เกาะติดสถานการณ์ ! พิพาทชายแดน ไทย-กัมพูชา

แบ่งปัน

4 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 15.20 น. ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ฐานที่มั่นของเจ้าหน้าที่ทหารไทย ที่ประจำการในภูมะเขือ โดยใช้ปืนใหญ่ไร้แรงสะท้อน

เวลา 16.20 น. ทหารกัมพูชา ได้ยังยิงปืนเข้าใส่พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงฐานที่มั่นของเจ้าหน้าที่ทหารไทย ใกล้ผามออีแดง

เวลา 17.00 น. มีกระสุนปืนใหญ่อีกหลายลูก ถูกยิงมาจากทหารฝ่ายกัมพูชา ตกเข้าไปในหมู่บ้านภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ

* เวลา 18.00 น. มีรายงานว่า นายเจริญ ผาหอมส่งผล พลเรือนไทยในหมู่บ้านภูมิซรอลเสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ทหาร อีก 6 นายได้รับบาดเจ็บ

* เวลา 18.30 น. สถานีโทรทัศน์ของกัมพูชา รายงานว่ามีชาวกัมพูชาเสียชีวิตแล้ว 2 คน จากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และทหารไทยถูกกัมพูชาควบคุม 4 นาย

* เวลา 18.50 น. โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ว่า แม่ทัพภาคที่ 2 กำลังเจรกับผู้นำระดับสูงของกัมพูชาเพื่อให้หยุดยิง ส่วนทหารไทยที่ถูกควบคุมไปนั้นปลอดภัยดี แต่ไม่อยากชี้ว่าเป็นการควบคุมตัวหรือถูกจับกุม โดยยืนยันว่าจุดที่ทหารไทยถูกคุมตัวคือจุดประสานงานร่วมกับเขมรบนวัดแก้ว สิกขาคีรีสวาระ

* เวลา 19.10 น. นายกรัฐมนตรี ยืนยันขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิงแล้ว ให้รอฟังกองทัพแถลงเหตุปะทะที่ชายแดนเขมร

* เวลา 21.30 น. กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นายเจริญ ผาหอม ชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่นายทหารบาดเจ็บ 5 นาย คือ ส.อ.ธวัชชัย ศรีวลิน, จ.ส.อ.มงคล พลเยี่ยม, ทหารพรานดำรง พรหมโพจน์, จ.ส.อ.วิรัตน์ นามสูงเนิน และทหารพรานสุวรรณ ก่อแก้ว

 

 

5 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 01.30 น. ฝั่งกัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถัง 30 คัน จาก ซำแต มา ภูมะเขือ หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา

* เวลา 03.00 น. กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่า ถูกประเทศไทยรุกราน

เวลา 04.50 น. สหรัฐอเมริกา ได้เรียกร้องให้ ไทย-กัมพูชา พยายามใช้ความอดทนอดกลั้น หลังเหตุปะทะเดือด

* เวลา 06.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งจุดตรวจรักษาความปลอดภัย คุมเข้มสถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ

* เวลา 07.40 น. แนวชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร ยังคงมีการยิงปะทะกัน ตั้งแต่ช่วงเช้า ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีก 4 นาย

* เวลา 07.50 . กระทรวงการต่างประเทศของไทย ออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์ ทหารไทยปะทะกัมพูชา ยืนยันเป็นการใช้สิทธิ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ หลังถูกละเมิด ขณะยังย้ำยึดมั่นสันติวิธีแก้ปัญหา

เวลา 08.00 น. นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ในบ้านพัก จับตาหลังเกิดเหตุทหารไทยปะทะกัมพูชาเมื่อวานนี้

* เวลา 08.10 น. ชายแดน ไทย-กัมพูชา ปิดถูกสั่งชั่วคราว ตลาดช่องจอม จ.สุรินทร์

* เวลา 08.25 น. พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เผย พร้อมหาแนวทางเจรจากับกัมพูชา ปัดตอบแนวทางปฏิบัติ ด้านผู้บาดเจ็บทราบชื่อแล้ว 9 ราย

* เวลา 09.00 น. ปราสาทพระวิหารเสียงปืนใกล้สงบลงแล้ว ขณะอบต.เขาธงชัย เร่งนำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้บ้าน ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลทั้งหมด อพยพไปที่ศูนย์อพยพหมดแล้ว

เวลา 09.15 น. รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ระบุสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายแล้ว ปัดไม่ขอพูดถึงสาเหตุการปะทะหวั่นสร้างความตึงเครียดเพิ่มเติม

* เวลา 10.00 น. นายเขียว กันหะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชา เผย การปะทะเกิดขึ้นเมื่อทหารไทยเข้าไปในเขตกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย โดยกัมพูชาได้เตือนด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ถูกทหารไทยยิงกลับ เชื่อ! มีทหารไทยตายอีกเพียบ

เวลา 11.00 น. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานด้านการต่างประเทศ ประชุมด่วนที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงบ่ายวันนี้

เวลา 11.10 น. กองทัพได้เสริมกำลังพล-อาวุธเข้าประชิดชายแดน โดย กำลังทหารไทยและกัมพูชาได้เผชิญหน้ากันที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย โดยรวมแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ ยังตรึงเครียด

* เวลา 11.25 น. รองนายกฯ ปัดทหารไทย 5 นายถูกกัมพูชาจับตัวไป ยืนยันเป็นเจ้าหน้าที่ชุดประสานความเข้าใจไทย-กัมพูชาในพื้นที่ โต้! ไทยไม่ยั่วยุบุกรุกพื้นที่กัมพูชาก่อน

เวลา 11.30 น. ตลาดโรงเกลือกลายเป็นตลาดร้าง ถึงแม้บรรยากาศที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว จะไม่มีการสั่งปิดด่านก็ตาม

* เวลา 11.45 น. อธิบดีกรมป้องภัยและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศให้พื้นที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน

* เวลา 11.50 น. กองกำลังสุรนารี พร้อมอาวุธหนัก เข้าเสริมกำลังที่ภูมะเขือ พร้อมประกาศปิดด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ แล้ว

เวลา 12.45 น. ทหารบุรีรัมย์เข้าตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน พร้อมประกาศเตือนห้ามเข้าใกล้ชายแดน อีกทั้งเตรียมแผนอพยพประชาชน

เวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงด้านการต่างประเทศและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง หลังจากมีการปะทะกันของทหารไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน

เวลา 13.10 น. กองทัพเรือ จ.ตราด ออกลาดตระเวนน่านน้ำ ทหารพรานตรึงกำลังดูแลเข้าบริเวณแนวชายแดน หลังเกิดเหตุปะทะ จ.ศรีสะเกษ

* เวลา 13.30 น. พล.ท.ธวัชชัย สมุททรสาคร แม่ทัพภาพที่ 2 และพล.ท.เจีย มอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาตกลงเจรจร โดยมีข้อสรุปดังนี้ 1. หยุดยิง 2. ห้ามเพิ่มกำลังทหาร 3. ดูแลไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และ 4. ประสานงานด้านข้อมูลอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้น

* เวลา 13.35 น. สถานีโทรทัศน์กัมพูชาได้เผยแพร่ภาพวิดีโอการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหาร กัมพูชา ได้กระตุ้นเลือดรักชาติของชาวกัมพูชา โดยทางกัมพูชาได้นำเสนอว่าทหารไทยได้รุกล้ำเขตแดนเข้ามาก่อน จึงจำเป็นต้องตอบโต้กลับ

เวลา 13.41 น.ผู้ว่าฯศรีสะเกษ สั่งเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบความเสียหายบ้านเรือนจากการปะทะกัน ล่าสุด เสียหายแล้ว จำนวน 13 หลัง

* เวลา 13.54 น. แม่ทัพภาคที่ 2 เผย ผลการเจรจากัมพูชา ได้ข้อยุติในการหยุดยิง พร้อมเปิดด่านช่องจอม ช่องอานม้า ช่องสะงำ คืนภาวะปกติ

* เวลา 14.15 น. นายกฯ เสียใจเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้การตอบโต้ของทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยไทย สั่ง “กษิต” แจงทูต กรรมการมรดกโลก พร้อมเสนอระงับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก

* เวลา 16.14 . แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เจรจากับ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาค 4 ของ กัมพูชาเปิดด่านช่องสะงำ จ.สุรินทร์ แล้ว หลัง ส่งผลการค้าชายแดน กลับมาคึกคัก

* เวลา 16.21 น. เลขาฯ อาเซียน หวั่น เหตุปะทะไทย-กัมพูชา กระทบ ศก.ระดับภูมิภาค เรียกร้อง 2 ประเทศ ยอมให้ชาติอาเซียน ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ชั่วคราว

* เวลา 16.42 น. ทหารไทย-เขมร ยังคงตรึงกำลัง และเผชิญหน้ากัน บริเวณช่องกร่าง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ด้าน ปราสาท
ตาเมือนธม ยังเปิดตามปกติ แต่ไร้นักท่องเที่ยว

* เวลา 17.23 น. ฮอร์ นัมฮง” ยื่นหนังสือต่อประธาน UNSC แล้ว ระบุ ทหารไทยรุกล้ำดินแดน และโจมตี ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตและบาดเจ็บ วอนส่งหนังสือแจ้งชาติสมาชิก

* เวลา 17.30 น. สื่อนอก รายงาน ไทย-กัมพูชา ปะทะกัน รอบ 2 มีทหารไทย เสียชีวิตจากการปะทะกันในครั้งนี้ ก่อนมีการ เจรจาหยุดยิง

* เวลา 17.51 น. ธานี ทองภักดี” แจง การสู้รบชายแดนไทย-เขมร ทหารไทย ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ขณะ “กษิต” เตรียมต่อสาย “ฮอร์ นัมฮง” เรื่องการประชุม JBC เย็นนี้

* เวลา 18.25 น. ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 23 ยันทหารกัมพูชายิงเข้ามาก่อน ย้ำไทยไม่ได้ยิงเข้าไปในประสาทพระวิหาร และทหารไทย 1 นายไม่ได้ถูกจับ พร้อมจัดเวรยามดูแลตลอด24ชม.

* เวลา 18.34 น. กระทรวงต่างประเทศ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการมรดกโลก เลื่อนการพิจารณาปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ในขณะที่ ประธานอาเซียน เดินทางเยือนไทย ในวันที่ 8 ก.พ. เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง เหตุปะทะ

เวลา 18.44 น. รมว.พม. เดินทางขึ้นผามออีแดง เพื่อตรวจสอบจุดที่กระสุนปืนและระเบิดอาร์พีจีที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามา สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่

เวลา 18.55 น. รมว.พม. เยี่ยมทหารที่ประจำการผามออีแดง เผยผลการเจรจาด้วยวาจาล่าสุด 2 ฝ่ายตกลงยุติหยุดยิง ในขณะที่ยอดผู้อพยพด้านอ.กันทรลักณ์ประมาณ 3 พันคน และที่ อ.น้ำยืน 1,300 คน

* เวลา 19.32 น. สถานการณ์ชายแดนไทย – เขมร ด้าน จ.ศรีษะเกษ เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ขณะผู้ประกอบการและผู้นำท้องถิ่น นำเครื่องอุปโภค – บริโภค แจกจ่ายผู้ลี้ภัยสงคราม ณ หอประชุมที่ว่าการ อ.กันทรลักษณ์ต่อเนื่อง

* เวลา 19.58 น. ยูเนสโก ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลหลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา แนะผู้นำ 2 ประเทศเจรจาลดความตึงเครียด

6 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 08.21 น. บรรยากาศบริเวณสถานทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ถนนประชาอุทิศ ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจบริเวณสถานทูตกันอย่างเข้มงวด ตลอด 24 ช.ม. สถานการณ์บริเวณดังกล่าวในขณะนี้ ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

* เวลา 12.45น. โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีการ ทหารไทยถูกกัมพูชาควบคุมตัว ว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด เนื่องจากทหาร ทั้ง 4 นาย  เป็นชุดประสานงาน ที่ไทยส่งไปประสานงานกับกัมพูชาและ ทางกัมพูชา ก็ได้รับตัวไว้ดูแล โดยจะส่งตัวกลับมา ภายใน 1-2 วันนี้

* เวลา 13.25 น. สรุปตัวเลขผู้ที่บาดเจ็บ และเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บ 12 ราย ทหารเสียชีวิต 1 ราย และประชาชนอีก 1 ราย ส่วนประชาชนที่อพยพออกจากหมู่บ้าน นั้น คาดว่า ในวันพรุ่งนี้ คงจะสามารถทยอยเดินทางเข้าพื้นที่ได้บางส่วน

* เวลา 14.35 น. โฆษกกองทัพบก เปิดเผย กรณีมีรายงานว่า เกิดการยิงปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา อีกรอบ ได้ตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่มี  ซึ่งจากการเจรจา มีมติร่วมกันแล้วว่า จะไม่มีการยิง หรือปะทะกัน ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ เกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย โดยแจ้งเตือน และอยู่ในความสงบแล้ว

* เวลา 18.56 น. กระทรวงต่างประเทศ ส่งหนังสือถึง UNSC ชี้แจง เหตุปะทะทหารไทย – กัมพูชา แล้ว แต่ยังไม่ขอเผย รายละเอียด ส่วนการหารือทางโทรศัพท์ ระหว่าง รมต.กต. ไทย – กัมพูชา วานนี้ ได้ข้อสรุปจัดการประชุม เจบีซี ภายในเดือน ก.พ. นี้ โดยฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ

* เวลา 21.05 น. โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึง สถานการณ์ล่าสุด ทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา ยังไม่ยุติ โดยฝ่ายทหารกัมพูชาระดมยิงด้วยอาวุธหนักเข้าใส่ทหารไทย ตลอดแนวชายแดนเขาพระวิหาร 10 กิโลเมตร อย่างต่อเนื่อง ส่วนทหารไทย ก็ตอบโต้ด้วยอาวุธหนักด้วยปืนใหญ่เช่นกัน รายงานล่าสุด มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวน


* เวลา 21.25 น. ปณิธานเปิดเผย ทางหน่วยข่าวความมั่นคง ได้แจ้งเหตุปะทะระลอกที่ 3 ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ที่บริเวณบ้านโดนเอาว์ ให้นายกฯรับทราบ แล้ว ซึ่งเบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานความสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่าย จากการปะทะกัน ล่าสุด ได้รับรายงานการปะทะ น่าจะยุติลงแล้ว หลังมีการประสานให้มีการหยุดยิง

* เวลา 21.53 น. โฆษกกองทัพบก เปิดเผย ความคืบหน้าการปะทะระหว่างทหารไทยกับทหาร  เมื่อเวลา 21.25 น. เสียงปืนสงบลงแล้ว แต่ยังไม่สามารถการันตีได้ว่ายุติแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่า ทางฝ่ายทหารกัมพูชาจะยิงอีกเมื่อไหร่  ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต มีทหารบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แต่ระบุไม่ได้ เพราะการปะทะกินแนวยาวกว่า 10 กิโลเมตร

7 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 00.50 น. กระทรวงต่างประเทศ รู้ ฮุนเซน ร้อง UN ให้แทรกแซง “ไทย-เขมร” แล้ว ยัน ยังยึดเจรจาทวิภาคี

* เวลา 01.28 น. ผอ.ร.พ.กันทรลักษ์ เผย มีผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะ รวม 14 ราย

เวลา 02.27 น. ชาวบ้าน 5 ตำบล เร่งอพยพ ออกจากพื้นที่ หลังเสียงปืนสงบ พร้อมเตรียมลงพื้นที่ เช้านี้

* เวลา 03.35 น. รัฐบาลกัมพูชา เผย สื่อต่างประเทศ โดยอ้าง ประสาทพระวิหาร เสียหายบางส่วน จากการโดนทหารไทยโจมตี โดยยังอ้างกับสื่อต่างประเทศอีก ทหารไทย เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน และ ทหารเขมร ได้บุกยึดปราสาทหินโดนตวล ที่อยู่ในพื้นที่ไทยแล้ว

* เวลา 05.25 น. ผู้นำกัมพูชา ออกแถลงการณ์ ผ่านโทรทัศน์หลักทุกช่องของกัมพูชาและส่งหนังสือร้องเรียน ไปยัง ประธานคณะมนตรีความมั่นแห่งสหประชาติ ขอให้เรียกประชุมด่วน เพื่อหยุดยั้งการรุกรานจากไทย โดยอ้าง เป็นการคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

* เวลา 06.52 น. “ปณิธาน” เผย ไทย พร้อมชี้แจงคณะมนตรีความมั่นคงฯ หลังกัมพูชา ออกแถลงการณ์ให้เข้ามาแทรกแซง ยืนยัน กัมพูชา ละเมิดกฎบัตรยูเอ็น เหตุ ยิงใส่พลเรือน

* เวลา 07.25 น. โฆษกกองทัพบก ยอมรับ มีทหารพลัดหลงถูกกัมพูชา คุมตัวไว้ 1 นาย ยืนยัน ทหารไทย จะหยุดตอบโต้ เมื่อกัมพูชา หยุดยิงเท่านั้น

* เวลา 07.35 น. ผอ.โรงเรียนภูมิซรอล เผย นาทีชีวิต วิ่งหลบกระสุนปืนใหญ่ พร้อม สั่งปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด ด้าน ยอดผู้บาดเจ็บ ล่าสุด 27 ราย แล้ว

เวลา 07.42 น. ปณิธาน เปิดเผยความ นายกฯ กัมพูชา ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ UNSC เข้ามาแทรกแซง สถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างกัมพูชาและไทย ว่า ก่อนหน้านี้ได้ชี้แจงไป แล้ว แต่หาก กัมพูชา ร้องเรียนไปอีก ก็พร้อมชี้แจงเพิ่มเติม  ตามขั้นตอน ส่วนที่มีข่าวว่า กัมพูชา อาจละเมิดกฎบัตรยูเอ็น ซึ่งภาพที่ปรากฏ ก็ชัดเจน และหลายฝ่ายต้องการให้ กัมพูชา ชี้แจ้ง


เวลา 07.55 น. สถานการณ์การปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา จนถึงขณะนี้ การเจรจายังคงอยู่ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศและทางการทูต ซึ่งไทยยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้กำลังในการ ส่วนในวันนี้นั้น นายถาวร เสนเนียม และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ จะเดินทางลงพื้นที่ เพื่อตรวสอบข้อเท็จจริงของผลกระทบที่เกิดขึ้น

* เวลา 08.06  น. โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึง การปะทะกันเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 14 นาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด ส่วนสถานการณ์นั้น ไม่สามารถคาดเดาได้ เนื่องจาก ไม่ต้องการขยายสถานการณ์ให้รุนแรง และจะหยุดยิง เมื่อ กัมพูชา หยุดยิง เท่านั้น โดยจะไม่ติดต่อไปก่อน  แต่ก็จะไม่ปิดช่องทาง หาก กัมพูชา ต้องการประสานมา

เวลา 08.29 น. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง เหตุการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และกำชับให้เร่งดูแลในการอพยพประชาชน รวมทั้ง ความปลอดภัยของประชาชน โดยมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการให้ UNSC เข้ามาเป็นตัวกลาง เพราะไม่มั่นใจในความยุติธรรมกับประเทศไทย แต่หาก จำเป็นที่จะต้อง เข้ามาดำเนินการจริง เราก็จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้รับทราบ

* เวลา 12.22 น. ผบ.ทอ.สั่งเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความ หากได้รับการประสานการใช้กำลังทางอากาศ แต่ สถานการณ์ภาคพื้นดิน ยังสามารถควบคุมได้ และเชื่อว่า สถานการณ์ จะไม่พัฒนาไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน มีรายงานจากแหล่งข่าวในพื้นที่ ระบุว่า ปราสาทโดนตวล ไม่ได้ถูกทหารกัมพูชายึด ตามที่มีกระแสข่าว

เวลา 10.13 น. รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่าจากสถานการณ์การปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ยังหวังให้มีการเจรจาทุกระดับ ย้ำ รัฐบาล ไม่ต้องการสงคราม เพื่อให้เกิดสันติโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ยังไม่ทราบเรื่อง กรณีสื่อกัมพูชา รายงานข่าวว่า ทหารไทยถูกจับกุมตัว พร้อมปฏิเสธปราสาทโดนตวล ไม่ได้ถูกบุกยึดแต่อย่างใด

เวลา 10.42 น. สุเทพ  เผยว่า ยังไม่สามารถวิเคราะห์สาเหตุการปะทะกันหลายรอบได้ แต่ยังหวังว่าจะมีการเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อยุติการปะทะให้เร็วที่สุด พร้อมยืนยันไทยไม่เสียเปรียบทั้งทางการทูต และ ทางการทหาร

เวลา 11.14 น. การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 3 สมัยสามัญทั่วไปวันนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน กล่าวว่า สมเด็จฮุน เซน นายกฯ ของกัมพูชา จงใจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกัมพูชาโจมตีประเทศไทย จนเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิต ดังนั้น ตนจะ เตรียมยื่นฟ้อง สมเด็จฮุน เซน ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ  ขณะที่ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา ได้ขอให้ ดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างมีสติ เนื่องจาก จะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของทหารและประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างมาก

เวลา 11.23 น. โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนประสานงานในพื้นที่ โดยเน้นการเจรจา ซึ่งทางฝั่งกัมพูชาก็ยินยอม ซึ่งหลังการเจรจามีความเข้าใจในระดับผู้บังคับบัญชา แต่ในหน่วยปฏิบัติอาจยังไม่ทั่วถึง พร้อมกันนี้ มีจุดยืนที่จะไม่ให้ ไทยเสียดินแดน และพยายามไม่ให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ โดยให้ยึด MOU 2543 และสนธิสัญญาในการปฏิบัติการ

* เวลา 12.29 น. ชวนนท์เตรียมทำหนังสือชี้แจง UNSC ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่แท้จริง ให้ได้รับทราบ เพราะเชื่อว่า ในขณะนี้ประชาชนไทย และนานาชาติ ก็ยังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เวลา 13.05 น. รมว.ต่างประเทศ ได้ประสานไปยัง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของกัมพูชาแล้ว ว่าจะมีการจัดประชุม JBC ขึ้นในเดือนนี้

เวลา 14.35 น. กระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยรายละเอียดหนังสือที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งถึง UNSC ลงวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจง ถึงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์การปะทะกัน เมื่อวันที่ 4 และ 5 ก.พ. ระหว่าง ไทย-กัมพูชา เพื่อแสดงจุดยืนว่า ฝ่ายไทย มีความจำเป็นในการยิงต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตย นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ทางการไทย ยังมีความประสงค์ดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับประเทศกัมพูชา ในตอนท้ายสุดของจดหมาย ยังระบุว่า ต้องการให้จดหมายถูกเวียนไปถึง สมาชิกของ UNSC ทุกชาติด้วย

เวลา 15.30 น. อัครราชทูต ที่ปรึกษาสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์พิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งคาดหวังว่าจะได้ข้อยุติโดยเร็ว และเชื่อว่าจะไม่บายปลาย ขอให้ทั้ง 2 ประเทศ ใช้วิธีในการเจราจาให้สัมฤทธิ์ผล

* เวลา 16.05 น. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้อ้างว่า ทหารไทยได้ยิงถูก”ปีกเขาพระวิหาร”สถานที่มรดกโลก แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากอันตรายเกินกว่าจะสำรวจตรวจสอบได้ ทางด้านนายฮุน เซน ได้เรียกร้องให้สหประชาชาติส่งกำลังเข้ามาและสร้างเขตกันชนเพื่อรับประกัน ว่า จะไม่มีการสู้รบกันอีก พร้อมระบุว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังคงย่ำแย่ ก่อนหน้านี้ ได้เรียกร้องให้ UNSC จัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อช่วยยุติเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้ทหารสหประชาชาติเข้ามายุติเหตุการณ์แล้ว

* เวลา 16.37 น. โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย โฆษกกองทัพบกและ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าว โดย ระบุว่า รัฐบาลได้ ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หากต้องปกป้องอธิปไตยของตนเองตามหลักสากล พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกคน ด้าน โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ทหารตอบโต้สมศักดิ์ศรีดีที่สุดแล้ว ย้ำกองทัพยึดหลักกติกาสากลไม่เริ่มรุกรานใครก่อน

* เวลา 17.29 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ไทยและกัมพูชา จะประชุม JBC ตามที่ทั้ง 2 ประเทศ เห็นพ้องต้องกันในเบื้องต้น พร้อมกันนี้ได้ตั้งข้อสังเกตถึงจดหมายของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ยื่นต่อ ยูเอ็น ว่ามีนัยแอบแฝงหรือไม่ เนื่องจาก

* เวลา 18.15 โฆษกกองทัพบกยอมรับว่า มีทหารไทยพลัดหลงเข้าไปในประเทศกัมพูชา 1 นาย แต่ตามกฎหมายสัญญาเจนีวา จะไม่สามารถนำตัวขึ้นศาลได้ ให้คืนตัวหลังการปะทะกันเสร็จสิ้น

เวลา 19.01 น. เลขาธิการอาเซียนกล่าวว่า ทุกประเทศในอาเซียน รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ติดต่อประสานหารือกัน ระหว่างประเทศสมาชิก ตลอดเวลา โดยเฉพาะ รมว.ต่างประเทศของอินโดนีเซีย ที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเยือนกัมพูชา และจะมาเยือนประเทศไทย วันพรุ่งนี้ เพื่อรับฟังประเด็นปัญหา และข้อขัดแย้งที่เป็นความคิดเห็นจาก ทั้ง 2 ฝ่าย และหาข้อยุติร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งเวลานี้อาเซียน กำลังเติบโตอย่างสูงในเวทีระดับโลก

เวลา 19.12 น. จำลองออกแถลงนำแผนที่ ซึ่งยืนยันได้ว่า เขาพระวิหารเป็นของไทย ซึ่งมีมาก่อนแผนที่ของทางฝรั่งเศส ที่ทางกัมพูชานำไปยื่นต่อศาลโลก จะเสนอให้รัฐบาล นำแผนที่ดังกล่าวไปยื่นต่อสหประชาชาติ เพื่อทวงคืนเขาพระวิหารกลับคืนมา ตามข้อสงวนสิทธิ์ที่ระบุว่า หากมีการพบหลักฐานใหม่

เวลา 19.33 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพจากเหตุการณ์ทหารไทยปะทะกับทหาร ขณะที่การเจรจากับทางการกัมพูชา เพื่อหาข้อยุตินั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศว่าจะทำ

เวลา 20.22 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะเดินทางกลับ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังคงควบคุมได้ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ จากนี้จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับฝั่งกัมพูชา แต่กระทรวงมหาดไทย จะดูแลความเป็นอยู่ของผู้อพยพ

เวลา 20.50 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้อยู่ในภาวะเรียบร้อย โดยให้นโยบายเหล่าทัพ นำไปปฏิบัติใน 3 เรื่อง คือ 1. ไม่รุกรานใครและต้องรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนเอาไว้ 2. ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน และ 3. ต้องยึดมั่นในสนธิสัญญากฎบัตรระหว่างประเทศ และ MOU ปี 43 ทั้งนี้ หากกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเข้ามา ทหารจำเป็นต้องตอบโต้ โดยตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ไม่มีการตอบโต้ไปยังประชาชน

เวลา 20.58 น. จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2554 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้บ้านเรือน ทรัพย์สิน และสถานที่ราชการ ได้รับความเสียหายนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย และกัมพูชา”ขึ้น ณ ที่ห้องประชุม 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรับบริจาคเงินและสิ่งของ สำหรับการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบภัย ในการนี้กระทรวงมหาดไทย จึงขอความอนุเคราะห์ ช่วยดำเนินการทำข่าวแพร่หลาย ประชาสัมพันธ์ จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ และเชิญชวนประชาชนทั่วไป รับบริจาคเงินและสิ่งของ ผ่านศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในระหว่างเวลา 09.00 น.-21.00 น. ของวันราชการ สำหรับวันหยุดราชการ เวลา 09.00 น.-18.00 น. โดยมีรายละเอียดช่องทางการบริจาคดังนี้ 1. การบริจาคเงิน สามารถบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนเฟื่องนคร ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 159-0-05733-3 ชื่อบัญชีกระทรวงมหาดไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา 2. การรับบริจาคสิ่งของ สามารถบริจาคได้ที่กระทรวงมหาดไทย ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ กระทรวงมหาดไทย หรือ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2223-8851 และโทรสาร 0-2622-2441 โทร มท. 50822 และโทรสาร มท. 50821

เวลา 21.08 น. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพ มีความเป็นห่วง และไม่ต้องการให้ เกิดการปะทะกัน เนื่องจากไม่ส่งผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน แต่ทั้งนี้เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องตอบโต้เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไทยไม่ยอมให้ใครมารุกราน โดยอยู่ในกรอบที่เหมาะสม พร้อมกันนี้ระบุถึงความเป็นไปได้ ในการเจรจาของทหารทั้ง 2 ฝ่าย เพราะหลังการปะทะครั้งล่าสุด ยังไม่มีการเจรจาของผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย

 

 

8 กุมภาพันธ์ 2554


* เวลา 07.48 น. สถานการณ์บริเวณชานแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนที่ผ่านมา ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังสงบต่อเนื่อง ไร้เสียงปืนและระเบิด

* เวลา 07.50 น. แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุ ยังคงต้องเฝ้าระวังเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างใกล้ชิด ย้ำ “พลทหาร สงกรานต์” เดินทางกลับใน 1-2 วันนี้ ไม่ตอบ UN ไกล่เกลี่ยได้หรือไม่

เวลา 08.00 น. บรรยากาศสถานทูตกัมพูชา ยังสงบเรียบร้อย มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง และดูแลอย่างเข้มงวด

เวลา 08.20 น. ผู้ว่าฯศรีสะเกษ เยี่ยมชาวอำเภอกันทรลักษ์ กว่า 3 พันคน ที่อพยพลี้ภัยสงคราม ไทย-กัมพูชา ขณะยังพิจารณาสถานการณ์ทุกวัน หวังให้ได้กลับบ้านโดยเร็ว

* เวลา 08.39 น. ผู้ว่าฯสุรินทร์ เปิดด่านช่องจอมแล้ว หลังชายแดนไทย – กัมพูชา ด้าน จ.ศรีสะเกษ สงบเงียบมาตลอดทั้งคืน แต่ยอมรับการค้าชายแดนเสียหายหนัก

เวลา 08.46 น. สหรัฐฯ สงวนท่าที ยังไม่ตัดสินใจควรยุ่งเกี่ยวเหตุพิพาทไทย-เขมร หรือไม่ แต่เรียกร้องให้อดกลั้นแก้ปัญหาด้วยสันติ

เวลา 08.59 น. นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณีปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้น

เวลา 09.07 น. ผู้ว่าฯศรีสะเกษ เผย สถานการณ์ชายแดน เริ่มคลาย ไม่น่าเป็นห่วง พร้อมประเมินสถานการณ์ รอเคลื่อนย้ายประชาชนกลับภูมิลำเนา

เวลา 09.22 น. สุเทพ มั่นใจปัญหาไทย-กัมพูชา คุยกันเองได้ ไม่ต้องพึ่งต่างชาติ ขณะเห็นด้วยกรณีตำรวจเสนอประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ดูแลพื้นที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร 15 วัน

* เวลา 09.54 น. ผอ.โรงพยาบาลกันทรลักษ์ เผย ยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุปะททหารไทย-เขมร รวม 36 ราย เสียชีวิต 2ราย พร้อมจัดทีมแพทย์ดูแลสุขอนามัยประชาชน ศูนย์อพยพ พร้อมเยียวยาจิตใจผู้สูญเสีย

เวลา 10.06 น. โฆษก ทบ. ไม่ยืนยัน ลูกชาย สมเด็จฮุนเซน บาดเจ็บจากการปะทะ ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ขอประชาชนในพื้นที่ อย่าตื่นตระหนกกับการฝึกซ้อมกำลังพล

* เวลา 10.20 น. ผู้แทนพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มอบถุงยังชีพชาวบ้านศูนย์อพยพ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษ

เวลา 10.40 น. รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประชุมแก้ไขปัญหาชายแดน พร้อมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคแก่ชาวบ้านที่อพยพนับพันคน

* เวลา 11.00 น. กัมพูชาปล่อยตัวทหารไทยที่พลัดหลงระหว่างการปะทะที่ผ่านมาแล้วเตรียมส่งตัวผ่านปอยเปต อรัญประเทศ

เวลา 11.19 น. บรรยากาศที่หมู่บ้านซำเม็ง ยังเงียบ ส่วนชาวบ้านภูมิซรอล เริ่มเดินข้ามหลุมระเบิดกลับเข้าบ้านพักบ้างแล้ว ขณะที่ด่านอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ไปได้แค่ด่านเก็บเงินทางเข้าเท่านั้น

* เวลา 11.20 น. ทูตเขมรประจำประเทศไทย เรียกร้องให้ยุติความขัดแย้ง เชื่อการเจรจาเท่านั้น สามารถแก้ปัญหาได้

เวลา 16.14 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเข้าพบ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

* เวลา 17.11 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทางคณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เป็นผู้ยื่นหนังสือชี้แจงสถานการณ์การปะทะกันระหว่างไทย – กัมพูชา ต่อ UNSC 2 ฉบับ พร้อมชี้แจงพูดคุยข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นความจำเป็นในการให้ UNSC เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหานี้

* เวลา 17.28 น. รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงที่ประชุมพรรคว่า ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา กัมพูชาได้ปฏิบัติการทางทหารยิงประเทศไทยก่อน ไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตย ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ย้ำมาตลอดว่าจะไม่ยอมให้เสียดินแดนแม้แต่เล็กน้อย

* เวลา 19.04 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พูดคุยกับเลขาธิการ ยูเอ็น ในวันนี้ว่า จะได้มีการชี้แจงกรณีการทำหนังสือของไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายที่รุกรานก่อน และขณะนี้อาเซียนก็ให้การสนับสนุน ให้ทั้ง 2 ประเทศ เจรจาในระดับทวิภาคีแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างใกล้ชิด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ยังพูดคุยกับ นายฮอร์ นัม ฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาอยู่เป็นระยะ

* เวลา 21.07 น. แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึง ถึงสถานการณ์บริเวณชายแดน ในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากได้มีการเจรจากัน และไม่มีเหตุปะทะกันอีก แต่ยังคงต้องเฝ้าจับตาสถานการณ์ และเตรียมความพร้อม คาดว่าอีกประมาณ 2 วัน ประชาชนที่อพยพมา ก็จะสามารถเดินทางกลับเข้าพื้นที่ได้

9 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 08.41 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางออกจากกองการบิน กรมการขนส่งทหารบก ไปยัง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ และเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บ

เวลา 08.40 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย ถึง การต่อสายพูดคุยของ นายกฯ และ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ว่า นายก ได้ชี้แจง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับข้อห่วงใย อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า นายกษิต ภิรมย์ จะเดินทางไป เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประธานองค์การสหประชาชาติ ด้วยตนเอง

เวลา 09.45 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ กำลังพล ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และร่วมงานศพของทหารทั้ง 2 นาย ที่เสียชีวิต ทั้งนี้จะไม่มีการเน้นย้ำในเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะได้ให้นโยบายไปหมดแล้ว

* เวลา 9.58น. มีรายงานว่า ทางกัมพูชาได้ขนอาวุธลงจากบริเวณปราสาทพระวิหารแล้ว ทางด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของกัมพูชา แต่เราต้องการให้พื้นที่ตามแนวชายแดน สงบเรียบร้อย ประชาชนมีความปลอดภัย ซึ่งกองทัพจะพยายามดำเนินการทุกอย่าง ในการปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน

* เวลา 10.18 น. สายข่าวทหารแจ้งว่า พล.ต.ฮุนมาเน็ต ได้รับสะเก็ดระเบิดปืนใหญ่ ขนาด 150 มิลลิเมตร ถูกช่วงบริเวณหัวเข่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังบัญชาการรบ ที่เขาพระวิหาร

เวลา 12.51 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปลายสัปดาห์นี้ ตนจะเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งหากกัมพูชา ยังยืนยันการสู้รบ ไทยก็จะยืนยันถึงความพร้อม เพราะมั่นใจในศักยภาพที่เหนือกว่า

เวลา 13.16 น. โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย การประชุม JBC ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.พ.นี้ ส่วนที่คณะกรรมการมรดกโลก จะส่งคนมาตรวจสอบความเสียหาย ปราสาทเขาพระวิหารนั้น ตนเห็นว่า ไม่น่าเหมาะสม เพราะสถานการณ์ขณะนี้ ยังตึงเครียด อาจเกิดปัญหาซับซ้อนได้อีก

* เวลา 17.07 น. ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมคณะ ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือกับ พล.ต.แอก ซอมโอน รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ซึ่งเดินทางผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ และร่วมกันยืนยันว่า ด่านพรมแดนอรัญประเทศ – ปอยเปต ยังเปิดด่านตามปกติ ไม่มีการปิดด่านพรมแดนตามข่าวลือแต่อย่างใด

* เวลา 17.38 น. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้ต่อสายโทรศัพท์ถึง นายบัน กี มุน เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ปะทะกันของไทยกับกัมพูชา พร้อมขอให้องค์การ ยูเนสโก เลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ออกไปก่อน เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ

10 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 08.21 น. บรรยากาศทั่วไปบริเวณสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ยังคง สงบเรียบร้อยดี โดยมีเจ้าหน้าที่วางกำลัง ตามจุดต่างๆ ของบริเวณสถานทูต เพื่อคอยสังเกตการณ์ความผิดปกติ

* เวลา 08.20 น. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การชี้แจง UNSC ที่จะเกิดขึ้น จะเป็นการเดินทางเพื่อชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย ไทยจะแก้ปัญหา โดยการเจรจาในระดับทวิภาคี พร้อม ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถเจรจา เพื่อหาทางออกได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้ UNSC เข้ามาดูแล ซึ่ง อาจทำให้ปัญหาซับซ้อน มากขึ้น

* เวลา 11.17 น. สุเทพ กล่าวปฏิเสธ การเสนอตัวเข้าคลี่คลายปัญหาของฝรั่งเศส ขณะเดียวกันมั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะ มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC )ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ได้ พร้อมย้ำว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปะทะไม่ใช่สงคราม

* เวลา 11.02 น. การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เผยว่า ขณะนี้ได้เตรียมตัวชี้แจงทำความเข้าใจประเด็นปัญหาปราสาทพระวิหาร ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา กับคณะกรรมการมรดกโลกและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่า หากขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ปัญหาก็จะไม่จบ

* เวลา 13.09 น. กองทัพเสริม ปืนใหญ่- รถถัง ประชิดชายแดนไทย-เขมรประวิตรปฏิเสธไม่เคยพูดในคณะรัฐมนตรีว่า จะมีการใช้กำลังทางอากาศหรือเครื่องบิน เอฟ-16 ในการปฏิบัติการทางอากาศกับกัมพูชา ย้ำมีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่ ยืนยันรัฐบาล-กองทัพ ยึดมั่นเอ็มโอยู-กฎบัตรสหประชาติ

* เวลา 14.19 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่ประเทศฝรั่งเศส ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลาง ในการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชา หากอยากให้การช่วยเหลือ ก็อยากให้ช่วยชี้แจงกับยูเนสโก กรณีที่ไทยต้องการหยุดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อลดแรงกดดันระหว่าง 2 ประเทศ

* เวลา 15.08 น. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง กรณีที่ประเทศฝรั่งเศส เสนอตัวช่วยคลี่คลายปัญหาชายแดนกัมพูชา ด้วยการมอบแผนที่กว่า 100 ปี และทางฝรั่งเศส ไม่ได้เสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลางในการ

* เวลา 15.56 น. “เทพไท” กล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีไทย ควรขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ในฐานะอาชญากรสงคราม ขณะนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครยิงปราสาทพระวิหาร จึงไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ แต่ทางประเทศไทยมีหลักฐานที่ กัมพูชา ใช้ปราสาทพระวิหาร เป็นฐานในการโจมตีไทย

* เวลา 16.08 น. คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ออกแถลงการณ์เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาพิพาท บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศ ยุติการสู้รบ และถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ และให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้ารักษาพื้นที่แทน เพื่อลดการเผชิญหน้าและความตึงเครียด พร้อมให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคี โดยให้กองทัพระมัดระวังการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประเด็นที่อาจการนำไปสู่การปะทะ ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็ควรปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว และหากเกิดการปะทะอีกครั้ง ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อพลเรือนในพื้นที่

* เวลา 18.56 น. กระทรวงการต่างประเทศ อ่านแถลงการณ์ของรัฐบาลต่อเหตุการณ์ปะทะระหว่างกองทัพไทย กับกองทัพกัมพูชา ระหว่างวันที่ 4 – 7 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมี 4 ข้อ เรียกร้อง ต่อ UNSC ในวันจันทร์ที่ 14 ก.พ.นี้ ทั้งนี้รัฐบาลยึดมั่นต่อข้อตกลงทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชา โดยใช้กลไก เจบีซี เนื่องจากฝ่ายไทย ไม่มีความประสงค์ หรือ มีความคิดที่จะได้ดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลดำเนินการทุกอย่าง ด้วยความอดทนอดกลั้น ต่อการยั่วยุ รัฐบาลจะรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน รวมทั้งพยายามจะเจรจาอย่างสันติวิธี

* เวลา 21.13 น. กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ชี้แจงต่อ นางอิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการ ยูเนสโก โดยระบุว่า ทหารกัมพูชา เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนถึงหลายครั้งและขอให้ระงับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งทหารกัมพูชา

* เวลา 21.29 น. โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้ สถานการณ์มีความสงบ ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งจากที่ได้ข้อมูลจากผู้ว่าราชการจังหวัด และกองทัพภาคที่ 2 คาดว่า ในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้ น่าจะสามารถทยอยนำประชาชนกลับเข้าบ้านเรือนได้

11 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 10.04 น. นายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กับ ผู้ว่าราชการ และประชาชน ในพื้นที่ โดย นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันจะเร่งคลี่คลายปัญหา โดยยึดแนวทางการเจรจาให้สถานการณ์ยุติโดยเร็ว

* เวลา 10.42 น. ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์โดยทั่วไปบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชาไม่มีเหตุการณ์ของความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่วนการเพิ่มกำลังของกัมพูชานั้น ถือเป็นเรื่องปกติของการเตรียมการตามแนวชายแดน ซึ่งทางฝ่ายไทย ได้ขออนุมัติเพิ่มเติมกำลังแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ได้มีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยเน้นย้ำว่า การเจรจาน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

* เวลา 11.56 น. กอง กำลังจังหวัดชายแดนของไทย (กปช.จต.)ขนปืนใหญ่ขนาด 155 มม.และอาวุธหนักเสริมด้านชายแดน จ.ตราด ด้านเสธ.ทหารเรือสั่งปิดด่านชายแดนด้าน จ.ตราด ป้องกันทหารเขมรข้ามฝั่งมาหาข่าวพร้อมเรียกนายอำเภอถกด่วนรับมือหากเกิด การสู้รบกับกัมพูชา ขณะที่ฐานทัพเรือสัตหีบส่งเรือหลวงลาดตระเวนช่วงน่านน้ำ อ.คลองใหญ่ และอ.เกาะกูด เตรียมพร้อม 100% เผยเรือรบติดอาวุธปล่อยนำวีถี เข้าพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง

* เวลา 15.39 น. เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้สั่งให้กองกำลังป้องกันชายแดน เตรียมพร้อม 100% ได้รับรายงานข่าว ว่า ทางกัมพูชามีการเตรียมพร้อมเคลื่อนกำลังมาที่จุดนั้น เกือบ 100% ดังนั้น กองทัพเรือจึงใช้กองกำลังที่เรามีทั้งหมดตามแผนที่ป้องกันชายแดนอย่างเต็ม หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรือติดอาวุธนำวีถี สามารถเดินทางไปได้ภายใน 1 ชั่วโมง

* เวลา 20.05 น. นายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการ เจบีซี ได้เดินทางถึงยูเนสโกแล้ว และได้ตอกย้ำท่าทีของไทย ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็น มรดกโลก ว่าจะชะลอ ออกไปก่อน เนื่องจากมีเหตุปะทะเกิดขึ้นตามแนวชายแดน นอกจากนี้ นายกษิต ภิรมย์ เตรียมเดินทางไปที่ UNSC โดยจะมีการแวะหารือกับ ประธานเจบีซี ก่อน เพื่อประเมินท่าทีของยูเนสโก

* เวลา 21.40 น. พล.อ.รัชกฤต กาญจนวัฒน์ อดีตเสนาธิการกองทัพไทย กล่าวว่าเนื่องจากทางฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวดหลายร้อยลูกลึกเข้ามาในเขตชุมชนของไทย สร้างความเสียหายอย่างมากต่อชาวบ้าน และเป็นสาเหตุสำคัญให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้ด้วยอาวุธหลายชนิด โดยรัฐบาลกัมพูชาได้กล่าวหาทหารไทยใช้ CLUSTER BOMBS และมีข้อตกลงนานาชาติห้ามใช้อาวุธดังกล่าว และกองทัพบกไทยยืนยันทหารไทยไม่มีการใช้อาวุธลักษณะนี้

12 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 10.24 น.
มีรายงานบริเวณชายแดนด้านจังหวัดจันทบุรี บรรยากาศ เป็นไปอย่างตรึงเครียดเนื่องจากทหารไทยและทหารกัมพูชาได้มีการเสริมกำลัง ทหารและอาวุธหนักเข้าประชิดชายแดนอย่างเต็มที่ แม้ด่านชายแดนทั้ง 2 แห่ง จะยังไม่มีการปิดด่านชายแดนก็ตาม และได้ เตรียมอพยพประชาชนบริเวณชายแดนออกนอกพื้นที่หากมีการปะทะกันเกิดขึ้นระหว่าง ไทยกับกัมพูชา ให้ออกมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย

* เวลา 14.44 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย ถึงความคืบหน้าการเตรียมจัดการประชุม JBC ระหว่างไทยและกัมพูชา ในปลายเดือนนี้ว่า แต่ทางการกัมพูชา อาจไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยระบุว่า บรรยากาศยังไม่ชัดเจนดีพอ

* เวลา 15.15 น. ทางด้านสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธาน JBC ฝ่ายกัมพูชา ได้ออกมาระบุถึงการประชุม JBC ปลายเดือนนี้ โดยยืนยันว่า “ขณะนี้กลไกทวิภาคีดังกล่าว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาได้แล้ว”

* เวลา 17.13 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึง การจัดประชุม เจบีซี ที่มีกำหนด ในช่วงปลายเดือนนี้ว่า ไทยต้องการให้การประชุม เรื่องปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา มีหนังสือแจ้งมายังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ว่า กัมพูชาไม่พร้อมที่จะร่วมประชุมทวิภาคี ภายใต้กรอบเจบีซี และขอเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด

* เวลา 21.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมเดินทางไปชี้แจงต่อ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่การให้อาเซียนเข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหา ส่วนการเข้าชี้แจงต่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC รมว.ต่างประเทศ จะรายงานผลกลับมายังประเทศไทย โดยโทรศัพท์เข้ากระทรวงการต่างประเทศ

* เวลา 21.45 น. เสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึง สถานการณ์แนวชายแดน ด้านจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด โดยรวมขณะนี้ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเปิดด่านเข้า-ออก พร้อมกันนี้หากมีสถานการณ์ตึงเครียด ก็จะพิจารณาเพื่อปิดด่าน

* เวลา 22.00 น. มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นจำนวนกว่า 10 นัด ที่บริเวณภูมะเขือ จนทำให้เมื่อช่วงกลางดึก ทำให้บางคนอพยพออกจากพื้นที่ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน และคอยติดตามสถานการณ์อย่าง

13 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 09.55 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึง เหตุการณ์เสียงปืนดังขึ้นใกล้หมู่บ้านภูมิซรอล เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ว่ามีจริง เป็นเสียงดังคล้ายปืนใหญ่ และจาการตรวจสอบกับแม่ทัพภาคที่ 2 ก็พบว่า เหตุดังกล่าว ไม่มีการยิงปะทะ เป็นการเกิดเสียงดังขึ้นในฝั่งประเทศกัมพูชา และทางการทหารไทย ก็ไม่ได้ตอบโต้กลับใดๆ ในวันนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 จะนำกำลังทหารเข้ามาประจำจุดเพิ่มขึ้น

* เวลา 10.11 น. นายกฯ กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า รัฐบาลได้ส่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปดูแลประชาชน ขณะที่กองทัพ ก็ต้องตอบโต้ตามความเหมาะสม ส่วนการชี้แจงนานาประเทศนั้น ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการ ซึ่งไทยมีหลักฐานและภาพถ่ายที่กัมพูชาเปิดศึกยิงก่อน โดยมั่นใจ ชี้แจงนานาชาติได้ ทั้ง ยูเอ็น และ พร้อมกันนี้ ได้มี การนัดประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน วันที่ 22 ก.พ. นี้ ทั้งนี้ กลไกที่อาเซียนเสนอ ให้เจรจาทวิภาคี เป็นแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ มีแต่ทางกัมพูชา ปฏิเสธกลไกเหล่านี้ เพราะต้องการให้ประชาคมโลกเข้ามาแทรกแซง
* เวลา 12.28 น. นายกฯ กล่าวถึง กรณี ยูเนสโก เตรียมส่งทูตพิเศษมายังปราสาทพระวิหาร พร้อมพบกับไทยและกัมพูชาว่า ขณะนี้ไม่มีการส่งหนังสือมา และยังต้องพูดคุยกันในข้อเท็จจริงก่อน ส่วนกรณีกัมพูชา จะไม่ประชุม JBC ในปลายเดือนนี้ นั้นเป็นเกมของกัมพูชา เพื่อชี้แจงต่อ สหประชาชาติ ว่า ระดับทวิภาคีเกิดขึ้นไม่ได้แล้ว

เวลา 15.46 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไป จ.ศรีสะเกษ เพื่อร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ส.อ.ธนากร พูลเพิ่ม ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา

เวลา 16.05 น. พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา ว่าต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศ เจรจากันแบบทวิภาคี โดยขณะนี้ ประเทศไทย ต้องยึดถือ MOU 43 ส่วนกรณีที่เกิดเสียงดังขึ้นในหมู่บ้านภูมิซรอล เมื่อคืนที่ผ่านมา ยืนยันอีกว่า เสียงไม่ได้เกิดขึ้นจากฝั่งประเทศไทย อย่างแน่นอน

เวลา 17.14 น. โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวถึงจุดยืนและมุมมอง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ของพรรค ว่า รัฐบาล ของไทย ดำเนินการล่าช้ากว่ากัมพูชา อย่างน้อย 1 ก้าว ย้ำว่าจะต้องยกเลิก MOU ปี 43 รวมถึงต้องผลักดันกองกำลังและชาวกัมพูชา ที่อยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ออกจากพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากรอบข้อตกลงของเจบีซี 3 ฉบับ

14 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 08.27 น. กระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าประชุมกับคณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ที่ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเวลา 22.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย เพื่อเข้าชี้แจงเหตุทหารไทย ปะทะกับทหารกัมพูชา ในฐานะผู้ถูกร้องด้วย

เวลา 10.37 น. สุเทพ กล่าว ยังไม่ได้รับรายงาน เรื่องการคุมตัวสายลับทหารกัมพูชา ส่วนกัมพูชา ที่เรียกร้องให้สหประชาชาติ ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น เห็นว่า กัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่ามีการต่อสู้ แต่ถึงอย่างไร UNSC และ ยูเนสโก มีมาตรฐานในการตัดสินและวินิจฉัยอยู่แล้ว

เวลา 13.50 น. ปณิธาน กล่าวถึง ความพร้อมในการชี้แจงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ของ นายกษิต ภิรมย์ ซึ่งเบื้องต้น ได้มีการประสานทั้ง 15 ชาติ แล้ว โดยมั่นใจในหลักฐาน เพื่อชี้แจงถึงการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารกับฝ่ายกัมพูชาและผลกระทบของ พลเรือนไทย อีกทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี ให้ กัมพูชา กลับเข้าสู่การเจรจาด้วยการออกถ้อยคำแถลง ในนาม UNSC ทั้งนี้ คาดว่า นายกษิต จะรายงานผลการชี้แจงต่อ UNSC ให้คณะรัฐมนตรีทราบ ในวันพรุ่งนี้ด้วย

เวลา 15.42 น. องอาจ เดินทางมายังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา เพื่อพบปะ และให้กำลังใจ ข้าราชการครู นักเรียน ได้เดินสำรวจตรวจดูความเสียหายของตัวอาคารเรียน และรับปากว่า จะเร่งซ่อมแซมอาคารเรียนมาอย่างเร็วที่สุด พร้อมกับจะมีการของบประมาณ มาสร้างหลุมหลบภัยเพิ่มเติมให้เพียงพอ

* เวลา 16.51 น. ธานี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถึงรูปแบบการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ โดยรูปแบบของการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นแบบปิด จะมีเพียงประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งจะไม่มีผลบันทึกการประชุมและการบันทึกภาพ แต่มีการกำหนดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ในเวลา15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ วันที่ 15 ก.พ. เวลา 03.00 น. ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มีความมั่นใจเต็มร้อย ในการชี้แจงต่อ UNSC

เวลา 19.18 น. ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง การจับกุมผู้ต้องสงสัยที่จะเป็นสายลับแฝงตัวของกัมพูชา คงต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน

* เวลา 21.03 น. แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผย ความคืบหน้าเกี่ยวกับการจับกุมสายลับได้ 1 ราย โดยระบุว่า ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงยังไม่ทราบข้อเท็จจริง เบื้องต้นขณะนี้ มีการจับกุมเกิดขึ้น แต่ยังเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ซึ่งคงต้องสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องสงสัย กองทัพไม่จำเป็นต้องส่งตัวคืนให้กัมพูชา เนื่องจากผู้ต้องสงสัย เป็นคนไทย

* เวลา 21.11 น.ความเคลื่อนไหวการเตรียมเข้าชี้แจง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย ที่จะมีขึ้นในเวลา 22.00 น. คืนนี้ การประชุมที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการประชุมแบบปิด ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟัง รวมถึงจะไม่มีการบันทึกการประชุมและบันทึกภาพใดๆ

เวลา 21.16 น. ปณิธาน กล่าวถึง การเข้าร่วมประชุม UNSC โดยยืนยันว่า ไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ UNSC อย่างเป็นทางการ จะแสดงหลักฐานหลายอย่าง ให้เห็นว่าประเทศไทย ถูกโจมตีก่อน และเป็นการโจมตีพลเรือนของไทย ส่วนการเจรจาทวิภาคีที่กัมพูชาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง และ เห็นว่า การกระทำของกัมพูชา ถือเป็นการหนีจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับอาเซียน ทั้งนี้ หาก UNSC มีมติออกมาอย่างไร ประเทศไทยต้องพิจารณาก่อนว่า จะตรงกับจุดยืนของไทยหรือไม่

15 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 05.00 น. บริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทางกัมพูชา ได้ส่งชุดลาดตระเวนเข้ามาใกล้กับแนวกำลังของทหารไทย ที่วางไว้ และมีการขว้างระเบิดมือ และยิงปืนเล็กเข้ามาทางฝั่งไทย ไทยจึงใช้ปืน M16 ตอบโต้กลับไปตามความเหมาะสม ทำให้ทางกัมพูชาล่าถอยกลับไป ทั้งนี้ จากการตอบโต้ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย

* เวลา 07.48 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า แนวทางที่ไทย เสนอให้ UNSC เป็นแนวทางที่ดี และคิดว่าไทยและกัมพูชา จะรับข้อเสนอ โดยเฉพาะการหยุดใช้อาวุธเข้าโจมตี ซึ่งยังยืนว่า ไทยไม่ได้โจมตีก่อน พร้อมกันนี้ หากมีการโจมตีกัน ถือว่าฝ่ายนั้นฝืนมติของ UNSC ส่วนกรณีที่ UNSC เข้ามาประสาน เพื่อให้สถานการณ์ทั้ง 2 ประเทศดีขึ้น เช่นเดียวกับ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน 10 ประเทศ ที่ กรุงจาร์กาต้า ในวันที่ 22 ก.พ.นั้นก็เป็นการพบปะและพูดคุย ไม่ใช่การ แทรกแซง แต่อย่างใด ทางไทยก็คงจะไปชี้แจงว่าขณะนี้มีกลไกและกรอบการเจรจาทวิภาคี ทั้งเอ็มโอยู 2543 และเจบีซี ให้สมาชิกอาเซียนได้เข้าใจ โดยไทยก็พร้อมจะประชุมเจบีซีกับทางกัมพูชาในวันที่ 27 ก.พ.นี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาจะว่าอย่างไร
* เวลา 08.05น. ชวนนท์ กล่าวถึงกรณีที่ กัมพูชา จะไม่เข้าร่วมการประชุม เจบีซี ปลายเดือน ก.พ. นั้น เป็นสิ่งที่ กัมพูชา ต้องนำข้อเสนอของ UNSC กลับไปพิจารณา ถ้ายังไม่เข้าร่วม หรือ ปฏิเสธ ก็เท่ากับไม่รับข้อเสนอของ UNSC ส่วนการเจราจาก่อนที่จะมีการประชุมนั้น ต้องให้บรรยากาศที่ยังตึงเครียดในขณะนี้ลดลงก่อนจึงจะสามารถตอบได้

เวลา 09.48 น. สุเทพ กล่าวถึงกรณีที่ UNSC มีมติให้กัมพูชาและไทย หารือในระดับทวิภาคี โดยมีอาเซียนเป็นตัวกลางว่า พร้อมจะเจรจา ส่วนตัวตอบไม่ได้ว่า กัมพูชา จะนำเรื่องที่เกิดขึ้นเข้าสู่เวทีนานาชาติอีกหรือไม่ และเห็นว่า ควรปฏิบัติตามทางของ UNSC โดยเฉพาะ กัมพูชา ที่หยิบยกประเด็นนี้เข้าสู่เวทีนานาชาติเอง ขณะที่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ในอนาคตนั้น รัฐบาล ก็ต้องยกระดับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

เวลา 09.55 น. กระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานผลการประชุม UNSC แล้ว โดย UNSC มีความห่วงใย ต้องการให้ไทยกับกัมพูชาอดทน ไม่สู้รบ และให้หยุดยิงถาวร และ ประชาคมโลกก็ต้องการให้เจรจา ขณะที่กัมพูชาจะปฏิเสธไม่ได้ ทั้งนี้ จะมีการหารือเรื่องดังกล่าว ในการประชุมอาเซียน วันที่ 22 ก.พ. นี้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ากัมพูชาจะยื่นเรื่องนี้ให้ศาลโลกพิจารณาด้วย

* เวลา 09.59 น. รัฐมนตรีฯต่างประเทศ เปิดเผยถึง การประชุม UNSC กล่าวถึง ความเป็นมาของปัญหาและแสดงจุดยืนสันติภาพ ต้องการให้ยุติการสู้รบ อยากให้ดำเนินการตามกลไกเดิมของ 2ประเทศ ตามสนธิสัญญา MOU 43 และกรอบ JBC เพราะเชื่อว่า การเจรจาระหว่างทวิภาคี จะแก้ไขปัญหาได้ ซึ่ง ประธานกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนหมุนเวียน เสนอเข้ามาเป็นตัวกลางให้เจรจาแบบทวิภาคี เช่นเดียวกับ สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ทั้งหมด ซึ่งเห็นพ้องให้เจรจาทวิภาคีเช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับผู้นำทางกัมพูชาว่า จะมาเข้าร่วมหรือไม่ โดยสนับสนุนให้เจรจาตามสันติวิธี ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 22 ก.พ. ขณะที่ นายกษิต เสนอความคิดเห็นว่า คณะมนตรีความมั่นคงฯ UNSC ไม่สมควรจะเข้ามาแทรกแซงระหว่าง 2 ประเทศ ส่วนเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทางการไทย เห็นควรให้ระงับไว้ โดยที่ได้ร้องขอไปทาง UNSC ไปเจรจากับทาง UNESCO ให้ยับยั้งแผนการดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อให้การเจรจาเรื่องปักปันเขตแดนแล้วเสร็จเสียก่อน

* เวลา 10.48 น. สภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า มติของ UNSC เป็นไปตามที่คาดการณ์ ที่อยากให้มีการเจรจาแบบทวิภาคี โดยมีอาเซียนเป็นคนกลาง ทั้งนี้ ตนเองก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะ เพราะระหว่างไทยและกัมพูชายังต้องมีความสัมพันธ์กันอีกหลายด้าน ส่วนที่กัมพูชาจะฟ้องศาลโลกนั้น ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

* เวลา 11.53 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โฟนอินจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มายังกระทรวงการต่างประเทศ ถึงผลการชี้แจงปัญหาไทย – กัมพูชา ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้ไทยและกัมพูชาใช้การเจรจาผ่านกลไกแบบทวิภาคี และให้การสำรวจการปักปันเขตแดนดำเนินต่อไป อีกทั้ง ให้ยุติการสู้รบอย่างถาวรผ่านกระบวนการสนับสนุนของอาเซียน จึงส่งผลให้ข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่อยากให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง ไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในวันพรุ่งนี้ นายกษิต จะนัดหารือนอกรอบกับ นายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อหาข้อตกลงถึงมติประชาคมโลก และหารือถึงการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย – กัมพูชา หรือ เจบีซี ในวันที่ 27 ก.พ. นี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพด้วย ส่วนการที่กัมพูชาจะดำเนินการฟ้องศาลโลกนั้น ไทยก็พร้อมเข้าชี้แจงในทุกกรณี

* เวลา 12.10 น. ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นายชัช กิตตินภดล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ พ.อ.บุญชู กลิ่นสาคร เจ้าหน้าที่สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดถนนสาย 59 ปอยเปต-ไพลิน ระยะทาง 142 กิโลเมตร เลียบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายอึมพร เซาะพง รอง ผวจ.บันเตียเมียนเจย และ พล.ต.ดี เพ็ญ หัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย เดินทางมารอรับ ซึ่งในงานนี้สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธี นายชัชเปิดเผยว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ใช้เวลาเปิดงานประมาณ 2 ชั่วโมง โดยกล่าวถึงทิศทางการพัฒนากัมพูชา และยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ต้องการให้จำกัดวงของการปะทะกันของทหารให้อยู่เฉพาะในพื้นที่ แต่พื้นที่ชายแดนด้านอื่นขอให้มีการค้าขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม สมเด็จฯ ฮุนเซนไม่ได้แสดงจุดยืน หรือประกาศท่าทีใดๆ ต่อผลการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเมื่อเสร็จพิธี ได้เดินทางกลับโดยเฮลิคอปเตอร์ทันที

เวลา 14.31 น. ปณิธาน เปิดเผยว่า ไทยพร้อมเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกัมพูชา หลังเกิดเหตุการณ์การปะทะกัน แต่ประเทศกัมพูชายังคงเชิญไทยเข้าร่วมแสดงสินค้าที่กัมพูชาในวันที่ 17 ก.พ. นี้ โดย รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเดินทางไป ซึ่งจะมีการพบกับนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ด้วย จึงหวังว่า น่าจะมีการหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์

* เวลา 14.23 น. นายกรัฐมนตรี แถลงถึง ท่าทีล่าสุดของ กัมพูชา ที่ต้องการให้กำกับพื้นที่การปะทะของทหารอยู่เพียงบริเวณปราสาทพระวิหาร ว่า เป็นท่าทีที่ดีขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตนมองว่า ต้องโน้มน้าวให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาตามแนวทาง ขณะที่ การประสานงานกับกัมพูชานั้น ขณะนี้ก็มีการติดต่อกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในการนัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย นั้น คงจะมีการใช้การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญ และคิดว่ากัมพูชาก็ต้องยอมรับด้วย

เวลา 17.47 น. โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ที่ผ่านมา บริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทางกัมพูชา ได้มีการขว้างระเบิดมือ และยิงปืนเล็กเข้ามาทางฝั่งไทย ไทยจึงใช้ปืน M16 ตอบโต้กลับไป ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย คือ ส.ท.รัชพล ยศปัญญา ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ดังนั้น ไทยต้องระมัดระวังเรื่องการวางกำลัง และจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือ ในความพยายามยั่วยุให้เกิดการปะทะ รวมทั้งต้องควบคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย เพราะรัฐบาลต้องใช้การเจรจาในระดับทวิภาคีแก้ปัญหา

 

16 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 03.00 น. มีเสียงปืนและเสียงดังคล้ายเสียงระเบิด ดังขึ้นเป็นระยะๆ จุดภูมะเขือ โดยที่ ต.ภูมิชรอล ได้มีการอพยพชาวบ้านลงหลุมหลบภัย เพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งนี้ ไม่มีรายงานการบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตแต่ออย่างใด โดยเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่ฝั่งตะวันออกของฐานภูมะเขือ ในฝั่งประเทศไทย เมื่อกลางดึกของเมื่อวานนี้ มีการปะทะกันตลอดทั้งคืนจนกระทั่ง ประมาณ 05.00 น. ถึง 06.00 น. วันนี้ จึงหยุดปะทะ

* เวลา 07.33 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยสำนัก ถึงแนวทาง UNSC แนะให้ไทยและกัมพูชาหาทางเจรจาหยุดยิงว่า แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การหยุดยิงถาวรอย่างที่หลายฝ่ายพูดถึงกัน แต่เป็นแนวทาง เพื่อให้เกิดการหยุดยิง ในขณะที่จะมีการผลักดันให้เกิดการเจรจาเท่านั้น ซึ่งในที่นี้ หมายถึงการเจรจาเพื่อให้เกิดการประชุม JBC โดย ทางกัมพูชายืนยันว่า จะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย แต่เมื่อทาง UN มีข้อแนะนำเช่นนี้ หากกัมพูชายังไม่เข้าร่วมประชุมอีก ก็เท่ากับว่าการประชุมในระดับทวิภาคี ไม่สามารถเดินหน้าได้ จากสิ่งที่กัมพูชากระทำเอง

เวลา 07.43 น. เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึง การทำหน้าที่ของ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ถูกกลุ่มการเมือง ออกมาตั้งข้อสังเกต โดยระบุว่า ทหารฝ่ายกัมพูชา เข้ามาตั้งฐานที่มั่นในพื้นที่แนวชายแดน ถือเป็นการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมกับอ้างอีกด้วยว่า อาจมีส่วนได้เสียกับทางกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กรณีเกี่ยวกับเหตุปะทะที่เกิดขึ้นช่วงเช้ามืดวานนี้ น่าจะเกิดจากความผิดพลาด หรือ เป็นอุบัติเหตุในระดับปฏิบัติการ

เวลา 10.02 น. สุเทพ กล่าวถึง การปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาอีกครั้งที่บริเวณภูมะเขือ ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ส่วนตัวเห็นใจเจ้าหน้าที่ ที่ประจำการรักษาความปลอดภัย มั่นใจว่าทหารไทยจะไม่เสียเปรียบ แม้ว่าอีกฝ่าย จะพยายามไม่อยากให้เรื่องจบลงอย่างง่ายๆ และชื่นชมผู้บังคับบัญชากำลังพล ที่ขอให้เจ้าหน้าที่ใจเย็นๆ อดทนต่อการยั่วยุ พร้อมเชื่อว่า สมเด็จฮุน เซน อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาดำเนินไปได้ด้วยดี

* เวลา 11.57น. โฆษกฯ กองทัพบกยอมรับเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่ฐานภูมะเขือ โดยทหารเขมรบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารไทยตลอดทั้งคืน โดยทาง ทหารไทยรายงานว่า ทหาร กัมพูชา ได้ส่งกำลังมาพยายามเข้าตีฐานทหารไทย ที่ตั้งมั่นในที่ตั้ง โดยมีเป้าหมายในการบุกยึดฐานที่มั่นของทหารไทย แต่ ทหารไทย ได้ตอบโต้ไป ทำให้ ทหารกัมพูชา ไม่สามารถบุกยึดได้ และที่สุดก็กลับไปยังที่ตั้งของตนเอง โดยยืนยันว่า ไม่ใช่การปะทะ เพราะ หน่วยทหารลาดตระเวนของกัมพูชาที่รุกล้ำมาในเขตไทย แต่เป็นการตั้งใจบุกยึดฐานทหารไทย สำหรับ การปะทะในครั้งนี้ ไม่มีทหารไทย ได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต แต่อย่างใด

* เวลา 13.40 น. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การที่ นายกษิต ยังไม่ได้หารือนอกรอบกับ นายฮอร์ นัมฮง ในการชี้แจงกับ UNSC เนื่องจาก นายฮอร์ นัม ฮง เดินทางกลับก่อนเพราะมีธุระ และเชื่อว่าจะมีการพบปะกันอีกครั้งในการประชุมอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ นอกจากนี้ การที่ นายฮอร์ นัม ฮง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจาทวิภาคีไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไทยยังรุกรานอยู่นั้น ตนมองไม่เห็นทางออก หากกัมพูชาจะปฏิเสธการเจรจาแบบทวิภาคี เพราะทุกฝ่ายสนับสนุนแนวทางนี้ อย่างไรก็ตาม นายกษิต จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ เวลา 22.30 น.

เวลา 14.09 น. ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 120 คน พร้อมภาพถ่ายการใช้ความรุนแรง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยื่นต่อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัยรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ขององค์การยูเนสโกจนกว่าการเจรจาระดับ 2 ประเทศ จะได้ข้อสรุป เนื่องจากพื้นที่บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร ยังเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา รวมทั้งเป็นสาเหตุหลักของการปะทะกัน จนมีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ หลายราย นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทพระวิหาร เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารด้วย

เวลา 16.13 น. เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ เปิดเผยว่า วันที่ 17 ก.พ. จะไปยื่นหนังสือประท้วงที่ สำนักงาน ยูเนสโก ประจำในไทย กรณีที่จะส่ง นายโคอิจิโร มัตสึอุระ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ องค์การยูเนสโก เดินทางมาประเทศไทย เพื่อลดระดับความตึงเครียด และหาทางเจรจาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร โดยระบุว่า ตัวเขาและองค์กรที่คัดค้านการขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ไม่ขอต้อนรับ นายโคอิจิโร

เวลา 19.31 น. แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีทหารเข้าเวรยามที่หมู่บ้านชายแดน จ.ศรีสะเกษ กว่า 10 หมู่บ้าน หากยังยืดเยื้อเจรจาไม่ได้ข้อยุติ โดยการเจรจาก็อยากให้จบกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยเร็วอยู่แล้ว เพราะเวลาที่ตนเองคุยกับผู้บังคับบัญชาทางฝ่ายกัมพูชา ก็ได้ยืนยันว่า ไม่เคยคิดจะไปรุกรานก่อน ตามนโยบาย และที่กระทรวงต่างประเทศ ไปคุยกับยูเอ็น ก็ให้เป็นเรื่องของอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเห็นว่า ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ก็จะคุยกันต่อ เพียงแต่ปัญหาเรื่องการปักปันเขตแดน อาจต้องมีการหารือ หรือ พูดคุยตกลงกันอีกนาน

17 กุมภาพันธ์ 2554

* เวลา 07.41 น. นรชิต สิงหเสนีย์ เอกอัคราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ เปิดเผยถึงท่าทีของ UNSC ภายหลังตัวแทนจากประเทศไทย และกัมพูชาเข้าชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว โดยพบว่า หลังจากนั้นยังคงมีการปะทะกันเกิดขึ้นอีก ที่ภูมะเขือ ถึง 2 วัน ติดต่อกัน หากพบว่า สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นไปได้ว่า UNSC จะมีการเรียกคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย เข้าพบเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมอีกครั้ง ซึ่งอาจมีการแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นจาก UNSC ด้วย ซึ่งไม่เป็นสิ่งที่ดีทั้งสำหรับประเทศไทยและกัมพูชา

* เวลา 07.46 น. แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึง เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ว่า ทางเจ้าหน้าที่ ได้มีการพูดคุยกันตลอดเวลา ซึ่งล่าสุด เมื่อวานนี้ ก็ได้มีการพูดคุยกันและได้ผลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และพยายามอดทนอดกลั้น ทั้งนี้ ไม่ยืนยันว่าเหตุการณ์ปะทะจะสงบลงหรือไม่ แต่เชื่อว่า สถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนกรณีที่ กัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่า ในวันที่ 15 ก.พ. ไทยเป็นฝ่ายยิงถล่มกัมพูชาก่อน แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ไทยไม่เคยเปิดการโจมตีก่อน และยืนยันว่า ไม่มี ทหารไทย ได้รับบาดเจ็บในวันดังกล่าว ตามที่ กัมพูชา ระบุ

เวลา 08.21 น. กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การที่ กัมพูชา ปฏิเสธการเจรจาระดับทวิภาคีกับไทยว่า เป็นความพยายามของกัมพูชา ที่จะนำเรื่องไปสู่ระดับพหุพาคี เพื่อให้มีประเทศที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าวให้ได้ แต่เท่าที่มีการพูดคุยกัน ไม่มีท่าทีจากนานาประเทศ ที่จะเข้ามาแทรกแซง มีเพียงแต่สนับสนุนให้มีการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยพร้อมที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีในการพูดคุยให้เท่านั้น ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี นั้น คงต้องดูว่า กัมพูชา จะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งหากปฏิเสธ กัมพูชา จะต้องตอบคำถามประเทศอื่นให้ได้

*เวลา 08.41 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการเดินทางไปชี้แจงครั้งนี้ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก และผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก ซึ่งได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางแผนบริหารการจัดการโดยรอบพื้นที่ปราสาทเขา พระวิหาร และเหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี และมีความเข้าใจมากขึ้น โดยเตรียมรายงานให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทราบ ที่ทำเนียบรัฐบาล อีกทั้ง การเข้าชี้แจงครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ที่ประเทศแคนนาดา เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของเขตแดน ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่า ควรจะมีการจัดทำขอบเขตของพื้นที่ ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้ชัดเจน ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ ประเทศบาห์เรน ในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

*เวลา 11.21 น. รายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยนายไตรรงค์และคณะได้เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฯฮุน เซน และจัดกิจกรรมการประชุมสุดยอดธุรกิจไทย-กัมพูชาครั้งที่ 1 ประจำปี 2554 นายไตรรงค์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมหารือกับสมเด็จฯฮุน เซน ว่า ทั้งสองฝ่ายหารือในเรื่องการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา จากนั้นสมเด็จฯฮุน เซน ได้หยิบยกปัญหาเขตแดนมาหารือ โดยฝากไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่ากัมพูชามีเจตนารมณ์ที่จะยุติความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัน ร่วมแสวงหาหลักหมุดชายแดนโดยพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของยูเอ็นเอสซีที่ให้ หยุดยิงเป็นการถาวรและเจรจาทวิภาคี แต่สิ่งที่ต้องการของสมเด็จฯฮุน เซน คือน่าจะมีสักขีพยานในการเจรจา สักขีพยานจะมาจากสมาชิกทุกชาติของอาเซียน หรือเป็นประธานอาเซียนก็ได้ และสมเด็จฯฮุน เซน ไม่ต้องการเห็นสงครามคำพูดระหว่างกัน ด้านสมเด็จฯฮุน เซน แถลงถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า การประชุมสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ยุติลง ต่อไปจะไม่มีการประชุมทวิภาคีอีกแล้ว การประชุมครั้งต่อไปต้องมีฝ่ายที่สาม จะต้องมีประธานอาเซียนซึ่งปัจจุบันเป็นอินโดนีเซีย ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ผู้ไปนั่งประชุมคือบุคคลที่สามแล้ว สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวต่อว่า อาเซียนไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาได้ อาเซียนทำได้เพียงขัดขวางไม่ให้สองคนทะเลาะกัน ยูเอ็นเอสซีไม่มีบทบาทแก้ไขให้ปัญหามันจบสิ้นได้ แต่กัมพูชายังมีทางเดินของตัวเอง โดยจะฟ้องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) หรือศาลโลก ให้พิจารณารื้อฟื้นคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 อีกครั้ง เพื่อยุติข้อขัดแย้งในปัญหาเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างชัดเจน

*เวลา 13.31 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางไปยังกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ เพื่อมอบนโยบายให้กับกำลังพลในพื้นที่กองกำลังบูรพา โดยระบุให้กำลังพลดูแลพื้นที่แนวชายแดน อย่างเข้มงวด และใช้ความอดทนอดกลั้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น กรณี ทหารกัมพูชา ยังไม่ยอมหยุดยิง โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่า “ถ้ายิงมาก็ยิงไป เพื่อรักษาอธิปไตยไว้”

*เวลา 15.20 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้รายงานผลการพบกับ ยูเนสโก เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่ทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา โดยถือเป็นโอกาสดีได้ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริง โดยภาพรวมมีความตื่นตัวเข้าใจปัญหาได้ดีขึ้น ทั้งนี้ยังคงต้องเดินสายชี้แจงกับกรรมการมรดกโลก อีกหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะหยุดยิงถาวรได้อย่างไร เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีการปะทะกันอยู่นั้น ตนก็ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่า ไทยไม่ได้เริ่มยิงก่อน

เวลา 15.52 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ท่าทีล่าสุดของสมเด็จฮุนเซน ที่เสนอให้ไทยร่วมลงนามหยุดยิงถาวร ในระหว่างการประชุมอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ที่ ประเทศอินโดนีเซีย ว่า เป็นท่าทีที่ไม่ต่างกับอาเซียน ที่ได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้ จะให้มีการเจรจาเพียง 2 ฝ่าย ซึ่งไทยก็มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 เจรจาในพื้นที่ก็เป็นเรื่องของแนวปฏิบัติ ซึ่งล่าสุด ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีการวิเคราะห์เรื่องดังกล่าว และมอบให้ นำไปดำเนินการแล้ว

เวลา 19.02 น. โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า การที่ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงเจตนารมณ์ พร้อมเจรจาหยุดยิงถาวรนั้น เนื่องจากจะสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร และเสนอแผนจัดการพื้นที่โดยรอบ หรือ บัฟเฟอร์โซน ได้ ทำให้ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนอย่างถาวร กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอเน้นย้ำให้ไทยถอนตัวจากการเป็น ภาคีสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก หรือ ยูเนสโก ขณะเดียวกันที่ผ่านมากัมพูชาไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีการปะทะกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบันทึกข้อตกลงร่วม หรือ MOU ปี 2543 แต่อย่างใด

เวลา 20.26 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ขึ้นเวทีกล่าววิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและการให้ความช่วยเหลือ นายวีระ ของรัฐบาล รวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหากับประเทศกัมพูชา พร้อมนำข้อมูลการแบ่งเส้นเขตแดนมาชี้แจงให้กลุ่มผู้ชุมนุมรับฟัง พร้อมทั้งนำภาพวิดีโอของนายกรัฐมนตรี สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน อภิปรายเรื่องพื้นที่ทับซ้อน มาเปิดให้ผู้ชุมนุมฟัง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมส่งเสียงโห่ร้องไม่พอใจ กับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยเป็นฝ่ายค้านจนมาเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน

 

18 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 08.47 น.ตามแถลงการณ์ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 ระบุ กองกำลังทหารกัมพูชา ได้ขว้างระเบิดมือ และเริ่มต้นยิงปืนไรเฟิล และจรวดอาร์พีจี มายังทหารไทยที่ประจำอยู่บริเวณภูมะเขือ ในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จนถึงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ โดยไม่ได้มีเหตุยั่วยุแต่อย่างใด ซึ่งส่งผลให้ทหารไทย 1 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย และยังเป็นการแสดงความตั้งใจของกัมพูชา ที่จะฝ่าฝืนข้อเสนอแนะของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบุในคำแถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ให้ทั้ง 2 ประเทศ “ใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น และให้มีการหยุดยิงอย่างถาวร”
ในแถลงการณ์ ยังได้แสดงการยืนยันท่าทีของไทยอย่างหนักแน่นในเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมด ว่า ฝ่ายไทย “ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน และได้ใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุดมาโดยตลอด” และแม้ว่าจะมีการโจมตีด้วยอาวุธจากฝ่ายกัมพูชา โดยที่ไม่มีเหตุยั่วยุดังกล่าว ประเทศไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขประเด็นด้านเขตแดนที่ยังคั่ง ค้างอยู่อย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และยังรอการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชาต่อข้อเสนอของประเทศไทย ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC นอกจากนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณต่อการสนับสนุนและกำลังใจจากครอบครัวอาเซียนที่มีต่อ กระบวนการทวิภาคีใดๆ และหวังที่จะเห็นความสำเร็จของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่ เป็นทางการ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ด้วย

*เวลา 10.11 น. สุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลคงต้องติดตาม กรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นให้ศาลโลกตีความเรื่องคำพิพากษา กรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่ แต่จะไม่ขอวิจารณ์ ขณะเดียวกันเห็นว่า ทางกัมพูชาควรทำตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ที่ต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศ เจรจาและให้อาเซียนเข้าร่วมสนับสนุน เนื่องจากจะทำให้บทบาทของอาเซียนแข็งแรงและเป็นไปตามวัตถุประสงค์

เวลา 12.38 น.ชาวบ้านหมู่บ้านภูมิซรอล ได้ยินเสียงเครื่องบิน F16 บินผ่านน่านฟ้า อ.กันทรลักษ์ โดย นางสุนทร งามสุด ชาวบ้าน หมู่ที่ 13 บ้านภูมิซรอล เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงเครื่องบิน F16 บินผ่านไปเพียง 1 ลำ เท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีเครื่องบิน F16 บินผ่านมาเป็นเวลา 10 วันแล้ว แต่อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ทหารเคยมาชี้แจงในหมู่บ้าน ว่า เป็นเพียงการฝึกบินของทหาร ให้มีความชำนาญการบินในพื้นที่ และเป็นการบินลาดตระเวนตามปกติ ตนจึงไม่ได้ตกใจอะไร

*เวลา 13.19 น. สำนักข่าวต่างประเทศ อ้างจากสื่อฝรั่งเศสรายงานว่าเวียดนามส่งรถถังข้ามชายแดนเข้ากัมพูชามุ่ง หน้าสู่พื้นที่พิพาทกับไทย พร้อมกล่าวหาไทยอยากเปิดสงคราม เว็บ ไซต์ เค-ไอ มีเดีย รายงานอ้างข้อความที่แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหนังสือพิมพ์ เลอ กรองด์วิลยาจว่า รถถังหลายลำของเวียดนาม ได้แล่นข้ามเข้าไปในดินแดนประเทศกัมพูชา เพื่อมุงหน้าสู่พื้นที่บริเวณชายแดนด้านที่ติดกับไทย และในขณะที่สหประชาชาติ กำลังผลักดันให้มีการเจรจาภายใต้กรอบการทำงานขอสมาคมอาเซียนนั้น ก็ดูเหมือนจะมีฝ่ายสนับสนุนที่พร้อมรบเช่นกัน แต่ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีรถหุ้มเกราะของเวียดนาม ที่ผลิตในยุคโซเวียต ถูกส่งข้ามชายแดนเข้าไปยังกัมพูชา ที่บริเวณจังหวัดกัมปง ธม ที่เป็นเส้นทางไปยังพระวิหาร

เวลา 13.32 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่ สมเด็จฮุน เซน เตรียมยื่นเรื่องความขัดแย้งของไทยกับกัมพูชา ให้กับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พิจารณาอธิบายคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 เพื่อยุติความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดน แต่ส่วนตัวเห็นว่า ศาลดังกล่าวก็ได้วินิจฉัย ขอบเขตการทำงานของตนเองไว้แล้ว ขณะเดียวกัน ไม่มีกองกำลังอาเซียนตามที่ สมเด็จฮุน เซน กล่าวอ้าง ซึ่งตนมองว่า สมเด็จฮุน เซน จะพูดอย่างไรก็ได้ ที่กล่าวว่าระหว่างไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการหารือทวิภาคีกันแล้ว

*เวลา 13.33 น. กษิต เขียนข้อความผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ มีข้อความว่า “ตอนนี้ ผมกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ผมขอย้ำยูเอ็นเอสซี ให้เป็นเรื่อง 2 ฝ่าย ให้เจรจากันต่อไป การเจรจาเป็นท่าทีของไทยมาโดยตลอด และเรามีกลไกที่ทั้ง 2 ฝ่าย ดำเนินการอยู่ และมีความคืบหน้ามาโดยตลอด นอกจากนั้น เรื่องเขตแดน ก็มี เจบีซี จีบีซี อาร์บีซี เช่น เรื่องเสาเขตแดน ก็ทำกันอยู่เสาหลักเขต 73 เสา ก็ค้นไปได้ 40 – 50 เสาแล้ว และทั้ง 2 ฝ่าย กำลังตกลงคัดเลือกบริษัท เพื่อทำการถ่ายภาพทางอากาศ ขอย้ำ ทุกอย่างมีกลไกการทำงานรองรับอยู่แล้วครับ”

*เวลา 15.26 น.พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานฝ่ายกัมพูชา เพื่อขอนัดวันเจรจา เรื่องการหยุดยิงและการใช้กำลังทหารตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ให้เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ คือ วันที่ 19 ก.พ. ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้มีการดำเนินการโดยเร็วที่สุด

*เวลา 21.07 น. แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ได้ประสานกับ พล.ท.เจีย มอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาเพื่อเจรจาเรื่องการหยุดยิงถาวร ในรายละเอียด แต่ยังไม่มั่นใจว่า ทางกัมพูชาจะตอบกลับมาในวันไหน หรือว่าจะรอการประชุมอาเซียน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ ตอนนี้ทหารก็ช่วยทางจังหวัด ในการสร้างหลุมหลบภัยที่แข็งแรง ได้มาตรฐาน เพิ่มขึ้นในหมู่บ้านชายแดนที่เสี่ยงอีก 200-300 จุด

19 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 10.12 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าทหารไทยและทหารกัมพูชา จะเปิดโต๊ะเจรจา เพื่อหาทางสงบศึกภายในวันนี้นั้น ตนเองยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของทางทหารดำเนินการ แต่ทราบว่า ทางทหารของกัมพูชาและไทย ต่างอยากให้มีการเจรจาสงบศึก โดยเร็ว เพราะการปะทะกัน ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ทหารกัมพูชา ต้องฟังคำสั่งจากพนมเปญอย่างเดียว จึงไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เอง ส่วนทหารไทย ก็ไม่อยากรบ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดโต๊ะเจรจาสงบศึก ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ในวันนี้นั้น ยังไม่ชัดเจน และไม่มีความคืบหน้าของสถานการณ์แต่อย่างใด

เวลา 12.17 น.เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นาง Maria Luiza Rebeiro Viotti (Brazil) ประธานคณะมนตรีฯ ออกคำแถลงกรณีปัญหาไทย – กัมพูชา อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน พร้อมคำอธิบายจากทั้งประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว ซึ่งสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งเกี่ยวกับการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธที่เกิดขึ้น สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงออก ซึ่งการระงับยับยั้งและอดกลั้นอย่างสูงสุด โดยให้หลีกเลี่ยงการปฏิบัติใด ๆ ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิมอีก สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้ขออีกว่าให้ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงอย่างถาวร, ขอให้ปฏิบัติตามความตกลงหยุดยิงนั้นอย่างเต็มบริบูรณ์ และให้แก้ไขสถานการณ์โดยสันติ ผ่านกระบวนการเจรจาหารือกันอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ขอสนับสนุนการพยายามแก้ปัญหานี้ของอาเซียน และขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกับอาเซียน ต่อไปด้วย สมาชิกคณะมนตรีฯ ยินดีที่ อาเซียน กำลังจะจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้

เวลา 12.23 น. แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักครึ่งการหารือกับฝ่ายทหารกัมพูชา ในเรื่องของการเจรจาการหยุดยิง โดย พล.ท.ธวัชชัย กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า อยู่ระหว่างการพักรับประทานอาหารกับฝ่ายทหารกัมพูชา ซึ่งบรรยากาศในโต๊ะอาหาร หลังการเจรจาครึ่งแรก ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า ผลสรุปสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวก็เห็นว่า ไม่น่าจะปัญหาอะไรเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการติดต่อ พล.ท.ธวัชชัย นั้น พบว่า สัญญาณโทรศัพท์เป็นสัญญาณที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่า ขณะนี้ พล.ท.ธวัชชัย น่าอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชาแล้ว โดยคาดว่า คู่เจรจากับ พล.ท.ธวัชชัย คือ พล.ท.สไล ดึก ผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 กัมพูชา

*เวลา 17.19 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ นางอิรินา โบโคว่า ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก แล้ว โดยเป็นไปในทิศทางที่ดีที่ยูเนสโก มีความเข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งเข้าใจสถานการณ์ของไทยและกัมพูชา ขณะเดียวกันจะมีการมอบหมายให้ นายโคอิชิโร มัตสึอูระ เดินทางมายังประเทศไทยและกัมพูชา ในฐานะทูตพิเศษ ซึ่งคาดว่า หากมีการตอบรับหนังสือแล้วนั้น ก็จะเดินทางมาในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ นายโคอิชิโร จะมาพบกับตนที่กรุงเทพฯ และไปที่กรุงพนมเปญเท่านั้น โดยจะไม่ลงไปในพื้นที่ เนื่องจากยังมีความละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามมองว่า ขณะนี้ไม่มีเรื่องที่จีนจะส่งเครื่องบิน และเวียดนามจะส่งรถถัง เข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา ตามที่สื่อมวลชนกัมพูชากล่าวอ้าง

20 กุมภาพันธ์ 2554

เวลา 09.59 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ถึงปัญหาความขัดแย้งไทย – กัมพูชา โดยยืนยัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติให้อาเซียน เป็นตัวกลางให้ไทยและกัมพูชา เจรจาทวิภาคีในวันที่ 22 ก.พ. นี้ แต่ยืนยันจุดยืนของอาเซียน จะไม่เข้ามาแทรกแซง ขณะที่ล่าสุด ยูเนสโก มีความเห็นสอดคล้องตรงกับไทย หลังตนได้โทรศัพท์หารือกับผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อให้ระงับการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะเรามีหลักฐานว่า กัมพูชามีการนำกำลังทหารไปตั้งฐานที่ประสาทพระวิหาร ซึ่งขัดกับมรดกโลก พร้อมกันนี้ย้ำว่า การเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องนี้ จะไม่ทำให้ต้องสูญเสียอธิปไตยอย่างแน่นอน

*เวลา 11.49 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ จนมีการตั้งข้อสังเกต ว่า ไทยจะลงนามหยุดยิงถาวรกับประเทศกัมพูชา ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียปราสาทพระวิหาร เนื่องจาก จะเป็นพื้นที่สันติภาพ โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การประชุมในวันดังกล่าว ยังไม่ถึงขั้นลงนาม ข้อตกลง ส่วนการเจรจาหยุดยิง เป็นเรื่องปกติภายในพื้นที่ ขณะที่ประเด็นพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นั้น คณะกรรมการมรดกโลก จะไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประธานอาเซียน ต้องการให้ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลง ตามที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC เสนอ แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นรูปแบบใด

*เวลา 14.43 น. นายกรัฐมนตรี ได้หารือ ร่วมกับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อกำหนดท่าทีด้านนโยบาย ต่อกรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ก่อนที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ซึ่งอาจจะมีการใช้เวทีการประชุมอาเซียน เพื่อเจรจากับประเทศกัมพูชา ก็เป็นได้ ทั้งนี้ ต้องติดตามว่าผลการหารือครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงแนวทางจากฝ่ายรัฐบาลต่อท่าทีต่างๆ ของประเทศกัมพูชาอีกด้วย

*เวลา 15.50 น. นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยัน ไทยมีความพร้อมที่จะให้ประธานอาเซียน เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการเจรจาแบบทวิภาคี ในเรื่องปัญหาจากการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ที่บริเวณชายแดน เพื่อให้เป็นไปตามความหวังต้องการให้เกิดสันติภาพ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชา ยังไม่ถูกหยิบยกเข้าสู่เวทีนานาชาติ นอกจากนี้ นายกษิต กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงกลาโหม จะนำทูตทหารจากประเทศต่างๆ ลงพื้นที่บริเวณชายแดน เพื่อสังเกตการณ์ผลจากการปะทะ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน อาคาร บ้านเรือน โรงเรียน เสียหาย

เวลา 16.47 น.นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีไทยกับกัมพูชาขณะนี้ ถือว่าแย่กับแย่ รัฐบาลเอาคนที่เคยด่าเขมร มาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ผิดแล้ว เพราะเป็นแค่สุภาพชน ยังเป็นไม่ได้เลย จนเลยไปต่อว่าจีน และรัสเซีย ทั้งนี้ นายนพดล กล่าวอีกว่า ปราสาทพระวิหาร ไทยเสียไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว ไม่ใช่สมัย นพดล ไม่ใช่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช แต่วันดีคืนดี กัมพูชาจะเอาพื้นที่ทับซ้อน มันก็เลยเดือดร้อนถึงตนเอง ถ้าตนโง่ กัมพูชาก็ขึ้นทะเบียนปราสาท และพื้นที่ทับซ้อนไปแล้ว ตนไปเจรจาจนเขายอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออก เอาเฉพาะปราสาทไปขึ้นทะเบียน ดังนั้นรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นผู้ปกป้อง ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์

*เวลา 18.33 น.นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ แถลงถึงกรณีไทย -กัมพูชา ลงนามหยุดยิง เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ตกเป็นเบี้ยล่างของกัมพูชา อาจสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นการถาวร แท้จริงแล้ว กองทัพ-รัฐบาล ควรจะหาทางผลักดันกองกำลัง และชุมชนชาวกัมพูชาออกไปก่อน แล้วค่อยทำข้อตกลง เพราะการลงนามในขณะที่กัมพูชา ยังตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตาราางกิโลเมตร เป็นส่วนใหญ่เท่ากับไปยอมรับว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นของกัมพูชา และกัมพูชาสามารถนำไปเป็นข้ออ้าง ในที่ประชุมกรรมการมรดกโลกได้ว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารสงบแล้ว พรรคการเมืองใหม่ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะตัวแทนกองทัพไทย ได้ชี้แจงรายละเอียด และเหนืออื่นใด รัฐบาลจะต้องรีบทบทวนยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวให้เร็วที่สุด

*เวลา 21.41 น.นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ข้อเสนอที่ฝ่ายไทย เตรียมไว้สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ ตนเองขอไม่เปิดเผยในรายละเอียด โดยเมื่อถึงเวลาจะนำข้อเสนอของไทยวางบนโต๊ะเจรจา ทั้งนี้ มั่นใจว่าข้อเสนอของไทยเป็นแนวทางที่จะสามารถหาทางออก ในประเด็นข้อพิพาทไทย

21 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 08.20 น. พ.อ.ชินกาจ รัตนจิตติ ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผย ว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ด้าน จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่เมื่อคืน เหตุการณ์ยังปกติ ไม่มีการเสียงปืนใหญ่ หรือ เหตุปะทะแต่อย่างใด หลังจากที่เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 54 ที่ผ่านมาได้มีเสียงระเบิดดังขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาถึง 2 ครั้ง ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ทำให้เกิดกระแสข่าวจากฝั่งกัมพูชา ว่า ทางทหารไทยได้เพิ่มกำลังพลประชิดชายแดนร่วมหมื่นนาย ตั้งแต่ จ.ศรีสะเกษ ไปถึง จ.ตราด ซึ่งตนขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ส่วนกรณีที่ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ ทั้ง 2 ฝั่งชายแดนเข้าพบปะกันตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. 54 นั้น เป็นเพียงการพูดคุยกันในระดับทหาร
ที่ต้องการเจรจาให้หยุดยิงทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อลดการสูญเสียกำลังพล และลดความตึงเครียดแก่ประชาชนบริเวณชายแดน ไม่ใช่เป็นการเซ็นเอกสารลงนามข้อตกลงหยุดยิงถาวรแต่อย่างใด

*เวลา 11.12 น.ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำไทย นำทูตทหาร 7 ประเทศ-6 ประเทศคู่เจรจาอาเซียน เว้นกัมพูชา ลงพื้นที่ชายแดนพิพาทไทย-กัมพูชา หมู่บ้านภูมิซรอล รับฟังหน่วยทหารชี้แจงเหตุปะทะสองฝ่าย เชื่อช่วยให้นานาชาติเข้าใจไทยต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทย นำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน 7 ประเทศ ยกเว้นประเทศกัมพูชา ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า สิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศคู่เจรจาอาเซียนอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย และสหรัฐฯ ทั้งหมดจะเดินทางไปยังหมู่บ้านภูมิซรอล พื้นที่ทับซ้อนและพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดย พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า การเดินทางไปในครั้งนี้เพื่อรับฟังการชี้แจงจากหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงการทำความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย นอกจากนี้จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์การปะทะ ทั้งนี้เพื่อให้นานาชาติเข้าใจว่าประเทศไทยต้องการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ส่วนกรณีที่ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ ทั้ง 2 ฝั่งชายแดนเข้าพบปะกันตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นเพียงการพูดคุยกันในระดับทหาร ที่ต้องการเจรจาให้หยุดยิงทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อลดการสูญเสียกำลังพล และลดความตึงเครียดแก่ประชาชนบริเวณชายแดน ไม่ใช่เป็นการเซ็นเอกสารลงนามข้อตกลงหยุดยิงถาวร

*เวลา 16.04 น. นาย ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่สนามบินนานาชาติพนมเปญ ก่อนออกเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ถึงกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย ระบุว่า จะขอให้รัฐบาลอินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มาอยู่กับกองกำลังทหารไทยบริเวณ ชายแดน ว่า กัมพูชายินดีที่ไทยมีความตั้งใจที่จะขอให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มา อยู่กับกองกำลังทหารไทยบริเวณชายแดนที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทเขาพระวิหาร รมว.ต่างประเทศกัมพูชา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ไทยเห็นด้วยในเรื่องคณะผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่สุด และถือเป็นก้าวบวกในการประชุมที่จาการ์ต้า วันที่ 22 ก.พ.นี้โดย นายฮอร์ นัมฮง กล่าว ด้วยว่า ความเคลื่อนไหวของไทยในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการร้องเรียนของทางกัมพูชาไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชา ชาติ ให้ส่งผู้สังเกตการณ์มายังบริเวณชายแดนที่เกิดข้อพิพาท เพื่อรับประกันการหยุดยิง และเพื่อสังเกตการณ์ว่า ฝ่ายใดเป็นผู้บุกรุกที่แท้จริง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวโทษกันและกันอยู่ด้าน นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะเริ่มประชุมในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ด้วยสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ 975 โดยเครื่องบินได้ออกไปแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 12.45 น.ที่ผ่านมา โดย นายกษิต ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนขณะที่ หนังสือพิมพ์กัมพูชาทมัย (กัมพูชาใหม่) ฉบับประจำวันที่ 21 ก.พ.54 ได้ เสนอหัวข้อข่าวหน้าหนึ่งของ นสพ.ว่า ความตึงเครียดเกิดขึ้นอีก เนื่องจากทหารไทยต้องการวางกำลังทหารบนวัดแก้วสิกขาฯ โดยเนื้อข่าวของ นสพ.กัมพูชาทมัย รายงานว่า การเจรจาระหว่างแม่ทัพส่วนหน้าของกัมพูชา กับ แม่ทัพของไทย เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ต้องล้มเหลวเนื่องจากทหารไทยเสนอขอวางกำลังทหารบนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอมทำให้แม่ทัพไทยไม่พอใจ ทำให้เกิดความตรึงเครียดบริเวณชายแดนปราสาทพระวิหารขึ้นมาอีกนอกจากนี้ นสพ.กัมพูชาทมัย ยังรายงานอีกว่า ขณะนี้ทางการไทยได้ส่งกำลังทหารกว่า 15,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์ทางสงครามมาประชิดชายแดนกัมพูชา ใน 3 จังหวัด คือ จ.สระแก้ว, จันทบุรี และตราด โดยเป็นกำลังจากทหารบก, ทหารเรือ และ ทหารอากาศ และเตรียมที่จะเปิดสงครามใหญ่กับกัมพูชา

*เวลา 16.58 น. สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีการประชุม ในวันพรุ่งนี้ ยอมรับว่า ในการหารือครั้งนี้ เรื่องใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด เป็นเรื่องของความพยายามในการแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการปะทะกันเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่าน ในขณะเดียวกัน นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา กล่าวก่อนเดินทางว่า รู้สึกยินดี ที่ไทยเห็นด้วยกับการขอให้อาเซียน ส่งคณะผู้สังเกตการณ์ ไปตรวจสอบการหยุดยิงของทั้ง 2 ชาติ ว่าใครทำผิดสัญญา เป็นผู้ก่อสงคราม ทั้งนี้ได้อ้างถึงคำพูดของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย มีแผนที่จะขอให้อาเซียน ส่งผู้แทนไปฝังตัวอยู่ตามชายแดน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการปะทะกันทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา นอกจากนี้ นายฮอร์ ยังกล่าวอีกว่า จะพยายามร้องขอในระหว่างการประชุมอาเซียน ให้ไทยลงนามในสัญญาหยุดยิงถาวร โดยมีอาเซียนและอินโดนีเซีย เป็นพยาน รวมถึงให้ส่งผู้สังเกตการณ์ลงพื้นที่ด้วย

22 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 08.42 น. ผู้ช่วยทูตทหาร 14 ประเทศลงพื้นที่ภูมิซรอลแล้ว กองกำลังสุรนารีแจง เหตุการณ์ปะทะ ยันทหารเขมรเปิดฉากยิงก่อน อีกทั้งยังโจมตีบ้านเรือนราษฎร ถือเป็นการคุกคามอธิปไตยไทย ย้ำไม่มี คลัสเตอร์บอมบ์ในกองทัพ ลุ้นระทึก!! ถกอาเซียนอังคารนี้ คลี่คลายความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้หรือไม่ ฮอร์ นัมฮงเล่นเล่ห์ ยินดีที่ กษิตให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์ ฝังตัว บริเวณจุดปะทะ หวังจะได้ดึงยูเอ็นมาร่วมวง

วานนี้ คณะผู้ช่วยทูตทหารจาก 14 ประเทศ ได้เดินทางถึงโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา เมื่อเวลา 09.00 น. โดย พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสนาธิการทหารบก ได้พาคณะเดินทางขึ้นไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะของกองกำลังทั้งสองฝ่ายเมื่อ ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งสถานการณ์ความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนในปัจจุบัน หลังจากรับฟังบรรยายสรุปแล้ว ได้นำคณะผู้ช่วยทูตฯ เดินทางไปที่จุดตรวจการผามออีแดง เพื่อตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุจริงที่กำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นดังกล่าว

พล.ท.ศิริชัยเผยว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงถึงเหตุปะทะที่ผ่านมาว่า ทางเราได้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาของ 2 ประเทศอย่างเคร่งครัด และทางเราก็ยึดถือแนวทางในการแก้ไขโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

ส่วน กรณีกัมพูชากล่าวหาไทยใช้อาวุธชนิด คลัสเตอร์บอมบ์ เรี่องนี้คณะผู้ช่วยทูตทหารสนใจสอบถามหรือไม่ เรื่องนี้ทางเราได้ชี้แจงไปหมดแล้วว่า เราไม่ได้ใช้อาวุธที่ว่านั้นเลย และในการใช้อาวุธไม่ว่าชนิดใดก็ตาม เรายึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเราจะเน้นที่ตั้งฐานทางทหาร ไม่มีเป้าหมายทำลายฝ่ายพลเรือน

ขณะที่ประเทศจีนและเวียดนามไม่สนใจสอบถามประเด็นไหนเป็นพิเศษ แค่ให้ความห่วงใยว่าอยากให้ทั้ง 2 ประเทศได้มีการพูดคุยกัน ส่วนเรื่องจุดยืนของฝ่ายไทยที่เสนอต่อผู้ช่วยทูตฯ นั้น จุดยืนของเรายึดมั่นตามที่รัฐบาลออกมาชี้แจงในทุกระดับ

มีรายงานว่า ผู้ช่วยทูตทหารของสหรัฐให้ความสนใจเกี่ยวกับการยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ว่าเข้ามาบริเวณไหนและกี่จุด ส่วนผู้ช่วยทูตทหารของฝรั่งเศสจะสอบถามเรื่องคลัสเตอร์บอมบ์ ตามข่าวที่กัมพูชาเสนอว่าทหารไทยยิงเข้าไปในกัมพูชา โดยไทยยืนยันไปว่าไม่มีประจำการในกองทัพบกไทย

ด้าน กองกำลังสุรนารีได้บรรยายสรุปว่า ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อมีการทำอนุสัญญาสยามปี 2447 และสนธิสัญญาฉบับปี 2450 ที่กำหนดสันปันน้ำตรงเส้นแบ่งเขตตลอดแนวเขตแดน โดยกัมพูชาไม่ไปปฏิบัติตามข้อตกลงเจบีซี ซุกซ่อนกำลังไว้หลายจุด มีการลักลอบเข้ามาในฝ่ายไทยช่วงเวลากลางคืน และถอนกำลังออกไปในเวลากลางวัน มีการขุดหลุมเพลาะตลอดแนว มีการติดกำบังอย่างดี อีกทั้งกัมพูชาพยายามผลักดันชาวบ้านเข้ามาในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยมีทหารบางกลุ่มของกัมพูชาให้การสนับสนุน

มีการใช้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง, เครื่อง ยิงลูกระเบิดซุกซ่อน ตามตะเข็บชายแดนจำนวนมาก รวมถึงยังละเมิดข้อตกลงหลายอย่าง มีทั้งการวางป้ายประณามทหารไทย มีการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างถนนในพื้นที่ทับซ้อน สิ่งที่เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นคือ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ไทยทักท้วงเพราะเขตแดนยังไม่ชัดเจน และเราก็ยื่นข้อเสนอในการบริหารร่วมกัน แต่กัมพูชาไม่สนใจ เพราะมั่นใจว่าแสวงหาข้อยุติทางการเมืองระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะการนำข้อพิพาทขึ้นไปสู่ศาลโลก สร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าไทยรังแกประเทศเล็ก

ต่อ มายูเนสโกมองข้ามข้อกำหนดบางประการ และเร่งรัดให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระทบกระทั่งกันในที่สุด

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.51 แม่ทัพภาคที่ 2 และ รมช.กลาโหมกัมพูชาได้ทำการตกลงร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.ตัดกำลังที่วัดแก้วฯ เหลือ 10 คน 2.ในบริเวณรอบวัดให้เหลือ 20 คน และให้พักอาศัยโดยการกางเต็นท์ ไม่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้าง 3.กัมพูชาจะต้องปรับกำลังปราสาททางเข้าพระวิหารเหลือ 30 คน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิบัติตามทุกประการ แต่กัมพูชาไม่ได้ดำเนินการ กลับเพิ่มเติมกำลังที่วัดแก้วฯ และปราสาททางเข้าพระวิหารนับพันกว่าคน พร้อมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุและปรับปรุงเส้นทาง

มีการเจรจาอีกครั้งระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 กับ พล.อ.กวน อิน รอง ผบ.สส.กัมพูชา เมื่อ 27 ต.ค.53 มีข้อสรุปข้อที่ 1.ให้จัดชุดติดตามสถานการณ์ร่วมกัน 5 คน ทำหน้าที่ประสานงาน เข้าตรวจตราพื้นที่ได้ทั้งหมด 2.วางกำลังในพื้นที่เพื่อลดการเผชิญหน้า 3.ฟื้นฟูการท่องเที่ยว ส่งเสริมการค้าชายแดน 4.ทั้ง 2 ฝ่ายมอบหมายให้กองกำลังสุรนารีและ ผบ.กองพลสนับสนุนที่ 3 ร่วมกันเป็นคณะทำงานจัดระเบียบชุมชนและวัด

สำหรับสถานการณ์การรบปะทะกันเมื่อ 4 ก.พ.54 ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงต่อสู้กับทหารช่างของไทย ที่กำลังปรับปรุงเส้นทางสู่ฐานปฏิบัติการของไทย เป็นพื้นที่ที่ทหารไทยวางกำลังไว้ก่อนมีการปรับกำลัง พร้อมทั้งควบคุมตัวทหารติดตามสถานการณ์ทั่วไปฝ่ายไทย 5 คนไว้ จากนั้นการปะทะก็เกิดขึ้นตลอด โดยฝ่ายไทยใช้ปืนเล็กยาว และปืน ค.ในการตอบโต้ในฝ่ายตั้งรับ ต่อมาฝ่ายไทยพิสูจน์ทราบว่ากัมพูชาใช้ปืนใหญ่สนาม และบีเอ็ม-21 ต่อเป้าหมายพลเรือน จึงจำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่สนามต่อสู้เป้าหมายทางทหาร

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. เวลา 16.20 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิง กำลังทหารในพื้นที่ได้พยายามรุกคืบเข้ามาในกำลังฝ่ายไทยพื้นที่ภูมะเขือ สังหารทหารไทย 1 นาย จับตัวทหารเป็นเชลย 1 นาย จากแนวตั้งรับฝ่ายไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากัมพูชาคุกคามฝ่ายไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. เวลา 18.25 น. กัมพูชาเข้าตีต่อฐานที่มั่นฝ่ายไทย พื้นที่ช่องโดนเอาว์ เริ่มด้วยการยิงพลุสว่าง ปืนใหญ่สนาม เครื่องยิงบีเอ็ม-21 ระดมยิงพื้นที่ทหารฝ่ายตั้งรับของไทย ที่ช่องโดนเอาว์และภูมะเขือเข้าไปในพื้นที่สำคัญ และหลังปะทะมีการใช้อาวุธบีเอ็ม-21 ระดมยิงต่อพลเรือน รวมทั้งเคลื่อนกำลังรถถังเข้ามาจำนวนมาก

ด้าน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา นายฮอร์ นัมฮง กล่าวเมื่อวันจันทร์ขณะออกเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ กรุงจาการ์ตาว่า กัมพูชายินดีที่ประเทศไทยจะขอให้อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน ส่งผู้สังเกตการณ์มาฝังตัวอยู่กับกองกำลังทหารไทยที่ชายแดนใกล้กับปราสาทพระ วิหาร

ไทยเห็นด้วยกับเรื่องผู้สังเกตการณ์ นับเป็นเรื่องดีที่สุด ถือเป็นความเคลื่อนไหวในทางบวกในการประชุมที่จาการ์ตาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เรื่องนี้เกิดจากการร้องทุกข์ของเราต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเราได้ขอให้ยูเอ็นเอสซีส่งผู้สังเกตการณ์มายังพื้นที่พิพาทเพื่อประกัน ให้เกิดการหยุดยิง และดูว่าใครคือผู้รุกรานตัวจริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกัน

มี รายงานแจ้งอีกว่า การแสดงท่าทีดังกล่าวของนายฮอร์ นัมฮง มีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ ได้เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ไทยจะขอให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มา ฝังตัวอยู่กับทหารไทย ที่ชายแดนในบริเวณที่ทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา

สำหรับกำหนดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ณ กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตานั้น เวลา 13.00-14.00 น.รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะร่วมรับประทานอาหาร เวลา 14.00-17.00 น.เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ และ 17.00-17.15 น.แถลงข่าวโดยประธานอาเซียน.

*เวลา 11.25 น. ปณิธาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานถึงแนวทางการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงบ่ายวันนี้ ต่อ นายกรัฐมนตรี แล้ว โดยไทยจะย้ำจุดยืนเดิม คือ ไม่ใช่ความรุนแรงต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา และจะเดินหน้าเจรจาแบบทวิภาคี ขณะที่สหภาพยุโรป หรือ EU แสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ปะทะที่ผ่านมา และอยากให้ยุติด้วยการไม่ใช้กำลัง และเดินหน้าเจรจาตามกลไกแบบทวิภาคี คือ ใช้การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ตามที่ UNSC เสนอไว้ ส่วนกรณีที่ทูตทหารลงพื้นที่ภูมิซรอล วานนี้ มีความเข้าใจและได้รับทราบถึงผลกระทบของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งแสดงความห่วงใย

*เวลา 17.42 น.นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้เปิดเผยว่า ประเทศกัมพูชา และไทย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะหลีกเลี่ยงการปะทะกันทางการทหารในอนาคต โดยประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน จะทำการจัดส่งผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซีย เข้าไปในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันของทั้งประเทศกัมพูชาและไทย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพื้นที่ความขัดแย้งในประเทศสมาชิก ตั้งแต่กรณีของติมอร์ตะวันออก, อาเจะห์ และเหตุการณ์ความรุนแรงทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ประธานอาเซียน จะรายงานผลการประชุมดังกล่าว ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้รับทราบโดยเร็วที่สุด

*เวลา 18.03 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า ล่าสุดการประชุมได้ข้อยุติที่จะให้ใช้กลไกทวิภาคี ที่มีอยู่ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในการแก้ไขปัญหา ทั้งกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ อาร์บีซี ซึ่งทางอินโดนีเซีย จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาในพื้นที่ ทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการปะทะกันอีก ซึ่งมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากฝ่ายไทย ไม่ได้เริ่มยิงก่อน และจะเป็นการดึงเรื่องกลับเข้าสู่กระบวนการทวิภาคี ที่ทางกัมพูชา ก็ต้องดำเนินการตามอาเซียน และไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง พร้อมประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ ว่าจะมีการคลี่คลายไปในแนวทางที่ดีขึ้น เพราะการมีผู้สังเกตการณ์จะช่วยไม่ให้มีการละเมิดสิทธิต่อกัน ขณะที่ผู้แทนพิเศษจากองค์การยูเนสโก จะเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร และกรุงพนมเปญ ในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งท่าทีของผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เอง ก็เห็นด้วยกับแนวทางของไทย ที่จะไม่ให้เข้าบริหารจัดการพื้นที่จนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ

*เวลา 18.34 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ที่ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ว่า ขอบคุณ นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ต่อความห่วงใย ในการริเริ่ม เพื่อช่วยให้ไทยและกัมพูชา สามารถตกลงกันในเรื่องหยุดการปะทะตามแนวชายแดนเพื่อให้เกิดสันติภาพและ กระบวนการเจรจา 2 ฝ่าย ผ่านกระบวนการคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ อาร์บีซี รวมทั้งมีข้อตกลงร่วมกัน ที่จะให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์ทางทหาร ไปที่ประเทศไทย และกัมพูชา ฝ่ายละ 15 คน โดยที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย จะมีหนังสือมาถึงไทย เกี่ยวกับรูปแบบของการจัดส่งผู้สังเกตการณ์ดังกล่าว โดยจะใช้ประสบการณ์ที่อินโดนีเซีย เคยต้อนรับทหารไทยและฟิลิปปินส์ ในกรณีของ อาเจะห์ หรือในกรอบที่ประชุมสหประชาชาติ ของติมอร์ตะวันออก เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปได้ หลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องการเตรียมการในรายละเอียดที่ฝ่ายไทย จะได้เตรียมการในการต้อนรับกองกำลังผู้สังเกตการณ์ ซึ่งถือเป็นข้อยุติในวันนี้

*เวลา 21.21 น. ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีต้อนรับเครื่องบินกริฟเฟน 39 ซีดี จำนวน 6 เครื่อง จากประเทศสวีเดน ซึ่งองค์การบริหารจัดการยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน หรือ เอฟเอ็มวี ได้ทำการบินนำส่งให้แก่กองทัพอากาศ โดยออกเดินทางออกจากเมืองลิดเชอปิง ประเทศสวีเดน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.พ. และเดินทางถึงกองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเวลา 19.30 น. เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจรับ ก่อนจะทำการส่งมอบให้แก่กองทัพอากาศ ภายในเดือน มี.ค. เพื่อเข้าประจำการในฝูงบิน 701 กองบิน 7 ทั้งนี้เครื่องบินกริฟเฟน 39 ซีดี จำนวน 12 เครื่อง เป็นการจัดหาเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 เอฟ 5 บีอี ที่เตรียมปลดประจำการในวงเงิน 19,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเครื่องบินกริฟเฟน ในระยะที่ 2 อีก 6 เครื่อง จะเดินทางมาประจำการในประเทศไทยปี 2556

23 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 10.12 น. ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวยืนยันว่า ไทยจะไม่ถอนกำลังทหาร บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะ ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงตรึงกำลังอยู่ ทั้งนี้ หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงเข้ามาในพื้นที่ของไทย ก็จำเป็นจะต้องตอบโต้ เนื่องจาก ทหารมีหน้าที่รักษาอธิปไตย ส่วนกรณีที่ อาเซียน จะส่งผู้สังเกตการณ์มายังพื้นที่ชายแดนไทยและกัมพูชานั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะได้ผลหรือไม่ต้องรอดูต่อไปอย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่า การเจรจาจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

*เวลา 10.38 น. ปณิธาน เปิดเผยว่า องค์การยูเนสโก ได้ประสานเบื้องต้นว่าจะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูล เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องแล้ว และได้มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานงาน โดยเบื้องต้น มีกำหนดการที่จะให้เข้าพบพูดคุยหารือกับ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงบ่ายวันที่ 25 ก.พ. และเข้าพบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก่อน จากนั้น จะพิจารณาเวลา เพื่อให้เข้าพบกับ นายกรัฐมนตรี ต่อไป ส่วนการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ปณิธาน กล่าวว่า เบื้องต้น คงไม่สามารถให้เดินทางลงพื้นที่ดังกล่าวได้ เนื่องจาก สถานการณ์ยังมีความอ่อนไหว คงต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

*เวลา 12.11 น. แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมอาเซียน มีมติสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชา หยุดการปะทะเป็นการถาวร รวมถึง ให้ประเทศอาเซียน ส่งตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ ปัญหาข้อพิพาท ระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ไม่มีการพูดถึงกรณีที่ กัมพูชา เป็นฝ่ายรุกล้ำแผ่นดินไทย และละเมิด MOU 43 แต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ มองว่า อาจจะส่งผลให้ กัมพูชา อาศัยสิทธิ์นี้ในการเข้ายึดครองพื้นที่บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร เป็นการถาวร

*เวลา 16.14 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับ นายกรัฐมนตรี หลังเดินทางกลับจากที่ประชุม ที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า มารายงานด้วยวาจาถึงการเตรียมต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซีย 15 คน ที่จะเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการป้องกันการปะทะ หรือ หากมีการยิงปืน ก็จะพิสูจน์ได้ว่า ใครที่เป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน โดยยืนยันว่า คณะผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แม้ว่าจะมีทหารเข้าร่วมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเหมือนกับที่ไทย เคยส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปที่ เมืองอาเจะห์ และติมอร์ตะวันออก ส่วนการเตรียมประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ได้มีการติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของไทย และกัมพูชา ขณะที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC กระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งในการกำหนดวันประชุมจะมีการเลื่อนออกไปจากเดิม ในวันที่ 27 ก.พ. โดยทางอินโดนีเซีย จะเป็นผู้จัดการประชุม

*เวลา 18.53 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารายงานผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่า ได้มีการเตรียมการเพื่อนำไปสู่กรอบเจรจา ของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี และทางกระทรวงกลาโหม ก็ได้มีการเตรียมการในกรอบของ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี ด้วย ทั้งนี้ ในส่วนตัวก็จะเตรียมต้อนรับ ในส่วนของผู้แทนพิเศษยูเนสโก ที่จะเดินทางมาในวันที่ 25 ก.พ. นี้ โดยจะมีการทำความเข้าใจเพิ่มเติม เพื่อต้องการให้เห็นถึงสภาพของปัญหา ส่วนผู้สังเกตการณ์ของประเทศอินโดนีเซีย ที่จะเข้ามานั้น ก็อยู่ระหว่างการประสานงาน ในเรื่องของรายละเอียด ที่จะเข้ามา
ในรูปแบบใด อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านภูมิซรอล จะไปฟ้องร้องต่อศาลโลก เรียกร้องค่าเสียหายกับรัฐบาลกัมพูชา กว่า 3,000 ล้านบาท

 


24 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 07.49 น. นายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี กล่าวคัดค้านการเดินทางมาประเทศไทยของผู้แทนพิเศษยูเนสโก เพื่อลงพื้นที่สังเกตการณ์ บริเวณที่มีการปะทะกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยจะเดินทางมาประเทศไทย ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ พร้อมกันนี้ มองว่าเร็วเกินไปและไม่เหมาะสม เพราะไทยยังไม่พร้อมที่จะให้เข้าไปในพื้นที่ เนื่องจาก เรื่องเขตแดนยังไม่เรียร้อย ขณะที่ ยูเนสโกเองก็ไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง เขตแดน ทั้งนี้เชื่อว่า กัมพูชา น่าอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ผลักดันให้ยูเนสโกเข้ามา และคาดว่าจะเดินทางไปกัมพูชาด้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ยูเนสโก จะมาประเทศไทย เพื่อมาพบกับนายกฯ แต่ก็ไม่จำเป็นที่ ไทย ต้องอนุญาตให้เข้ามา

*เวลา 15.22 น.นายอรรถวิทย์ สุวรรณภักดี ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษารายงานบันทึกการประชุมเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC กล่าวว่าขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณา JBC ทั้ง 3 ฉบับ เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องการให้ยึดใช้ MOU ปี 2543 เป็นกลไกในการหารือทวิภาคี ระหว่างไทย-กัมพูชา และยืนยันในบันทึก JBC ไม่มีถ้อยคำใดที่ปรากฎ ว่าไทยยอมรับแผนที่ 100,000/200,000 ขณะเดียวกัน จะเสนอการตั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้นายกรัฐมนตรี นำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการเตรียมเสนอที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป และถือเป็นการแสดงความจริงใจของไทยที่ต้องการให้สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาท ระหว่างสองประเทศได้ ด้วยการเจรจาทวิภาคี

25 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 08.38 น. โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางมาประเทศไทย ของ ผู้แทนพิเศษยูเนสโก วันนี้ เป็นผลดีกับประเทศไทย โดยจะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ยังไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ปะทะกับกัมพูชา ด้าน จ.ศรีสะเกษ เพราะยังไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า ยูเนสโก จะเดินทางไปกัมพูชาด้วย แต่จะไปแค่ กรุงพนมเปญ เท่านั้น ไม่ได้ลงพื้นที่ชายแดนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อย่ามองว่า การที่ ยูเนสโก มาประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการก้าวก่ายกัน เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะได้ย้ำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ นายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ฝ่ายไทย ได้เดินทางไปชี้แจงที่ฝรั่งเศส สำหรับ ผู้แทนพิเศษยูเนสโก ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ และมีกำหนดการพบกับ นายกฯ รมว.ต่างประเทศ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีกำหนดการพบกับ รมว.ต่างประเทศ ในเวลา 15.30 น. และพบกับนายกฯ ในเวลา 17.00 น. นอกจากนี้ นายธานี ยังกล่าวถึง กรณีคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน ฝ่ายละ 15 คน จะเดินทางเข้าสังเกตการณ์ทั้งในไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีกำหนดการว่า จะเดินทางมาในช่วงเวลาใด เพราะต้องมีการหารือกันในรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

*เวลา 10.25 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีที่อาเซียนเตรียมส่งคณะทูตสังเกตุการณ์จากอินโดนีเซีย มาตรวจตราที่แนวชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการหารือกับ กระทรวงการต่างประเทศ ว่า จะต้องการให้คณะทูตสังเกตุการณ์ทำอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เชื่อว่า จะไม่มีการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ เพราะมติของอาเซียนเป็นไปตามที่ต้องการ โดยเป็นการเจรจาแบบทวิภาคี อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ก็ยังไม่มีแนวโน้มถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทไทย – กัมพูชา แต่อย่างใดด้วย

*เวลา 15.21 น. ธานี กล่าวว่า ในวันนี้ผู้แทนพิเศษขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยูเนสโก จะเดินทางมาถึงประเทศไทย โดยผู้แทนพิเศษ มีกำหนดการที่จะพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลา 15.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ และจะเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.00 น. ซึ่งผู้แทนพิเศษจะมาสอบถามถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะตามแนวชาย แดนไทย-กัมพูชา โดยไทยจะใช้โอกาสนี้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ และย้ำถึงจุดยืนในการให้พิจารณาแผนบริหารการจัดการ พื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร จนกว่าจะมีการเจรจาเรื่องเขตแดนจะแล้วเสร็จ ส่วนความคืบหน้าในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC นั้น คาดว่า จะมีขึ้นได้ประมาณสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศกัมพูชา

*เวลา 16.16 น. ชวนนท์ กล่าวถึง กรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลโลก ในเรื่องของการจัดการบริหารพื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศ มีความพร้อมต่อการที่จะสู้คดี และเห็นว่าหากกัมพูชา จะยื่นฟ้องต่อศาลโลกจริง ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเจรจา คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC อย่างแน่นอน

*เวลา 21.56 น. ธานี กล่าวภายหลังที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบ นายโคอิจิโร มัตสึอุระ ผู้แทนยูเนสโก โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ชี้แจงภาพรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า ไทยมีความปรารถนาดีต่อประเทศกัมพูชามาโดยตลอด เพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน และได้มีการพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีความประสงค์ที่จะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้ ผู้แทนยูเนสโก ได้แสดงความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับว่า การจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร เป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศ เชื่อว่า ผู้แทนจากยูเนสโก จะนำเรื่องดังกล่าว ไปประมวลผล เพื่อประกอบการพิจารณา ส่วนการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC คาดว่า มีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ นี้ ซึ่งทางฝ่ายไทยจะมีการหารือ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ที่ประชุมด้วย

*เวลา 22.02 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายโคอิจิโร มัตสึอุระ ผู้แทนพิเศษองค์การวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เข้าพบว่า ทางยูเนสโกสนับสนุนให้ทั้ง 2 ประเทศ ใช้กลไกทวิภาคี ในการคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อป้องกันความเสียหาย และรับทราบมุมมองปัญหาของไทยที่เกิดขึ้น โดยภาพรวมมีมุมมองที่ตรงกัน ซึ่งทางยูเนสโก ได้แสดงเจตนาว่า จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติม ในช่วงที่ยังมีความตึงเครียดไม่น่าแน่นอน แต่จะต้องรับอีกครั้ง หลังจากที่ผู้แทนพิเศษไปรับทราบข้อเท็จจริงกับทางกัมพูชา ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้จุดยืนเรื่องการไม่มีเขตแดนที่ชัดเจน ทำให้การบริหารจัดการพื้นที่ ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง โดยคาดว่าจะต้องคลี่คลายปัญหาดังกล่าว ให้เกิดความชัดเจน ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งรัฐบาลได้มีการทำหนังสือเชิญ นายซก อาน รองนายกรัฐมตรีกัมพูชา มาพบ แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นเมื่อใด โดยทางยูเนสโกก็จะสนับสนุน ทั้งนี้ มั่นใจว่าผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายนั้น คือ ไม่สร้างปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรงให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ในวันที่ 7 และ 8 มีนาคม นี้ คุณอัครพล นิยมญาติ รายงาน

 

 

26 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 12.13 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ปัญหาไทยกัมพูชานั้น นายกรัฐมนตรี ได้ตอบกับ สมาชิก อบจ. ว่า มีที่มาจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ที่ไทยเซ็นยินยอมให้กัมพูชา ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ฝ่ายเดียว ในปี 2551 ทำให้ กัมพูชา อยากที่จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบ และการตรึงกำลังทหาร โดยไม่ได้ถอยร่น และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่กระทบกับการค้าชายแดน ซึ่งปีที่แล้วการค้าชายแดนไทยกัมพูชา เติบโตถึงร้อยละ 40 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ส่วนตัวได้พูดคุยกับผู้นำกัมพูชา ว่า จะมีการเปิดด่านเพิ่มเติม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันอีกด้วยว่า ยูเนสโก จะไม่ยอมให้ กัมพูชา เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ของไทย ที่เป็นข้อพิพาท และเห็นตรงกันว่าจะไม่เพิ่มปัญหา โดยสถานการณ์ในขณะนี้ ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

*เวลา 17.01 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ยูเนสโก มีแนวโน้มที่จะเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ว่าทางยูเนสโก มีความเข้าใจที่ดีขึ้น และไม่อยากให้มีปัญหา ซึ่ง ยูเนสโก ต้องหารือกับกัมพูชา เพื่อให้กัมพูชาหารือกับไทยในเรื่องดังกล่าวก่อน ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร โดยต้องนำพื้นที่ของกัมพูชามาบริหารร่วมกันด้วย ขณะที่การให้ความช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่จะยื่นขออภัยโทษกับกษัตริย์ของกัมพูชานั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายวีระ และ น.ส.ราตรี รวมถึงครอบครัวของทั้ง 2 คน ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งรัฐบาลเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในเรื่องเอกสารเท่านั้น

 


27 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 11.58 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ยังไม่ได้เลื่อนการพิจารณา แผนการบริหารจัดการพื้นที่ โดยรอบปราสาทเขาพระวิหารเนื่องจากในวันนี้ ตัวแทนของยูเนสโกเอง ก็จะเข้าพบกับกัมพูชา ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ในวันที่ 7-8 มีนาคม นั้น ก็มีแนวทางที่จะพูดคุยกันได้ ซึ่งไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่บันทึกการประชุม JBC ของสภา ก็อยู่ที่กรรมาธิการ กำลังพิจารณา และต้องดูว่า จะส่งผลกลับมาเมื่อใด ทั้งนี้ เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะนำทุกเรื่องไปใช้ในการเคลื่อนไหว และแกนนำเอง ก็ไม่สนใจที่จะร่วมพูดคุย เพราะอยากพูดเพียงฝ่ายเดียว

*เวลา 20.47 น. โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีที่อินโดนีเซีย จะส่งผู้สังเกตการณ์มาติดตามสถานการณ์แนวชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า กองทัพต้องหารือถึงแนวทางความเป็นไปได้ต่อการ ทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่จะข้ามาสังเกตการณ์ และต้องรอรัฐบาลกำหนดทิศทางว่า จะกำหนดนโยบายอย่างไร ซึ่งล่าสุดขณะนี้ ยังไม่มีการติดต่อประสานงานจากทางกระทรวงการต่างประเทศมายังกระทรวงกลาโหม เพื่อกำหนดทิศทางอย่างเป็นทางการ สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา หรือ GBC ครั้งที่ 8 ในเดือนมิถุนายน นี้ ทางกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งคณะทำงานของทั้ง 2 ประเทศ คงจะมีการหารือ ทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็น ทางคณะกรรมการ GBC อาจสนอให้มีการเลื่อนประชุมให้เร็วขึ้น เพื่อหารือถึงแนวทางในการคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

 

 

28 กุมภาพันธ์ 2554

*เวลา 10.25 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดพื้นที่ ให้กับผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซีย ที่จะเดินทางมา เพื่อลงพื้นที่พิพาท บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตนยืนยันว่า ควรใช้กลไกในระดับทวิภาคี ก่อนซึ่งหากการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ในวันที่ 7-8 มี.ค. ยังไม่ได้ข้อสรุป เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวนั้น ตนเห็นว่า ยังมีการเจรจาในระดับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC และระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไทยไม่มีเจตนาถ่วงเวลาแก้ไขปัญหาชายแดน แต่จะเร่งรัดให้มีข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางการกัมพูชา ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ภายหลังที่ผู้แทนจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เข้าพบเมื่อวานนี้

 

1 มีนาคม 2554

*เวลา 20.24 น. ปณิธาน เปิดเผย ผลการหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรี กับ ผู้แทนยูเนสโก ภายหลังการเข้าพบว่า นายกรัฐมนตรี รับทราบการพูดคุยของ นายโคอิชิโร กับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งรับข้อเสนอของไทยไปชี้แจงกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การยูเนสโก ทราบ ในเรื่องของการลดความตึงเครียด โดยจะเสนอผ่านผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งข้อความของ สมเด็จฮุน เซน นั้น ก็ยืนยันแนวทางเดียวกันกับไทยในการลดความตึงเครียด ซึ่งหลังจากนี้นั้น องค์การยูเนสโก ก็จะต้องหารือกับคณะกรรมการยูเนสโก

 

 

5 มีนาคม 2554

*เวลา 14.57 น.นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำคลิปจากยูทูป ที่เป็นภาพของทหารกัมพูชา กำลังก่อสร้างราง และกระเช้า บริเวณเชิงทางขึ้นปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นการลำเลียงอาวุธ และทหารในการใช้เป็นฐานโจมตีประเทศไทย ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จึงอยากเรียกร้องรัฐบาลให้ออกมาตอบโต้ การกระทำดังกล่าวของกัมพูชา ในการใช้แสนยานุภาพทางทหาร เพราะเห็นว่า กัมพูชาไม่ได้ต้องการที่จะเจรจา แต่กัมพูชาต้องการใช้ MOU 43 มาผูกมัด เพื่อไม่ให้ไทยใช้กำลังทางทหาร แต่ทางการกัมพูชาก็ไม่ปฏิบัติตาม MOU 43 เช่นกัน

 

 

6 มีนาคม 2554

*เวลา 21.28 น. อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง กรณีสำนักข่าวซินหัว ของจีน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากฝ่ายกัมพูชาว่า ทางอินโดนีเซีย จะส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย – กัมพูชา ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอาจทำให้ขัดแย้งกับท่าทีการเจรจาภายใต้กรอบทวิภาคีของไทย ว่า เท่าที่ได้หารือกับฝ่ายอินโดนีเซีย ในเบื้องต้น ทราบมาว่า จะเพียงมาช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดประชุมดังกล่าว เพื่อความสบายใจของทั้ง 2 ฝ่าย เท่านั้น ไม่ได้เข้ามาไกล่เกลี่ยและร่วมประชุม ส่วนกำหนดวันเริ่มการประชุมเจบีซี นั้น ยังต้องรอฝ่ายกัมพูชา ซึ่งต้องการให้บันทึกการประชุมเจบีซี ทั้ง 3 ฉบับ ผ่านการประชุมรัฐสภาไทยก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยมองว่า สามารถประชุมได้ เพราะมีหลายเรื่องที่เดินหน้าได้โดยไม่ต้องรอบันทึกการประชุมในข้างต้น ผ่านรัฐสภา

 

 

7 มีนาคม 2554

*เวลา 11.44 น. การประชุมวุฒิสภา ในวันนี้เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. มี นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงแรก เป็นการหารือในเรื่องต่างๆ ซึ่ง นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง หารือ เรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชา โดยเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมทั้งกระทรวงกลาโหม ประท้วงการกระทำของกัมพูชา อย่างจริงจัง ซึ่งตนวิตกกังวลว่า การบริหารงานล่าช้าของรัฐบาลนั้น อาจทำให้ไทยสูญเสียดินแดนบริเวณพื้นที่ทับซ้อน คือ 4.6 ตารางกิโลเมตร และต้องเร่งดำเนินการทวงคืนพื้นที่พิพาทดังกล่าว ที่กัมพูชายึดครองอยู่

 


9 มีนาคม 2554

*เวลา 09.45 น. อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ทราบข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้ตอบรับการเข้าร่วมประชุม JBC ที่อินโดนีเซีย เป็นผู้ประสานงานให้เรียบร้อยแล้ว โดยเข้าใจว่า การประชุมดังกล่าว จะดำเนินควบคู่ไปกับการประชุม GBC ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่อาจได้มีโอกาสหารือในรายละเอียดอื่นๆ เช่น การทำข้อตกลง TOR ในการส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาในพื้นที่ด้วย แต่รายละเอียด ในการที่อินโดนีเซียจะเข้าร่วมอย่างไร แค่ไหนนั้น คงต้องหารือในรายละเอียด เพื่อความชัดเจนอีกครั้ง แต่เบื้องต้นกำหนดวัน ที่อินโดนีเซียเสนอมาให้นั้น คือ วันที่ 24-25 มีนาคม นี้ ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่า การประชุมที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็น JBC หรือ GBC ก็จะเป็นการประชุมในระดับ ทวิภาคีเท่านั้น

*เวลา 12.11 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่ทางกัมพูชา ระบุว่า ทางอินโดนีเซีย ได้แจ้งความพร้อมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ในวันที่ 27 – 28 มี.ค. นี้ ว่า ทางประเทศไทยไม่มีปัญหา เพราะยืนยันมาตลอดว่า มีความพร้อมที่จะเข้าประชุม ส่วนที่กัมพูชา ต้องการให้อินโดนีเซีย เข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมนั้น ทางไทยเห็นว่าก็ไม่มีปัญหา เพราะอินโดนีเซีย จะเข้ามาในฐานะผู้สังเกตการณ์รับทราบการประชุมโดยไม่มีการลงรายละเอียดของ การประชุม ทั้งนี้ จะต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง

*เวลา 15.58 น. อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กัมพูชา ได้ตอบรับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา หรือ GBC ในวันที่ 24 – 25 มี.ค. นี้แล้ว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี ทั้งนี้ฝ่ายไทยมีความพร้อมต่อการประชุมอยู่แล้ว สำหรับการประชุม GBC นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ จะเป็นประธานร่วมกัน และถือเป็นโอกาสที่ไทยจะได้หารือกับทางการกัมพูชา ในเรื่องของหนังสือ TOR ที่ทางอินโดนีเซีย จะส่งผู้สังเกตการณ์ มาบริเวณชายแดนด้วย
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การประชุม JBC จะเป็นการหารือแบบทวิภาคี ถึงแม้ว่ากัมพูชา จะเสนอให้อินโดนีเซีย เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม และให้เปิดเผยข้อมูลบางส่วนต่อการประชุมก็ตาม แต่ฝ่ายไทยจะต้องหารือถึงข้อเสนอดังกล่าวก่อน

*เวลา 17.13 น.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ นายประพันธ์ คูณมี พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวม 4 คน เดินทางมายังสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือเรื่องคัดค้านการส่งกำลังทหารเข้ามาในเขตประเทศไทย ในกรณีมีข้อพิพาทเขตแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยมี นางโดซี่ แอนเดอร์สัน เลขานุการสถานทูตตรี ประจำสถานทูตอินโดนีเซีย เป็นตัวแทนรับเอกสารดังกล่าว ซึ่งเอกสารดังกล่าวนั้น มีจำนวน 4 แผ่น ด้วยกัน โดยมีการกล่าวอ้างถึง ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมระบุว่า การที่กองกำลังทหารอินโดนีเซีย จะเข้ามาปฏิบัติการตามผลการประชุมนั้น เป็นการปฏิบัติการทางทหารของต่างชาติ ที่เข้ามาควบคุมการปฏิบัติงานของกองทัพไทย ในการปกป้องแผ่นดินไทย ที่เข้ารับการแทรกแซงการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี รวมถึง ยังเป็นการกระทำที่ผิดมารยาท ซึ่งเห็นว่า ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทหารมายาวนาน สมควรที่จะหลีกเลี่ยง หรือ ไม่ควรกระทำ โดยการเข้ามายื่น แม้จะมีเอกสารที่ตกลงกันแล้ว แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย และการทำประชาพิจารณ์เท่านั้น

 


10 มีนาคม 2554

*เวลา 11.51 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวมถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ด้วย ซึ่งยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการประชุมทั้ง 2 คณะ และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการประชุมตามมาโดยสถานการณ์ระหว่างไทยกับประเทศ กัมพูชา ขณะนี้เริ่มดีขึ้นไปตามลำดับ

*เวลา 16.34 น. เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประธานรัฐสภา ได้นัดประชุมร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ เจบีซี ทั้ง 3 ฉบับ ในวันที่ 22 มี.ค. นี้ หากรัฐสภาผ่านความเห็นชอบ กระทรวงการต่างประเทศก็จะแจ้งไปยังอินโดนีเซีย เพื่อประสานให้กัมพูชา มาร่วมประชุม เจบีซีคู่ขนาน หรือ ประชุมต่อเนื่องไปกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปของกระทรวงกลาโหม หรือ จีบีซี ที่จะไปประชุมที่อินโดนีเซีย ในวันที่ 24 – 25 มี.ค. นี้

 

 

13 มีนาคม 2554

เวลา 18.41 น. นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ แถลงว่า พรรคขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาแสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวันที่ 22 มีนาคม นี้ เพราะหากรัฐสภายอมรับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จะมีส่วนทำให้ประเทศไทย ต้องเสียดินแดนให้กัมพูชา เพราะถือเป็นการยอมรับหลักฐานแนบบันทึกข้อตกลงฯ ที่มีปัญหา และพรรคมีข้อเสนอ 3 ข้อต่อเรื่องนี้ คือ 1. ขอให้สมาชิกแสดงจุดยืนไม่เห็นชอบบันทึกการประชุมฯ 2. รัฐบาลดำเนินการผิดพลาดล่าช้าไม่ทันเกมกัมพูชา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียดินแดน และ 3. รัฐบาลควรยอมรับและปฏิบัติตามข้อเสนอ

 

 

 

14 มีนาคม 2554

เวลา 12.16 น.แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ยื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อส่งมอบให้กับสมาชิกรัฐสภา ที่จะพิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ในวันที่ 22 มี.ค. นี้ ซึ่งมีเนื้อหาแจ้งเตือนไปยังสมาชิกรัฐสภา ว่า หากลงมติเห็นชอบกับร่างบันทึกฯ JBC ทั้ง 3 ฉบับ นั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อดำเนินคดีอาญาในข้อกล่าวหาว่า ทำให้ประเทศไทย สุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดน พร้อมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีด้วย โดยมีโทษขั้นสูงสุด ถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต และประหารชีวิต

 

 

16 มีนาคม 2554

*เวลา 07.38 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวานนี้ จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายประศาสน์ ประสาทวินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ระหว่างการเข้าพบอำลำแหน่งกับ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา นายกอย เกือง กล่าวในกรณีการเข้าพบอำลาตำแหน่งของ นายประศาสน์ ว่าจะมีทูตไทยคนใหม่ มาประจำในเดือนเมษายน ที่จะถึงนี้ อกจากนี้ นายประศาสน์ ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลไทย จะมีการประชุมภายใน วันที่16 ที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณาว่า จะร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่อาเซียนจะจัดให้มีขึ้น ระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคมนี้ ที่ เมืองบอร์กอ ประเทศอินโดนีเซีย หรือไม่ โดย นายกอย เกือง ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรืองนี้ว่า กัมพูชาหวังว่า ไทยจะรับผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซีย โดยเร็วที่สุด เพื่อตรวจสอบการหยุดยิง และจะร่วมมือกัน เพื่อลดความขัดแย้งและขยายความร่วมมือ

*เวลา 19.39 น. ชวนนท์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ฝ่ายไทย ในวันนี้โดยมี นายอัษฎา ชัยนาม เป็นประธานในที่ประชุมว่า การประชุมในวันนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม หลังจากที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้เสนอว่า น่าจะมีการจัดการประชุมในวันที่ 7-8 เม.ย. นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยประเด็นที่สำคัญที่จะนำไปหารือคือ การคัดเลือกบริษัทถ่ายภาพทางอากาศ การเดินสำรวจหลักหมุด ซึ่งทางฝ่ายไทย มีความพร้อมในการเตรียมการทางสนธิสัญญา และอนุสัญญาต่างๆ ตามหลักการและเชื่อมั่นว่า การประชุมครั้งนี้ จะเกิดขึ้นได้ เพราะทางการกัมพูชา มีเพียงข้อแม้ให้รัฐบาลไทยรับรองผลการประชุม เจบีซี ทั้ง 3 ฉบับก่อน อย่างไรก็ตาม ได้รับการแจ้งจากสภาว่า จะมีการนำการประชุมเจบีซี ทั้ง 3 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 29 มี.ค. นี้ ทั้งนี้คาดว่า น่าจะแล้วเสร็จก่อน ที่จะมีการจัดการประชุมขึ้น

 

 

22 มีนาคม 2554

*เวลา 18.18 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับ นางอิรินา โบโควา ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การการศึกษาวิทยาศาตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก โดยทาง ยูเนสโก จัดเวทีให้ประเทศไทยและกัมพูชา ได้พูดคุยกันในเดือน พ.ค. เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในเดือน มิ.ย. ซึ่งล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงที่ประชุมจากประเทศบาห์เรน เป็นกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ขณะเดียวกันทางยูเนสโก ยังเฝ้าติดตามความคืบหน้า การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ที่จะมีการประชุมในเดือน เม.ย.นี้ โดย นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ประเทศไทย และกัมพูชา ควรใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหา และขอให้ผู้ที่คัดค้านเข้าใจว่า หากบันทึกการประชุมเจบีซี ทั้ง
3 ฉบับ ไม่ผ่าน จะทำให้กลไกพหุภาคีเข้ามามีบทบาท ซึ่งจะไม่เป็นผลดี โดยยืนยันว่า บันทึกการประชุมดังกล่าว ไม่กระทบกับอธิปไตย เนื่องจากไม่ได้เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลเป็นข้อตกลง จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ที่จะเดินหน้ากลไกดังกล่าว

 


24 มีนาคม 2554

*เวลา 11.55 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาในพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา แต่เห็นว่าควรให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ก่อน เพราะการประชุมเป็นเรื่องของทวิภาคีที่จะต้องมีการพูดคุย แต่หากไม่ได้ข้อยุติก็ต้องคิดหาทางว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรงกลาโหมกัมพูชา รวมถึง มีการส่งหนังสือไปยัง กัมพูชาแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่า กัมพูชา จะให้มีการจัดการประชุมเมื่อใด ขณะที่เชื่อว่า กัมพูชา จะไม่ขอเลื่อนการประชุมออกไปอีก เนื่องจากอย่างไรก็ต้องมีการประชุมอยู่แล้ว ส่วนการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC นั้น เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะต้องดำเนินการ นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯกลาโหม เชื่อว่า สถานการณ์ในประเทศลิเบียไม่ปลุกกระแแส หรือ มีผลกระทบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

*เวลา 11.59 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ระบุ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไม่ควรประชุมที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงเห็นว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ดีขึ้นตามลำดับจึงอยากให้เป็นการประชุมตามกลไก ทวิภาคี โดยไม่จำเป็นต้องมีประเทศที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนข้อเรียกร้องที่จะให้ กองกำลังทหารต่างชาติ เข้ามาดูพื้นที่พิพาทนั้น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า คงเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าว ยังมีการอ้างสิทธิ์ของประเทศ

*เวลา 17.06 น. นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดประชุมคณะกรรมการเจรจาทวิภาคตามกรอบจีบีซี หรือ คณะกรรมการเขตแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ภายในเดือน มี.ค.นี้ ว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันอยู่ ซึ่งในครั้งนี้จะต้องจัดที่กรุงพนมเปญ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี เดินหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความไม่สบายใจที่จะมีการประชุมจีบีซี ที่ประเทศอินโดนีเซีย ตนมองว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่ 2 ฝ่ายกำลังคุยกัน แต่ก็คงจะจัดได้ และคงไม่ได้พร้อมกับเจบีซี อย่างไรก็ตาม กรณีที่ขณะนี้มีความสับสนว่า ผบ.ทบ. ไม่อยากให้อินโดนีเซีย ร่วมสังเกตการณ์นั้น เห็นว่า หากมีการระบุ ฝ่ายกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็จะเป็นเรื่องแปลก เพราะเท่ากับว่า ฝ่ายกัมพูชา เข้ามา ในเขตแดนไทย ซึ่งจะเป็นปัญหา และจุดยืนของกองทัพกับรัฐบาลนั้น ตรงกันในเรื่องนี้

*เวลา 19.26 น.นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC และคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ที่ทางอินโดนีเซีย ได้กำหนดไว้วันที่ 7 – 8 เม.ย. ที่เมืองบอกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย โดยเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ไทย และ กัมพูชา เข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้เสนอร่างข้อกำหนดหน้าที่ว่าด้วยการวางกองกำลังการสังเกตการณ์ฝ่ายละ 15 คน ในฝั่งไทยและกัมพูชา แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาของผู้นำทหารของทั้ง 2 ประเทศ ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งจากการเข้าไปสังเกตการณ์จะต้องไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. แต่ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุปะทะกันเท่านั้น โดยจะต้องได้ข้อยุติก่อนที่จะมีการประชุม JBC และ GBC อย่างไรก็ตาม ไทย ได้แสดงจุดยืนว่า ผู้ที่จะเข้ามาสังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซีย จะไม่แต่งกายในชุดเครื่องแบบทหาร ในการลงพื้นที่ พร้อมแถลงท่าทีของไทย ต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีการคว่ำบาตรลิเบียว่า ไทยในฐานะประเทศสมาชิก จะปฏิบัติตามมติของยูเอ็นเอสซี ซึ่งในข้อมติที่ 1970 จะมุ่งเน้นไปที่ตัวผู้นำเครือญาติและผู้นำกองทัพ รวมถึงการคว่ำบาตรทางอาวุธ ห้ามเดินทางเข้าประเทศ และอายัตทรัพย์สินทั้งหมด ขณะเดียวกัน การดำเนินการจะไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนชาวลิเบียและไทย ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม โดยการช่วยเหลือ จะเป็นการช่วยเหลือผ่านองค์กรอาหารของสหประชาชาติ และยืนยันว่า ไทยจะเป็นส่งกองกำลังใดๆ เข้าไปโจมตีลิเบียอย่างแน่นอน ทั้งนี้ บริษัทหรือคนไทยที่ดำเนินกิจการเกี่ยวข้องกับลิเบีย ยังสามารถค้าขายได้ตามปกติ แต่จะต้องไปตรวจสอบว่า กิจการที่ทำนั้น มีความเกี่ยวข้องกับผู้นำลิเบียหรือไม่ โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะรวบรวมข้อมูล เพื่อง่ายต่อการดำเนินการตรวจสอบ

 

 

25 มีนาคม 2554

10.05 น. นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวถึง การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ว่า วันนี้น่าจะเป็นเพียงวาระรับทราบ ส่วนจะมีการลงมติรับรองหรือไม่นั้น จะต้องดูที่รายละเอียดอีกครั้งก่อน ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมที่อาจไม่ครบ
เนื่องจาก ประธานรัฐสภา เพิ่งได้นัดการประชุมในวันอังคารที่ผ่านมา อีกทั้ง ตามปกติแล้ว ในวันศุกร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชน อย่างไรก็ตาม หากในวันนี้ องค์ประชุมไม่ครบ ก็คงต้องยุติการประชุมและจะขอเลื่อนการพิจารณาไปเป็นวันอังคารหน้าแทน

12.21 น.การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ และกรอบการเจรจากับต่างประเทศอื่น ๆ ยังไม่สามารถเริ่มขึ้นได้ตามกำหนด และในเวลา 09.00 น.เนื่องจาก มีสมาชิกเดินทางมาลงชื่อเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ที่จะต้องมี 278 คน จากสมาชิกทั้งหมด 514 คน โดยมีสมาชิกมาลงชื่อเพียง 260 คน เท่านั้น ทำให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ต้องสั่งเลื่อนการประชุมออกไปเป็น เวลา 13.00 น. หลังจากที่ นายชัย ได้เปิดให้สมาชิกหารือ เพื่อรอองค์ประชุมครบ มากว่า 2 ช.ม.แล้ว

*เวลา 12.33 น.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC จำนวน 3 ฉบับ ว่า เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กรมแผนที่ทหาร ได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่อง และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมรับเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม เพื่อนำมาดำเนินการกับฝ่ายกัมพูชา และหวังว่า ที่ประชุมรัฐสภา จะผ่านบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อเดินหน้าสิ่งที่ยังค้างอยู่ เช่น การหาบริษัทถ่ายภาพทางอากาศ การตั้งคณะทำงานสำรวจเขตแดน และยืนยันว่า ไทย มีความพร้อมในการประชุม JBC ที่ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 7-8 เม.ย.นี้ ส่วนการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรฯ คัดค้านการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนั้น นายกษิต กล่าวว่า เป็นปกติในสังคมประชาธิปไตย ที่ผ่านมาได้ชี้แจงตลอดเวลา ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของสมาชิกรัฐสภา

เวลา 16.17 น.การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษาบันทึกการประชุมคณะ กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC จำนวน 3 ฉบับ ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ในเวลา 13.00 น. หลังจากที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้สั่งเลื่อนการประชุมในช่วงเช้าออกไป เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ โดยทันทีที่เริ่มประชุม นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้เสนอให้มีการนับองค์ประชุม โดยวิธีการเสียบบัตรแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่า JBC ทั้ง 3 ฉบับ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนไทย เช่นเดียวกับสมาชิกหลายคน ที่แสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากเกรงว่า อาจทำให้มีปัญหาในภายหลัง ขณะที่ประธานรัฐสภา ได้ขอร้องให้เดินหน้าการประชุมต่อ เพื่อรักษาภาพพจน์ของรัฐสภา และจะตรวจสอบองค์ประชุมก่อนการลงมติ จากนั้นที่ประชุมได้เริ่มพิจารณาตามวาระทันทีโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ส.กรุงเทพฯ ได้เริ่มอภิปรายเป็นคนแรก โดยเห็นว่า ควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไป ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อรัฐบาลชุดนี้ใกล้ที่จะยุบสภาแล้ว พร้อมกับเห็นว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการร่วม ยังมีความไม่ชัดเจน และไม่รอบด้านเพียงพอ จึงขอให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไปอีกด้วย

เวลา 16.20 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้เร่งรีบในการดำเนินการพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษาบันทึกการ ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC จำนวน 3 ฉบับ แต่กระบวนการได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 แล้ว และกัมพูชาเอง ก็ได้มีความพยายามที่จะยกระดับเรื่องดังกล่าว ให้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC เป็นว่าเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ประเทศ สามารถหารือ และตกลงกันได้ ทั้งนี้ การที่รัฐบาลได้ปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดหน้า ที่จะเข้ามาดูแล เพราะเกรงว่าหากปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อออกไป องค์กรระหว่างประเทศ จะเข้ามาแทรกแซง ซึ่งก็จะทำให้การดำเนินการยากลำบากมากขึ้น และการให้ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังจะเป็นโอกาสที่จะแสดงจุดยืนว่า ปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้น ไทยและกัมพูชา สามารถแก้ไขปัญหากันเองได้ ด้วยการเจรจาในระดับทวิภาคี

เวลา 17.41 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงยืนยันว่า การรับรองรายงานผลการศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา หรือ JBC จำนวน 3 ฉบับ ในวันนี้ ไม่ได้เป็นการรับรองหนังสือสนธิสัญญา ที่มีผลผูกพันให้ไทยต้องเสียดินแดน แต่เป็นการยอมรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพื่อย้ำจุดยืนเพื่อเดินหน้ากลไกทวิภาคี ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้น โดยเนื้อหาไม่มีสาระที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบ หรือเสียดินแดน ส่วนข้อสังเกตที่สมาชิกต้องการให้การเมืองภายในประเทศสงบเรียบร้อยก่อน ค่อยดำเนินการในเรื่องนี้นั้น นายกรัฐมนตรี เห็นว่า หากไทยยังล่าช้า จะทำให้กัมพูชา ยกระดับปัญหาไปสู่ระดับพหุภาคี ตามที่กัมพูชาต้องการ ดังนั้นจึงเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุด คือไทยต้องเดินหน้ารับรองรายงานบันทึกการประชุมดังกล่าว เพื่อปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของประเทศ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า ร่างบันทึก MOU ปี 2543 เป็นเพียงข้อตกลงในการดำเนินการปักปันเขตแดน โดยไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตแต่อย่างใด

*เวลา 20.06 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษาบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี จำนวน 3 ฉบับ หลังจากที่สมาชิกได้ใช้เวลาในการอภิปรายเกือบ 6 ช.ม. โดยย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการให้รัฐสภารับรองรายงานบันทึกการ ประชุมของคณะกรรมาธิการดังกล่าวว่า เพื่อจะได้เป็นมติยืนยันถึงจุดยืนของไทย ในการคัดค้านกัมพูชา ซึ่งจะไม่มีข้อตกลงอะไรที่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยยอมรับแผนที่ที่หลายฝ่ายห่วงว่าจะทำให้ไทยต้องเสียดินแดน ขณะเดียวกันย้ำว่า หากไทยถอนตัวจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลก จะยิ่งทำให้ไทยเสียโอกาส ในการชี้แจง และเปิดเวทีให้กัมพูชา ทำความเข้าใจกับนานาชาติเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถที่จะยอมให้เป็นเช่นนั้นได้ พร้อมย้ำว่า แนวทางออกที่ดีที่สุด คือ การทำให้ปัญหาอยู่ที่การเจรจาระดับทวิภาคี ส่วนข้อสังเกต และข้อกังวลในอีกหลายประเด็นของสมาชิกนั้น รัฐบาลจะหารือเป็นการภายในกับคณะกรรมาธิการอีกครั้ง เพื่อมารายงานต่อที่ประชุมรับทราบ และพิจารณาอีกครั้ง ในวันอังคารที่ 29 มี.ค.นี้

 

 

28 มีนาคม 2554

*เวลา 11.06 น. พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงความคืบหน้า การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา หรือ GBC โดยยืนยันว่า ตนเองได้ให้คำตอบกับทางประเทศไทย มา 2 ครั้งแล้ว ว่า การประชุม GBC จะต้องจัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากการประชุมครั้งหน้า ที่กัมพูชา ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม จึงขอใช้สถานที่ ที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสถานที่จัดประชุม ส่วนมีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาใช้ประเทศกัมพูชา เป็นสถานที่จัดประชุม เพื่อให้เป็นไปในลักษณะทวิภาคีตามเดิมนั้น พล.อ.เตีย บัญ กล่าวว่า คงไม่สามารถดำเนินการตามนั้นได้ เนื่องจากเรื่องราวได้ผ่านเลยจุดดังกล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ได้เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้แล้ว โดยยืนยันว่า การประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา จะเป็นเจ้าภาพนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากกัมพูชา ไม่มีความพร้อมด้านการจัดการประชุมดังกล่าว ประเทศไทย ก็พร้อมจะเป็นเจ้าภาพแทน ซึ่งการประชุม GBC นั้น เป็นเรื่องระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย และกัมพูชา 2 ประเทศเท่านั้น แต่หากว่าจะให้ประเทศอินโดนีเซีย มาเป็นตัวกลางในการเจรจา ต้องมีการตกลงพูดคุยระหว่างไทย และกัมพูชา ก่อน

*เวลา 13.48 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า จะให้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า ยังไม่ทราบและยังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.เตีย บัญ แต่ทั้งนี้เห็นว่า ควรให้มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC เสร็จสิ้นก่อน เนื่องจาก GBC ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นอกจากนี้ ยังเห็นว่า หากกัมพูชาอยากจัดประชุมที่ประเทศอินโดนีเซีย ไทยก็ไม่มีปัญหา แต่อยากให้มีการพูดคุยในระดับทวิภาคีก่อน อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นว่า กัมพูชา พยายามสร้างความวุ่นวายโดยให้ประเทศที่ 3 เข้ามาแทรกแซง แต่น่าจะเป็นความห่วงใยของอาเซียนที่ต้องการให้อินโดนีเซีย เข้ามาสังเกตการณ์

 

 

29 มีนาคม 2554

เวลา 07.33 น. นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการวุฒิสภา เปิดเผย ถึงท่าทีของ ส.ว.ต่อการพิจารณารับรองบันทึกการประชุม JBC 3 ฉบับ ที่ผ่านมา ที่จะมีขึ้นในการประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ โดยระบุว่า เรื่องนี้ มีผู้ยื่นเรื่องถามความเห็นศาลรัฐธรรมนูญอยู่ว่าจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องนำมาผ่านสภา และจนถึงบัดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ดังนั้น ส.ว. ส่วนใหญ่ จึงอาจไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากยังไม่ทราบว่า ศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการกระทำผิดมาตรา 157 อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า การประชุมจะไม่เสร็จสิ้นในวันนี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะมีการชะลอเรื่องนี้และนำเรื่องอื่นมาพิจารณาก่อน

เวลา 08.30 น.บรรยากาศที่ อาคารรัฐสภาล่าสุด ขณะนี้ ส.ส. และ ส.ว. ต่างทยอยเดินทางกันมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก วันนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษา บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ ที่ได้พิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตราที่ 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยในวันนี้จะเป็นการรายงานผล หลังจาก รัฐบาลหารือกับคณะกรรมาธิการ เรื่องข้อสังเกตและข้อกังวลในหลายประเด็นของสมาชิกรัฐสภา ภายหลังจากการประชุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยหากที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น ก็จะทำให้สามารถเดินหน้าการประชุม JBC ในวันที่ 7 และ 8 เม.ย. ที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีผู้ยื่นเรื่อดังกล่าวให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาหรือไม่ ทำให้ทางสมาชิกวุฒิสภา อาจไม่ออกความเห็นรับรองรายงานการบันทึกดังกล่าว เนื่องจาก เกรงว่า อาจจะติดตามมาตราที่ 157 ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัย ซึ่งทางด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็เห็นด้วยกับทางวุฒิสภา ที่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาล ไม่สามารถยุติได้ในวันนี้เพราะเรื่องอยู่ในชั้นศาลแล้ว

เวลา 10.05 น.นายกรัฐมนตรี เผยต้องการเห็นกระบวนการเจรจาไทย-กัมพูชาเดินหน้า โดยเฉพาะการประชุมเจบีซีที่อินโดนีเซีย ขณะที่ฝ่ายค้าน ยืนยันว่า จะลงมติไม่เห็นด้วยกับการรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการฯ ส่วนประธานวิปวุฒิสภา ยอมรับว่า ส.ว.ส่วนใหญ่จะลงคะแนนที่ช่องงดออกเสียง หลังจากที่การประชุมรัฐสภาได้เลื่อนการลงมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมเจบีซี 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.การประชุมรัฐสภาวันนี้จะมีการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะ ส.ว.ที่ต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลว่า การลงมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการดังกล่าวที่แนบร่างข้อตกลงชั่วคราว บันทึกการประชุมเจบีซีสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดปัญหาหากฝ่ายกัมพูชานำไปอ้าง สิทธิในพื้นที่พิพาท นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวิปวุฒิสภา ยอม รับว่า ส.ว.ส่วนใหญ่อาจลงมติงดออกเสียงเพราะเป็นกังวลหากมีผลต่ออธิปไตยเหนือดินแดน ไทย รวมทั้งหากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีบันทึกการประชุมเจบีซีว่า อาจต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างกับฝ่ายค้านที่มีนายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็น กรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมเจบีซี ยืนยันว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะลงมติไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ฯ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาหากถูกตีความว่า เป็นการรับรองหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการลงมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่ใช้คะแนนเสียงข้างมากของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทำให้ นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล แสดง ความมั่นใจว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีเสียงส่วนใหญ่จะลงมติรับทราบรายงานข้อสังเกตของคณะ กรรมาธิการฯ แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการลงมติรับรองบันทึกการประชุมเจบีซี ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็น ควรให้กองทัพและกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงต่อวิปรัฐบาลว่า การลงมติรับทราบหรือรับรองรายงานของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อความชัดเจนในการลงมติของที่ประชุมรัฐสภา

สำหรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมเจบีซีจำนวน 5 ข้อ มีสาระสำคัญ อาทิ การอ้างอิงบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยูปี 2543 เพื่อเป็นกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยไม่ยอมรับแผนที่มาตรา ส่วน 1 ต่อ 200,000  และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน ส่วนร่างข้อตกลงชั่วคราวไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งให้เยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องที่ดินทำกิน

เวลา 10.37 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การพิจารณารับรองบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC และเรื่องของคณะกรรมการประสานงาน หรือ วิป จะหารือกัน เพราะยังมีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง เนื่องจาก สมาชิกรัฐสภาบางส่วน ได้ยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า บันทึกการประชุมทั้ง 3 ฉบับ ไม่ใช่สนธิสัญญาตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 อย่างไรก็ตาม หากวิปมีมติอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ขณะเดียวกัน นายสุเทพ ยังมองว่าเป็นไปได้ยากที่ พรรคประชาธิปัตย์ จะทำงานร่วมกับ พรรคเพื่อไทย เพราะมีอุดมการณ์แนวความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน และไม่ขอวิจารณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทย วางตัวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยต้องรอให้มีความชัดเจนก่อน ทั้งนี้ได้กล่าวยืนยันด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีปัญหาการจัดตัวผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ มีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นระบบ โดยขณะนี้รอเพียงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศความชัดเจนเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง

เวลา 11.11 น.นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล เปิดเผยว่า การลงมติในวันนี้จะเป็นเพียงการรับทราบรายงานของ คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ โดยยังไม่ได้เป็นการรับรองบันทึก JBC เนื่องจากที่ประชุมยังคงต้องรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกได้ยื่นตีความไว้ก่อนหน้านี้ ว่าร่าง JBC ดังกล่าว เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 หรือไม่ ทั้งนี้ ยืนยันว่า การลงมติรับทราบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ในวันนี้ จะไม่ส่งผลกระทบที่จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนหรือไม่ แต่จะทำให้ กระทรวงการต่างประเทศ สามารถไปประชุม เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาได้ เพราะไม่เช่นนั้น การแก้ไขปัญหาจะถูกยกระดับไปสู่ระดับพหุภาคี และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหารุนแรง จนอาจเกิดสงคราม

เวลา 11.18 น.นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เปิดเผยถึง การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารับรองรายงานผลการศึกษา บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ ที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อพิจารณาว่า JBC 3 ฉบับ เข้าข่ายเป็นหนังสือสนธิสัญญาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราที่ 190 ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ โดยนายชัย กล่าวว่า การลงมติรับรองรายงานการประชุมดังกล่าว ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาว่า จะเห็นเป็นอย่างไร โดยคณะรัฐมนตรี ก็จำเป็นต้องชี้แจงว่า เหตุใดจึงไม่รอคำวินิจฉัยจากศาลก่อน เนื่องจากกฎหมายแล้วเรื่องที่ยังอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ สภาก็ต้องให้ศาลวินิจฉัย ชี้ขาด ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งในวันนี้ ก็ยังมีวาระการประชุมอื่นที่สำคัญกว่าอีกเป็นจำนวนมาก

เวลา 12.15 น.การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการพิจารณาศึกษา บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี รวม 3 ฉบับ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้แจ้งให้ทราบว่า ศาลได้รับคำร้องที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส. อีก 80 คน ยื่นขอให้พิจารณาว่า ร่างบันทึกการประชุมเจบีซี ดังกล่าว เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 หรือไม่ไว้พิจารณา ซึ่งน.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ขอหารือในที่ประชุมว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวของสมาชิก จะถือว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจาก ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเห็นว่า รัฐสภา ควรจะหยุดการพิจารณาไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนจากศาล

เวลา 12.56 น.ในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ สมาชิกส่วนใหญ่ อาทิ น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว น.ส.รสนา โตสิตระกูล นายสุทัศน์ เงินหมื่น ต่างมีความเห็นว่า ที่ประชุมร่วมในวันนี้ควรที่จะชะลอการพิจารณา เพื่อรับทราบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการออกไปก่อน เพื่อรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.พ.ชลน่าน ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานผลการศึกษาคณะกรรมาธิการนั้น มีผลเกี่ยวเนื่องกับบันทึก JBC ทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งอาจมีผลผูกพันกันในอนาคต ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า อาจมีความไม่เหมาะสม หากที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ชี้ขาด แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นความพยายามที่จะปกป้องดินแดน โดยจะเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ไทยยังให้ความสำคัญกับการเจรจาในระดับทวิภาคี และไม่ต้องการให้ปัญหาขยายไปสู่ระดับพหุภาคี ทั้งนี้เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญ คงใช้เวลาในการพิจารณาไม่นาน และน่าจะทันต่อการประชุม JBC ประมาณเดือนเมษายนนี้ โดยรัฐบาลจะขอเลื่อนระยะเวลาการประชุมออกไปเล็กน้อย

เวลา 13.37 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาทไทยกัมพูชาว่า จะต้องมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ เจบีซี เกิดขึ้น แต่จะเป็นเมื่อไหนและที่ไหนนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกำลังหารือกันอยู่ ในส่วนของกองทัพและกระทรวงกลาโหม เกี่ยวข้องในเรื่องของการประชุม จีบีซี ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร และขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาว่า จะจัดประชุมที่ไหนและเมื่อไหร่ ทั้งนี้ยืนยันว่า ทหารไทยและกัมพูชา ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องความคิดที่เห็นแตกต่าง เพราะไทยเห็นว่า จีบีซี ควรเป็นการหารือแบบทวิภาคี ไม่ควรให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยว แต่หาก กัมพูชา ต้องการให้มีผู้สังเกตการณ์เข้ามา ก็ควรมีการหารือ ส่วนที่ กัมพูชา แสดงท่าทีว่า อยากให้มีการประชุม จีบีซี ที่ ประเทศอินโดนีเซียนั้น ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เป็นเรื่องของกัมพูชา ซึ่งไทยไม่จำเป็นที่จะต้องทำตาม เพราะทุกฝ่ายควรที่จะเคารพกัน และหารือเพื่อขอข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังมีการหารือกับ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ในเรื่องดังกล่าวอยู่

เวลา 13.52 น.การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี รวม 3 ฉบับ สมาชิกยังคงถกเถียงกันถึงการชะลอการพิจารณารายงานดังกล่าว ของคณะกรรมาธิการ ออกไปจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับบันทึกการประชุม เจบีซี ทั้ง 3 ฉบับ เนื่องจากเกรงว่า อาจจะขัดกับกฎบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ที่ประชุม จะต้องชะลอเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา เพื่อรอให้ศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน แต่สมาชิกยังคงมีความกังวล และยืนยันที่จะให้ยุติการพิจารณาและชะลอเรื่องดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมี คำวินิจฉัย

เวลา 15.06 น.ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ได้เลื่อนการลงมติรับทราบรายงานผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ทั้ง 3 ฉบับ ไปเป็นวันอังคารที่ 5 เมษายน หลังจากที่ประชุมได้ใช้เวลาในการอภิปรายนานกว่า 3 ช.ม. โดย ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน แสดงความไม่เห็นด้วย กับการลงมติในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่า จะเป็นผลผูกพันกับการพิจารณาบันทึกการประชุม JBC ทั้ง 3 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังจาก ส.ส. กว่า 80 คน ได้ยื่นให้ศาลตีความ ว่า ร่างบันทึกข้อตกลง JBC ดังกล่าว เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยระหว่างการลงมติพบว่า มีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม โดยมีสมาชิกแสดงตนเพียง 262 คน จากทั้งหมด 554 คน ซึ่งการลงมติ จะต้องใช้เสียงสมาชิกมากกว่า 277 คน นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา จึงได้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปทันที

เวลา 16.56 น.นายชวนะ ไตรมาส เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องที่สมาชิกรัฐสภา จำนวน 1 ใน 10 เข้าชื่อ ขอให้ศาลวินิจฉัยรายงานของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ ว่า ร่างบันทึก JBC ทั้ง 3 ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ อีกทั้ง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลได้แจ้งกลับไปยังรัฐสภาแล้วว่า ได้รับคำร้องแล้ว ทั้งนี้ นายชวนะ จะนำบันทึกทั้ง 3 ฉบับ เข้าสู่วาระการประชุมของคณะตุลาการ ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไร คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าจะมีการจัดแถลงข่าวให้ทราบทันที

*เวลา 19.22 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่การประชุมร่วมรัฐสภาวาระพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ไทย-กัมพูชา 3 ฉบับ ในวันนี้ล่มว่า เกิดจากการที่ ส.ส.บางคน ต้องลงพื้นที่ ซึ่งไม่มีปัญหาใด ซึ่งต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องดังกล่าว เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ด้วยนั้น ทั้งนี้มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศ เร่งทำความเข้าใจกับกัมพูชา และอินโดนีเซีย ว่าการเจรจาในระดับทวิภาคี ยังสามารถเดินหน้าไปได้ รวมทั้งยังไม่มีสิ่งใดออกนอกกรอบ ที่สภาเคยมีมติไว้ เมื่อเดือน ต.ค. 2551 โดยตนขอให้กัมพูชา เข้าใจว่า ไทยยังจะเจรจา และยืนยันไม่ได้ถ่วงเวลา แต่ทำเต็มที่แล้ว ขณะที่ในการประชุม JBC วันที่ 7 – 8 เม.ย.นี้ หากมีการเลื่อนออกไปนั้น ก็คงจะเลื่อนไปไม่นาน เพราะอยากให้มีความชัดเจน ซึ่งการเลื่อนประชุม JBC จะไม่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา และตนกล่าวชัดแล้วว่าจะยุบสภาสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. ซึ่งตนก็แปลกใจที่พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ตนจะยุบสภาในวันที่ 27 เม.ย. เพราะเชื่อในไสยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม MOU ก็จะไม่มีผลต่อ JBC เช่นกัน เนื่องจากทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และหากมีการนำเรื่องดังกล่าวขึ้นศาลโลกอีกครั้ง ไทยก็จะต้องต่อสู้

เวลา 21.00 น.นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่องค์ประชุมของสมาชิกรัฐสภา ไม่ครบ จนไม่สามารถลงมติรับรองร่างบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา หรือ JBC 3 ฉบับ ว่า เนื่องจากมีสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งก่อนกำหนด จนทำให้องค์ประชุมไม่ครบ รวมทั้งมีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนวอล์คเอาท์ เนื่องจากไม่เห็นด้วย กับร่างบันทึกการประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่า ในวันนี้เป็นแค่การรับรองข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ที่สภาตั้งขึ้นเท่านั้น ขณะที่ร่างบันทึกการประชุมทั้ง 3 ฉบับ อยู่ระหว่างการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ นายศิริโชค ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่ได้เป็นการแก้เกมให้กับ นายกฯ เพราะเรื่องนี้ได้ยื่นไว้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2553

 


30 มีนาคม 2554

*เวลา 08.37 น.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเตรียมวินิจฉัยบันทึกการประชุมคณะ กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในวันนี้ ขณะที่อดีตเลขานุการศาลรัฐธรรมนูญขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ เพื่อสู้คดีการบันทึกคลิปประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคำร้องที่สมาชิกรัฐสภาขอให้วินิจฉัยว่า บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี รวม 3 ฉบับเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ ส่วนศาลจะวินิจฉัยเสร็จเมื่อใดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล สำหรับการประชุมรัฐสภาพิจารณาบันทึกการประชุมเจบีซีวันนี้ต้องเลื่อนพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบในช่วงบ่าย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา จึง นัดเลื่อนพิจารณาไปเป็นวันที่ 5 เมษายน ซึ่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ต้องการให้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญก่อน เพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรรมนูญ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายกรัฐมนตรี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืน ยันว่า การเลื่อนพิจารณาบันทึกเจบีซี ไม่มีผลกระทบกับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ที่เมืองโบกอ ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 7-8 เม.ย.นี้รวมทั้งสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่ายินดีที่จะร่วมประชุมเจบีซี กับไทย เพื่อแก้ปัญหาเขตแดนไม่ว่าผลการประชุมรัฐสภาเป็นอย่างไร และกระทรวงการต่างประเทศจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้า การประชุมต่อไป

เวลา 09.05 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า จะเร่งทำความเข้าใจกับสมาชิกรัฐสภา ภายหลังการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาบันทึกการประชุม คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC วานนี้ ต้องเลื่อนการประชุมออกไป เนื่องจาก ไม่ได้ข้อสรุป เพราะยังมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วน ยังไม่แน่ใจว่า การประชุมดังกล่าว เป็นวาระ เพื่อรับรองหรือรับทราบ ซึ่งยังมีปัญหาในการตีความอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า บันทึกการประชุมเจบีซีดังกล่าว เป็นเพียงการรายงานให้ทราบถึงการประชุม ทั้ง 3 ครั้ง โดยไม่มีผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างแน่นอน ขณะที่ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ที่กัมพูชาเสนอให้ประชุมที่ประเทศอินโดนีเซียนั้น รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว GBC ควรประชุมที่ประเทศไทยหรือไม่ก็ประเทศกัมพูชา ซึ่งคงต้องทำความเข้าใจกับกัมพูชา ในรายละเอียดอีกครั้ง

เวลา 10.02 น.นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เชื่อว่า การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติรับรองรายงานผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ในวันอังคารที่ 5 เม.ย. จะไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ เหมือนวานนี้ ส่วนสาเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องจาก ส.ส.ภาคใต้ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขณะที่ ส.ว. ได้ทำการวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม และ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ไม่เสียบบัตรแสดงตน ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องนัดหารือนอกรอบ เพื่อทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม เห็นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในเรื่อง JBC ออกมาก็ถือเป็นทางออก ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า JBC ไม่เข้าข่ายสนธิสัญญาตามมาตรา 190 รัฐสภาก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณา แต่หากเข้าข่ายก็ต้องพิจารณาต่อไป

เวลา 17.32 น.ภายหลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการประชุมวาระปกติ และได้มีการพิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่ ประธานรัฐสภา ได้ยื่นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภา รวม 80 คน เสนอความเห็น เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ชี้ขาด ว่า บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ นั้น เป็นหนังสือ สัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตาม มาตรา 190 หรือไม่ นั้น โดยคณะตุลาการวินิฉัยแล้วว่า ให้จำหน่ายคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าคณะรัฐมนตรีได้นำบันทึกการประชุม JBC ทั้ง 3 ฉบับ เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้อง ว่า กรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพราะยังมีขั้นตอนอื่นๆ เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องพิจารณาดำเนินการเสียก่อน ซึ่งในชั้นนี้ จึงยังไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 6 ประกอบมาตรา 154 วรรค 1 ที่เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

 


31 มีนาคม 2554

เวลา 10.35 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ยังไม่สามารถเริ่มขึ้นได้ ตามกำหนดในเวลา 09.00 น. เนื่องจากมีสมาชิกลงชื่อแสดงตนไม่ครบองค์ประชุม ส่วน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องสั่งเลื่อนการประชุมออกไป เป็นเวลา 10.30 น. ทั้งนี้นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล ยอมรับว่า หากการประชุมสภาล่มเช่นนี้ อาจส่งผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้ง 3 ฉบับ ไม่ผ่านการพิจารณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะต้องออกระเบียบขึ้นมา เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า เหตุใด ส.ส. ที่ต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่จะต้องขอความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ให้ความร่วมมือ ในการเข้าร่วมประชุม เพื่อเดินทางผลักดันกฎหมายให้แล้วเสร็จ โดยวิปคงไม่มีมาตรการกดดันใดๆ เพราะถือว่า เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล ทั้งนี้ นายชัย กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 5 เม.ย. นี้ อาจไม่มีการประชุมร่วมรัฐบาล เพื่อพิจารณารับรองแรงงานผลการศึกษา บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC รวม 3 ฉบับ เนื่องจากต้องรอหนังสือตอบกลับศาลรัฐธรรมนูญ ก่อน โดยจะเลื่อนถกในวันใด ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของรัฐบาล ทั้งนี้ หาก JBC ไม่ผ่านความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นผู้ตัดสินใจ และตกลงกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อประกาศยุบสภาโดยทันที อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ มีความสำคัญก็อยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาและเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่การประชุมสภาล่มติดต่อกัน 2 วัน ตนก็ได้บอกผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ให้รีบยุบสภาแล้ว เพราะ ส.ส.ต่างลงพื้นที่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาล่วงหน้า ซึ่งขณะนี้การประชุมสภา เพื่อพิจารณากฎหมายที่เหลืออยู่กว่า 100 ฉบับ ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ทั้งที่ตนเห็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย อยู่ในห้องประชุมกว่าร้อยคนแต่ไม่เสียบบัตรแสดงตน ดังนั้นในสมัยประชุมหน้า จึงเร่งแก้ไขระเบียบประชุมว่า ให้นับผู้ที่อยู่ในห้องประชุม โดยไม่ต้องเสียบบัตรด้วย

 

 

3 เมษายน 2554

เวลา 17.16 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 5 เม.ย. นี้ จะไม่มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ทั้ง 3 ฉบับ เนื่องจากต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงเรื่องการจำหน่ายคดี กรณีที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้วินิจฉัยว่า ร่างบันทึกการประชุมดังกล่าวเข้าข่ายผิดหนังสือสนธิสัญญา ระหว่างประเทศตามมาตรา 190 หรือไม่ ส่วนเรื่องการประชุม JBC ร่วมกับกัมพูชา ในวันที่ 7-8 เมษายน ที่ประเทศอินโดนีเซีย ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการประสาน และทำความเข้า

 

 

4 เมษายน 2554

*เวลา 11.58 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีที่ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า จะให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ จีบีซี ที่ ประเทศอินโดนีเซีย โดยยืนยันว่า การประชุมจีบีซี เป็นเรื่องของ 2 ประเทศ ที่จะต้องพูดคุยกัน การที่ พล.อ.เตีย บัญ เดินทางไปประเทศอินโดนีเซียนั้น ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประชุม ทั้งนี้ การประชุม จีบีซี เป็นเรื่องของความร่วมมือที่ไทยและกัมพูชา จะต้องตกลงร่วมกันเรื่องชายแดน แต่ส่วนตัว อยากให้การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี เสร็จสิ้นไปก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการประชุม จีบีซี ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจาก สถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ยังคงเป็นไปตามปกติ ส่วนจะมีการนำเรื่องการวางกำลังทหารเข้าสู่ที่ประชุมหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของรายละเอียด ซึ่งขณะนี้ทาง เลขาธิการของกระทรวงกลาโหม ทั้ง 2 ประเทศ กำลังดำเนินการและประสานงานอยู่

*เวลา 13.27 น. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนเองพร้อมคณะ นำโดย นายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี เตรียมเดินทางไปร่วมประชุม เจบีซี ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน นี้ โดยจะออกเดินทางจากประเทศไทย ในวันที่ 6 เมษายน แม้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีมติเลื่อนการพิจารณารายงานบันทึกการประชุมเจบีซี 3 ฉบับ ออกไป ก็จะไม่กระทบต่อการประชุมครั้งนี้ และ ยืนยันว่า บันทึกการประชุมเจบีซี 3 ฉบับ ไม่มีการปักปันเขตแดนใหม่ ส่วนกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศของไทย เห็นด้วยกับกรอบการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา จากที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ให้ผู้แทนจากอินโดนีเซีย เข้ามาสังเกตการณ์ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยให้ไทยกับกัมพูชาหารือกันว่า จะเข้ามาอย่างไร อยู่จุดไหนได้บ้าง ซึ่งในส่วนของไทย ยึดหลักอธิปไตย และชั้นความลับทางทหาร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า การที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว เนื่องจากต้องเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย

*เวลา 17.31 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เรื่องของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ เจบีซี ยังเดินหน้าต่อไปได้ โดย เจบีซี จะมีการกำหนดประเด็นในเรื่องของการคัดเลือกคนมาทำภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งยังอยู่ในกรอบของการเจรจา และไม่น่ากระทบกับบันทึกที่ยังค้างอยู่ ซึ่งทางกัมพูชา ก็ยืนยันว่า จะประชุมกันได้ ทั้งนี้ หลังจากที่มีการประชุมเจบีซี ผ่านไปแล้ว หวังว่าจะมีความคืบหน้าที่จะทำให้เห็นชัดเจนว่า กลไกทวิภาคีกลับมาทำงาน ซึ่งเหตุการณ์ในพื้นที่ก็สงบมาเป็นเวลากว่า 2 เดือน แล้ว

 


*เอกสารที่เกี่ยวข้อง (เฉพาะภาษาไทย)


1.รายละเอียด อนุสนธิสัญญา 1904

 

 

2.รายละเอียด อนุสนธิสัญญา 1907

 

3.แผนที่ประกอบ สัญญา ค.ศ.1907


 

อนุสัญญา ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904 ระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส ทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้น คือ คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม (COMMISSION DE DELIMITATION ENTRE L INDO-CHINE ET LE SIAM) โดยมีประธานร่วมสองคน คือ พลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานฝ่ายสยาม และมี พันเอก แบร์นาร์ด เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส ทำให้เกิดแผนที่ 11 ฉบับ มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งตามเอกสารราชการ เลขที่ 89/525 ลงวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2451/ค.ศ.1908 หม่อมเจ้า จรูญศักดิ์ กฤษดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส มีข้อความในจดหมายว่า ในเรื่องที่คณะกรรมการการปักปันเขตแดนผสม ตามคำร้องขอของกรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่ในเขต แดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้ คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ส่งมอบให้ สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ โดยระบุรายชื่อแผนที่ทั้ง 11 ระวาง จำนวนอย่างละ 50 แผ่น ซึ่งได้แก่ แผนที่ส่วนเหนือ (Map for the north region) จำนวน 5 ระวาง คือ 1.Maekhop and Chianglom 2.rivers in the north 3.Muang Nan 4.Paklai 5.Huang River ซึ่งปัจจุบันคือ เส้นเขตแดนกับลาว และแผนที่ส่วนใต้ (Map for the south region) จำนวน 6 ระวาง คือ 6.Pasak 7.Mekong 8.Dangrek 9.Phnom Kulen 10.Lake และ 11.Muang Trat ซึ่งเป็นเส้นเขตแดนกับกัมพูชา

อัครราชทูต ลงท้ายว่า ได้เก็บแผนที่ไว้ที่สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสอย่างละ 2 ชุด และจะได้ส่งแผนที่อย่างละชุดไปยังสถานอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน กรุงเบอร์ลิน ประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา จึงเหลือส่งมายังราชสำนักสยามเพียงระวางละ 44 แผ่น รวมทั้งสิ้น 484 แผ่น แผนที่ชุดนี้ปัจจุบันมีอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศของไทย พิมพ์โดย H.BARRÈRE, Editeur Géographe.21 Rue du Bac, PARIS

 

4.รายละเอียด MOU 43





ความเห็น

  • Facebook User wrote on 8 กุมภาพันธ์, 2011, 16:01

    There are many details on this site , thank you all of Chaopraya Staff , you are the best.  I hope , you’ll make new projects for readers. 



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 3932 เรื่องบนเว็บไซต์นี้