พระราชประวัติในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

แบ่งปัน

 

 

พระราชประวัติในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

พระราชินี

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ กุลสตรีจากราชสกุลกิติยากร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของ พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (ม.จ. นักขัตรมงคล กิติยากร) พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ ม.ล. บัว  กิติยากร นางพระกำนัลของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพที่บ้าน พลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (ม.ร.ว. สท้าน  สนิทวงศ์) บิดา ม.ล. บัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ในวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม  พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้รับพระราชทานพระนามว่า  สิริกิติ์ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมีความหมายว่า ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร

          ม.จ. นักขัตรมงคล มีโอรสธิดาดังนี้

                    ๑.ม.ร.ว. กัลยาณกิติ์  กิติยากร

                    ๒.ม.ร.ว. อดุลกิติ์  กิติยากร

                    ๓.ม.ร.ว. สิริกิติ์  กิติยากร

                    ๔.ม.ร.ว. บุษบา  กิติยากร

 

          ในปีที่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กำเนิดนั้น พระบิดาทรงดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเสนาธิการกองทัพบก มียศเป็นพันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล  กิติยากร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่  ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ม.จ.นักขัตรมงคล ทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปเป็นเลขานุการเอก สถานทูตไทยในกรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ส่วนม.ล. บัว ยังคงอยู่ในประเทศไทย จนกระทั่งให้กำเนิดม.ร.ว.สิริกิติ์แล้ว จึงได้เดินทางตามไปภายหลัง มอบให้ม.ร.ว.สิริกิติ์  อยู่ในความดูแลของ เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดามารดาของ ม.ล.บัว

 

          ม.ร.ว.สิริกิติ์  เติบโตขึ้นในระยะเวลาที่มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง ต้องอยู่ห่างไกลจากพระบิดามารดา บางคราวต้องระหกระเหินไปตามต่างจังหวัดกับพระบรมวงศานุวงศ์โดยตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ม.จ.หยิงอัปสรสมาน  กิติยากร พระมารดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล ได้ทรงรับพระนัดดาไปด้วย ม.ร.ว.สิริกิติ์กลับมาอยู่รวมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว เมื่อม.จ.นักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พาม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ โอรสคนโตและม.ร.ว.บุษบา ธิดาคนเล็กซึ่งเกิดที่สหรัฐอเมริกากลับมา และไปรับม.ร.ว.อดุลกิติ์ซึ่งฝากไว้กับม.จ.อัปสรสมาน กับม.ร.ว.สิริกิติ์ ซึ่งฝากไว้กับเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์กลับมาอยู่ที่วังปากคลองผดุงกรุงเกษม ตอนนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์ อายุได้ประมาณ ๒ปี ๖ เดือน

 

 

พระราชินี

 

การศึกษา

          ม.ร.ว.สิริกิติ์ เริ่มการศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี(ปากคลองตลาด) แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยๆ ทำให้การคมนาคมขาดความสะดวกและปลอดภัย ม.ร.ว.สิริกิติ์ จึงต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ในชั้นประถมและมัธยม เพราะอยู่ใกล้บ้าน ตอนนี้ได้เริ่มเรียนเปียโนด้วย

          เมื่อสงครามสงบรัฐบาลซึ่งมี พ.ต.ควง  อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทูลขอให้ ม.จ.นักขัตรมงคล  ออกไปเป็นอัครราชทูตประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษในกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ม.จ.นักขตรมงคล ได้ทรงพาโอรสธิดาทั้งหมดไปด้วย ขณะนั้นม.ร.ว.สิริกิติ์ อายุได้ ๑๓ ปี จบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ แล้วด้วยคะแนนสูง

          ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ม.ร.ว.สิริกิติ์ เรียนเปียโนควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน ม.จ.นักขัตรมงคล ถูกย้ายไปเป็นอัครราชทูตที่ประเทศเดนมาร์ก และต่อไปที่ประเทศฝรั่งเศส ระยะนี้ ม.ร.ว.สิริกิติ์คงเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

 

 

ทรงพบกันครั้งแรกในหลวง สมเด็จ

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ขณะที่อยู่ในปารีส ม.จ.นักขัตรมงคลและครอบครัว ได้รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จฯ ปารีสเพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์อยู่เนืองๆ จนเป็นที่คุ้นเคยต่อเบื้องพระยุคลบาท และต้องพระราชอัธยาศัย

ในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนีมีรับสั่งให้พระราชโอรสทอดพระเนตรหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรด้วยว่าสวยน่ารักไหม ท่านผู้หญิงเกน หลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเล่าใน “บันทึก เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ไม่ไช่ใครอื่น เป็นหลานแท้ๆของสมเด็จย่า และเป็นคนดี หม่อมหลวงบัวก็เป็นลูกสาวเจ้าพระยาวงศาฯ ซึ่งเป็นคนดี ซื้อตรง และยังทรงกำชับว่า ถึงปารีสแล้วโทรฯ บอกแม่ด้วย ท่านผู้หญิงเกนหลงทรงเล่าในบันทึกต่อมาว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงปารีสแล้ว จึงโทรศัพท์ตอบคำถามพระราชชนนีว่า “เห็นแล้วน่ารักมาก”

 

พระคู่บารมี สมเด็จพระนางเจ้าฯ

ในหลวง พระราชินี 

ฉะนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ที่นอกเมืองโล ซาน ในประเทสสวิตเซอร์แลนด์เสด็จเข้ารักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ม.ล.บัว  กิติยากรซึ่งอยู่ในกรุงลอนดอน พาธิดาทั้งสอง คือ ม.ร.ว.สิริกิติ์ และ ม.ร.ว.บุษบา เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจำ

 

ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุ ก็มีรับสังให้ครอบครัวเราเข้าเฝ้า เพราะทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระเศียร คุณแม่ก็เข้าไปก่อน ตอนเข้าเฝ้าฯ ก็ให้จับพระหัตถ์ท่านแล้วบอกชื่อ พอถึงสมเด็จฯ ท่านก็ทูลว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เพคะ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงจับมืออยู่นานพอสมควรเลย.. ” ท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในหนังสือ “ด้วยพลังแห่งรัก”

จากนั้นสมเด็จพระราชชนนีได้ทรงขอให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ อยู่ศึกษาในโรงเรียน Riante Rive ซึ่งอยู่ใกล้ตำหนักในเมืองโลซาน  เป็นโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงด้านการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นผู้ปกครอง และเป็นธุระให้เข้าศึกษา

 

ต่อมาอีก ๑ ปี ในวันที่ ๑๙ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ม.จ.นักขัตรมงคล และครอบครัวมาเฝ้าฯ แล้วสมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ต่อ ม.จ.นักขัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์ เป็นพิธีภายในด้วยพระธำมรงค์วงที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนี  จนวันที่ ๑๒ สิงหาคม ปีเดียวกัน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีงานเลี้ยงรับรองเล็กๆ ที่อบอุ่นเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นวันครบรอบวันเกิด ๑๗ ปี ของหม่อมราชวงส์สิริกิติ์ กิติยากร แล้ว ยังเป็นวันสำคัญที่น่าปลื้มปิติสำหรับคนไทยทุกคน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบในงานเลี้ยงอันเรียบง่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

ข่าวอันเป็นสิริมงคลนี้ ทำให้คนไทยเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ประหนึ่งดังแสงสว่างที่ส่องสู่หัวใจทุกดวง ท่ามกลางข่าวอันน่าเศร้าสลดที่จะทรงมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓

 

 

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

ราชาภิเษกสมรส วังสระปทุม 

วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระราชทานตามแบบโบราณราชประเพณี ณ วังสระปทุม และทรงประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรเป็น “สมเด็จพระราชินี สิริกิติ์ พร้อมรับพระราชทานสายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

จากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จออก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ประทับคู่กันเหนือพระราชอาสน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร และในวันรุ่งขึ้น เสด็จเป็นการส่วนพระองค์โดยรถไฟไปประทับพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา ๓ วัน ตามโบราณราชประเพณี โดยโปรดเกล้าฯให้มีผู้ตามเสด็จน้อยมาก ตลอดระยะทางมีประชาชนมากมายต่างพากันมาเฝ้า อย่างเนืองแน่น ทุกดวงหน้าล้วนเบิกบานแจ่มใส

          วันที่ ๕  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จกลับไปประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก จนสมเด็จพระบรมราชินีนาถมีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา เมื่อทรงเจริญชันษาได้ ๓ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จนิวัติประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาตามลำดับ

                                                                  

          ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงผนวชตามโบราณราชประเพณี ได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งต่อมาทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ นับว่าเป็นพระองค์ที่ ๒ ต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปยุโรป

 

 

สมเด็จพระนางเจ้า

 

 




ความเห็น

  • อุไร wrote on 10 กันยายน, 2012, 10:36

    จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ

ผู้เขียน

เขียน 35993 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics