ชนะใคร…ไม่เท่าชนะใจตน

แบ่งปัน

การชนะที่ประเสริฐที่สุด

            เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และจำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในพรรษานั้นมีพระสงฆ์สาวกผู้สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน 60 รูป เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระบรมศาสดาได้ส่งสาวกทั้ง 60 รูปออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังถิ่นต่างๆ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม

            ในระหว่างทางเสด็จเข้าไปประทับพักผ่อนภายใต้ร่มไม้ริมทางในไร่ฝ้าย ขณะนั้นมีเด็กหนุ่ม 30 คน ผู้ได้นามว่า ภัททวัคคีย์ ซึ่งแปลว่า พวกเจริญ นำภรรยาของตนมาพักผ่อนที่ไร่ฝ้าย ในจำนวน 30 คน คนหนึ่งไม่มีภรรยา พวกเพื่อนๆจึงนำหญิงแพศยาคนหนึ่งมาให้เป็นเพื่อน เมื่อทุกคนสนุกสนาน ไม่ได้เอาใจใส่ระวังของมีค่าหญิงแพศยาจึงลักเอาห่อเครื่องประดับแล้วหนีไป คนเหล่านั้นชวนกันติดตามมาพบผู้มีพระภาคประทับอยู่ใต้ร่มไม้ต้นหนึ่งในไร่ฝ้ายนั้น จึงทูลถามว่า สมณะ ท่านนั่งอยู่ที่นี่ ได้เห็นหญิงคนใดคนหนึ่งผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่ พวกเธอมีอะไรกับหญิงนั้นหรือ เขาได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พวกเธอจะแสวงหาตนดี หรือแสวงหาหญิงดีกว่า เด็กหนุ่มพวกนั้นและภรรยาสงสัยในพระพุทธดำรัส ไม่อาจเข้าใจความหมายได้ จึงทูลถามอีกว่า ท่านสมณะ พวกข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจคำพูดของท่านได้ เรื่องแสวงหาหญิงนั้นพวกเราพอจะรู้เพราะแสวงหาอยู่ แต่การแสวงหาตนนั้น พวกเราไม่อาจเข้าใจได้และไม่ทราบว่าจะแสวงหาทำไม เพราะเราทุกคนมีตนของตนอยู่แล้วโดยไม่ต้องแสวงหา

            ฟังก่อน ท่านทั้งหลายรู้จักตัวท่านเองดีแล้วหรือ

            ข้าพเจ้าเข้าใจว่ารู้จักดี พวกข้าพเจ้ามิเพียงรู้จักตัวเองเท่านั้น ยังมีญาติ พี่น้อง พ่อแม่และมิตรสหายอีกมากที่ข้าพเจ้ารู้จัก

            ถ้าอย่างนั้นเราขอถามท่านสักข้อหนึ่ง ท่านเห็นอย่างไรจงตอบอย่างนั้น

            ได้ท่านผู้เจริญ

            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามว่า

            ท่านเห็นว่า การชนะอะไร เป็นการชนะที่ประเสริฐที่สุด

            เด็กหนุ่มทั้ง 30 คนและภรรยา เมื่อถูกถามปัญหานี้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ต่างมองหน้ากั้นอย่างงงๆ แล้วตอบตามที่ตนนึกได้ บางคนตอบว่าชนะศัตรูประเสริฐที่สุด แต่ถูกบางคนแย้งคำตอบนั้นเสีย บางคนที่แพ้ภรรยามาตลอดก็ตอบว่า การชนะภรรยาได้เป็นประเสริฐที่สุด แต่ถูกภรรยาแย้งเสียอีก บางคนที่ชอบเล่นการพนันก็บอกว่าชนะการพนันดีที่สุด แต่ถูกเพื่อนบางคนแย้งว่า การพนันเมื่อชนะแล้วก็อาจกลับแพ้ได้อีก

            เด็กหนุ่มทั้ง 30 คน ต่างตอบไปคนละอย่าง ไม่เป็นอันยุติลงได้ เถียงกันเสียงดังต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พักหนึ่งผ่านไป พระพุทธองค์จึงตรัสว่า หยุดก่อนค่อยๆพูดทีละคน แต่ไม่มีใครพูด เขากลับย้อนถามพระพุทธองค์ว่า

            แล้วตามตามเห็นของท่าน ท่านเห็นว่าชนะอะไรประเสริฐที่สุด

            ชนะตนเองสิพระองค์ตรัสตอบ

            ชนะตนเอง พวกเขาอุทาน

            ชนะอย่างไรนะสมณะ ชนะตนเองน่ะ

            พวกท่านรู้สึกว่า พวกท่านมีความอยาก ความปรารถนาในอารมณ์ต่างๆ เป็นต้นว่า อยากได้รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย เป็นต้นหรือไม่

            ปรารถนามากทีเดียว สมณะ

            เวลาท่านปรารถนามาก จิตใจของท่านคิดถึงสิ่งนั้นมากหรือคิดถึงตัวท่านเองมาก

            คิดถึงสิ่งนั้นมากกว่าเขาตอบ

            เวลานั้น ท่านลืมตัวของท่านไปชั่วคราวใช่ไหม

            ใช่ทีเดียว สมณะ

            ถ้าไม่ได้สิ่งนั้นตามปรารถนา ท่านรู้สึกเดือดร้อนมากไหม

            อันนี้แล้วแต่ความปรารถนารุนแรงมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าความปรารถนารุนแรงมากก็เดือดร้อนมาก ถ้าน้อยก็เดือดร้อนน้อยลงมา

            สมมุติว่า ท่านได้สิ่งนั้นมาสมใจอยาก ท่านรู้สึกมีความเพลิดเพลินพัวพันหลงใหลในสิ่งนั้นใช่ไหม       แน่นอนทีเดียว ท่านสมณะ

            ขณะที่ท่านเพลิดเพลินหลงใหลนั้น ท่านลืมตัวอีกใช่ไหม

            ลืมอีก เขาตอบรับ

            ถ้าท่านเอาชนะสิ่งยั่วยวนได้ ไม่หลงใหลมัวเมาในสิ่งใดๆ สติสัมปชัญญะจะอยู่กับตัวท่านเสมอ ท่านไม่ลืมตัว มีความรอบคอบอย่างนั้นใช่หรือไม่

            ใช่แน่นอน ท่านสมณะ

            การที่ท่านเอาชนะสิ่งยั่วยวนต่างๆ ได้ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งยั่วยวนต่างๆ อันยั่วให้กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง และมัวเมา นั่นแหละเรียกว่าท่านเป็นผู้ชนะตนเอง การชนะตนเองนี้เป็นสิ่งที่ชนะยาก ชนะคนอื่นง่ายกว่า คนที่ชนะตนเองจึงมีน้อย แต่ใครสามารถชนะได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่กลับแพ้อีก เราเรียกว่า เป็นยอดนักรบในสงคราม สงครามชีวิตซึ่งยืดเยื้อยืนนานที่สุดกว่าสงครามใดๆ พระผู้มีพระภาคหยุดกรแสพระพุทธดำรัสไว้เท่านั้น

            ข้าพเจ้าเข้าใจตามที่ท่านพูดว่า การชนะอารมณ์ยั่วยวนต่างๆได้ ชื่อว่าชนะตนเอง แต่ข้าพเจ้าอยากทราบว่า ทำอย่างไรจึงจะเอาชนะอารมณ์ยั่วยวนได้

            ระวังใจสิ พระพุทธองค์ตรัส

            ระวังอย่าให้กำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ระวังใจอย่าให้ขัดเคืองในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ระวังใจไม่ให้หลงใหลในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง และระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา

            แล้ววิธีระวังเล่า เขาถาม

            พิจารณาโทษของสิ่งนั้น เมื่อเห็นโทษแล้ว บรรเทาความมัวเมาในสิ่งนั้น บรรเทาแล้วพยายามทำให้สิ้นไป เมื่อสิ้นไปแล้วพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก

            วิธีที่กล่าวมานี้ทั้งหมดเรียกว่าเป็นการแสวงหาตน เมื่อพบตนแล้วเห็นแจ้งด้วยปัญญาแล้วจะมองไม่เห็นตน เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลง ความทนอยู่ไม่ได้และความไม่ใช่ตัวตน ความสว่างก็จะเกิดขึ้นในดวงจิตของคนทุกคนที่เห็นเช่นนี้ ไม่จมอยู่ใสนความมืดอีกต่อไป ท่านพอตัดสินได้แล้วหรือยังว่า ท่านจะแสวงหาหญิงดีกว่า หรือจะแสวงหาตนดีกว่า

            แสวงหาตนดีกว่าอย่างแน่นอน ท่านสมณะ เขาตอบ

            เพราะเหตุไร พระพุทธองค์ตรัสถาม

            เพราะผู้แสวงหาตนย่อมไม่ต้องวุ่นวายกับการแสวงหาสิ่งอื่นเป็นการลดความทุกข์ไปทีละน้อยๆ ในที่สุดทุกข์ก็หมดไป

            เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเห็นว่าจิตใจของภัททวัคคีย์อ่อนโยนพอที่จะรับพระธรรมเทศนาอื่นได้แล้ว พระองค์จึงทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือเทศนาที่แสดงไปโดยลำดับจากง่ายไปหายาก เพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้ฟังและเตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจสี่

            อนุปุพพิกถาประกอบด้วยกถา 5 คือ

1.ทานกถา พรรณนาเรื่องทาน  

2. สีลกถา พรรณนาเรื่องศีล

3. สัคคกถา พรรณนาถึงความสุขที่พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ

4. กามาทีนวกถา พรรณนาโทษของกาม

5. เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม

            เมื่อจิตใจของพวกภัททวัคคีย์ทั้ง 30 คน ละเอียดอ่อนพอที่จะรับพระธรรมเทศนาเบื้องสูงได้แล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจสี่ เมื่อเทศนาจบ ภัททวัคคีย์ทั้ง 30 คน ก็มีจิตหลุดพ้นบรรลุโสดาบัน

 

 

 

ชนะใจตน

            ชีวิตเราทุกคนปรารถนาความสุข เราต่างมุ่งแสวงหาความสุขและหนีให้พ้นจากทุกข์กันทั้งนั้น แต่ในการแสวงหาความสุข เรามักมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ จิตใจ เราแสวงหาทรัพย์สมบัติ เงินทอง เกียรติยศ ตั้งแต่เด็กเราต้องแสวงหาโรงเรียนที่ดี เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หาอาชีพที่ก้าวหน้ามั่นคง หาแฟน สร้างครอบครัว ซื้อบ้านซื้อรถ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ชีวิตทั้งหลายทั้งปวง โดยที่เข้าใจว่าเมื่อเราได้สิ่งนั้นแล้ว ชีวิตก็จะมีความสุข เราดิ้นรนแสวงหาสิ่งเหล่านี้กันอยู่เป็นเวลาหลายปี หลายสิบปี แสวงหาไปเรื่อยๆ แสวงหาไปตลอดชีวิตก็ยังไม่พบความสุขที่แท้จริง เพราะเหล่านั้นเป็นการแสวงหาความสุขจากภายนอก

            พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ ใจ เมื่อจิตใจดี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดี ถ้าจิตใจไม่ดีแล้ว ถึงแม้ว่าจะร่ำรวยขนาดไหน มีลาภ ยศ สรรเสริญ ได้รับความรักจากพ่อแม่พี่น้อง ได้รับความรักจากสามี ภรรยา จากใครอีกหลายคนก็ตาม แต่ถ้าเราใจไม่สบาย ทุกข์ใจ เสียใจอย่างเดียวก็เสียทั้งหมด แม้ได้ในสิ่งที่ปรารถนาทุกอย่างก็ตาม ถ้าเสียใจอย่างเดียวก็เท่ากับเสียทั้งหมด หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้

            เมื่อสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตอยู่ที่จิตใจ การอบรมพัฒนาจิตใจจึงถือเป็นงานที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราควรสร้างค่านิยมใหม่ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ วางแผนพัฒนาจิตใจให้กับชีวิตตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคม เพื่อที่เด็กจะได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ รู้จักแก้ปัญหา รู้จักจัดการกับอารมณ์ รู้ว่าคิดดี คิดถูกคืออย่างไร มีการเรียนรู้พัฒนาและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง เรียกว่า มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือมีอีคิว (EQ= Emotional Quotient) หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และพัฒนาอารมณ์ให้เป็นปกติสุขได้ ไม่ว่าเหตุการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร อีคิวเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นได้จากการอบรมเลี้ยงดู การฝึกฝนในทุกช่วงของชีวิต คนที่มีอีคิวจะเป็นคนที่เข้าใจตนเอง เข้าใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ รู้จักแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ยอมรับความเป็นจริงและรู้จักปรับปรุงพัฒนาจิตใจตนเอง ทั้งการคิด การพูด และการกระทำ

            การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักของพุทธศาสนาก็คือ การเอาชนะใจที่เห็นแก่ตัวเอาชนะกิเลสได้ ด้วยการอบรมจิตใจ อบรมสติปัญญาให้มีความรู้เท่าทันอารมณ์ สามารถจัดการกับขี้ทั้งหลายในจิตใจ เช่น ขี้เกียจ ขี้บ่น ขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา ขี้โมโห ขี้โกรธ ขี้กลัว ขี้โกง ขี้เหนียว ขี้เมา ขี้สงสัย ขี้วิตกกังวล ขี้ฟุ้งซ่าน เป็นต้น

            หากเราสามารถทำลายขี้ทั้งหลายในใจได้ก็เท่ากับเอาชนะกิเลสได้ เอาชนะกิเลสความเห็นแก่ตัวในใจได้มากเท่าไหร่ใจที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็จะปรากฏมากขึ้น จนในที่สุดก็จะเป็นใจของผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นใจที่บริสุทธิ์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สุขภาพใจดี มีความสุขใจ

 

 

 

 

 

แพ้ใจตัวเอง

            ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมบ่อยครั้ง ผู้ก่อเหตุมีกรศึกษาดีเยี่ยม มีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงดี จนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำสิ่งเลวร้ายได้ขนาดนั้นแต่ก็ได้ทำไปแล้ว ทำให้น่าเชื่อได้ว่า เด็กที่มีความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา หรือที่เรียกว่าไอคิวสูง (Intelligence Quotient) สมองดี เรียนเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข คนที่มีไอคิวสูงเพียงอย่างเดียว แต่อีคิวต่ำเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค มีปัญหาหนักๆเข้ามาในชีวิตมักจะไม่สามารถยอมรับความจริงได้ เกิดความทุกข์มาก มองโลกในแง่ร้าย ท้อแท้เสียกำลังใจ และหาทางออกด้วยการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่นดังปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบจะทุกวัน เช่น นักเรียนตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ มีบางครอบครัว พ่อมีปัญหาหนี้สินแทนที่จะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ กลับคิดสั้นหนีปัญหาด้วยการฆ่าลูกเมียและตัวเองตายกันทั้งครอบครัว แม้คนเก่งระดับประเทศ หากมีแต่ไอคิวไม่มีอีคิวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ อย่างเช่นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นตัดสินใจแขวยคอฆ่าตัวตาย เพื่อหนีจากการที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับการถูกซักฟอกในรัฐสภาจากกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตหลายคดีที่กระทบความมั่นคงของรัฐบาล

            หรือข่าวใหญ่เกี่ยวกับผู้หญิงเก่งระดับประเทศ เป็นนักบินอวกาศหญิงขององค์การนาซ่า สหรัฐอเมริกา วางแผนฆ่าผู้หญิงที่เธอคิดว่ามาแย่งแฟนถึงแม้จะเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่งทั้งแกร่ง ผ่านการทดสอบความสามารถมามากมายหลายรูปแบบกว่าจะเป็นนักบินอวกาศได้ แต่เมื่อใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ก็ทำเรื่องเสียหายอย่างมหันต์ได้

            ชีวิตคนเราไม่ว่าจะร่ำรวย มีอำนาจวาสนา มีความสามารถ มีการศึกษาสูงขนาดไหนก็ตาม หากขาดการพัฒนาจิตใจ พัฒนาด้านอีคิว จิตใจก็จะอ่อนแอ ไม่มีกำลังใจ เมื่อใจไม่ดี ใจเสียอย่างเดียว ก็เท่ากับเสียทั้งหมด เอาชนะอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แพ้กิเลสในใจตนเองแล้ว ก็แพ้ทั้งหมด

           

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 3933 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics