รายงานพิเศษ : ชุมชนพอเพียง ! อัปยศ ?
- วันอังคาร 9 กุมภาพันธ์ 2553 11:54
- วิเคราะห์สถานการณ์
- อ่าน 76 ครั้ง
- 1 ความเห็น
โครงการชุมชนพอเพียง เกิดขึ้นในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จุดประสงค์เพื่อยกระดับชุมชนแบบยั่งยืน มีรูปแบบบริหารจัดการภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง(สพช.) ที่มีนายกอ์ป ศักดิ์สกาวสุ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
โครงการชุมชนพอเพียง เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีชุมชนเข้าร่วมถึง 8 หมื่นชุมชน มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา อนุมัติเงินสู่ภาคปฏิบัติแล้วกว่า 5 พันล้านบาท ทว่าต่อมาโครงการดังกล่าวต้องระงับชั่วคราว ขณะที่ผู้รับผิดชอบเช่น นายกอร์ปศักดิ์ และเจ้าหน้าที่ใน สพช. หลายคน ต้องลาออก เนื่องจากมีข่าวสะพัดว่าโครงการชุมชนพอเพียง มีการเบิกจ่าย และจัดจ้างอย่างไม่โปร่งใส
เพื่อสืบหาความจริง คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหาร วุฒิสภา จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนขึ้นมา
ที่กำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ คือสรุปผลสอบ “โครงการชุมชนพอเพียง” ของคณะอนุกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ซึ่งจะเสนอให้คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหาร วุฒิสภา พิจารณาเห็นชอบ ก่อนนำเสนอให้รัฐบาลแก้ไข และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติสอบสวนหาผู้กระทำผิด
- ตรวจสอบพบการประชุมประชาคมชุมชน/หมู่บ้านที่เป็นปัญหาและมีการร้องเรียนส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือมีจำนวนผู้เข้าร่วมประชาคมไม่ถึง 70% ของผู้แทนแต่ละครัวเรือน แต่จะใช้วิธีให้ผู้แทนครัวเรือนมาลงชื่อในภายหลัง ในขณะที่ข้าราชการชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ที่จะต้องส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ ก็มิได้ดำเนินการส่งผู้แทนเข้าร่วมแต่อย่างใด แต่กลับลงนามรับรองการประชุมเพื่อเสนอโครงการส่งไปยัง สพช.
- ตรวจสอบพบหลายชุมชนจัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าแบบเดียวกันในราคาที่แพงกว่าราคาท้องตลาด 8-10 เท่า เช่น จัดซื้อเครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 3 แสนบาท ทั้งที่ตามท้องตลาด ขายเฉพาะตู้กรองน้ำในราคา 2.5 – 3 หมื่นบาท
- ตรวจสอบพบว่าอดีต ผบ.สพช. (นายกอร์ปศักดิ์ สกาวสุ) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทคู่ค้าของชุมชนต่างๆ โดยมีกลุ่มเครือญาติเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทเหล่านั้น
- ตรวจสอบพบโครงการจัดซื้อต้นไม้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และราคาแพงกว่าท้องตลาด
- ตรวจสอบพบว่าคู่มือการบริหารจัดการโครงการ ที่แจกจ่ายไปทั่วนั้น เป็นเพียง “คู่มือฉบับย่อ” ที่ขาดรายละเอียด หลักเกณฑ์ที่สำคัญ ทำให้ทุกชุมชนไม่ทราบว่าโครงการแบบไดที่ขออนุมัติได้ และ โครงการแบบไดที่ขออนุมัติไม่ได้
- ตรวจสอบพบว่ามีการหลอกลวงต่อผู้นำชุมชนว่าได้รับงบเพิ่มเติม ให้เร่งรีบดำเนินการประชุมประชาคมเพื่อจัดทำโครงการเพิ่ม แต่ต้องเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดตามที่ปรากฏในโบรชัวร์ ในราคาที่แพงกว่าปรกติ และเมื่อชุมชนได้เสนอโครงการเพิ่มเติมกลับกลายเป็นการเสนอเปลี่ยนแปลงโครงการเดิม
- ตรวจสอบพบว่าขั้นตอนการจัดทำโครงการ การพิจารณา การอนุมัติ เป็นไปโดยรวบรัด ปราศจากการถ่วงดุลโดยสิ้นเชิง อำนาจการพิจารณาทั้งหมดรวมอยู่ ณ คณะกรรมการบริหารโครงการเท่านั้น
- ตรวจสอบพบว่าใบเสร็จรับเงินในการจัดซื้อจัดจ้างที่ร้านค้าให้ไว้เป็นหลักฐานในการซื้อสินค้าหรือจ้างทำของไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บางแห่งเป็นเพียงใบส่งของ ถือได้ว่ามีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีชัดเจน และยากจะติดตามตรวจสอบบริษัทเหล่านั้น เพราะมีลักษณะเป็นห้องแถว ตึกเช่า พร้อมเคลื่อนย้ายทุกเมื่อ
- สพช. มีบุคลากรเพียง 33 คน ไม่เพียงพอต่อการควบคุมบริหารจัดการเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ ไม่ใช่หน่วยงานทางราชการ ผู้ปฏิบัติงานมีลักษณะเป็นลูกจ้างชั่วคราว จึงไม่สามารถใช้มาตรฐานทางวินัยข้าราชการกับผู้บกพร่อง หรือทุจริตได้ิิิิิิิิิิิิ
ขอขอบคุณข้อมูลจากมติชน ฉบับวันที่ 8 ก.พ. 53






ขอขอบคุณข้อมูล จาก นสพ.มติชน