“ราชประชาสมาสัย” พระราชาและประชาชน ย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
- วันจันทร์ 24 มกราคม 2554 8:02
- บทความสถาบันฯ, บทความเด่น
- อ่าน 612 ครั้ง
- ยังไม่มีความเห็น
“ราชประชาสมาสัย”
พระราชาและประชาชน ย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อันหลายหลากซึ่งปรากฎเป็นที่ประจักษ์ตา ประทับใจแก่ปวงชนพสกนิกรไทยที่ยังแผ่กำจรกำจายไปถึงต่างแดนทั่วโลก
พระมหาบารมีอันยิ่งใหญ่ไพศาลนั้นยากล้นเกินพรรณนาความได้ครบถ้วนโดยง่ายดาย หากแต่ทุกผู้คนต่างจงรักประจักษ์ใจและแซ่ซ้องเทิดทูนไว้เหนือเกล้า ทรงสถิตเป็น “ในหลวง” อันเป็นที่รัก ทรงเป็นมิ่งมงคลของคนไทย
ปี พ.ศ. 2496 องค์การอนามัยโลก ได้สำรวจพบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเรื้อนทั่วประเทศประมาณ 140,000 คนด้วยอัตราความชุกผู้ป่วย 50 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน (หรือผู้ป่วย 5,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน) ทั้งนี้ ร้อยละ 60 ของผู้ป่วย กระจุกตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อความดังกล่าวทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เป็นโรคเรื้อนนั้น ด้วยได้ทรงเคยทอดพระเนตรผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ได้รับความรังเกียจเดียดฉันท์จากบุคคลอื่น จากการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท
จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง อธิบดีกรมอนามัย และ นพ. รามอน มิเควล ที่ปรึกษาโรคเรื้อน องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย ขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์โรคนี้ และได้ทรงรับโครงการควบคุมโรคเรื้อน ไว้เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ได้พระราชทานพระราชดำริให้เร่งรัดขยายโครงการดังกล่าวให้รวดเร็วและเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน “ทุนอานันทมหิดล” แก่กระทรวงสาธารณสุขให้เป็นทุนเริ่มแรกในการจัดสร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จ. สมุทรปราการ เพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันฝึกอบรมและวิจัยโรคเรื้อน สนับสนุนการควบคุมโรคเรื้อนต่อไป
โดยเงินที่เหลือจากการก่อสร้างอาคารครั้งนั้น พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ขณะนั้น) จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชาณุญาตนำไปเป็นทุนก่อตั้งมูลนิธิ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ “สถาบันราชประชาสมาสัย”มั่นคงแข็งแรง สามารถสนับสนุนงานโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุขอย่างยั่งยืนต่อไป และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “มูลนิธิราชประชาสมาสัย” อันเป็นมงคลนาม ซึ่งมีความหมายว่า “พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน” ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯทรงรับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย
ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทรามบรมราชชนนี ไปทรงเปิดอาคารสถาบันราชประชาสมาสัย และพระราชทานพระราชดำรัสมีความตอนหนึ่งว่า
“ การดำริสร้างสถาบันนี้ขึ้น ก็เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชาการเกี่ยวกับโรคเรื้อน และทำการฝึกอบรมพนักงานที่ออกไปทำการบำบัดให้ถูกต้องตามหลักวิชา ตามแผนขยายงานควบคุมโรคเรื้อนต่อไป งานจัดสร้างสถาบันนี้ ได้ดำเนินมาจนบรรลุความสำเร็จทุกประการ ก็ด้วยความพร้อมเพรียงของบรรดาท่านที่มีแก่ใจสละทรัพย์ช่วยใน สาธารณกุศลนี้
… สถาบัน “ ราชประชาสมาสัย ” หมายถึง ทุกฝ่ายได้ร่วมมืออาศัยซึ่งกันและกัน จนเป็นผลสำเร็จดังที่ได้เห็นอยู่แล้ว ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีขอมอบเงินจำนวน 271,452.05บาท ซึ่งเหลืออยู่ในทุน “ อานันทมหิดล ” สำหรับปราบโรคเรื้อนแก่สถาบันนี้ เพื่อตั้งเป็นทุนไว้ใช้จ่ายส่งเสริม และดำเนินกิจการให้สัมฤทธิ์ผลสืบไป”
จากวันนั้นมาจนปัจจุบัน การควบคุมดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาโรคเรื้อนในประเทศไทย ทั้งการดำเนินงานด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาของบุตรผู้ป่วย ตลอดจนการสงเคราะห์ผู้ป่วยพิการ ได้ดำเนินก้าวหน้าไปอย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ บังเกิดสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม สืบสนองพระราชดำริ สามารถขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด และโอนมอบงานควบคุมโรคเรื้อนให้ระบบบริการสุขภาพทุกจังหวัดได้ในปี พ.ศ.2519
อีกทั้งยังสามารถกำจัดโรคเรื้อนได้สำเร็จ ไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขต่อไป ( Elimination of Leprosy as a Public Health Problem ) โดยลดความชุกได้จากอัตราผู้ป่วย50 คนต่อประชากร 1 หมื่น ( หรือ 5,000 คน ต่อประชากร 1 ล้าน ) เมื่อเริ่มโครงการ ให้ลดลงคงเหลือในระดับที่ต่ำกว่าอัตราผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1 หมื่น ( หรือ 100 คนต่อประชากร 1 ล้าน ) ตามหลักเกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก ได้ในปี พ.ศ. 2537 ( ก่อนเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้ในปี พ.ศ. 2543 )
ปี พ.ศ. 2552 ได้ค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนและรักษาให้หายขาด สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้ตามปกติ มีจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศรวม 172,934 คน คงเหลือผู้ป่วยลงทะเบียนรักษาตัวทั่วประเทศเพียง 762 ราย นับเป็นอัตราความชุก ที่คงเหลือเพียงผู้ป่วย 0.11 ต่อประชากร 1หมื่นคน ( หรือ 11 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ) ปัจจุบัน ได้ค้นพบผู้ป่วยใหม่เพียง 300 คน ( ด้วยอัตราการค้นพบผู้ป่วยใหม่ 0.45 ต่อประชากร 1 แสน หรือพบผู้ป่วยใหม่เพียง 4 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ) โดยมีเพียง 15 อำเภอ ใน 927อำเภอ ทั่วประเทศ ที่มีอัตราความชุกมากกว่า 1 ต่อประชากร 1 หมื่น และได้พัฒนาสู่ความสำเร็จของการกำจัดโรคเรื้อนอย่างยั่งยืน สมดังพระราชปณิธานต่อไป
นอกจากนั้นแล้ว สถาบันราชประชาสมาสัย ยังได้ขยายการศึกษาวิจัยทุกด้าน รวมทั้ง การอบรมวิชาการโรคเรื้อนไปสู่ระดับอุดมศึกษา และการฝึกอบรมหลังปริญญาและนานาชาติ อย่างยั่งยืนต่อไป โดยเฉพาะเมื่อสถาบันฯ ได้รับการปรับโครงสร้างองค์กรในปี พ.ศ. 2517 จากหน่วยงานระดับฝ่ายเป็น สถาบันราชประชาสมาสัย กองโรคเรื้อน กรมควบคุมโรคติดต่อ
ในปี พ.ศ. 2545ได้รับการปฏิรูปยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับสำนัก ให้เป็น สถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค โดยรวม 2 องค์กรคือ กองโรคเรื้อน และ โรงพยาบาลพระประแดงเข้าด้วยกันเป็น สถาบันโรคเรื้อนแห่งชาติ ทั้งยังเป็นผู้นำระดับนานาชาติ สมดังพระราชปณิธาน
เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช รองประธานกรรมการ คนที่ 1 รักษาการประธานกรรมการมูลนิธิ ( ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ) นำ คณะกรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และองค์กรโรคเรื้อนภาคเอกชน เข้าเฝ้าฯ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัส อันสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ต่อการขจัดโรคเรื้อนให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย ความตอนหนึ่งว่า …
“… ที่พูดวันนี้ ก็เพื่อให้ระลึกว่า งานที่ทำนั้นเป็นที่น่ายินดีว่าได้ผลดี ทั้งทางการบำบัดโรคเรื้อน ทำให้โรคเรื้อนหายไป ทั้งในด้านกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และกำลังใจของผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งหมดนี้เป็นผลสำเร็จที่ดีงาม และจะต้องทำงานต่อไป เพราะยังเหลือ 0.5 คนในหมื่นนั้น ที่ต้องมารักษาอีก และอีกอย่างสำหรับอนาคต มีที่สำคัญคือ โรคเรื้อนในโลกนี้ยังไม่หมด โดยที่ สมัยนี้ ต้องใช้คำนี้ เป็นสมัยโลกาภิวัฒน์ คือทุกสิ่งทุกอย่างแลกเปลี่ยนกันได้ดี แต่โรคก็แลกเปลี่ยนกันเหมือนกัน …
… อีกข้อหนึ่งต่อไป ซึ่งได้ฟังว่า ทางมูลนิธิฯ พิจารณาที่จะดำเนินงาน คือถือว่าเป็นภาระของตน ก็คือเรื่องโรคเอดส์ เราได้ทำให้โรคเรื้อนซึ่งเป็นโรคน่ากลัว และมีคนกลัว ต่อสู้จนกระทั่งโรคนี้ไม่เป็นที่น่ากลัวนัก ต่อไปก็มีโรคเอดส์ซึ่งคนกลัว และเป็นโรคที่น่ารังเกียจ แต่ก็มีทางที่จะต่อสู้ได้ โดยที่มีการค้นคว้าอยู่แล้ว ในเมืองไทยก็ค้นคว้าตัวยาหลายชนิดที่จะบำบัดได้ สำหรับต่างประเทศก็มียา ก็จะต้องใช้ยา 3 อย่าง เพื่อที่จะบำบัด แต่ในเมืองไทยนี้เราก็มียาที่จะช่วยไปร่วมกับยา 3 อย่างนั้น ทำให้หายได้ ซึ่งก็ได้ผลมาบ้างแล้ว
ฉะนั้น มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ อาจจะอุดหนุนการทดลอง จะส่งเสริมการทดลองได้ ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ก็คงสามารถที่จะมีส่วนในภาระที่จะมีต่อไป โรคเรื้อนก็มีผู้ที่เป็นโรคเรื้อน และผู้ที่เป็นบุตรหลานของโรคเรื้อน ก็ได้จัดการเรียบร้อย โรคเอดส์ก็มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ และมีลูกหลานของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยังไม่เป็น ก็ควรจะได้ช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาและอุ้มชู สำหรับการนี้ ก็มีเอกชน มีองค์กร ที่ได้ตั้งโรงเรียน และได้ตั้งศูนย์สำหรับการนี้ เขาทำกันอยู่บ้างแล้ว แต่ถ้ามูลนิราชประชาสมาสัยฯ ได้ช่วยเหลือในแนวเดียวกับที่ได้ช่วยเหลือในการปราบโรคเรื้อน ก็เชื่อว่าจะเป็นบุญกุศลอย่างสูง
อันนี้ก็ปล่อยเอาไว้เป็นการบ้าน 2อย่าง และขอให้ทุกคนได้เข้าใจว่า งานยังไม่เสร็จ ยังมีอีกต่อไป ถ้าตั้งอกตั้งใจทำ ประชาชนทั่วทั้งประเทศก็จะขอบใจ และเห็นในความดีของท่านทุกคน เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านมีกำลังใจ กำลังกายเข้มแข็งสมบูรณ์ เพื่อที่จะฟันฝ่าอุปสรรค และปัญหาต่อไป … ””
พระราชดำรัสในครั้งนั้น นับเป็นพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างและไกล ไม่เพียงแต่ทรงพินิจพิเคราะห์ได้อย่างตรงเป้าหมายสำคัญของปัญหา หากแต่ยังได้พระราชทานแนววิธีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และยังได้ทรงพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อาทิ การดูแลลูกของผู้ป่วย ก็ได้พระราชทานคำแนะนำให้จัดตั้งโรงเรียน อันเป็นที่มาของการจัดตั้ง โรงเรียนราชประชาสมาสัย , โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
อีกทั้งยังได้พระราชทานพระราชดำริในการจัดการแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือเรื่อง “ โรคเอดส์ ” ที่ได้พระราชทานแนวทางให้มูลนิธิฯสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เด็กเหล่านั้นเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญไม่สร้างปัญหาให้สังคม”
วันที่ ๑๖ มกราคม ของทุกปี ถือว่าเป็น “ วันราชประชาสมาสัย ” ดังนั้น มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดจัดงาน “ วันราชประชาสมาสัย ” ขึ้นเป็นประจำเสมอมา เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ได้พระราชทานแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อนเสมอมา
โดยมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ กิจกรรมวิชาการ และกิจกรรมสันทนาการ สำหรับในปี พ.ศ. 2554 มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ ร่วมกับ สถาบันราชประชาสมาสัย กำหนดจัดงาน “ วันราชประชาสมาสัย ” วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม 2554 ณ สถาบันราชประชาสมาสัย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และที่ นิคม 12 แห่ง ทั่วประเทศ
อนึ่ง เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้จัดทำ “ สายรัดข้อมือดอกกุหลาบสีชมพู ” เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นำรายได้สมทบ มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
“ สายรัดข้อมือดอกกุหลาบสีชมพู ” ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ ดอกกุหลาบสีชมพู สายพันธุ์ “ จุฬาลงกรณ์ ” ซึ่งเป็นกุหลาบที่มีขนาดใหญ่ ส่งกลิ่นหอม พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงนำมาปลูกไว้ที่ พระตำหนักสบาย คุ้มเจ้าดารารัศมี จ.เชียงใหม่ ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงให้มีการนำมาขยายพันธุ์ ปลูกไว้รอบ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ “ ดอกกุหลาบสีชมพู ” สะท้อนถึง ความรัก ความงดงามที่ยิ่งใหญ่ของมวลพสกนิกรชาวไทย ที่น้อมเกล้าฯรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระเกียรติคุณ ที่แผ่กำจรกำจาย
ทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงการรวมพลังของปวงชนชาวไทย ประดุจดังกลีบกุหลาบ ที่รายล้อม เพื่อรวมใจถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยั่งยืนนานสืบไป และยังจะเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่อีกด้วย
ผู้สนใจ บริจาคเงิน ในราคา เส้นละ 100 บาท ได้ที่ … มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ , สถาบันราชประชาสมาสัย , สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด , ที่ทำการไปรษณีย์ไทย , ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารออมสิน ติดต่อสอบถาม ได้ที่ มูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ โทรศัพท์ : ( 02 ) 591 3720
ขอขอบคุณ สยามรัฐ






