“ราชประชาสมาสัย” พระราชาและประชาชน ย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

แบ่งปัน

ราชประชาสมาสัย

พระราชาและประชาชน ย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

 

พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อันหลายหลากซึ่งปรากฎเป็นที่ประจักษ์ตา ประทับใจแก่ปวงชนพสกนิกรไทยที่ยังแผ่กำจรกำจายไปถึงต่างแดนทั่วโลก

พระมหาบารมีอันยิ่งใหญ่ไพศาลนั้นยากล้นเกินพรรณนาความได้ครบถ้วนโดยง่ายดาย หากแต่ทุกผู้คนต่างจงรักประจักษ์ใจและแซ่ซ้องเทิดทูนไว้เหนือเกล้า ทรงสถิตเป็น ในหลวง อันเป็นที่รัก ทรงเป็นมิ่งมงคลของคนไทย

ปี พ.ศ. 2496 องค์การอนามัยโลก ได้สำรวจพบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเรื้อนทั่วประเทศประมาณ 140,000 คนด้วยอัตราความชุกผู้ป่วย 50 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน (หรือผู้ป่วย 5,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน) ทั้งนี้ ร้อยละ 60 ของผู้ป่วย กระจุกตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อความดังกล่าวทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เป็นโรคเรื้อนนั้น ด้วยได้ทรงเคยทอดพระเนตรผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ได้รับความรังเกียจเดียดฉันท์จากบุคคลอื่น จากการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท

จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง อธิบดีกรมอนามัย และ  นพ. รามอน มิเควล ที่ปรึกษาโรคเรื้อน องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย ขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์โรคนี้ และได้ทรงรับโครงการควบคุมโรคเรื้อน ไว้เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499  ได้พระราชทานพระราชดำริให้เร่งรัดขยายโครงการดังกล่าวให้รวดเร็วและเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ทุนอานันทมหิดล  แก่กระทรวงสาธารณสุขให้เป็นทุนเริ่มแรกในการจัดสร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จ. สมุทรปราการ เพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันฝึกอบรมและวิจัยโรคเรื้อน สนับสนุนการควบคุมโรคเรื้อนต่อไป

โดยเงินที่เหลือจากการก่อสร้างอาคารครั้งนั้น พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ขณะนั้น) จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชาณุญาตนำไปเป็นทุนก่อตั้งมูลนิธิ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ สถาบันราชประชาสมาสัยมั่นคงแข็งแรง สามารถสนับสนุนงานโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุขอย่างยั่งยืนต่อไป และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า มูลนิธิราชประชาสมาสัย อันเป็นมงคลนาม ซึ่งมีความหมายว่า พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯทรงรับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 16  มกราคม  2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทรามบรมราชชนนี ไปทรงเปิดอาคารสถาบันราชประชาสมาสัย และพระราชทานพระราชดำรัสมีความตอนหนึ่งว่า

การดำริสร้างสถาบันนี้ขึ้น ก็เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชาการเกี่ยวกับโรคเรื้อน และทำการฝึกอบรมพนักงานที่ออกไปทำการบำบัดให้ถูกต้องตามหลักวิชา ตามแผนขยายงานควบคุมโรคเรื้อนต่อไป งานจัดสร้างสถาบันนี้ ได้ดำเนินมาจนบรรลุความสำเร็จทุกประการ ก็ด้วยความพร้อมเพรียงของบรรดาท่านที่มีแก่ใจสละทรัพย์ช่วยใน สาธารณกุศลนี้

 … สถาบัน ราชประชาสมาสัย หมายถึง ทุกฝ่ายได้ร่วมมืออาศัยซึ่งกันและกัน จนเป็นผลสำเร็จดังที่ได้เห็นอยู่แล้ว ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีขอมอบเงินจำนวน 271,452.05บาท ซึ่งเหลืออยู่ในทุน อานันทมหิดล สำหรับปราบโรคเรื้อนแก่สถาบันนี้ เพื่อตั้งเป็นทุนไว้ใช้จ่ายส่งเสริม และดำเนินกิจการให้สัมฤทธิ์ผลสืบไป

จากวันนั้นมาจนปัจจุบัน การควบคุมดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาโรคเรื้อนในประเทศไทย ทั้งการดำเนินงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาของบุตรผู้ป่วย ตลอดจนการสงเคราะห์ผู้ป่วยพิการ ได้ดำเนินก้าวหน้าไปอย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ บังเกิดสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม สืบสนองพระราชดำริ สามารถขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด และโอนมอบงานควบคุมโรคเรื้อนให้ระบบบริการสุขภาพทุกจังหวัดได้ในปี พ.ศ.2519

อีกทั้งยังสามารถกำจัดโรคเรื้อนได้สำเร็จ ไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขต่อไป ( Elimination of Leprosy as a Public Health Problem ) โดยลดความชุกได้จากอัตราผู้ป่วย50 คนต่อประชากร 1 หมื่น ( หรือ 5,000 คน ต่อประชากร 1 ล้าน ) เมื่อเริ่มโครงการ ให้ลดลงคงเหลือในระดับที่ต่ำกว่าอัตราผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1 หมื่น ( หรือ 100 คนต่อประชากร 1 ล้าน ) ตามหลักเกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก ได้ในปี พ.ศ. 2537 ( ก่อนเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2543 )

ปี พ.ศ. 2552 ได้ค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนและรักษาให้หายขาด สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้ตามปกติ มีจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศรวม 172,934 คน คงเหลือผู้ป่วยลงทะเบียนรักษาตัวทั่วประเทศเพียง 762 ราย นับเป็นอัตราความชุก ที่คงเหลือเพียงผู้ป่วย 0.11 ต่อประชากร 1หมื่นคน ( หรือ 11 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ) ปัจจุบัน ได้ค้นพบผู้ป่วยใหม่เพียง 300 คน ( ด้วยอัตราการค้นพบผู้ป่วยใหม่ 0.45 ต่อประชากร 1 แสน หรือพบผู้ป่วยใหม่เพียง 4 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ) โดยมีเพียง 15 อำเภอ ใน 927อำเภอ ทั่วประเทศ ที่มีอัตราความชุกมากกว่า 1 ต่อประชากร 1 หมื่น และได้พัฒนาสู่ความสำเร็จของการกำจัดโรคเรื้อนอย่างยั่งยืน สมดังพระราชปณิธานต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว สถาบันราชประชาสมาสัย ยังได้ขยายการศึกษาวิจัยทุกด้าน รวมทั้ง การอบรมวิชาการโรคเรื้อนไปสู่ระดับอุดมศึกษา และการฝึกอบรมหลังปริญญาและนานาชาติ อย่างยั่งยืนต่อไป โดยเฉพาะเมื่อสถาบันฯ ได้รับการปรับโครงสร้างองค์กรในปี พ.ศ. 2517  จากหน่วยงานระดับฝ่ายเป็น สถาบันราชประชาสมาสัย กองโรคเรื้อน กรมควบคุมโรคติดต่อ

ในปี พ.ศ. 2545ได้รับการปฏิรูปยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับสำนัก ให้เป็น สถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค โดยรวม 2  องค์กรคือ กองโรคเรื้อน และ โรงพยาบาลพระประแดงเข้าด้วยกันเป็น สถาบันโรคเรื้อนแห่งชาติ ทั้งยังเป็นผู้นำระดับนานาชาติ สมดังพระราชปณิธาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช รองประธานกรรมการ คนที่ 1 รักษาการประธานกรรมการมูลนิธิ ( ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ) นำ คณะกรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และองค์กรโรคเรื้อนภาคเอกชน เข้าเฝ้าฯ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัส อันสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ต่อการขจัดโรคเรื้อนให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย ความตอนหนึ่งว่า …

“… ที่พูดวันนี้ ก็เพื่อให้ระลึกว่า งานที่ทำนั้นเป็นที่น่ายินดีว่าได้ผลดี ทั้งทางการบำบัดโรคเรื้อน ทำให้โรคเรื้อนหายไป ทั้งในด้านกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และกำลังใจของผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งหมดนี้เป็นผลสำเร็จที่ดีงาม และจะต้องทำงานต่อไป เพราะยังเหลือ 0.5 คนในหมื่นนั้น ที่ต้องมารักษาอีก และอีกอย่างสำหรับอนาคต มีที่สำคัญคือ โรคเรื้อนในโลกนี้ยังไม่หมด โดยที่ สมัยนี้  ต้องใช้คำนี้  เป็นสมัยโลกาภิวัฒน์ คือทุกสิ่งทุกอย่างแลกเปลี่ยนกันได้ดี แต่โรคก็แลกเปลี่ยนกันเหมือนกัน …

อีกข้อหนึ่งต่อไป ซึ่งได้ฟังว่า ทางมูลนิธิฯ พิจารณาที่จะดำเนินงาน คือถือว่าเป็นภาระของตน ก็คือเรื่องโรคเอดส์ เราได้ทำให้โรคเรื้อนซึ่งเป็นโรคน่ากลัว และมีคนกลัว ต่อสู้จนกระทั่งโรคนี้ไม่เป็นที่น่ากลัวนัก ต่อไปก็มีโรคเอดส์ซึ่งคนกลัว และเป็นโรคที่น่ารังเกียจ แต่ก็มีทางที่จะต่อสู้ได้ โดยที่มีการค้นคว้าอยู่แล้ว ในเมืองไทยก็ค้นคว้าตัวยาหลายชนิดที่จะบำบัดได้ สำหรับต่างประเทศก็มียา ก็จะต้องใช้ยา 3 อย่าง เพื่อที่จะบำบัด แต่ในเมืองไทยนี้เราก็มียาที่จะช่วยไปร่วมกับยา 3 อย่างนั้น ทำให้หายได้ ซึ่งก็ได้ผลมาบ้างแล้ว

ฉะนั้น มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ อาจจะอุดหนุนการทดลอง จะส่งเสริมการทดลองได้ ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ก็คงสามารถที่จะมีส่วนในภาระที่จะมีต่อไป โรคเรื้อนก็มีผู้ที่เป็นโรคเรื้อน และผู้ที่เป็นบุตรหลานของโรคเรื้อน ก็ได้จัดการเรียบร้อย โรคเอดส์ก็มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ และมีลูกหลานของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยังไม่เป็น ก็ควรจะได้ช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาและอุ้มชู สำหรับการนี้ ก็มีเอกชน มีองค์กร ที่ได้ตั้งโรงเรียน และได้ตั้งศูนย์สำหรับการนี้ เขาทำกันอยู่บ้างแล้ว แต่ถ้ามูลนิราชประชาสมาสัยฯ ได้ช่วยเหลือในแนวเดียวกับที่ได้ช่วยเหลือในการปราบโรคเรื้อน ก็เชื่อว่าจะเป็นบุญกุศลอย่างสูง

อันนี้ก็ปล่อยเอาไว้เป็นการบ้าน 2อย่าง และขอให้ทุกคนได้เข้าใจว่า งานยังไม่เสร็จ ยังมีอีกต่อไป ถ้าตั้งอกตั้งใจทำ ประชาชนทั่วทั้งประเทศก็จะขอบใจ และเห็นในความดีของท่านทุกคน เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านมีกำลังใจ กำลังกายเข้มแข็งสมบูรณ์ เพื่อที่จะฟันฝ่าอุปสรรค และปัญหาต่อไป … ””

พระราชดำรัสในครั้งนั้น นับเป็นพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างและไกล ไม่เพียงแต่ทรงพินิจพิเคราะห์ได้อย่างตรงเป้าหมายสำคัญของปัญหา หากแต่ยังได้พระราชทานแนววิธีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และยังได้ทรงพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อาทิ การดูแลลูกของผู้ป่วย ก็ได้พระราชทานคำแนะนำให้จัดตั้งโรงเรียน อันเป็นที่มาของการจัดตั้ง โรงเรียนราชประชาสมาสัย , โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์

อีกทั้งยังได้พระราชทานพระราชดำริในการจัดการแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือเรื่อง โรคเอดส์ ที่ได้พระราชทานแนวทางให้มูลนิธิฯสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เด็กเหล่านั้นเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญไม่สร้างปัญหาให้สังคม

วันที่ ๑๖ มกราคม ของทุกปี ถือว่าเป็น วันราชประชาสมาสัย ดังนั้น มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดจัดงาน วันราชประชาสมาสัย ขึ้นเป็นประจำเสมอมา เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ได้พระราชทานแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อนเสมอมา

โดยมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ กิจกรรมวิชาการ และกิจกรรมสันทนาการ สำหรับในปี พ.ศ. 2554 มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ ร่วมกับ สถาบันราชประชาสมาสัย กำหนดจัดงาน วันราชประชาสมาสัย วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2554 ณ สถาบันราชประชาสมาสัย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และที่ นิคม 12 แห่ง ทั่วประเทศ

อนึ่ง เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้จัดทำ สายรัดข้อมือดอกกุหลาบสีชมพู เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นำรายได้สมทบ มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สายรัดข้อมือดอกกุหลาบสีชมพู ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ ดอกกุหลาบสีชมพู สายพันธุ์ จุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นกุหลาบที่มีขนาดใหญ่ ส่งกลิ่นหอม พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงนำมาปลูกไว้ที่ พระตำหนักสบาย คุ้มเจ้าดารารัศมี จ.เชียงใหม่ ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงให้มีการนำมาขยายพันธุ์ ปลูกไว้รอบ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ดอกกุหลาบสีชมพู สะท้อนถึง ความรัก ความงดงามที่ยิ่งใหญ่ของมวลพสกนิกรชาวไทย ที่น้อมเกล้าฯรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระเกียรติคุณ ที่แผ่กำจรกำจาย

ทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงการรวมพลังของปวงชนชาวไทย ประดุจดังกลีบกุหลาบ ที่รายล้อม เพื่อรวมใจถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยั่งยืนนานสืบไป และยังจะเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่อีกด้วย

ผู้สนใจ บริจาคเงิน ในราคา เส้นละ 100 บาท ได้ที่ … มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ , สถาบันราชประชาสมาสัย , สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด , ที่ทำการไปรษณีย์ไทย , ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารออมสิน  ติดต่อสอบถาม ได้ที่ มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ โทรศัพท์ : ( 02 ) 591 3720

 

ขอขอบคุณ สยามรัฐ




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 9611 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics