“อานันท์” ชี้ ยุทธศาสตร์ “การปฏิรูป”

แบ่งปัน

 

 

    วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยของเรากำลังผจญกับมรสุมทางการเมืองที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ การเห็นภาพของคนไทยที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทะเลาะและเผชิญหน้ากันเอง รวมถึงภาพความรุนแรง จากการปะทะกำลังในหลายพื้นที่ ภาพการเผาทำลายอาคาร บ้านเรือน สิ่งของต่างๆ จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ภาพที่ปรากฏออกมาเหล่านี้

 

 

 

 

  แสดงออกได้ว่าขณะนี้คนในประเทศ กำลังขาดความสามัคคีและแตกแยกกันเองอย่างรุนแรงความรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้แล้ว ยังทำให้สภาวะจิตใจของคนในประเทศต้อง ห่อเหี่ยว ย่ำแย่ และหลายๆคนยังเป็นกังวลกับสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป จะดีขึ้นหรือไม่ ทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันและรับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน 

 

 

 

   สอดคล้องแนวทางของรัฐบาล ได้ประกาศใช้ แผนปรองดองแห่งชาติเพื่อปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นใหม่ในสังคม เพื่อให้คนไทยเกิดความสามัคคีกันมากขึ้น

 

 

 

 

    โดยทางข้อเสนอแผนปรองดองแห่งชาติของรัฐบาล เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มีสาระสำคัญ 5 ข้อ ประกอบด้วย

 

 

 

1 เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และการไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือความขัดแย้งทางการเมือง

 

 

 

2 ปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูปให้ประชาชนได้รับสวัสดิการอันพึงมีพึงได้ มีอาชีพรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

 

 

3 ปฏิรูประบบสื่อสารมวลชน ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อ และสื่อเองก็ต้องมีจรรยาบรรณของสื่อที่จะไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่ยุยงให้เกลียดชังและใช้ความรุนแรงนั้น จะเป็นประโยชน์แก่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยในการเลือกตัดสินใจทางการเมืองอย่างรู้เท่าทัน

 

 

 

4 ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆ จากความสูญเสียในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการชุมนุมวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ความจริงกับสังคม เพราะสังคมจะอยู่กันได้อย่างปกติสุขนั้น ต้องอยู่กันด้วยเรื่องของข้อเท็จจริง

 

 

 

5 ปฏิรูปการเมือง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของนักการเมือง และแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาแต่การชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้ เป็นบทบาทของรัฐสภาที่จะมีส่วนช่วยให้เกิดการก้าวข้ามความขัดแย้ง เกิดการขอโทษและการให้อภัยต่อกัน

 

 

 

 

นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะกรรมการปฏิรูป ที่ นายอานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย การตั้งกรรมการจะต้องมีอิสระ ไม่ถูกควบคุมจากรัฐบาลและตั้งคณะกรรมการเป็น 2 ชุด คือ กรรมการกำกับดูแลปฏิรูป และกรรมการสมัชชาปฏิรูป

_________________________________

 

(8 ก.ค.53)อานันท์ เปิดตัวกรรมการปฏิรูปประเทศไทย

นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป แถลงข่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยนายอานันท์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปที่มีตนเป็นประธานนั้นกำหนดให้มีคณะกรรมการอื่นไม่เกิน 25 คน ตนจึงลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอีก 19 คน ประกอบด้วย

1.นายกฤษณพงศ์ กีรติกรอดีตเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา

 

2.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธนยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

3.นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย

4.นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5.นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 6.นายบัณฑร อ่อนดำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

7.นางปราณี ทินกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8.นายพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย

9.นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

10.พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

11.นางรัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และภรรยานายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

12.นายวิชัย โชควิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)

13.นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

14.นายศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์

15.นายสมชัย ฤชุพันธ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีต ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง

16.นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำชาวบ้านปากมูล

17.น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

18.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ

19.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ประธานมูลนิชุมชนไทย หากรวมตนคณะกรรมการชุดนี้จะมีทั้งสิ้น 20 คน

      นายอานันท์ กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยคนเก่งคนดีมีมาก ทำให้ลำบากใจในการคัดเลือก หลายคนอยากมาแต่ไม่ลงตัว โดยตนมีหลักสามประการในการคัดเลือกคือ 1.มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาความรู้และประสบการณ์ 2.มีเวลาให้เต็มที่ เพราะอายุคณะกรรมการชุดนี้มี 3 ปี 3.ตนได้ประสานงานกับ ศ.นพ.ประเวศ ว่าการทำงานของทั้งสองคณะนี้ต้องเดินไปด้วยกันเหมือนฝาแฝดอินจัน

________________________________

(9 ก.ค.53) อานันท์”ถกการปฏิรูปประเทศไทย นัดแรกวางกรอบแผนปฏิรูป เปลี่ยนอะไรดันดับแรกทำทันที 

     นายอานันท์ กล่าวว่า การประชุมนัดแรกจะหารือเรื่องกรอบการทำงาน และจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการก่อนหลัง หากเรื่องไหนมีความเร่งด่วนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาโดยอาศัยอำนาจทางบริหาร และงบประมาณ ส่วนระยะยาวอาจต้องใช้เวลาศึกษา โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญมาคุย หรือทำวิจัยเพิ่มเติม โดยประสานงานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป

 

 

    ต่อมา นายอานันท์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมว่า เป็นการอภิปรายทั่วไป เพราะประชุมครั้งแรก โดยเชิญ นพ.ประเวศ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการการปฏิรูปมาชี้แจงที่ประชุมให้ทราบว่ามีความคิดเห็นอย่างไร และ คสป.ของ นพ.ประเวศคิดอย่างไร มีภาระหน้าที่และแผนงานใดที่จะประสานงานกับคณะกรรมการของตน

____________________________

 

 

(12ก.ค.53) เลขาฯ กก.ปฏิรูปเผย “อานันท์” พอใจภาพรวมการประชุมกรรมการนัดแรก ไร้ปัญหาขัดแย้ง แต่ทุกคนหนักใจปฏิรูปงานใหญ่ ห่วงการเดินไปสู่เป้าหมาย ด้าน

        ดร.เดชรัต สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เปิดเผยกับศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยถึงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ว่า

       การประชุมครั้งแรกเป็นการอธิบายงานปฏิรูปประเทศให้คณะกรรมการเข้าใจตรงกัน โดยนายอานันท์ ได้ให้กรอบการทำงานอย่างกว้างว่าจะมุ่งการทำงานที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าการเยียวยาปัญหาที่ผ่านมาที่เฉพาะเรื่อง

       เลขานุการ คณะกรรมการปฏิรูป กล่าวว่า นายอานันท์ ได้เน้นการทำงานที่มุ่งการแก้ปัญหาที่การปรับปรุงปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาภาพรวมในอนาคต และการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการนำที่สิ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำ ออกแลกเปลี่ยนและเผยแพร่สู่สังคมด้วย

________________________________

(13ก.ค.53) กก.ปฏิรูป ประชุมครั้งที่ 2 คึกคัก 19 นักคิดเดินทางมากันครบองค์อานันท์ยอมรับปฏิรูปไม่สามารถทำได้ครอบจักรวาล ต้องอาศัยความร่วมมือ

      นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการปฏิรูป กล่าวเปิดการประชุมว่า หลังจากการประชุมครั้งแรกตนและกรรมการหลายคนได้รับโทรศัพท์จากประชาชนเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งกว่า 75 – 80 % ยังคงกังวลใจในเรื่องของการทำงาน จึงอยากอธิบายว่า การปฏิรูปไม่สามารถทำได้ครอบจักรวาล และไม่สามารถปฏิรูปประเทศได้เพียงลำพัง ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากทุกคน

     ส่วนดร.เดชรัต สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูป กล่าวว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น และเริ่มเห็นแนวทางที่เป็นกรอบการทำงาน ทั้งนี้ นายอานันท์ ไม่อยากให้รีบทำงานจนเกินไป เพราะการทำงานอาจจะพลาดหรือลืมไปในบางประเด็น หรือให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆไม่ครบถ้วน  ในวันศุกร์นี้ คาดว่า ที่ประชุมจะได้เห็นแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในสัปดาห์หน้า

________________________________

(23 ส.ค.53) กรอบปฏิรูปแล้วเสร็จ อานันท์ เผยสาธารณภายใน 7 วัน เตรียมเปิดเวทีฟังปัญหาประชาชนก่อนรวมกับแผนกรรมการ

      นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปประเทศเปิดเผยหลังประชุมว่า ขณะนี้กรรมการปฏิรูปฯได้จัดทำกรอบการทำงานเสร็จแล้วพร้อมเสนอต่อสาธารณะภายใน 7 วัน

     ส่วนประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ จำแนกปัญหาเป็นด้านต่าง ๆ ภายในยุทธศาสตร์ใหม่คือลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ค้นหารากเหง้าที่เป็นต้นตอปัญหาให้เจอ เปรียบเสมือนร่มขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือปัญหาทั้งหมด ที่เป็นจุดจะปลดล็อค ปัญหาความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ให้สังคมเกิดความเป็นธรรม

     แต่วันนี้ยังไม่บอกว่าจุดนั้นคืออะไร อยากให้รอการจัดเวทีใหญ่ของกรรมการปฏิรูปวันที่ 17 ต.ค. ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการเปิดเวทีรับฟังปัญหาประชาชนแต่ละพื้นที่

___________________________

(14 ก.ย.53) อานันท์เรียกประชุมอดีต คกก.4 ฝ่ายมาบตาพุดวาระพิเศษ ย้ำจุดยืน 18 โครงการรุนแรงที่เสนอ

     นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด จังหวัดระยอง เรียกประชุมอดีตคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ร่วมกับตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

     นายอานันท์ กล่าวอีกว่าที่ประชุมพิจารณาว่าจะมีโครงการใดในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เข้าข่าย 11 ประเภทโครงการรุนแรง นอกจากนี้จะมีการหารือกับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมส่งร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระถาวรเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

 

     ส่วนกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติตัด 18 ประเภทโครงการรุนแรงที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ เสนอไปเหลือ 11 ประเภท และนำมาซี่งกระแสคัดค้านของภาคประชาชน คณะกรรมการ 4 ฝ่ายมีหน้าที่เพียงให้ข้อเสนอและก็ยังมีจุดยืนตามที่เสนอไป ส่วนการตัดสินใจเป็นสิทธิและอำนาจของรัฐบาล

____________________________

 

(22 ก.ย.53) อานันท์ รายงาน 3 เดือน หลังขับเคลื่อนปฏิรูป

 

นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป บันทึกเทปการให้สัมภาษณ์พิเศษผู้แทนสื่อมวลชน ถึงความคืบหน้าในการทำงานและแนวคิดในการปฏิรูป ทั้งหมดจะออกอากาศในวันพุธที่ 22 กันยายน เวลา 20.30 น.ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

 

oผ่านมา 2-3 เดือน คิดว่า คปร.มีอะไรเป็นรูปธรรมอธิบายให้สังคมรับทราบบ้าง

      ที่เป็นรูปธรรมนั้นมันยากอยู่ เพราะคนต้องเข้าใจว่าการปฏิรูปนี่คืออะไร เมื่อพูดถึงเรื่อง”ปฏิรูป”แล้ว มันไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับผิวเผิน มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน คือไม่ใช่จากขาวเป็นดำเลยนะ แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมโหฬาร มโหฬารในทางด้านจิตวิทยา หลักการ

 

 

 

      ดังนั้น คำว่าปฏิรูป”มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่แก้ได้ภายในวันสองวัน มันต้องมีเวลาคิด มีการถกเถียงกัน มีการสานเสวนากัน มีการพูดจากันจนกระทั่งว่าในคณะของเราสามารถจะมีพื้นที่พื้นฐานของความรู้ได้ใกล้เคียงกัน ฉะนั้นใน 2 เดือนแรก คปร.จะพูดคุยกันเพื่อปรับพื้นที่ของความเข้าใจกัน ให้ทุกๆ คนมีพื้นฐานความรู้ในทุกๆ เรื่องที่เราจะคุยกันในอนาคตได้ใกล้เคียงกัน อันนี้สำคัญมาก

 

     ตลอดเวลาในการปรับพื้นที่ความเข้าใจ ปรับพื้นที่ของความรู้ เราสามารถสร้างประเด็นหาฉันทามติได้ว่าประเด็นอะไรที่สำคัญ เพราะฉะนั้นใน 3 เดือนแรกที่เราทำมา เราใช้เวลาพิจารณาที่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเลยว่ากรอบการทำงานของเราเป็นอะไร และยุทธศาสตร์คืออะไร ยุทธศาสตร์คือวิธีการที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จในการปฏิบัติ ภารกิจอันนี้เป้าหมายสุดท้ายนี้คืออะไ

 

oประธานบอกว่าการปฏิรูปใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่ถ้าชาวบ้านมีปัญหาเฉพาะหน้า จะมีอะไรทำให้เขารู้สึกว่าการปฏิรูปจะช่วยได้

 

        การปฏิรูปของเมืองไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ยาแอสไพริน ยาพาราเซตามอล เอาแบนด์เอดมาปิด และใช้ยาแดง เป็นลักษณะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขลดหย่อนเข้มข้นไปเรื่อยๆ แต่ของเราหนักไปในทางมีการผ่าตัดหน่อย การผ่าตัดนั้นต้องเตรียมมากทุกอย่างให้ถูกต้องและสมบูรณ์ และผลของมันไม่เห็นในทันต

 

       ในขณะนี้เราคงไม่มีอะไรที่จะรายงานประชาชนให้ทราบว่า อะไรที่จะสามารถเสนอให้เป็นรูปธรรมได้ แต่ทั้งหมดต้องเข้าใจว่าการปฏิรูปไม่ใช่ทำวันนี้พรุ่งนี้มีผล หรือคิดวันนี้พรุ่งนี้ออกมาเป็นมาตรการมันต้องใช้เวลา ในแง่ของคนอื่นการปฏิรูปเฉพาะเรื่องไปอาจจะทำได้

 

 

 

 

        แต่ถ้าเราจะปฏิรูปโครงสร้างปฏิรูปขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะต้องใช้เวลา เพราะทั้งหมดที่ทำนั้นเป็นกระบวนการ อย่าพึ่งใจร้อนว่าจะต้องมีอะไรออกมา และไม่มีกำหนดเวลา อย่างเช่นประเทศที่มีปัญหาของสังคมมากมาย ประเทศสหรัฐอเมริกาปัญหาของคนผิวดำผิวขาวเขาทำมา100 ปีแล้ว สุดท้ายแก้ปัญหาด้วยการเสนอพระราชบัญญัติที่ให้สิทธิของคนผิวดำมีเท่าเทียมกับคนผิวขาว ตั้งแต่ ค.ศ.1964 เมื่อถามว่าปัญหาเหล่านี้หมดหรือยัง ยังนะ

        เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าเปิดปุ๊บติดปั๊บต้องอดทนและถือว่าเป็นกระบวนการ ที่รัฐบาลกำหนดไว้ 3 ปี เพราะเขามีเหตุผลบางอย่างเพื่อต้องการให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของรัฐบาลชุดนี้เป็นวาระของชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานเขาจะไม่เอาเราออกไป หรือจะตั้งคนใหม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพียง 3 ปี 5 ปี หรือ 8 ปี มันไม่จบหรอกครับ ทุกสังคมปฏิรูปอยู่เรื่อย สังคมไหนไม่ปฏิรูปสิ จะเป็นสังคมที่แปลก เพราะความไม่แน่นอนเป็นความ แน่นอน

 

 

 

oคนที่จะปฏิรูปจริงๆ ต้องเริ่มต้นที่นักการเมืองก่อนเป็นสิ่งแรกหรือเปล่

         มันก็แล้วแต่ละคณะจะมองอย่างไร อย่างคณะของเราเรื่องการเมืองนี่เราไม่อยากไปแตะต้องอะไรเพราะว่ามีคนทำมากแล้วเราไม่อยากเข้าไปยุ่ง มันเป็นภาระมาก และเขามีคณะปฏิรูปการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้งบางอย่าง ในการปฏิรูปในแง่ของเราการปฏิรูปเราจะมองในลักษณะหลายมิติด้วยกัน เราจะเปิดเป้าหมายในขั้นต้น คือ เรื่องของการสร้างความยุติธรรมให้กับสังคม เพื่อนำไปสู่ลดความเหลื่อมล้ำ เหลื่อมล้ำสังคมไทยมีอะไรบ้าง

 

 

 

 

         แต่สิ่งแรกคือเราจะต้องสร้างความยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นหลักเป็นหัวใจของการทำงานชุดของผมและชุดของ นพ.ประเวศ วะสี นี่เป็นเป้าหมายตรงกันเพราะในโลกเราในสังคมถ้าไม่มีความยุติธรรมก็จะมีปัญหามากมายจะเกิดความขัดแย้ง และวิธีการที่จะเข้าสู่ให้สังคมมีความยุติธรรมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีอะไร เรามองอยู่ 5 มิติ คือ

 

         1.ความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ และการแบ่งปันในเรื่องของความมั่งคั่ง 2.ความเหลื่อมล้ำของเรื่องสิทธิต่างๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำในโอกาสเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ 3.ความเหลื่อมล้ำเรื่องการรักษาพยาบาล 4.ความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าไม่ถึงเงินทุน 5.ความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรม เหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน หรือระหว่างองค์กรกับประชาชน หรือแม้แต่ระหว่างประชาชนด้วยกัน

        อย่างในเมืองเป็นระบบรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯหมด เวลากระจายอำนาจกระจายไปที่ไหน สุดท้ายอำนาจไม่ได้ถึงประชาชน เราจะต้องมีวิธีคิดใหม่ วิธีคิดนอกกรอบ เราจะหาวิธีทางอย่างไรที่จะให้อำนาจไปให้ถึงประชาชนจริงๆ ขณะนี้อำนาจไปถึงจริงแต่ไปจากหน่วยราชการกลาง ไปยังหน่วยราชการต่างจังหวัด และไปยังองค์กรที่รัฐมีส่วนช่วยจัดตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. หรือแม้แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเวลานี้ในต่างจังหวัดค่อนข้างจะมีปัญหา ซึ่งเราก็จะต้องรักษาสมดุลให้ได้

 

 

 

        ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ ถ้าเราไม่สามารถให้ประชาชนมีพื้นที่ทางการเมืองมีพื้นที่ในการต่อรองหรือมีอำนาจในการต่อรองมากกว่านี้ ทุกอย่างก็จะมาจากกรุงเทพฯ ทุกอย่างมาจากข้างบน ที่ผ่านมาการปกครองจากข้างบนสู่ข้างล่าง จะทำอย่างไรที่จะให้ข้างล่างนอกจากจะมีโอกาสมีส่วนร่วมแล้ว จะต้องมีโอกาสดูแลตัวเองได้ด้วย ที่สามารถดูแลในระดับพื้นที่ไม่เช่นนั้นทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ พอเกิดปัญหาอะไรจากพื้นที่ทางไหนทั่วประเทศปัญหาก็จะนำมาสู่ที่กรุงเทพฯทุกอย่างปะทุอยู่ที่กรุงเทพฯภาระก็จะตกอยู่ที่รัฐบาลกลาง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคิด

 

 

 

 


        สุดท้าย คปร.เราหวังว่ากระบวนการที่เราสร้างขึ้นมาทั้งหมด ถ้าเรามีมาตรการอะไรที่เราเสนอได้ในโอกาสข้างหน้าเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมเป็นมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคปร.ไม่ได้มองแต่ว่าเราจะต้องหาต้นเหตุหาคำตอบบางสิ่งบางอย่างยังไม่มีคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งโจทย์ถูกต้องหรือไม่ เราหาคำถามที่ถูกต้องได้หรือเปล่า ถ้าแก้ได้ก็แก้ ถ้าแก้ไม่ได้เราจะต้องทิ้งปัญหาเหล่านั้นไหม และอาจจะมีข้อเสนอแนะของเรา แต่จะต้องเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องเคลื่อนไหวว่าจะทำต่อไปอย่างไร

 

      เพราะฉะนั้นมาตรการที่เราจะเสนอต่อไปนั้น เราจะต้องเสนอต่อสาธารณชน เพราะว่าเราถือว่าเราไม่ได้ทำงานให้กับรัฐบาล แต่เมื่อเราเสนอต่อสาธารณชนเราก็จะต้องเสนอไปให้รัฐบาลรับทราบได้ด้วยรัฐบาลจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่ทั้งหมดจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ว่า สังคมจะเอากับเราหรือเปล่า สังคมเห็นชอบกับเราหรือเปล่า

 

 

 

          ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องเผยแพร่วิธีคิดของเราการทำงานของเราต่างๆ ให้ทุกคนได้รับทราบเปิดพื้นที่ให้เขา เปิดพื้นที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้นเปิดพื้นที่ตามที่ต่างๆ ให้มีการสานเสวนา ให้มีการพูดคุยกัน ความคิดเห็นแตกต่างกันไม่เป็นไร อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างเราไม่ขัดข้อง แต่สิ่งที่เราทำนั้นถือว่าเป็นวาระของชาติ ไม่มีเรื่องของประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีเรื่องของปัญหาทางการเมือง ทุกคนสามารถร่วมได้จะเป็นใครก็แล้วแต่

 

 

oจะมีวิธีการอย่างไร

          ในวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม เราจะมีเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรก ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 “ลดอำนาจรัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ” ช่วงเช้าจะมีการจัดเสวนาเรื่อง “จัดสรรอำนาจใหม่ เพื่อทรัพยากรไทยที่ยั่งยืน”โดยผู้นำเครือข่ายจากกลุ่มต่างๆ ส่วนในภาคบ่ายเราจัดเวทีเสวนากลุ่มย่อยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ

 

 

 

 

         การสร้างความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาที่ทำกิน, คืนการศึกษาแก่ประชาชน,เสริมพลังและสร้างสวัสดิการแรงงานไทย, อำนาจของชุมชนในการพัฒนา, และคุณภาพชีวิตของคน ในเมือง ซึ่งการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เราจัดเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เราจัดให้ชาวบ้านมีพื้นที่ที่จะพูดปรึกษาหารือกันโดยไม่ทะเลาะกัน

 

oเคยพูดไว้ว่าอยากเห็นการปฏิรูปประเทศไทยใน 2-3 ส่วนที่สำคัญ เช่น สถาบันทหาร

         ทหารต้องมีการปฏิรูปแน่ ในปัจจุบันใครจะปฏิรูปได้นอกจากตัวเอง ถ้าสถาบันทหารไม่เปลี่ยนวิธีคิดผมว่าไม่มีอนาคต รัฐบาลต้องช่วยปฏิรูป ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง เพราะปัญหามันยิ่งใหญ่และมีหลายแง่มุมหลายมิติ ซึ่งไม่ได้อยู่ในวาระของคณะของผมแน่ หรือถ้าปฏิรูปทหารก็คง…ทุเรศการปฏิรูปไม่ใช่คณะของผมทำคนเดียว มันมีคนอื่นทำ ผมหวังนะว่ารัฐบาลคิดที่จะปฏิรูปสถาบันทหารหลายสิ่งหลายอย่างมันคงจะต้องปฏิรูป แต่เราจะต้องรู้ตัวเองด้วยว่าเราอยู่ในฐานะที่จะไปปฏิรูปเขาได้หรือไม่ได้

 

 

 

oมีสัญญาณหรือปรากฏการณ์อะไรที่เห็นว่าสถาบันทหารเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

          สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด พูดได้อย่างค่อนข้างที่จะมีความลำเอียงอยู่ในใจนะ ผมคิดว่าทหารปฏิวัติเองไม่ได้ ประชาชนไม่รับ ถ้าทหารคนใดที่ยังคิดถึงเรื่องปฏิวัติผมว่า…..(ไม่มีดอกไม้แล้ว) ก็อาจจะมีบ้าง คนที่ยังหมกหมุ่นในเรื่องนี้ นึกว่าการปฏิวัติเป็นการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ผมว่าคนทั่วไปแล้วไม่รับแล้วนะ เราปฏิวัติรัฐประหารมา 18 ครั้งแล้ว 18 ครั้งผมไม่ทราบว่าสำเร็จกี่ครั้ง แล้วถามว่าประเทศไทยดีขึ้นไหม ก็ไม่ดีขึ้น มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เวลาประเทศชาติถึงทางตันอย่าไปคิดว่าการรัฐประหารเป็นทางออกทางหนึ่ง มันไม่ใช่ทางออก แต่จะเป็นการนำไปสู่ทางตันมากขึ้น

 

 

 

oในการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ แน่นอนเราเพิ่มอำนาจให้ประชาชน แต่คนที่ยึดครองอำนาจเดิมจะลดลงไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจนักการเมืองส่วนท้องถิ่น ฯล

         เราคงไม่สามารถไปเปลี่ยนนิสัยนักการเมืองและไปเปลี่ยนระบบการเมืองได้ เราคิดว่ามีคนอื่นกำลังทำอยู่ แต่ คปร.สิ่งที่เราจะทำคือการสร้างสิ่งแวดล้อมหรือสร้างเงื่อนไขบางประการที่จะมีผลทำให้นักการเมืองเปลี่ยนนิสัยตัวเอง หรือระบบการเมืองมีความคล่องตัว มีความเดินทางไปในทางที่ถูกต้องได้

 

 

 

 

          แต่ถ้าบอกให้ไปดัดสันดานคนนั้นคนนี้นั้นคงไม่มีทางเพราะว่าคนเราอยู่ที่สภาพแวดล้อมอยู่กับเงื่อนไขของชีวิต ถ้าเราสามารถปรับปรุงให้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขบางอย่าง อย่างเราไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นได้ แต่เราอาจจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างอะไรบางอย่าง ให้มีความโปร่งใสมากขึ้นให้เกิดความรับผิดชอบตัวเองมากขึ้นก็จะไปช่วยบรรเทาปัญหาการคอร์รัปชั่น

 

 


          การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการปฏิรูปมันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างถึงแม้จะใช้มาตรการทางด้านการบริหารก็ดี มาตรการทางภาษีก็ดี มาตรการทางกฎหมายก็ดี มันจะไม่มีผลทันตา เพราะสุดท้ายขึ้นอยู่ที่ว่าตัวบุคคลแต่ละบุคคลเปลี่ยนกระบวนทัศน์เปลี่ยนกรอบความคิดได้หรือเปล่า

 

 




ความเห็น

  • ข้าราษฎร wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:38

    อำนาจอธิปไตยคืออะไร คำว่า อะ อ่านว่า อะ แปลว่าไม่ เป็นอำนาจอันสูงสุด ใครจะมากดขี่ข่มเหงเป็นมิได้ เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ใครจะมาบังคับข่มขู่เป็นมิได้ และ เป็นอำนาจอันเป็นเอกสิทธิ มอบให้ใครมิได้ พ่อแม่หรือพี่น้องก็มอบให้มิได้ ให้ผู้อื่นทำแทนก็มิได้ ถ่ายโอนก็มิได้ เมื่ออำนาจอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคน หรือเรียกว่าปวงชน ซึ่งทุกคนล้วน
    มีเกียรติ มีศักดิศรี และ มีอำนาจเท่าเทียมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้ บังคับใครก็ไม่ได้ ควบคุมใครก็ไม่ได้ สั่งการใครก็ไม่ได้ มันก็วุ่นวายไปหมดนะสิ ขอตอบว่าไม่ใช่ ถึงทุกคนจะมีอำนาจอธิปไตยเท่ากันหมดทุกคน แต่บนความเหมือนย่อมมีความแตกต่าง ซึ่งมีอยู่ 2 สิ่ง ที่ไม่เหมือนกัน เป็นความแตกต่างของ แต่ละบุคคล แต่ละอาชีพในสังคม นั้นคือ สิทธิ และ หน้าที่
    อำนาจอธิปไตย แบ่งได้ 2 ประเภท

    1. อำนาจอธิปไตยอันเป็นสิทธิ หรือเรียกสั้นๆ ว่า สิทธิ โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่มิได้เกี่ยวข้องโดยตรง มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มิได้รับผลกะทบโดยตรง เช่น ได้รู้ ได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง หรือ เคยเห็น เคยฟัง เป็นต้น เรียกว่า เป็นสิทธิ

    2. อำนาจอธิปไตยอันเป็นหน้าที่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า หน้าที่ โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องโดยตรง
    มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ได้รับผลกะทบโดยตรง เป็นต้น เรียกว่า เป็นหน้าที่ ซึ่งมีความสำคัญมาก เมื่อประชาชนมีหน้าที่ก็ต้องมีหน้าที่หลัก หน้าที่หลักของประชาชน ก็คือหน้าที่การงานในการประกอบอาชีพซึ่งก็คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่อยู่ในสังคมไทยนั้นเอง และ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบพื้นฐาน ในการปกครองแบบประชาธิปไตย

  • ข้าราษฎร 2 wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:41

    พื้นฐานของการปกครอง ( แบบประชาธิปไตย ) แบ่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วน
    1. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในส่วนของราษฎร (ขอตั้งชื่อว่า ข้าราษฎร) มีหน้าที่รับใช้ประชาชนและสังคมในด้านอันเป็นประโยชน์ส่วนบุคคล เช่น รถยนต์ , บ้าน , เสื้อผ้า , อาหาร , เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ได้รับค่าจ้างผลตอบแทนจากทรัพย์สินของส่วนบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ จึงมีความจำเป็นต้องมีกลุ่มบุคคล
    เช่น ผู้นำกลุ่มของแต่ละอาชีพ สมาคมของแต่ละอาชีพ สหภาพของแต่ละอาชีพ หรือ สมัชชาของแต่ละอาชีพ เป็นต้น
    เพื่อกำกับ ตรวจสอบ ดูแล ช่วยเหลือ สงเคราะห์ ประสานงาน เป็นที่ปรึกษา อบรม พัฒนา แก้ไข ปรับปรุง ทั้งทางด้านอาชีพ และทางด้านชีวิต (ร่างกายและจิตใจ) และอื่นๆ มีการคัดเลือกผู้มีความรู้มีความสามารถระดับสูง จัดตั้งเป็นคณะผู้บริหารและจัดการ ในหน่วยงานของราษฎร ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค ตลอดจนถึงระดับประเทศ

    2. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในส่วนราชการ ก็คือ ข้าราชการ มีหน้าที่รับใช้ประชาชน และสังคมในด้านอันเป็นประโยชน์ส่วนรวม เช่น ถนน , แม่น้ำ , ป่าไม้ , การศึกษา , รักษาโรค เป็นต้น ได้รับค่าจ้างผลตอบแทนจากทรัพย์สินของส่วนรวม มีการคัดเลือกผู้มีความรู้ มีความสามารถชั้นสูง จัดตั้งเป็นคณะผู้บริหารและจัดการ ในหน่วยงานของราชการ ซึ่งในปัจจุบันมีพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในระดับท้องถิ่น , ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค ตลอดจนระดับประเทศ

    3. บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นผู้แทน ก็คือ ผู้แทนประชาชน มีหน้าที่รับใช้ประชาชนและสังคมในด้านการเป็นผู้แทน โดยมีหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ , รับปัญหาความทุกข์ยาก , ความเดือดร้อนต่างๆ นำเข้าสู่ที่ประชุมของสมาชิกผู้แทนประชาชนเพื่อสร้างนโยบาย แล้วนำนโยบายไปมอบให้กับคณะผู้บริหารและจัดการในหน่วยงานของข้าราษฎรหรือข้าราชการ เพื่อแปลงนโยบายให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้ข้าราษฎรหรือข้าราชการนำไปปฏิบัติให้เกิดผล การทำหน้าที่ของผู้แทนเสมือนเป็นตัวแทน โดยผู้ที่ได้รับปัญหาได้รับความเดือดร้อนไม่ต้องไปดำเนินการเองจะได้ไม่เสียเวลาในการทำมาหากิน รวมทั้งคอยติดตามตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาทั้งในส่วนของราษฎรและในส่วนราชการให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้แทนจะได้รับค่าจ้างผลตอบแทนจากทรัพย์สินของส่วนรวม มีการคัดเลือกบุคคลผู้มีความรู้ มีความสามารถด้วยวิธีเลือกตั้ง จัดตั้งเป็นคณะผู้แทนประชาชนทั้งใน ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค ตลอดจนระดับประเทศ

  • ข้าราษฎร 3 wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:44

    ข้อบังคับ ระเบียบ และ กติกา

    ในการปฏิบัติหน้าที่ของอาชีพต่างๆ ทั้งในส่วนราษฎร, ในส่วนราชการ และในส่วนผู้แทนประชาชน ย่อมเกิดปัญหาจากการใช้อำนาจ สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น จึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับเพื่อใช้ป้องกันและควบคุมการใช้อำนาจ มิให้ใช้อำนาจอธิปไตยจนเกินขอบเขตหรือเกินเลย จนไปก้าวล่วงละเมิดอธิปไตยของบุคคลอื่น อาชีพอื่น จนเกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อน และ ความเสียหายขึ้นมา เช่น การลุแก่อำนาจ ทุจริตโกงกิน สร้างอิทธิพล ครอบงำสังคม รีดไถเก็บส่วย เก็บค่าคุ้มครอง การบุกรุกทำลายป่า การปล้นฆ่าข่มขืน ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ เป็นต้น หรือ ละเว้น ละเลย เพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเอง จนเกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อน และ ความเสียหายให้กับบุคคลอื่นอาชีพอื่น เช่น ทำงานเช้าชามเย็นชาม ภัยบนท้องถนน ปัญหามลพิษ น้ำเน่าเสียในคลอง ปัญหาน้ำท่วม ป่าไม้ถูกทำลาย เป็นต้น มีระเบียบ เพื่อมิให้เกิดความยุ่งยาก ลดความสับสน ลดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และ มีกติกา เพื่อความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้ง สร้างความเป็นธรรม มิให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบ หรือเสียเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดปัญหาขึ้นมา

  • ข้าราษฎร 4 wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:46

    กฎหมายเป็นข้อบังคับ

    กฎทุกกฎรวมทั้งกฎหมาย เป็นข้อบังคับด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เช่น กฎการบวก 2 + 2 = 4 บวกยังไงก็ได้เท่ากับ = 4 ซึ่งเป็นข้อบังคับตามหลักของกฎ มีความถูกต้องเป็นจริง พิสูจน์ได้ เป็นที่ยอมรับของทุกคน และ ไม่มีใครโต้แย้งได้ กฎหมายจราจรว่าด้วยไฟจราจร มีข้อบังคับ เช่น ไฟเขียวให้รถวิ่ง ไฟแดงให้รถหยุด ( แยกไหนมีไฟแดงให้รถวิ่ง หรือ มีไฟจราจรสีน้ำเงินช่วยแจ้งที ) กฎของกาลเวลา มีข้อบังคับ เช่น 1 ปี = 12 เดือน , 1 วัน = 24 ชั่วโมง ( ปฏิทินบ้านใครมี 1 ปี = 13 เดือน หรือ เวลาบ้านใคร มี 1 วัน = 25 ชั่วโมง ช่วยแจ้งที ) และอีกตัวอย่างเช่น กฎหมายของธรรมชาติว่าด้วยน้ำ เป็นของเหลวต้องไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เป็นข้อบังคับด้วยตัวของมันเอง ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ เมื่อนำข้อบังคับนี้ไปใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง โดยขุดทางเพื่อระบายน้ำไหลลงสู่คลอง เป็นการบังคับให้น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ ลงสู่คลองทิ้งไป ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังนี้ได้

  • ข้าราษฎร 5 wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:47

    ข้อบังคับมิใช่กฎหมาย

    ข้อบังคับ เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าสามารถบังคับ ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าหรือไม่มีอำนาจ ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของผู้มีอำนาจมากกว่า ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวขึ้นอยู่กับการปกครองแต่ละรูปแบบ ในปัจจุบันประเทศไทยใช้ การปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด และ ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ อยู่ในตัวคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เมื่ออำนาจอธิปไตยแต่ละอธิปไตย หลายๆอธิปไตยร่วมเป็นธิปไตยของปวงประชา ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย นำไปใช้บังคับ , ควบคุม , กำกับ , ตรวจสอบ , ประเมินผล และ ให้คุณให้โทษ กับเจ้าหน้าที่ได้แก่ ข้าราษฏร ข้าราชการ และ ผู้แทนประชาชน ให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และ มีประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งจะกล่าวให้ทราบในเรื่องของ การปกครอง ( แบบประชาธิปไตย ) และเพื่อมิให้เกิดปัญหา จากการใช้อำนาจอธิปไตยจนเกินขอบเขตเกินเลย หรือ ละเว้น ละเลย เพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจอธิปไตย จนเกิดความเสียหาย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของ ผู้อื่น อาชีพอื่น หน่วยงานอื่น และองค์กรอื่น จึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับไว้ป้องกันและควบคุมการใช้อำนาจ ซึ่งจะกล่าวให้ทราบในเรื่องของ อำนาจอธิปไตย ( เป็นของปวงชน ) ข้อบังคับที่มิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ มิใช่กฎ หากไม่มีคุณสมบัติและลักษณะจำเพาะเป็นถ้อยความหรือข้อความ มิใช่กฎหมาย

  • ข้าราษฎร 6 wrote on 26 กันยายน, 2010, 13:52

    กฎหมายจราจร และ กฎจราจร

    ในการสร้างบ้านหรือตึกจำเป็นต้องมีกฎเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย มั่นคง แข็งแรง ทนทาน และประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องมีข้อบังคับตามหลักเกณฑ์ของกฎในศาสตร์ว่าด้วยการก่อสร้าง เช่นใช้เหล็กเส้นขนาดเท่าไร ใช้ปูนชนิดอะไร ปูนก่อมีส่วนผสมของหิน ปูน และทราย เป็นเท่าไร ปูนฉาบมีส่วนผสมของหิน ปูน และทราย เป็นเท่าไร ใช้เสากี่ต้น เสาแต่ละต้นมีขนาดเท่าไร เป็นต้น คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจน ในศาสตร์ว่าด้วยการก่อสร้าง ซึ่งมีความถูกต้องเป็นจริง พิสูจน์ได้ เป็นที่ยอมรับของทุกคน และ ไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด

    เช่นเดียวกับการใช้รถใช้ถนน จำเป็นต้องมีกฎจราจรเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และ ประหยัดพลังงาน ซึ่งต้องมีข้อบังคับตามหลักเกณฑ์ของกฎในศาสตร์ของการจราจร กฎจราจรว่าด้วยทางโค้ง เช่น ต้องมีรัศมีโค้งกี่เมตร ต้องมีความชัน( SLOPE) กี่องศา ที่ความเร็ว 0 – 120 +10% กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นต้น ว่าด้วยทางยูเทริน เช่น การกำหนดจุดที่เหมาะสม ช่องทางต้องกว้างกี่เมตร ต้องยาวกี่เมตร ต้องมีรัศมีโค้งกี่เมตร เป็นต้น ( ช่องทางยูเทรินแบบสองทิศทาง ทำให้รถที่มายูเทริน เกิดการบดบังซึ่งกันและกัน มองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ) ว่าด้วยทางสามแยก เช่น ช่องทางเลี้ยวต้องยาวกี่เมตร ต้องกว้างกี่เมตร ตำแหน่งไฟส่องสว่าง ตำแหน่งป้ายจราจร ตำแหน่งสัญญาณไฟจราจร ขนาดของไฟจราจร เป็นต้น ว่าด้วยการรวมช่องจราจร เช่น ก่อนรวมช่องทางต้องมีระยะกี่เมตร เป็นต้น ( การรวมช่องจราจรในระยะกะชั้นชิดทำให้เกิดอุบัติเหตุ) ว่าด้วยสัญญาณไฟจราจร เช่น ไฟแดงกี่วินาที ไฟเขียวและเหลืองกี่วินาที เวลาว่างก่อนเปลี่ยนทางจราจรกี่วินาที เป็นต้น
    ( เวลาว่าง เป็นการหลีกเลี่ยงปรากฏการของแรงเฉื่อยในการเคลื่อนที่ของรถ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของกฎทรงพลังงาน ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงกฎ หรือ เอาชนะกฎได้ จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง โดยชดเชยเป็นเวลาว่าง ก่อนอีกด้านจะเป็นไฟเขียว) และ กฎจราจรว่าด้วยเส้นวิกฤต เช่น เส้นวิกฤตมีระยะห่างจากทางแยกกี่เมตร ที่ความเร็ว 0 – 120 +10% กิโลเมตร/ชั่วโมง เส้นมีความหนาเท่าไร เป็นต้น ( เส้นวิกฤตเป็นเส้นที่ช่วยในการตัดสินใจ ว่าต้องหยุดรถหรือวิ่งผ่านไป ในช่วงเวลาคาบลูกคาบดอก ซึ่งสายตามนุษย์วัดระยะทางไม่ได้ ) คำถามเหล่านี้ต้องมีคำตอบ ตามหลักของกฎในศาสตร์ของการจราจร ซึ่งต้องมีที่มาที่ไป มีเนื้อหาสารประโยชน์ ที่ถูกต้องเป็นจริง พิสูจน์ได้ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกคน ทุกฝ่าย และ ไม่มีใครโต้แย้งได้หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics