ไข้หวัด (Common cold หรือ URI- Upper Respiratory tract Infection)

แบ่งปัน

 

อาการ

   ระยะฟักตัว ระยะตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจนกระทั่งมีอาการเกิดขึ้น 1-3 วัน

   คนที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดเข้าไปมีอัตราการเป็นโรคสูงถึง 95% อย่างไรก็ตามมีเพียง 75% เท่านั้นที่แสดงอาการออกมา โดยการแสดงอาการจะเกิดขึ้น 1-2 วันหลังจากการติดเชื้อ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการของโรคหวัดจะเริ่มต้นด้วยอาการเจ็บคอ และไม่มีอาการติดขัดใดๆ ในระบบทางเดินหายใจ หลังจากนั้นเอง อาการจะเกิดขึ้นจากกลไกการสกัดกั้นเชื้อโรคของร่างกายได้แก่ อาการจาม, น้ำมูกไหล, และไอเพื่อขับเชื้อออกไป และการเกิดอาการอักเสบเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงาน

   ผู้ป่วยอาจมีไข้ตัวร้อนเป็นพักๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดหนักศีรษะเล็กน้อย เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใสจาม คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อยลักษณะสีขาว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บแถวลิ้นปี่เวลาไอ ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก น้ำมูกใส ในเด็กมักจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด บางครั้งอาจมีไข้สูง และชักได้ มีอาการท้องเดินได้ หรือถ่ายเป็นมูกร่วมด้วย ถ้าเป็นเกิน 4 วัน หรือถ่ายเป็นมูกข้นเหลืองหรือเขียวหรือไอมีเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว จากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย และอาจมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมาซึ่งจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน ตรวจพบ ไข้ น้ำมูก เยื่อจมูกบวมและแดง คอแดงเล็กน้อย ในเด็กอาจพบต่อมทอลซิลโต แต่ไม่แดงมากและไม่มีหนอง

   หลังจากผู้ป่วยหายจากโรคหวัดแล้ว ร่างกายของผู้ป่วยจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดชนิดที่ผู้ป่วยเพิ่งประสบมาโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดอยู่มากมาย ภูมิคุ้มกันนี้จึงให้การป้องกันที่จำกัด ดังนั้นคนที่หายจากโรคหวัดมา อาจเป็นได้อีก ถ้าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระบวนการและอาการทั้งหมดเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง

โรคแทรกซ้อน

   โรคแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่เป็นโรคหวัด เมื่อมีแบคทีเรียที่ปกติแล้วจะอยู่ในระบบทางเดินหายใจอาศัยโอกาสที่ระบบภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนแอเข้าไปร่วมทำการแพร่เชื้อกับไวรัส

   โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยเกิดจากการอักเสบแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย (bacteria) ทำให้นำมูกหรือเสลดเป็นสีเหลืองหรือเขียว ถ้าลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เป็นต่อมทอลซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ในเด็กเล็ก อาจทำให้มีอาการชักจากไข้สูง ท้องเดิน บางคนอาจมีเสียงแหบ เนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ บางคนอาจมีอาการวิงเวียน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวภายในอักเสบ ดังที่เรียกว่า หวัดลงหูซึ่งจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน โรคแทรกที่รุนแรงมักจะเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้พักผ่อน ตรากตรำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ (เช่น ขาดอาหาร) ในทารกหรือผู้สูงอายุ

   โดยปกติแล้ว โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media) ที่มักพบในเด็กเล็ก และโรคโพรงอากาศอักเสบ (Sinusitis หรือไซนัสอักเสบ) จะเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นบ่อย ซึ่งสาเหตุของการร่วมแพร่เชื้อของแบคทีเรียอาจเกิดขึ้นได้จากการถูกกระทบโดยน้ำมูก หรือถูกในบริเวณนั้นถูกปกคลุมโดยน้ำมูกที่ถูกขับออกมาทางจมูก ซึ่งอธิบายเหตุผลที่ว่าไม่ควรจะปิดจมูกแน่นเมื่อจะมีอาการจามหรือจะสั่งน้ำมูก แต่ควรเปิดโพรงจมูกไว้ทั้งสองข้างแล้วเมื่อจามหรือสั่งน้ำมูกแล้วจึงค่อยเช็ด ซึ่งจะเป็นการทำให้ความกดดันจากการจามหรือสั่งน้ำมูกลดลงไปส่วนหนึ่ง และจะทำให้น้ำมูกไม่เข้าไปในหูหรือบริเวณโพรงอากาศได้

การรักษา

    ในขณะนี้ ยังไม่มีหนทางใดๆ ในการรักษาโรคหวัด หรือในเชิงวิชาการแล้ว ยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดได้ และได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้ว

   มีเพียงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้นที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันนั้นจะใช้เวลาประมาณ 7 วันในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งในการเป็นโรคหวัดหนึ่งครั้งจะมีอนุภาคไวรัสอยู่หลายล้านอนุภาคอยู่ในร่างกาย ซึ่งโดยปกติ เมื่อผ่านการติดเชื้อมาไม่กี่วัน ร่างกายก็จะเริ่มผลิตแอนติบอดี้ (Antibody) ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดของเซลล์ออกมาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จะทำลายไวรัสผ่านการโอบเซลล์เอาไว้หรือวิธีการฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) ซึ่งจะทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไปด้วยเพื่อป้องกันการแพร่ออกไปอีกของไวรัส และเนื่องจากกระบวนการการติดเชื้อของโรคจะกินเวลาจากแค่ไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น แม้ว่าจะค้นพบวิธีการรักษาที่ถูกพิสูจน์แล้วก็ตามที ก็คงจะลดระยะเวลาการเป็นโรคหวัดเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

 

 

 




ความเห็น



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35985 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics