คนไทยพลัดถิ่น

แบ่งปัน



 

 

นไทยพลัดถิ่น หรือที่ทางราชการเรียกว่า ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยสยาม ที่อพยพมาอยู่ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย หลังการยึดครองของอังกฤษ ชาวไทยเหล่านี้จึงกลายเป็นสัญชาติพม่า แต่ก็ยังไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องฝั่งไทยตลอด และมีชาวไทยในเขตตะนาวศรีที่เข้ามาทำคลอดในฝั่งไทย และต้องการให้บุตรเป็นสัญชาติไทย เพราะมีความเกี่ยวดองกับฝั่งไทย และส่วนใหญ่ทางแถบจังหวัดเกาะสอง (วิกตอเรียพอยท์) ของพม่าก็มีชาวไทยมากมาย แต่ในปัจจุบันยังถือว่าชาวไทยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนไร้สัญชาติ

ประเภทของคนไทยพลัดถิ่น

ในเขตพม่าไทยพลัดถิ่นตั้งหลักแหล่งบริเวณเกาะสอง (Kawthaung) ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ (Lenya) ลุ่มแม่น้ำตะนาวศรี (Tennasserim) และลุ่มน้ำกระบุรีหรือปากจั่น จากหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ เกือบ 100 แห่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.ไทยพุทธปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านในและรอบๆ ตำบลสิงขร เช่น สิงขร ทุ่งมะพร้าว ทุ่งมะม่วง วังจำปา วังจระเข้ ยางชุม กระเบื้องถ้วย ทรายขาว แหลมยวน ปากคลอง ทุ่งข่า ห้วยทรายขาว ทุ่งทองหลาง หาดแก้ว ยางขวาง ตลิ่งแดง วังใหญ่ หนองโพง ลำมะเท็งและมูกโพรง ในและรอบๆ ตำบลบกเปี้ยน (Bokpyin) เช่น บกเปี้ยน บกเปี้ยนนอก ลังเคี๊ยะ ทุ่งนาไทร หนองเต่า ทุ่งยาว ในแหลม คลองเพชร ทุ่งกร่ำ นิลขวาง ทุ่งแตง ทุ่งใหญ่ เขาพัง สองแพร่ หินลาย บ้านหลา ทุ่งค้อ ตะเภาสุด บางสมภาร ขี้ไฟ ตลิ่งชัน กะแด ห้างเคียน ทุ่งเห็ด ทุ่งยน ทุ่งสะเม็ด ทุ่งใหญ่ ทุ่งพี หัวช้าง ห้างปรุ กะระธุรี (ตลาดสุหรี) ป่าจาก คลองจระเข้ กระทิง ทองหอย ไร่ใต้ แมะตี บ้านดอน ทุ่งปลีก กะทึ่งและทรายปู และในและรอบๆ ตำบลมะลิวัลย์หรือมะลิยุน เช่น เขาพัง คลองบางช่อน มะลิวัลย์และมะรังหรือหมาราง

2.ไทยมุสลิม ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด้านตะวันตกของเกาะสองในชุมชนต่างๆ เช่น คลองลามะ เกาะซินตง เจ็ดไม้ แปดไม้ เก้าไม้ สิบไม้ สิบเอ็ดไม้ แหลมแรด หาดยาว บ้านเหนือ ปากคลอง แมะปูเต๊ะ บ้านควน หัวแหลมทราย ช้างพัง อ่าวจีน อ่าวจากนอก อ่าวจากใน อ่าวใบ บ้านทร หาดทรายแดง อ่าวใหญ่ เกาะหลา คลองหม้อขาว คลองหลา แหลมบ้า อ่าวบ้า แหลมสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไทยมุสลิมที่พูดภาษาไทยปักษ์ใต้ และมีเครือญาติที่สัมพันธ์กับคนฝั่งไทย เช่น ตะกั่วป่าและบางกล้วย จังหวัดระนอง

3.ไทยเชื้อสายลาว ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2394 มีกลุ่มชาวไทยเชื้อสายลาวอพยพออกมาจากแดนไทยแถบจังหวัดราชบุรี เข้าไปอาศัยในเมืองทวาย, เมาะลำเลิง, มะริด และตะนาวศรี และนำสินค้าเข้ามาค้าชายที่บ้านจางวางบัวโรย แขวงเมืองราชบุรี[21] ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายลาวอาศัยอยู่ในเขตตำบลคลองใหญ่ (เหนือตำบลสิงขร) โดยมีชาวอีสานอาศัยอยู่ในหมู่บ้านท่าตะเยี๊ยะเป็นกลุ่มคนที่อพยพจากภาคอีสานเข้าไปตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันมีประมาณ 500 คน ชุมชนคลองใหญ่เป็นไทยที่พูดภาษาอีสาน อพยพจากจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดเพชรบุรีเข้าไปทำมาหากินในตำบลคลองใหญ่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม จากแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งชี้ว่าตำบลคลองใหญ่เป็นที่ตั้งหลักแหล่งของสยามอพยพมาก่อนปี ค.ศ. 1854 คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สืบทอดวัฒนธรรมจากอีสาน เช่น การทำประเพณีบุญบั้งไฟ และเลี้ยงปู่ตาหรือผีประจำหมู่บ้าน และรักษาวัฒนธรรมอีสานได้เป็นอย่างดี

 

 

ประมาณการตัวเลข

ก่อนปี พ.ศ. 2530 กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตบริเวณเกาะสอง ลุ่มแม่น้ำลังเคี๊ยะ ตะนาวศรีและลุ่มน้ำกระบุรี มีประมาณ 41,258 คน แยกเป็นไทยมุสลิมประมาณ 18,280 คน ไทยพุทธ 22,978 คน แต่ปัจจุบันบางส่วนได้อพยพกลับเข้าตั้งหลักแหล่งในฝั่งไทยและกลายเป็นคนไทยพลัดถิ่นในฝั่งไทย (ตัวเลขนี้ ไม่รวมคนไทยในมะริด และสะเทิมที่เอกสารฝรั่งที่จะกล่าวถึงถัดไประบุว่ามีประมาณ 19,000 คนในปี ค.ศ. 1901)

นอกจากเขตตะนาวศรีที่มีชาวไทยพลัดถิ่นแล้ว ในรัฐกะเหรี่ยงก็มีชุมชนชาวไทยที่เข้าไปค้าขายในเมืองเมียวดี โดยบางส่วนได้อพยพกลับเข้ามาในไทยโดยทางจังหวัดตาก ชาวไทยพลัดถิ่นในไทยกระจายอยู่ตามเขตเมืองและชนบทของจังหวัดตาก ระนอง ชุมพร พังงา และประจวบคีรีขันธ์

ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ให้สัญชาติไทยกับไทยพลัดถิ่นโดยการแปลงสัญชาติจำนวน 7,849 คน ไทยพลัดถิ่นจำนวน 2,000 คนกำลังยื่นคำร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยพิจารณา ที่เหลืออีก 5,000 คนยังมิได้ยื่นคำร้อง กล่าวโดยสรุป ในช่วงปี 2540 มีไทยพลัดถิ่นในไทยอย่างน้อย 14,849 คน ในจำนวนนี้มีคนไทยพลัดถิ่น 7,000 คน และไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการแปลงสัญชาติเพื่อรอความเป็นไทยธรรมดาในอีก 25 ปีข้างหน้าจำนวน 7,849 คน

กลางปี พ.ศ. 2545 เครือข่ายไทยพลัดถิ่นสำรวจไทยพลัดถิ่นในเขตจังหวัดระนองและอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร พบไทยพลัดถิ่นจำนวน 4,740 คน อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสุขสำราญ 370 คน อำเภอกะเปอร์ 590 คน อำเภอละอุ่น 480 คน อำเภอกระบุรี 1,350 คน อำเภอเมืองระนอง 1,350 คน อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร 600 คน ตัวเลขนี้ไม่รวมไทยพลัดถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 1,000 ครอบครัวหรือประมาณไม่น้อยกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณด่านสิงขร อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย และไทยพลัดถิ่นในจังหวัดพังงา และจังหวัดตาก ที่ยังไม่มีข้อมูลบันทึก

ในส่วนของข้อมูลชาวบ้าน จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของคณะทำงานคนไทยพลัดถิ่นกับสำนักงานประสานงานองค์กรชาวบ้าน จ.ระนอง ในปี ๒๕๔๕ จำนวน ๖ อำเภอ โดยสำรวจตั้งแต่ต้นตระกูลเพื่อดูความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ครอบครัว รายบุคคล พบว่ามีคนไทยพลัดถิ่นจำนวนประมาณ ๔,๗๐๐ คน กระจายอยู่พื้นที่ดังต่อไปนี้ อ.สุขสำราญ ๓๗๐ คน อ.กะเปอร์ ๕๙๐ คน อ.เมืองที่บ้านห้วยปลิง ๓๕๐ คน เขตเทศบาลเมือง ๑,๐๐๐ คน อ.ละอุ่น ๔๘๐ คน อ.กระบุรีที่บ้านหาดจิก ๖๕๐ คน เขตเทศบาลตำบลน้ำจืด ๗๐๐ คน และ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ๖๐๐ คน

 

ภูมิหลัง

คนไทยพลัดถิ่นปรากฎตัวอย่างแพร่หลายในสังคมไทยเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อบอกกล่าวกับคนไทยในสังคมรับรู้เรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่นว่า เมื่อ 140 ปีก่อน เจ้าอาณานิคมอังกฤษที่ครอบครองพม่าได้ขอดินแดนตอนใต้ฝั่งตะวันตกของสยามคือ มะริด ทวาย ตะนาวศรี เมื่อปี พ.ศ.2411 ให้เป็นของอังกฤษ

การทำสนธิสัญญาแบ่งแยกดินแดนครั้งนั้นทำให้สยามเสียดินแดนเป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นติดอยู่ฝั่งนั้น เป็นคนไทยที่รอคอยการไปทวงเอาดินแดนคืนอยู่ที่นั่น แม้ดินแดนจะตกเป็นของอังกฤษแต่คนไทยพลัดถิ่นไม่ได้สูญเสียความเป็นไทย บรรพบุรุษปลูกฝังความเป็นไทย นึกถึงแผ่นดินแม่อย่างเหนียวแน่นมาหลายชั่วอายุคน แต่หลังจากประเทศพม่าได้อิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2491 และเกิดรัฐบาลทหารพม่าปกครองแบบเผด็จการทหาร ส่งผลด้านลบต่อชนกลุ่มน้อยของประเทศพม่าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกระเหรี่ยง มอน ไม่เว้นแม้แต่กับกลุ่มคนไทยที่ติดแผ่นดินอยู่ในฝั่งนั้น

การกระทำความรุนแรงต่อคนไทยพลัดถิ่นของรัฐบาลทหารพม่า ทำให้พวกเขาต้องอพยพโยกย้ายกลับเข้ามายังแผ่นดินแม่ มาอยู่กับญาติพี่น้องในฝั่งไทย พวกเขาพูดไทยปักษ์ใต้ มีวัฒนธรรมประเพณีเหมือนไทยปักษ์ใต้ แต่ปัญหาของการไม่มีบัตรประชาชนไทยทำให้คนไทยพลัดถิ่นถูกเบียดขับให้เป็นอื่น ไม่สิทธิตามความเป็นพลเมืองไทยในแง่ของกฎหมาย และในแง่ของความเป็นมนุษย์บางครั้ง

คนไทยพลัดถิ่นถูกรังเกียจและกล่าวหาว่าเป็นพม่าจากสังคมที่เขาอยู่ร่วมด้วย ทำให้บางครั้งพวกเขาถูกจับกุม คุมขังเพราะข้อหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เผชิญปัญหาสารพันที่คนต่างด้าวประสบ เป็นเวลานับสิบสิบปีที่คนไทยพลัดถิ่นไม่มีที่ยืนในเมืองแม่ ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนเหมือนแรงงานต่างด้าว

เริ่มเกิดกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นเมื่อปี พ.ศ. 2545 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือคนจนด้วยเงินซิฟ (SIF) จึงกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาทำงานตั้งกลุ่มออมทรัพย์ที่จังหวัดระนอง คนไทยพลัดถิ่นส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมกลุ่ม แต่เมื่อถูกถามถึงหลักฐานที่ต้องใช้ในการเข้าเป็นสมาชิก เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน คนไทยพลัดถิ่นไม่มีหลักฐานเหล่านี้ จึงเกิดการถกปัญหาของพวกเขาในเวลาต่อมา จึงได้ทราบถึงจำนวนคนไทยพลัดถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดระนอง ประจวบคีรีขันธ์ จึงได้เกิดการตั้งกลุ่มแก้ปัญหาการคืนสัญชาติไทยขึ้นในเวลาต่อมา ในนาม เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติไทย จังหวัดระนอง ประจวบคีรีขันธ์

 

 

ขาดสิทธิ์ใดบ้าง ?

- ไม่มีสิทธิ์ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐ เช่น การแจ้งเกิด การเรียน การทำงาน การเดินทาง การสมรส การตั้งครอบครัว การเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนถึงการแจ้งตาย

อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า คนไทยพลัดถิ่น ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานจากการบริการภาครัฐ ทำให้ตอนนี้ สถานภาพของพวกเขาไม่ต่างไปจาก คนเร่รอน ก็ว่าได้ ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ก็คือ การได้มาซึ่งสัญชาติ

การดำเนินการของคนไทยพลัดถิ่น ?

นายสุทิน กิ่งแก้ว แกนนำเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นจังหวัดระนอง เล่าให้ฟังว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายให้สัญชาติไทยแก่คนไทยเหล่านี้ โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2519 ให้แปลงสัญชาติเหมือนกับคนต่างด้าวกลุ่มอื่นๆ โดยยึดเอาวันที่ 9 มีนาคม 2519 เป็นวันสิ้นสุดการอพยพกลับของคนไทยพลัดถิ่น

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนี้ในส่วนของจังหวัดระนองมีคนไทยพลัดถิ่นได้รับการพิจารณาให้ได้รับสัญชาติไทยจำนวน 671 คนเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมีคนไทยพลัดถิ่นนับหมื่นคน

มติ ครม. สร้างความยุ่งยาก

ปัญหาสำคัญของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นมาจากมติ ครม. ๙ มี.ค. ๒๕๑๙ ที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกคนไทยพลัดถิ่น โดยยึดว่าการอพยพมาอยู่ก่อนวันที่ ๙ มี.ค. ๑๙ ถ้าอยู่นานเกิน ๔๐ ปี ให้แปลงสัญชาติ ถ้าอยู่ไม่ถึง ๒๐ ปี ให้เป็นคนต่างด้าว รุ่นลูกจะถือสัญชาติไทยหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละอำเภอ ส่วนผู้ที่เข้ามาหลัง ๙ มี.ค. เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่เข้าประเทศไทยหลังวันที่ 9 มีนาคม 2519 ซึ่งรัฐบาลไม่มีนโยบายให้สัญชาติ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมลูกหลานของคนไทยพลัดถิ่นที่มาเกิดในประเทศไทย

ด้าน นายภควินท์ แสงคง ผู้ประสานงานมูลนิธิชุมชนไท จ.ระนอง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการรวมตัวเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลออกกฎหมายคืนสัญชาติมีมานานกว่า 30 ปี แต่ยังไม่มีรัฐบาลใดผลักดันให้ประสบผลสำเร็จ แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เปิดให้ดำเนินการได้ โดยให้รัฐบาลคืนสัญชาติแก่บุคคลที่เสียสัญชาติจากการเสียดินแดน สำหรับบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทย เดินทางกลับเข้ามาดินแดนไทยหลัง พ.ศ. 2411 ให้ได้รับสิทธิในการคืนสัญชาติ

 

ทำไมรัฐบาลไม่แก้ปัญหา ?

ปัญหาเรื่องคนไทยผลัดถิ่นนั้น รัฐบาลในกี่ยุคกี่สมัย ก็ไม่ได้นำปัญหานี้ไปเป็นวาระเด่นแต่ประการใด เพราะพลังเสียงในการรวมตัวของกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยจนเกินไป และการรวมตัวก็ไม่เป็นรูปธรรม กล่าวคือ ไม่มีการจัดตั้งผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนปัญหานี้มากนัก

จนเมื่อมาถึงช่วงเวลาที่กลุ่มคนเหล่านี้ ตระหนักถึงการรวมตัว จึงทำให้ปัญหาเรื่องคนไทยพลัดถิ่น ค่อยมีความน่าสนใจมากขึ้น ตลอดจนคาวมช่วยเหลือขององค์กรต่างๆ เช่น ก.สาธารณสุข ในการให้ข้อมูลตัวเลขและสถิติ ตลอดไปจนถึง บุคคลต่างๆ ทียื่นมือมาให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอด ก็เป็นทิศทางนำไปสู่การพัฒนาที่ดี

สถานการณ์ล่าสุด ความเอื้ออำนวยของ รธน. ปี 50 ให้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในการทวงคืนสิทธิทางสัญชาติ โดยทางรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาระดับประเทศแล้ว ถือเป็นการนำไปสู่การแก้กฎหมาย เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะดำเนินการได้ไม่ช้า และเครือข่ายฯ จะไม่มีข้อกังวลใดๆ หากรัฐบาลตั้งใจช่วยเหลืออย่างจริงใจ และจากการสำรวจกลุ่มบุคคลมีความชัดเจน 5,897 คน ยืนยันว่าไม่มีการสวมสิทธิ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนถึงตัวเลขอันพัฒนาไปสู่การแก้ไขเป็นขั้นเป็นตอน

การเคลื่อนไหวล่าสุด (24 ม..2554)

ลุ่มคนไทยพลัดถิ่นจากหลายจังหวัดในภาคใต้เกือบ 300 คน ที่เดินด้วยเท้ามุ่งหน้าสู่ รัฐสภาเพื่อทวงถามร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ ที่รอเข้าพิจารณาในสภามากว่า 2 ปี ดังนั้น นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุด หลังการตัดสินใจของ ครม.ที่จะนำ พ... ดังกล่าวไปพิจารณา แต่เรื่องดังกล่าวก็เงียบไปเป็นเวลานาน ทำให้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นตัดสินใจ เคลื่อนไหว อีกครั้ง

 

 

ภาคผนวก

การกดขี่ข่มเหงของทหารพม่าที่มีต่อคนไทยพลัดถิ่นมีหลายรูปแบบ อาทิ

1. ขูดรีดภาษี โดยผลผลิตต้องแบ่งรัฐบาลครึ่งหนึ่งไม่ว่า นาจะล่มหรือผลผลิตตกต่ำ

2. เกณฑ์แรงงานไปสร้างสาธารณูปโภคเป็นเดือนๆ ตามระบอบสังคมนิยมแบบทหารพม่า นอกจากประชาชนจะเสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำงานด้วยตนเองแล้ว ภารกิจไร่นาทางบ้านก็เสียหายตามไปด้วย เพราะแรงงานที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานชายที่เป็นหลักของครอบครัว

3. ถูกเกณฑ์ไปเป็น “ปอตา” หรือคนแบกของให้กับกองทัพ ในช่วงที่รัฐบาลทหารพม่ารบกับชนกลุ่มน้อย เป็นโล่หรือกำแพงมนุษย์ให้กับทหารพม่า ส่วนใหญ่ไม่ตายก็พิการ ถ้าตายทหารพม่าก็จะทิ้งศพไว้โดยไม่พากลับมา หากบาดเจ็บก็ปล่อยทิ้งไว้ ปล่อยให้เป็นโชคชะตาของคนๆ นั้น น้อยนักที่ทหารพม่าจะนำตัวกลับมาด้วย

4. การข่มขู่เอาที่ดินที่ทำกินและขับไล่ให้กลับแผ่นดินแม่ กระทำโดยทหารพม่า ส่วนใหญ่คนไทยพลัดถิ่นหนีมาโดยไม่สามารถขายทรัพย์สินได้ บางคนมีที่นาเป็นสิบสิบไร่ ฝูงวัวควายเป็นสิบตัว และบ้านไม้หลังขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถหวน

 

 

บริบทคนไทยพลัดถิ่น

ลึกเข้าไปสุดซอย 10 แถบถนนสะพานปลา จังหวัดระนอง อาณาบริเวณด้านในสุดซอยมีกลุ่มบ้านกลุ่มใหญ่ปะปนกันอยู่เกือบร้อยหลังคาเรือน แถบนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของ “คนไทยพลัดถิ่น” หรือผู้คนในละแวกนั้นรู้จักกันในนาม “คนสองน้ำ”

ก่อนที่คำว่าไทยพลัดถิ่นจะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเมื่อห้าปีที่ผ่านมา คำหลังนั้นนั้นถูกเรียกอย่างมีนัยของการกีดกันให้เป็นอื่น ไม่ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มีความเป็นไทยไม่แตกต่างไปจากคนไทยที่เกิดในแผ่นดินไทย ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งในละแวกนั้นเป็นคนไทยที่เดินทางมาจากฝั่งพม่า ที่เรียกว่า เมืองปกเปี้ยน (ปกเปี้ยน เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในอำเภอเกาะสอง ตามการแบ่งเขตการปกครองแบบใหม่ของประเทศสหภาพพม่า ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าเขตมะริด ตะนาวศรี สิงขร หรือมณฑลตะนาวศรีหรือตะนิ้นตายี)

กลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ก่อนตั้งรกรากอยู่ในซอย 10 มาประมาณ 30 ปีแล้ว บ้านเรือนบางหลังสร้างอย่างมั่นคงถาวร เป็นเรือนปูนลงหลักปักฐานสวยงาม บ้างเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ คนเหล่านี้มีญาติพี่น้องร่วมสายเลือดอยู่ในฝั่งประเทศไทย ทรัพย์สิ่งของใช้ชื่อของญาติเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ในขณะเดียวกันบ้านเรือนอีกหลายหลังยังคงมีสภาพทรุดโทรม และบางส่วนเป็นบ้านเช่า สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงสภาพชีวิตของคนพลัดถิ่นที่ไม่มั่นคง เลื่อนลอย เหมือนไร้ตัวตนกับสถานภาพคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งฝังลึกลงไปในจิตใจ

นางน้ำ อุปถัมภ์ หญิงสาววัย 36 ปี เธอเป็นลูกหลานไทยที่ติดอยู่ฝั่งพม่า เมื่อครั้งประเทศอังกฤษทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างอังกฤษกับไทยเมื่อปี พ.ศ.2411 (ไทยกับอังกฤษทำสนธิสัญญากำหนดเขตแดนกันไว้ 3 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2411, 2474 และ 2475

ในปี พ.ศ. 2411 มีการทำสนธิสัญญากำหนดแขตแดน Tenasserim and the Adjacent of the Kingdom of Siam มาตราส่วน 1 นิ้วต่อ 8 ไมล์แสดงพรมแดนต่อจากปากน้ำปากจั่นออกไปในทะเล แยกเกาะวิกคอเรียเข้าไว้ในเขตพม่า และเกาะเล็กๆ ไม่มีชื่อในบริเวณนั้น 4 เกาะให้อยู่ในเขตไทย – อ่านรายละเอียดใน สิริพร สมบูรณ์บูรณะ, รัฐญาติ ชาติและครอบครัว ความอยู่รอดของชุมชนข้ามชาติบนเส้นพรมแดนไทย-พม่า

กรณีศึกษาชุมชนไทยพลัดถิ่นระนอง-เกาะสอง (ไทย-พม่า), วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์) เมื่อ 140 ปีก่อน ประวัติศาสตร์ไทยในตำราเรียนบันทึกเรื่องราวของการเสียดินแดนไทยให้กับประเทศอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม แต่ไม่มีการบันทึกเรื่องราวของชีวิตคนไทยสองฟากฝั่งที่ถูกแบ่งแยกจากกันด้วยการบังคับของเส้นเขตแดน

ทว่าเรื่องราวความเป็นไทยยังคงฝังรากลึกบันทึกอยู่ในจิตใจและร่างกายของผู้คนบนอีกฟากฝั่งหนึ่ง แม้ดินแดนตกเป็นของพม่าโดยอำนาจอาณานิคมของอังกฤษเมื่อ 140 ปีก่อน แต่หัวใจไม่ได้ตกเป็นของพม่า กลับเข้มข้นในความเป็นคนไทยโดยการถ่ายทอดต่อกันมาสู่ลูกหลาน…น้ำ เป็นคนหนึ่งที่หัวใจและร่างกายของเธอรับหน้าที่เป็นตัวบันทึกความเป็นไทยจากปู่ย่าตาทวด เธอสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไทยในฝั่งนั้นได้อย่างละเอียดประหนึ่งว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นไม่กี่ปี

 

บอกเล่าชีวิตจริง (1)

น้ำ เดินทางเข้ามาอยู่จังหวัดระนองตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยน้าชายซึ่งอยู่ในประเทศไทยรับเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาเธอได้เป็นไทยเมื่อได้บัตรประชาชนตามพ่อบุญธรรม บัตรประชาชนที่เป็นสัญลักษณ์แห่งสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์แบบตามกฎหมาย แม้ว่าเธอจะได้บัตรประชาชนไทยแล้วก็ตาม เธอยังเชื่อมั่นและยืนยันว่าเมื่อก่อนได้บัตรประชาชนไทย เธอก็คือคนไทยที่ไปพลัดถิ่นเพราะลัทธิล่าอาณานิคม

ตั้งแต่เธอจำความได้ คนพม่าฝั่งนั้นก็เรียกพวกเธอว่า “ไท้” หรือ “ฉ่า” ซึ่งหมายถึงคนไทย ชาวพม่ามักเรียกคนไทยฝั่งนั้นด้วยคำว่า “ไท้” ก่อนชื่อเสมอ เช่น “ไท้น้ำ” หรือ “ฉ่าน้ำ” โดยมีนัยว่า หญิงสาวชื่อน้ำเป็นคนไทย นั่นแสดงว่า ชาวพม่าฝั่งกระนู้นก็ยอมรับและเล่าต่อกันมาว่า คนที่อยู่ติดแผ่นดินฝั่งนั้นคือคนไทย คนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ติดแผ่นดินนี้จึงต่างไปจากพวกเขา ต่างในความเป็นคนร่วมวัฒนธรรมและร่วมชาติที่ไม่เหมือนชาวพม่า

คนเฒ่าคนแก่ รวมไปถึงตายายของเธอปลูกฝังเรื่องราวการเสียดินแดนและเรื่องราวของสงครามระหว่างไทยกับพม่าให้กับคนรุ่นหลังๆ ทราบ โดยเฉพาะเรื่องเล่าของ “ศึกถลาง” คนไทยพลัดถิ่นแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา มักเล่าถึงเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับศึกถลาง เมื่อปี พ.ศ.2328 (ค.ศ.1785) สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1

ศึกถลางครั้งนั้นส่งผลต่อชีวิตผู้คนในถลางอย่างมาก (ผลกระทบของสงครามระหว่างไทยกับพม่าในศึกถลางมีการค้นคว้าบันทึกเรื่องราวจากบันทึกประวัติของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร ว่าหลังศึกถลางบ้านเมืองระส่ำระสายและประชาชนยากจนลง มีการบันทึกเรื่องราวจดหมายของ ท้าวเทพกระษัตรี เขียนถึงเพื่อนชาวอังกฤษชื่อ กัปตันฟานซิทไลท์ มีข้อความว่า “…แลที่อยู่ทุกวันนี้ ณ เมืองถลาง พม่าตีเอาบ้านเมืองเป็นจุลาจน อดข้าวปลาอาหารเป็นหนักหนา ตูข้ายกมาตั้งทำดีบุกอยู่ ณ ตะปำ ได้ดีบุกบ้างเล็กน้อย เอาซื้อข้าวแพง ได้เท่าใดซื้อสิ้นเท่านั้น …”

… อนึ่ง ตูข้าได้จัดดีบุกสิบภารา เป็นส่วนเจ้าหลิบแปดภารา ส่วนตูข้าสองภารา จัดมาให้แก่ท่านแลเจ้าหลิบนั้น ได้แต่ง ให้จีนเฉียวพี่ชายแลตูข้าได้แต่งนายแช่มจีน เสมียนอิ่ว คุมเอาดีบุกไปเถิงท่าน ให้ช่วยจัดข้าวของให้ อนึ่งถ้าข้าว ณ เกาะปูเหล้าปีนัง ขัดสน ขอให้ท่านช่วยแต่งผู้หนึ่ง ผู้ใด ไปช่วยจัดซื้อข้าว ณ เมืองไซ ถ้าได้ข้าวของแล้ว ขอท่านได้ช่วย แต่งสลุบกำปั่น เอามาส่งให้ทัน ณ เดือนสิบเอ็ด เห็นว่าจะได้รอดชื่อ เห็นหน้าท่านสืบไป เพราะในบุญของท่าน และธุระซึ่งว่ามานี้ แจ้งอยู่แก่ใจกปิตันลินสิ้นทุกประการ”

จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษทำให้คนไทยพลัดถิ่นทราบว่าญาติของพวกเขาบางส่วนโยกย้ายถิ่นฐานหลังสงครามเพราะหนีความวุ่นวายทางการเมือง และภาวะข้าวยากหมากแพงหลังสงครามเพื่อไปตั้งถิ่นฐานฝั่งนู้น การย้ายถิ่นเป็นการโยกย้ายไปอยู่กับวงศาคณาญาติที่เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว

 

บอกเล่าชีวิตจริง (2)

สำรวย อุปถัมภ์ ชายชราวัย 62 ปี เล่าว่า ทวดของเขาหนีปัญหาหลังศึกสงครามถลาง บ้านเมืองวุ่นวายระส่ำระสายแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ราษฎรใช้ชีวิตอย่างฝืดเคือง ทวดเดินทางจากเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงาข้ามฟากไปยังปกเปี้ยน ซึ่งมีญาติตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว ทวดจึงตั้งบ้านตั้งเรือนมีลูกมีหลานอยู่ที่นั่น ในช่วงอายุของทวด จึงมีญาติๆ จากฝั่งตะกั่วป่าเดินทางข้ามไปมาเพื่อเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ ทำให้ลุงสำรวยรับรู้ว่ามีญาติอยู่ที่ตะกั่วป่าซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการแบ่งเขตแดนประเทศไทย-พม่า

ปกเปี้ยนขณะนั้นเป็นของสยาม (อ้างใน “ถิ่นพลัดไป ไทยพลัดถิ่น” ของฐิรวุฒิ เสนาคำ หน้า 28 ความว่า …อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตันบันทึกว่า กลางศตวรรษที่ 17 กองทัพสยามได้บุกเขตอำนาจอาณาจักรหงสาวดี ยึดครองดินแดนทั้งหมดที่อยู่ใต้เมาะตะมะลงไปมะริดเป็นสมบัติของ กษัตริย์สยามนิโคลัส แซร์แวสระบุว่า สยามสมัยพระนารายณ์มีอาณาเขตแผ่ไปยังปัตตานี ลาว ภูเขียว เขมร อังวะ พะโคและมะละกาทั้งหมดเมืองท่าสำคัญคือมะริดและภูเก็ต มะริดเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดในบรรดาเมืองท่าตะวันออก สยามประกอบด้วยจังหวัดสำคัญคือ พิษณุโลก ตะนาวศรี กรุงเทพฯ และเพชรบุรี)

นอกจากปกเปี้ยนแล้ว ยังมีเกาะสอง มะลิวัลย์ มะรัง ตลาดสุหรี ปกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ อ่าวบ้า อ่าวใหญ่ อ่าวจีน ช้างพัง เกาะซุนตง แหลมแรด แมะปูเตะ ปะลอ มะริด ตะนาวศรี สิงขร ทวาย หาดยาวม ไม้ตาย บ้านเหนือ บ้านควน พุใน อ่าวจาก บ้านทอน ทรายแดง คงหลา แหลมบ้า หนึ่งไมล์ สองไมล์ สามไมล์ หกไมล์ เจ็ดไมล์ แปดไมล์ เก้าไมล์ สิบไมล์ สิบเก้าไมล์ ยี่สิบสองไมล์ และสามสิบไมล์ที่เคยเป็นของสยาม คนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่บนพื้นที่เหล่านี้ จนกระทั่งอีก 83 ปีให้หลัง อังกฤษทำสนธิสัญญาปักปันอาณาเขตระหว่างดินแดนในปกครองอังกฤษ (พม่า) กับไทยเมื่อปี พ.ศ.2411 คนไทยเหล่านี้จึงติดอยู่บนแผ่นดินซึ่งกลายเป็นของดินแดนในปกครองของอังกฤษ และต่อมากลายเป็นของประเทศพม่าในเวลาต่อมา

 

คุณลุงสำรวย เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ มาอยู่กับญาติฝ่ายแม่ที่จังหวัดภูเก็ต ร่ำเรียนด้วยการบวชเรียนที่วัดสว่างอารมณ์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จนกระทั่งมีการสำรวจประชากรไทยตกสำรวจทางทะเบียน และมีกฎหมายออกมาว่า ประชากรไทยที่เดินทางมาอยู่ประเทศไทยก่อนปี พ.ศ.2519 ถือว่าเป็นประชากรตกสำรวจ อนุญาตให้ทำบัตรประชาชนไทยได้ คุณลุงสำรวยจึงได้เป็นคนไทยตามหลักของกฎหมายนับตั้งแต่นั้น แต่หากถือตามหลักสายเลือดแล้ว คุณลุงสำรวยถือว่าตนเป็นไทยหยั่งรากลึกในแผ่นดินอื่น คนไทยที่นั่น ไม่พูดภาษาพม่า และคนพม่าทราบดีว่าพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนไทย หรือคนสยาม การเล่าเรียนหนังสือก็เรียนภาษาไทย โดยเล่าเรียนกันในวัด ผู้ชายไทยทุกคนที่นั่นอ่านออก เขียนได้ ส่วนผู้หญิงเรียนกันในบ้าน มีส่วนน้อยที่จะไม่รู้หนังสือไทย

 

ย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนสมัยอังกฤษยังปกครองพม่าอยู่ คนไทยอยู่ด้วยความสงบบนผืนดินแห่งนี้ คนพม่ายังไม่รุกล้ำข้ามแดนเข้ามา จึงทำให้ไม่รู้และไม่สามารถฟังภาษาพม่าออก น้ำบอกถึงเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งเกิดเหตุร้ายในหมู่บ้าน ทหารพม่าต้องเข้ามาตรวจสอบ และจับคนไทยหลายคนไว้ โดยให้นั่งคุกเข่าหันหลังให้กับทหารและสอบสวนเป็นภาษาพม่า คนไทยไม่เข้าใจภาษาพม่า เวลาทหารพม่าถามอะไรก็ได้แต่เงียบ บางคนสั่นศีรษะหรือพยักหน้าแต่เป็นไปด้วยความตระหนกและหวาดกลัวมากกว่าจุดประสงค์อื่น จังหวะนั้นเองพยานหลายคนเห็นทหารพม่าลั่นไกปืนใส่ชายไทยคนหนึ่ง จากนั้นทหารก็จากไป เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการสืบสวนสอบสวน มาทราบกันทีหลังว่า ทหารถามว่า แกไปขโมยของเขามาใช่ไหม เป็นจังหวะเดียวกับชายคนนั้นพยักหน้าพอดี จึงเกิดการสำเร็จโทษตามกระบวนการของทหารพม่า

 

น้ำบอกว่า หลังจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้คนไทยพลัดถิ่นจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาพม่าเพื่อเป็นการสื่อสารต่อกัน เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ (ประเทศสหภาพพม่าได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2491) รัฐบาลทหารพม่าเริ่มเข้ามาควบคุมชนกลุ่มน้อย รวมทั้งคนไทยพลัดถิ่นบนดินแดนดั้งเดิมของสยาม จึงเริ่มมีการตั้งโรงเรียนพม่า โรงพยาบาล สำนักงานท้องถิ่นของทางราชการเข้ามาตั้งฐานในเขตเมืองใหญ่ อย่างเช่นเมืองปกเปี้ยน คนไทยรุ่นหลังๆ จึงจำต้องเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนภาษาพม่า ขณะที่คนเฒ่าคนแก่ไม่เคยรู้ภาษาพม่าเลย เมื่อ “นายพม่า” (คำแทนรัฐบาลทหารพม่าที่คนไทยพลัดถิ่นเรียก) ต้องการเข้ามาปกครองชนกลุ่มน้อยมากขึ้น

 

(ประวัติศาสตร์ในช่วงเรียกร้องเอกราชของพม่าเมื่อปี พ.ศ.2490 ที่ชนกลุ่มน้อยรวมตัวกันต่อต้านเจ้าอาณานิคมอังกฤษ โดยมีเงื่อนไขสนธิสัญญาเมื่อได้รับเอกราชแล้ว ชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่ามีสิทธิในการปกครองตนเอง หลังประเทศได้รับเอกราช แต่เมื่อพม่าได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2491 รัฐบาลทหารพม่ากลับไม่ทำตามสัญญา แต่กลับควบคุมและรุกรานชนกลุ่มน้อยในทุกพื้นที่มากขึ้น) คนไทยพลัดถิ่นจึงประสบปัญหาเช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยชาติอื่นๆ โดยถูกรัฐบาลทหารพม่าปฏิบัติอย่างกดขี่ การเข้ามาตั้งด่านทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล สำนักงานท้องถิ่น รวมไปถึงการอพยพโยกย้ายคนพม่าเข้ามาในถิ่นของคนไทยพลัดถิ่น จึงเป็นรูปแบบของการเข้ามาควบคุม แต่ทว่า คนไทยพลัดถิ่นยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีและภาษาของไทยไว้อย่างเหนียวแน่น โดยผ่านวัดไทยในพื้นที่แถบนั้น ทั้งในสิงขร ลังเคี๊ยะ ปกเปี้ยน

 

หลวงพ่อตัน อายุ 70 ปี เจ้าอาวาสวัดในแหลม ท่านเป็นพระที่เติบโตใน ลังเคี๊ยะ บวชเรียนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ในอดีตท่านเป็นไทยพลัดถิ่นคนหนึ่งที่มีความเป็นไทยเข้มข้น เพราะได้รับการปลูกฝังความเป็นคนไทยจากบรรพบุรุษ ยามที่คนไทยพลัดถิ่นถึงเวลาบวช ต้องบวชกับพระไทยในวัดไทยที่นั่น หรือไม่ก็ต้องมาบวชที่วัดในฝั่งไทย จากนั้นจึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดในสิงขร ปกเปี้ยน ลังเคี๊ยะ กรณีหลวงพ่อตันก็เช่นเดียวกัน พ่อแม่ญาติและตัวท่านเองพร้อมใจให้ท่านมาบวชที่วัดปากน้ำจังหวัดชุมพร หลังจากจำวัดที่วัดปากน้ำได้ไม่นาน ท่านก็ต้องเดินทางไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดในแหลมในลังเคี๊ยะ ทั้งนี้เพื่อความอบอุ่นใจแก่ชาวไทยพลัดถิ่น คนไทยที่นั่นคุ้นเคยกับศาสนาในวัฒนธรรมไทย พระไทยโกนผม โกนคิ้ว สวมจีวรสีเหลือง ขณะที่พระพม่าโกนผมแต่ไม่เคร่งครัดยามผมเริ่มยาวขึ้น อีกทั้งไม่โกนคิ้ว สวมจีวรออกน้ำตาลเข้ม พระพม่ารับของจากผู้หญิงโดยทางตรงได้ โดยไม่อาบัติ แต่พระไทยไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เป็นต้น การยืนยันความเป็นไทยในศาสนาอีกประการหนึ่งคือ หลวงพ่อตันบอกว่า ท่านใช้หลักการของกรมศาสนาของไทยในการทำนุบำรุงวัดในแหลม

นอกจากนี้แล้ว วัดในแหลมยังคงเป็นสถานที่สืบทอดวัฒนธรรมไทยและหนังสือไทยให้ลูกหลานของคนไทยพลัดถิ่นในแถบลังเคี๊ยะ ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้านทุ่งใหญ่, แทงแม่, คลองเพชร, บ้านลัง, ควนขนุน, หินลาย, ต่อพัน, ในบ้าน, หนองเต่า, ทุ่งบาน, เขาพัง, ทุ่งกร่ำ, บ้านสะล้า, ทุ่งค้อ ชื่อหมู่บ้านยังคงเป็นชื่อไทย และพูดภาษาไทยใต้ ลังเคี๊ยะจากคำบอกเล่าของพี่น้องไทยพลัดถิ่นจากลังเคี๊ยะ เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ต่างจากปกเปี้ยนซึ่งเป็นเมืองใหญ่กว่า มีความเจริญมากกว่า แต่การประกอบอาชีพไม่ต่างกัน ผู้คนมีอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ที่ลังเคี๊ยะเมื่อ 60 ปีก่อนมีจำนวนประชากรประมาณ 3,000 คน (สัมภาษณ์หลวงพ่อตัน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552) แต่เมื่อถูกรัฐบาลทหารพม่ารุกรานด้วยวิธีการต่างๆ มากขึ้น ทำให้คนไทยพลัดถิ่นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ที่ลังเคี๊ยะต่อไปได้อีก จึงทยอยหนีกลับมาอยู่ฝั่งไทยมากขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อตันบอกว่า ปัจจุบันมีบ้านคนไทยในลังเคี๊ยะไม่ถึง 20 หลังคาเรือน และไม่มีพระไทยที่วัดในแหลมอีกต่อไปแล้ว ท่านเป็นรูปสุดท้ายที่เป็นเจ้าอาวาสที่นั่น

 

 

งานเขียนที่เกี่ยวข้อง

 

 

เปิดใจไทยพลัดถิ่นเส้นกั้นแดนไม่กั้นใจ

“ดื่มน้ำเย็นๆก่อนจ้ะ” เสียงเนิบนุ่มของแม่ค้าข้างทาง ริมถนนพระราม 2 บริเวณบางปะแก้วเชิญชวนกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ขณะเดินผ่านหน้าร้าน เห็นมิตรจิตมิตรใจนี้ ทำให้อดคิดถึงคำโบราณไม่ได้ว่า “เราคนไทยแต่โบราณ ใครถึงเรือนชานให้ต้อนรับ”

เสียงตอบรับว่า “ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ” ดังฟังชัด แม้สำเนียงจะแปลกแปร่ง แต่สาระที่ต้องการสื่อไม่ขาดหาย

“เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อลูกเพื่อหลาน” กาฟาบอก

กาฟา ภักดี อายุ 43 ปี พ่อและแม่เป็นชาวมะริด ปัจจุบันอยู่จังหวัดระนอง เป็นหนึ่งในกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ที่ออกเดินทางทวงสัญชาติตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2554 เริ่มจากด่านสิงขร ชายแดนไทย-พม่า เขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดถึงรัฐสภาในเย็นวันที่ 27 มกราคม

การเดินมาราธอนครั้งนี้ มีเป้าหมายประการเดียวคือ ทวงสัญชาติไทย

นายสมหมาย บุญพิทักษ์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านหมู่ 8 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บอกว่าตัวเองเกิดที่อำเภอตะนาวศรี เมืองมะริด ยืนยันว่าพ่อและแม่เป็นคนไทย

“ทหารพม่าบอกว่า คุณเป็นคนไทย ทำไมไม่กลับประเทศไทย ประเทศไทยก็มี มะริดเป็นของพม่าไปแล้ว” สมหมายบอก และอธิบายว่า ด้วยความกดดันจากพม่า ทำให้คนไทยทยอยกันออกจากประเทศพม่าเป็นระลอกๆ

เมื่อถามถึงการทำมาหากินในพม่า สมหมายบอกว่า ชาวไทยมีอาชีพทำไร่ ทำนา แต่ความเป็นอยู่ไม่ดี เพราะว่าทหารพม่ารบกวนอยู่เนืองๆ สมหมายรู้ว่า แม้จะเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ทั้งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงใดๆเลย ดังนั้น คณะคนไทยพลัดถิ่นจึงต้องการให้ พ.ร.บ.สัญชาติเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาในสมัยประชุมนี้ เพื่อรองรับความเป็นคนไทยตามกฎหมาย

ความเป็นมาของคนไทยพลัดถิ่น นางรสิตา ซุยยัง เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ชี้แจงว่า คนไทยพลัดถิ่น เสียสัญชาติไทยหลังขีดเส้นแดนไทยกับพม่าใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5

เหตุการณ์ในประวัติช่วงนี้คือ ภายหลังในปี พ.ศ. 2408 อังกฤษที่เข้ามาปกครองพม่า ได้ส่งข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอินเดียมาติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าของอังกฤษเป็นการถาวร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การปักปันเขตแดนไทย-พม่าอย่างเป็นทางการครั้งแรกของไทย ในการให้สัตยาบันครั้งนี้ถือเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่าเมืองมะริด ทะวาย และตะนาวศรี เป็นดินแดนของประเทศพม่าที่อยู่ในบังคับของอังกฤษ นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา

 

 

 

นางรสิตาบอกว่า คนไทยที่ถูกตัดสิทธิ์โดยเส้นเขตแดนมีกว่า 20,000 คน อพยพมาอยู่ประจวบฯ ชุมพร ระนอง ตาก ไม่มีสัญชาติไทย ถูกจำกัดสิทธิทุกด้าน ถูกรังแกเอาเปรียบรีดไถเป็นประจำ ไม่ได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เด็กเยาวชนมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายแก้ปัญหาการคืนสัญชาติคนไทย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยยกร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ ว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่นและเข้าสภาฯ

ดังนั้น เพื่อให้พระราชบัญญัติผ่านการพิจารณาในสมัยประชุมนี้

และให้สาธารณะ สังคมได้เข้าใจถึงปัญหา และความเจ็บปวดของคนไทยพลัดถิ่น ให้มีการแก้ปัญหาทั้งทางนโยบายและทางปฏิบัติอย่างจริงจัง

ส่วนนายสำเนา สีทอง คนไทยพลัดถิ่น บ้านลำมะเทิง ฉายภาพความเป็นอยู่ของคนไทยพลัดถิ่นว่า เมื่อไทยเสียดินแดนให้กับอังกฤษ เส้นเขตแดนที่ขีดกั้นดินแดนไทยพม่า กลับมาขวางและปิดกั้นไม่ให้คนไทยกลับเข้ามาอยู่บนแผ่นดินแม่

คนไทยพลัดถิ่นเริ่มเดินทางเข้ามาอยู่แผ่นดินแม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 และเริ่มเข้ามามากขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา มีการทยอยเข้ามาเป็นระยะๆ เพราะทนการถูกรุกรานจากรัฐบาลทหารพม่าไม่ไหว เนื่องจากพม่าไม่นับคนไทยพลัดถิ่นเป็นคนของประเทศ ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง กระทำกับคนไทยพลัดถิ่นเหมือนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เช่นเดียวที่กระทำกับกลุ่มชนชาติกะเหรี่ยง ชนชาติมอญ

สาเหตุที่ต้องจากพม่ามาเพราะพม่าใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจับเอาชาวบ้านไปเป็นลูกหาบของ แบกลูกปืน แบกข้าวสาร อาหารต่างๆ เป็นคนนำทาง

ผ่านหมู่บ้านไหน ก็จะให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนจัดหาลูกหาบถ้าหาไม่ได้ก็จะไล่จับกันเอาเอง และผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นลูกหาบด้วย ถ้าจับผู้ชายไม่ได้เลยก็จะจับผู้หญิงเอาไว้แทน ถ้าใครไม่อยากให้ลูกเมียไปเป็นลูกหาบก็จะออกจากป่ามาเปลี่ยนตัวแทนลูกเมียของตน ถ้าบ้านไหนไม่มีผู้ชาย พวกผู้หญิงก็ต้องไปเป็นลูกหาบเอง เป็นอย่างนี้ตลอดมา และยังขอให้ตัดไม้บ้าง เก็บเงินบ้าง ขุดทางถนนบ้าง เวลาไปขุดทำทางเราต้องเตรียมของไปเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจอบ อาหารการกิน เงิน หรือเสื้อผ้า ชาวบ้านต้องนำไปเองทั้งหมด

 

 

 

เจ้าหน้าที่ใช้ให้คนทำทางแทนรถ เอาเกวียนเอาช้างของชาวบ้านมาลากสิ่งของเพื่อทำทาง ทุกอย่างต้องทำให้มันโดยชาวบ้านออกเงินออกกำลังเองทั้งหมด บางคนทนไม่ไหวก็พาครอบครัวหนีเข้าประเทศไทย มาอยู่ตามชายแดนบ้าง ในประเทศไทยบ้าง

ปัจจุบันคนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ในแถบจังหวัดชายแดนระหว่างไทย-พม่าในภาคใต้ คือ จังหวัดระนอง ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร เป็นต้น

กลุ่มคนอพยพมาหลังจากนั้น ส่วนใหญ่จะตกหล่นการสำรวจประชากร แม้ว่าทางรัฐบาลจะเคยประกาศให้คนไทยที่ตกหล่นและอพยพเข้ามาก่อนปี พ.ศ. 2519 ให้ได้รับการสำรวจและได้สัญชาติไทย แต่คนไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่ไม่ได้รับทราบประเด็นนี้ บางส่วนไปขึ้นทะเบียนการสำรวจกับเจ้าหน้าที่อำเภอ แต่ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับแต่ประการใด พวกเขาจึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยมีบัตรประชาชนไทย

ด้วยเหตุนี้ นายสำเนาบอกว่าทำให้มีผลกระทบไปถึงบุตรหลาน ที่ต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติและบางคนต้องถูกระบุเป็นสัญชาติพม่าตามหลักฐานของพ่อแม่ สำหรับคนที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ยังคงเป็นบุคคลไร้ตัวตนในสังคมไทย ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีชื่อในสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ไม่มีสิทธิเข้าถึงการศึกษาของรัฐอย่างสมบูรณ์ ไม่มีชื่อในบัญชีทุนการศึกษาเล่าเรียนของโรงเรียน ไม่มีสิทธิประกอบอาชีพตามความฝันของตนเอง

” นายสำเนาเน้นว่า “ทุกวันนี้เราอยู่กันไม่ต่างอะไรกับหมาที่เจ้านายไม่รัก จะไปพึ่งใครก็ไม่มีคนที่จริงใจ เลยต้องอยู่กันอย่างก้มหน้าตลอด”

นายสมหมายบอกว่า เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นรวมตัวกันได้ประมาณ 5,000 คน เพราะความคับแค้นในเรื่องการทำมาหากิน การศึกษาของลูกๆ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ทำให้ต้องเดินทางไกลเพื่อทวงสัญชาติ

คำว่า ทวงสัญชาติของคนไทยพลัดถิ่น หมายถึง ต้องการให้ พ.ร.บ.สัญชาติผ่านสภา เพื่อคนไทยพลัดถิ่นทุกคนจะได้มี “สิทธิ” และมี “เสียง” เหมือนคนไทยทุกๆคนในประเทศไทย

สำหรับการเดินทางสู่รัฐสภาครั้งนี้ “เราต้องการความชัดเจน ถ้าไม่ได้ความชัดเจน เราก็จะไม่กลับ” นายสมหมายยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น

เส้นทางจากด่านสิงขรถึงรัฐสภา คนไทยพลัดถิ่นอิ่มกับรอยยิ้ม และน้ำใจคนสองข้างทางและย่อมหวังว่า คนไทยในรัฐสภาจะมีน้ำใจเหมือนคนโดยทั่วไป

ทั้งๆที่ทราบว่า ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.สัญชาติของรัฐบาลกับคนไทยพลัดถิ่นมีคนละฉบับ และเนื้อหาไม่ตรงกันบ้างก็ตาม

ขอขอบคุณ ไทยรัฐ

 

 

 

 

 

กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น มาตามสัญญา ถึงทำเนียบ ยื่นจำนง ทวงถาม พ...สัญชาติ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น”ที่เดินเท้ามาจาก จ.ระนอง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมนุมอยู่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2554 จำนวนกว่า 500 คน หลังลั่นประกาศทวงถามสัญญา พ...สัญชาติ

หลังความจำนงค์ได้ยื่นไปถึงรัฐบาลแล้ว กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น” ได้ตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา หลังได้รับความชัดเจนว่าจะมีการบรรจุร่างกฎหมายสัญชาติ เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารหน้า ( 1 ก.พ.) และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งผลการเจรจากับตัวแทนรัฐบาล ตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา และหน่วยงานภาคเอกชน สร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น จึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนา เฝ้าติดตามการแก้ปัญหาของรัฐบาล

สำหรับกลุ่มคนดังกล่าว เป็นผู้ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยเสียดินแดนให้กับประเทศอังกฤษ ในพื้นที่ จ.ระนอง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีความพยายามต่อสู้เรียกร้องให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย มาอย่างยาวนานแล้ว




ความเห็น

  • สุทธิพงษ์ นิลรัตนโอภาส wrote on 24 มกราคม, 2011, 14:54

    ขอขอบคุณ เจ้าของบทความที่ให้ความรู่ใหม่ๆ ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เศร้าสำหรับคนไทยพลัดถิ่นที่ต้องสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานของตน โดยเฉพาะสัญชาติ เพราะในอดีตบรรพชนของเขาเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ด้วยการเข้ายึดครองดินแดนจากพวกนักล่าอาณานิคม จึงทำให้คนไทยต้องถูกพลัดพรากไปจากมาตุภูมิ ซึ่งก็ไม่แน่ที่คนต่างด้าวที่มาทำงานบ้านเราในเวลานี้ พวกเขาก็คือ คนไทยเหมือนเรานั่นเอง 

  • tan wrote on 25 มกราคม, 2011, 16:46

    คนไทยพลัดถิ่นจริงๆก้อมีอยู่เยอะ เค้าสมควรจะได้รับสิทธินั้นอยู่แล้วถ้าสามารถพิสูจน์ได้จริงว่าเค้าเป็นคนไทย แต่ไอ้ประเภทที่ไม่ใช่คนไทยแล้วอยากจะเป็นคนไทยก้อมีอยู่เยอะ พม่า(พม่าแท้ๆ)ที่จังหวัดระนองถือบัตรไทยพลัดถิ่นกันเยอะแยะ ก้อเห็นอยู่ว่าโคตะระเป็นพม่า แล้วมามีบัตรไทยพลัดถิ่นได้ไง

  • บรรจง wrote on 21 มกราคม, 2013, 23:27

    เราคนไทยเมืองพุทธแท้ฯแยกดีชั่วถูกผิดไม่ออกเราเสียดินแดนไปเพราะประเทศมหาอำนาจก็พอแล้วทำไมรัฐจึงใจดำยอมให้คนไทยผลัดถิ่นทั้งหลายสูยเสียความเป็นมนุษย์และความรักชาติบ้านเกิดของเจขาซึ่งเขาไม่มีเงินอาวุธไปต่อสู้เอากลับคืนมาได้ก็สมควจให็สัญชาติเขากลับมาเหมือนเดิมดีกว่าเอาภาษีไปรักษาแรงงานต่างด้าวที่มาเบียดบังการรักษาจากรายได้ของคนไทยเล่าผมได้ทราบรายละเอียดกลั้นน้ำตาไม่ไหวเกิดมาในแผ่นดินแม่แต่ก็โดนผลักใสไล่ส่งนี่หรือมนุษย์ที่ว่าจิตใจประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35981 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics