุงเทพฯ ถ้าหากกำลังข้าศึกบุกหนักทางด้านไหนก็จะได้ยกไปช่วยได้ทันที

    สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้เสด็จยกกองทัพออกไปตั้งรับกองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่
    อำเภอเมืองกาญจนบุรี) โดยตั้งค่ายหลายค่ายชักปีกกาถึงกันทุกค่าย และให้ขุดสนามเพลาะปักขวากหนามไว้ด้วย
    แล้วทรงจัดให้พระยามหาโยธา (เจ่ง) คุมกองมอญ 3,000 ยกออกไปตั้งค่ายขัดตาทัพพม่าอยู่ทางด่านกรามช้าง
    อันเป็นช่องเขาริมลำน้ำแควใหญ่

    กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ได้ยกทัพหน้าเดินเรื่อยมาและเข้าโจมตีกองทัพมอญที่ด่านกรามช้าง
    แตกพ่ายถอยร่นเข้ามายังค่ายที่ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าได้ยกติดตามเข้ามา และปะทะกับกองทัพไทยที่ตั้งค่านอยู่ที่
    ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าจึงได้หยุดยั้งตั้งค่ายอยู่บริเวณชายทุ่งลาดหญ้านั่นเอง ส่วนกองทัพหนุนของพม่าที่ยกตามมา
    ก็หยุดยั้งตั้งค่ายเป็นระยะ ๆ ที่ท่าดินแดง สามสบและบริเวณชายแดน ซึ่งได้รับความลำบากมาเในเรื่องการส่งและจัดหา
    เสบียงอาหารจากแดนพม่าข้ามภูเขาและบุกป่าฝ่าดงเข้าส่งให้กับทุกกองทัพ

    สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ให้ทหารออกไปโจมตีค่ายพม่า แต่พม่าก็ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง พลทหารไทย และพม่าต่างยิงโต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย ทำให้บาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองข้าง ทัพไทยหักเอาค่ายได้ก็ถอยเข้าค่าย ทหารทั้งปวงเกิดความหวาดหวั่นในการสู้รบกับพม่า สมเด็จพระบวรราชมหาสุรสิงหนาท ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดของแม่ทัพสั่งให้ทำครกขนาดใหญ่ไว้ในค่ายแล้วประกาศว่า ? ถ้าใครถอยหนีแก่พม่าข้าศึกจะเอาตัวลงครกโขลกเสีย? บรรดาทหารทั้งปวงกลัวจับลงครกโขลกให้ตายทั้งเป้นจึงต่อสู้กับพม่าอย่างไม่เสียดาย-ชีวิต นอกจากนี้ยังทรง
    ตั้งกองโจรให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาเพชรบุรี ทั้งสามนายเป็นนายทัพกองโจร และให้พระยารามคำแหง พระยาเสนานนม์เป็นปลัดทัพ ถือพล 500 ยกทัพกองโจรลัดป่าไปคอยซุ่มสกัด คอยตีกองลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าที่พุไคร้ ทางลำน้ำแควไทรโยค แต่นายกองโจรทั้งสามนายอ่อนแอ และย่อท้อได้หลบหนีไปซุ่มตั้งทัพอยู่ที่อื่น สมเด็จพระบวรราชเจ้าสุรสิงหนาทจึงดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตนายทัพกองโจรทั้ง – สามนาย แล้วนำศีรษะไปเสียบประจานไว้หน้าค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้า ส่วนปลัดทัพ สองนายนั้นก็ให้เอาดาบสับศีรษะคนละ 3 เสี่ยง เป็นการลงโทษไม่ให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง แล้วให้พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณรเป็นนายทัพกองโจรกับข้าหลวงหลายนาย ถือพล 1,000 ยกไปบรรจบ
    กองโจรเดิม อีก 500 รวมเป็น 1,500 ไปคอยสกัดกองลำเลียงพม่าที่พุไคร้ มิให้ส่งกองลำเลียงเสบียงอาหารถึงกันได้ กองทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้าจะได้ขาดเสบียงอาหารและอ่อนกำลังลง พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณร ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จับได้พม่า ช้าง ม้า และโค ต่าง ๆ ส่งมายังค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าอยู่เนือง ๆ

    ฝ่ายแม่ทัพหน้าพม่าทั้งสองนายที่ตั้งค่ายอยู่ที่ชายทุ่งลาดหญ้า ได้แต่งหอรบขึ้นที่ค่ายหน้าหลายแห่ง แล้วให้เอา ปืนใหญ่ตั้งขึ้นบนหอรบยิงค่ายกองทัพไทย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็ให้เอาปืนลูกไม้แต่ครั้งกรุงธนบุรี (ปืนใหญ่ที่ใช้ท่อนไม้เป็นกระสุน) เข็นออกมาตั้งหน้าค่ายยิงค่ายและหอรบพม่าพังลงหลายแห่งทำให้ไพร่พลบาดเจ็บล้มตาย จนพม่าครั่นคร้ามไม่กล้าออกมาโจมตีค่ายไทยทั้งเสบียงอาหารก็ขาดแคลนลง

    ในขณะที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสู้รบกับพม่าติดพันกันอยู่ ที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปริวิตกเกรงว่ากำลังไพร่พลจะไม่พอตีทัพพม่าให้แตกพ่ายไป จึงเสด็จยกกอวทัพหลวงหนุนไปจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2328 เมื่อเสด็จไปถึงค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าก็ทรงปรึกษาราชการสงคราม สมเด็จพระบวนราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทกราบทูลว่า
    พม่าอดอยากมากอยู่แล้วขออย่าได้ทรงพระวิตกถึงการรบที่ทุ่งลาดหญ้าเลย พม่าคงจะแตกพ่ายไปในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนขอให้เสด็จกลับคืนพระนครเถิด เผื่อข้าศึกจะหนักแน่นมาทางอื่นจะหนุนกันได้ทันท่วงที พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเห็นชอบด้วยจึงเสด็จยกกองทัพหลวงคืนพระนคร

    ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาททรงทำกลอุบายลวงข้าศึกว่ากองทัพไทยมีกำลังไพร่พลและศาสตราวุธมาหนุนเนืองเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งกำลังพลในกองทัพให้ลอบออกจากค่ายในเวลากลางคืน อย่างเงียบและไปให้ไกลพอควร ครั้นรุ่งเช้าก็ยกกระบวนเดินพลช้างม้าเรียงรายเนืองกันขึ้นไปอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าจนเย็นเพื่อกลับเข้าค่าย สมเด็จกรมพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงทำกลลวงข้าศึกเช่นนี้อยู่
    หลายวัน พม่าซึ่งอยู่ที่สูงกว่าและเห็นก็เข้าใจว่ากองทัพไทยได้กำลังเพิ่มเติมเสมอก็ยิ่งครั่นคร้ามมากขึ้น และบังเอิญรี้พลของพม่าเกิดเจ็บป่วยด้วยไข้ทรพิษ

    สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสังเกตเห็นว่ากองทัพพม่าอดอยากและครั่นคร้ามมากแล้ว จึงสั่งให้ไพร่พลเจ้าโจมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2328 ฝ่ายพม่าพยายามสู้รบอยู่ตั้งแต่ช้าจนค่ำครั้นเวลาประมาณทุ่มเศษ แม่ทัพพม่า เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ก็แตกฉานออกจากค่ายหนีไป ไทยได้ค่ายพม่าหมดทุกค่ายจับไพร่พล และเครื่องศาสตราวุธ ปืนใหญ่น้อยได้เป็นอันมาก ส่วนพระองค์เจ้าขุนเณรซึ่งเป็นนายทัพกองโจรเมื่อทราบว่าทัพพม่าแตกพ่ายแล้วก็นำกองโจรออกสกัดตีซ้ำเติม จับได้ผู้คนเครื่องศษสตรวุธ ช้าง ม้า ส่งเข้ามาถวายสมเด็จ พระบวรราชเจ้ามาหสุรสิงหนาท ณ ค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าเป็นอันมาก

    ครั้งพระเจ้าปะดงทรงทราบว่ากองทัพหน้าแตกกลับไปก็เห็นว่าจะทำการสู้รบต่อไปไม่สำเร็จ จึงสั่งให้เลิกทัพออกไปเมืองเมาะตะมะอย่างรวดเร็ว สงครามที่ทุ่งลาดหญ้าคราวนี้ไทยกับพม่าสู้รบขับเครี่ยวกันมาเป็นเวลา ประมาณสองเดือนเศษ ผลขอลสงครามนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพม่าเป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน และการ ประสบชัยชนะอย่างงดงามของกองทัพไทยนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากความเข้มเแข็งความห้ามหาญเด็ดเดี่ยว
    และความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมีไหวพริบปฏิภานในด้านกลศึกอย่างลึกซึ่ง ของสมเด็พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทประการหนึ่ง อักประการหนึ่งก็เป็นผลเนื่องมาจากวีรกรรมอันห้าวหาญของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าขุนเณร ผู้มีสายเลือดนักรบอันเข้มข้น ที่ได้นำทหารกองโจรออกซุ่มสกัดกองลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าอย่างไม่หวาดหวั่น จนทำให้กองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้าต้องอ่อนกำลังลงเพราะขาดเสบียงอาหาร และประการสุดท้ายก็คือชาวกาญจนบุรีเป็นจำนวนมากภายใต้การนำของเจ้าเมืองกาญจนบุรีหรือพระยากาญจนบุรี
    ก็ได้เป็นกำลังอันสำคัญในการต่อสู้กับพม่าข้าศึกอย่างเข้มแข็งด้วย ดังนั้นเราจึงควรภูมิใจในวีรกรรมของบรรพบุรุษของเราที่ได้พยายามปกป้องผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักและหวงแหนของเราไว้ได้ และจากสมครามคราวนี้เอง ได้ทำให้ชื่อเสียงของทุ่งลาดหญ้าจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยตั้งแต่นั้นมา

    จึงนับได้ว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทและพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณรเป็นวีรบุรุษแห่งยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้า และเป็นบุคคลสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีด้วย และปัจจุบันนี้กรมทหารราบ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายกาญจนบุรี ได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทในลักษณะทรงยืนถือพระแสงดาบกำลังบัญชาการรบอยู่ ประดิษฐานไว้ที่หน้ากองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 9
    และจัดงานวันชนะศึก ณ ยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้า เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 – 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เพื่อเป็น เกียรติประวัติของกองทัพไทยและชาวเมืองกาญจนบุรี
    ภูวดล แดนไทย
    dnavathai@gmail.com
    http://www.surasiha.com/Ladya.asp



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35981 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics