พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ

แบ่งปัน

 

          ในวงสนทนาประจำวันของชาวบ้านร้านถิ่นเมื่อเอ่ยถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พวกเขาไม่ใช้ราชาศัพท์ มักจะพูดกันแบบพื้นๆ ในลักษณะยกย่องเทิดทูนเสมอ เช่น

 

          ท่านไม่ธรรมดานะท่านเกิดมาสวยแล้วยังใจดีมีเมตตา ท่านเห็นไปหมดว่าใครทุกข์ยากใครเดือดร้อนท่านก็ไปช่วยไม่เลือกหน้า ท่านขยันออกไปหาชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลทุกวัน ลึกๆแล้วท่านเป็นอัจฉริยะ ท่านปั้นดินให้เป็นดาวได้ ส่วนในหลวงนอกจากเก่งหลายเรื่องแล้ว ท่านยังตาแหลมจริงๆที่เลือกสมเด็จฯมาเป็นราชินี ทั้งสององค์ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน เหมือนเทพบุตรกับเทพธิดามาเกิด

          หรือไม่ก็

          คนไทยนี่โชคดีนะ ที่มีในหลวงกับพระราชินีองค์นี้ ท่านทำให้เมืองไทยเจริญ กลายเป็นยุคทองในเรื่องฝีมือและภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็ไม่รู้อีกกี่ชาติ ที่เราจะมีในหลวงและราชินีแบบนี้อีกท่านถึงพร้อมไปหมด เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ พวกเรานี่โชคดีมาก ที่เกิดมาในยุคของท่าน

 

          การพูดคุยอย่างชื่นชมและจงรักภักดีของประชาชนถึงทั้งสองพระองค์อย่างนี้ มีมาช้านานหลายสิบปีแล้วจนกระทั่งปัจจุบัน จากสายตาของประชาชนที่มองว่า พระองค์ ไม่ธรรมดา ก็เพราะพระราชอิสริยยศราชินีนั้นสูงส่ง น่าจะเป็นชีวิตที่น่าสะดวกสบายอย่างที่สุด ทรงถึงพร้อมไปหมดทุกอย่าง ไม่ต้องขวนขวายอะไรอีกแล้ว แต่ทำไมพระองค์จึงต้องดิ้นรนเดือดร้อนออกไปหาชาวบ้าน

          คำตอบก็คือ เพราะชาวบ้านเดือดร้อนต่างหากที่ทำให้ทรงทนไม่ได้ต้องออกไปช่วยเหลือพวกเขา

 

          ดังนั้น ทุกวันเฉลิมพระชนมพรรษาประชาชนใจจดจ่ออยู่กับการรับฟังพระราชดำรัสที่มักเป็นเรื่องช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่ชาวนาที่ยากจนด้อยโอกาส และอยู่ห่างไกลความเจริญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงรักชาติ และทรงรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ เนื่องจากทรงได้รับการปลูกฝังจากพระบิดามารดา ให้มีความเคารพกตัญญูต่อสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และรักชาติ  ความรักชาติทำให้พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยมอย่างเข้มแข็ง ในฐานะพระคู่หมั้น พระองค์ทรงแต่งพระองค์แบบไทย ชาวไทยได้เห็นภาพพระคู่หมั้นนุ่งผ้าซิ่นรับเสด็จอยู่เสมอ จวบจนได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศไทย ก็ยังทรงเป็นผู้นำสตรีไทยในด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยและความรักชาติอย่างมั่นคง หากเราย้อนไปดูพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งพระองค์ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศครั้งแรกในปี ๒๔๙๘ จะเห็นว่าโปรดทรงผ้าซิ่นแบบไทยเป็นประจำ แต่ฉลองพระองค์แบบต่างๆกันไป เพราะขณะนั้นยังไม่มีการออกแบบชุดไทย แม้ผ้าไหมมัดหมี่ ที่โปรดใช้สอยอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าทรงใช้เป็นเวลานานมาแล้ว

 

          สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงเริ่มปลูกฝังให้คนไทย นิยมไทยด้วยการนำผ้าไหมมาตัดใช้เป็นฉลองพระองค์เป็นตัวอย่าง และพระราชทานเป็นของขวัญแก่พระราชอาคันตุกะอยู่เสมอ พระสิริโฉมอันงดงามประกอบกับความเงาแวววาวของผ้าไหมไทย ทำให้ผ้าไหมไทยเริ่มมีชื่อเสียงไปทั่วโลกตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ ด้วยทรงมีกำหนดการจะตามเสด็จไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปแลสหรัฐอเมริกา จึงทรงพระราชดำริให้ค้นคว้าและออกแบบชุดไทยขึ้น โดยอาศัยหลักฐานของโบราณผสมผสานกับ ความต้องการชุดไทยไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ ทำให้ได้ชุดไทยที่สวยงามขึ้นมาถึง ๘ ชุด เรียกว่า ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยเหล่านั้นมีชื่อตามพระที่นั่งหรือพระตำหนัก อันสอดคล้องกับลักษณะเครื่องแต่งกาย ต่อมาสตรีไทยก็แต่งกายตามแบบชุดไทยพระราชนิยมกันทั่วไป จนในที่สุดก็กลายเป็นชุดประจำชาติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงชื่นชมศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยิ่ง ทรงภูมิพระทัยที่เมืองไทยมีวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาลมีศิลปวัตถุและโบราณสถานที่สมควรอวดชาวโลกอยู่มากมาย ในยามว่างจากพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดทอดพระเนตรของโบราณ ทั้งวัดวาอาราม ปูชนียสถาน และศิลปวัตถุที่สวยงาม ทำให้ทรงพบว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงใช้เป็นที่ประทับอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อสิ้นรัชกาลแล้วก็ไม่มีการใช้งานอีกจนชำรุดทรุดโทรมลง จึงโปรดให้บูรณะพระที่นั่งวิมทนเมฆขึ้นใหม่ ให้เหมือนสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงใช้เป็นที่ประทับอยู่ แล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ทรงรื้อและจัดพระที่นั่งวิมานเมฆด้วยพระองค์เอง โปรดให้นำศิลปวัตถุโบราณซึ่งถูกฝุ่นจับอยู่เป็นเวลาช้านานมาขัดล้างและทำบัญชีเป็นหลักฐานโดยจัดไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งทำให้ทรงพบเพิ่มเติมว่าคนไทยสมัยก่อนมีฝีมือในการประดิษฐ์ศิลปวัตถุได้สวยงามไม่แพ้ชาติใดๆในโลก

         

พระองค์ทรงตระหนักดีว่าประเทศไทยเป็นชาติที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากกว่าชาติอื่นๆ อีกหลายชาติ ทรงแสดงความภูมิพระทัย โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้โลกรับทราบว่าไทยเป็นชาติเก่าแก่มีวัฒนธรรมอันช้านานด้วยการนำศิลปวัฒนธรรมไทยไป แสดงอย่างแนบเนียนมิให้เห็นว่าเป็นการโอ้อวดอย่างเปิดเผยเช่นโปรดให้แสดงแบบเครื่องแต่งกายและประเพณีของคนยุคสมัยต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าชาติไทยมีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปีแล้ว เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยสั่งสมมาแต่อดีตกาลจากบรรพบุรุษหลายชั่วคนสืบทอดกันมาว่า มีพัฒนาการอย่างไร หรือได้รับอิทธิพลจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานบ้างอย่างไร ในสมัยใดและแสดงให้เห็นว่าไทยมีรากเหง้าวัฒนธรรมของไทยเอง มีใช่อาศัยวัฒนธรรมของชาติอื่นเป็นหลัก

 

          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเห็นว่าประเทศไทยเรานั้น เป็นประเทศที่สวยงามมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แต่ทรัพยากรของชาติที่สำคัญที่สุดคือ คนไทย พระองค์มีพระราชดำรัสอยู่เสมอว่า    คนไทยเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ คนไทยมีสายเลือดศิลปะอยู่ในตัวทุกคน แม้จะยากจนด้อยการศึกษาแต่หากได้รับการฝึกฝนอบรมและให้รับโอกาสที่ดี คนไทยสามารถเป็นช่างได้ทุกคน ทรงทดลองนำเด็กอายุน้อย จบเพียงชั้นประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ด้านศิลปะใดๆ มาฝึกฝนให้รู้จักศิลปหัตถกรรมแขนงต่างๆ ผลปรากฏว่าเด็กเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ศิลปหัตถกรรมได้เป็นอย่างดี ต่างผลิตผลงานศิลปะออกมาได้สวยงาม ด้วยเหตุนี้จึงทรงเล่าให้ประชาชนฟังในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์อยู่เสมอว่า คนไทยไม่ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังเลย

 

          การได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบดีว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจน ด้อยการศึกษา และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ไม่สู้ดีนัก คนไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ฝากชีวิตไว้กับดินฟ้าอากาศปีใดฝนดีพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ดีไปด้วย ก็พอจะมีความสุขขึ้นบ้าง หากปีใดฝนแล้งหรือน้ำไม่ค่อยสมบูรณ์อยู่แล้ว ต้องมาประสบภัยธรรมชาติอยู่แทบทุกปี ในเวลาเดียวกันก็ทรงเห็นสตรี ชาวอีสานซึ่งมีลักษณะยากจน แต่นุ่งผ้าไหมมัดหมี่ในชีวิตประจำวัน ทรงทราบซึ้งถึงความงามของผ้าไหมมัดหมี่มานานแล้ว ประกอบกับทรงเห็นว่าเป็นงานศิลปะที่ชาวบ้านรู้จักสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษถ้าส่งเสริมอาชีพได้ก็จะเป็นงานที่ชาวบ้านถนัด ไม่จำเป็นต้องลงทุนใหม่ แต่ใช้ทั้งความรู้และความสามารถ ตลอดจนภูมิปัญญาของชาวบ้านและใช้วัสดุในท้องถิ่นได้เหมาะสมที่สุดที่จะทรงสนับสนุนให้เป็นอาชีพเสริมและต้องเป็นอาชีพเสริมจริงๆ คือต้องทำในฤดูที่มิได้ทำไร่ทำนา หากทิ้งอาชีพหลักคือทำไร่ทำนาประเทศชาติก็เดือดร้อนอีก เนื่องจากไม่มีใครปลูกข้าว หรือทำผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงทรงชักชวนชาวบ้านให้ทอผ้าไหมมัดหมี่ขายในยามว่างจากหน้านาเท่านั้น ทรงรับซื้อไว้ แล้วทรงนำไปเผยแพร่ และหาตลาดให้ชาวบ้านอีกด้วย ดังพระราชดำรัส

 

          “…ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของไปพระราชทาน ไปช่วยเหลือราษฎร มักเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้ เป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะหน้าซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้วโดยเพิ่มโรงเรียนขึ้นอย่างสม่ำเสมอ…”

 

“…แต่ชาวนาชาวไร่บอกว่า เขาส่งลูกไปเรียนหนังสือ ไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยอยู่เป็นกำลังช่วยกันทำมาหากิน ดังนั้นจะพบเด็กที่อยู่ในวัยเรียนที่ไม่ได้เรียนหนังสืออีกมาก ส่วนใหญ่ก็ได้จบ ป.๔ ซึ่งก็น่าห่วง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหาแหล่งน้ำให้ในการทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูไร่ของเขา ทรงคิดว่านี่เป็นการให้กำลังใจ และทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลย เกิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพขึ้น…”  (พระราชดำรัส ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔)

 

          เมื่อผลผลิตด้านงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายประเภทต่างๆ กระเป๋าย่านลิเภา เครื่องจักสานเครื่องเซรามิก ไม้แกะสลัก เครื่องประดับโต๊ะ ของวางโชว์ แจกันเซรามิก และของสวยงามอื่นๆ ทวีจำนวนมากขึ้น และได้มีการปรับปรุงด้านคุณภาพ และพัฒนาในเรื่องรูปแบบความสวยงามขึ้นมาในระดับดีมากแล้ว พระองค์ได้ทรงคิดหาตลาดรองรับสินค้าเหล่านั้นต่อไปด้วยการตั้งร้านจิตรลดา แสดงนิทรรศการในประเทศและเสด็จต่างประเทศเพื่อทรงจัดนิทรรศการแสดงให้ชาวต่างชาติชมเป็นที่ชื่นชอบ และตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ชาวต่างประเทศออกปากชมกันว่า “นี่เป็นงานศิลป์”  “เป็นของดีที่ต้องใช้ฝีมือศิลปินเท่านั้น” หรือ “ไม่น่าเชื่อว่าเป็นของที่มาจากประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนที่นั่นสามารถทำได้งดงามขนาดนี้เชียวหรือ” บ้างก็บอกว่าของเหล่านั้นไม่ใช่ของธรรมดาที่สามารถหาได้ในท้องตลาด แต่เป็นงานศิลป์ชั้นดี จนมีการสั่งซื้อเข้ามามากมายและขายได้เป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา ชาวต่างประเทศบางคนทูลถามด้วยความสนใจว่า ทรงเลือกคนเข้าทำงานในมูลนิธิศิลปาชีพจากที่ไหน คนมีฝีมือเหล่านี้รับสมัครอย่างไร รับสั่งเล่าว่า

 

          “ชาวต่างประเทศ เช่นคณะทูตได้ถามข้าพเจ้าเมื่อเอาสินค้าไปแสดง ถามว่าเลือกสมาชิกมูลนิธิศิลปาชีพอย่างไร ก็บอกเขาตามตรงว่า เลือกจากความจน เห็นว่าครอบครัวไหนจนที่สุดไม่สามารถจะช่วยตนเองได้ ก็เลือกคนเหล่านั้น”  (พระราชดำรัส ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕)

 

          ประชาชนที่ยากจน จึงเป็นผู้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถสนพระทัยมาก เพราะพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า หากให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือราษฎรเหล่านี้ของพระองค์แล้ว ความสามารถที่มีอยู่ภายในจะถูกแสดงออกอย่างเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพเลี้ยงตนเลี้ยงครอบครัว ชีวิตของราษฎรเหล่านั้นพลิกผันจากราษฎรผู้ยากไร้ กลายเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลป์ที่มีคุณค่า และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยพระเมตตาและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แม่หลวงของแผ่นดิน

 




ความเห็น

  • สงางาม wrote on 10 กันยายน, 2012, 10:38

    ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เท่านั้นที่จะทำให้ไทยได้ร่มเย็นและเป็นไท

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics